350430 พระสูตร ทิ้งอะไร-ทำอะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350430 พระสูตร ทิ้งอะไร-ทำอะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
พระสูตร ทิ้งอะไร-ทำอะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 30 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เสนาสนะสูตร อาตมาก็ได้อธิบายให้ฟังแล้วน่ะ ทีนี้มาอังคสูตร ในพระไตรปิฎก เล่ม 24 นี่นะ อังคสูตร ข้อ 12 นี่ เริ่มต้น อังคสูตร ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ละองค์ 5 ได้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 5 บัณฑิตเรียกว่า ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวล ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ ในธรรมวินัยนี้ ก็หมายความธรรมดา มีผู้ละองค์ 5 อะไรจะเป็นองค์ 5 เดี๋ยวจะได้รู้ ละองค์ 5 ได้แล้ว ท่านเรียกว่า เป็นผู้ประกอบด้วยคุณ คุณก็คือ ความดีงามทั้งหลายแหล่ ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวล ผู้อยู่จบพรหมจรรย์เป็นผู้อุดมบุรุษถึงขั้นเป็นอรหันต์ทีเดียว เพราะเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์เลย เป็นพระอรหันต์เลย เป็นอุดมบุรุษ เป็นบุรุษเลิศ เป็นคนยอด คนเลิศเลย องค์ 5 นั้นจะมีอะไร เราดูต่อไป ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละองค์ 5 ได้อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละกามฉันทะได้แล้ว 1 ละพยาบาทได้แล้ว 1 ละถีนมิทธะได้แล้ว 1 ละอุทธัจจะกุกกุจจะได้แล้ว 1 ละวิจิกิจฉาได้แล้ว 1 ตกลงที่ละได้นั่น องค์ 5 ที่ว่านั่น ปัดโธ่ ของเก่า หน้าตาโบราณเก่าๆ ไม่ได้ลึกลับ ไม่ได้แปลก ไม่ได้ใหม่อะไรเลย แต่นั่นแหละ เรารู้ทั้งรู้นั่นนะ ชื่อมัน ก็รู้จนชินชา จนกระทั่งเฉยเมย ทว่ามันมีจริงๆ มันเป็นเรื่องจริงนะ นิวรณ์ 5 นั่นแหละ เป็นอาหารของอวิชชา เมื่อเราละนิวรณ์ 5 ได้สิ้นเกลี้ยงจริงๆเลย ไม่เหลือไม่หลอเลยนะ เราก็พ้นอวิชชาหมด อย่างนี้ก็ยืนยันอีก พระพุทธเจ้าก็ยืนยันอีก ละองค์ 5 ได้แล้วจริงๆ นี่นะ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวล หมายความว่าดีเยี่ยมละ ดียอดเลย เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุ
อ่านต่อ
รุษ เป็นคนเลิศ เป็นคนสูงสุด เป็นอุดม อุตมะ เป็นคนสูงสุด สมบูรณ์ ละองค์ 5 ที่ว่า เรามาพูดกันให้หมด อธิบายให้ละเอียด ซ้อนเชิงเข้าไปเรื่อยๆ อีก เอาต่ออีกหน่อย เอาให้มันจบๆๆเพราะอันนี้มันเป็นองค์ 10 ทั้งหมดมี 10 มันต้อง 5 สอง 5 นะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละองค์ 5 ได้แล้ว อย่างนี้แล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 5 นอกจากละองค์ 5 แล้ว ยังประกอบด้วยองค์ 5 อีก ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ 5 อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ อันเป็นของพระอเสขบุคคลหนึ่ง ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ อันเป็นของพระอเสขบุคคลหนึ่ง ประกอบด้วยปัญญา ขันธ์ อันเป็นของพระอเสขบุคคลหนึ่ง ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์ อันเป็นของพระอเสข บุคคลหนึ่ง ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขบุคคลหนึ่ง อันนี้ เราก็เคยได้ยินมานะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 5 อย่างนี้แลนะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ละองค์ 5 ได้แล้ว ผู้ประกอบด้วยองค์ 5 บัณฑิตเรียกว่า ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวล ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษในธรรมวินัยนี้ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ย่อมไม่มีแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวงเทียว ภิกษุผู้เช่นนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอันเป็นของพระอเสขะ ด้วยสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ ด้วยปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ ด้วยวิมุติอันเป็นของพระอเสขะและด้วยวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ ภิกษุนั้นแล เป็นผู้ละองค์ 5 สมบูรณ์แล้วด้วยองค์ 5 ภิกษุนั้นแล บัณฑิตเรียก ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวลในธรรมวินัยนี้ ละ 5 ประกอบสมบูรณ์อีก 5 เพราะฉะนั้นมันจะต้องเกี่ยวกัน สิ่งหนึ่งละ สิ่งหนึ่งเจริญ เจริญด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ขันธ์นี่คือกอง คือสภาพที่มันมาประชุมกัน มันเกิดเป็นสภาพที่รวมกันขึ้นมา กอบก่อกันขึ้นมาเป็นของจริงที่เกิดจริง มีจริง เป็นจริงขึ้นมา มันเป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องจิต เจตสิก เราละกิเลสด้วยศีล ทฤษฏีของพระพุทธเจ้า ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา การศึกษาของท่าน 3 อย่างนี้ หรือมรรค 8 เราก็แบ่งเป็นการศึกษา 3 เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อรวมกันแล้ว เรามีศีลขึ้นมา เราฟัง เราเรียนรู้สัมมาทิฐิ เข้าใจทิศทาง หรือสภาพที่เราจะปฏิบัติ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ที่จริงเวลาจะเรียนสัมมาทิฐินี่ คำว่าทิฐินั่นท่านบอกว่าให้มองให้เห็น พ้นมิจฉาทิฐิคืออะไร ก็ได้พูดแล้ว แล้วทีนี้ก่อนจะเป็นพระอาริยบุคคล จะเริ่มต้นเป็นโสดาปัตติมรรค จะเดินเข้ามรรคเข้าทางนี่นะ เราก็จะต้องเป็นผู้ที่เห็นทุกข์ แล้วก็รู้เหตุแห่งทุกข์ ต้องปหานทุกข์ ต้องรู้จริงๆนะ เราจะต้องเป็นผู้รู้ รู้ว่านี่มันทุกข์นะ เมื่อนี่มันทุกข์ ก็พยายามตามหาเหตุ ตามหาเหตุที่ไหน เหตุที่จิต เหตุที่กิเลสในจิต สมุทัย กิเลส ตัณหา อุปาทานของจิตนี่แหละ ตามจับมันให้ได้จริงๆ เป็นอาการ แม้แต่พ้นมิจ ฉาทิฐิ อาตมาเคยย้ำให้ฟังมากมายแล้วว่า จะพ้นมิจฉาทิฐิได้ ก็ตรงที่เราจับจิต จับเจตสิกของเราด้วยอาการ ลิงคะ นิมิต จับรูป นาม วิญญาณ เกิดญาณ เกิดปัญญา อธิปัญญา นี่แหละตัวธาตุรู้ที่รู้ยิ่ง รู้เยี่ยม รู้ยิ่งกว่า คนธรรมดาๆ รู้แต่เรื่องหยาบๆ ไม่เคยจับอารมณ์ ไม่เคยจับกิเลส ไม่เคยจับสภาพที่มันเป็นนาม ธรรมในจิตในใจของตัวเองเลย พอเรามาเป็นนักปฏิบัติธรรม เราจะต้องหัดจับอาการ เมื่อไหร่มันยิ่งเกิดปัจจุบันธรรม ขณะนี้กำลังเกิดกาม ขณะนี้กำลังเกิดพยาบาท ขณะนี้กำลังเกิดอาการถีนมิทธะ เห็นหน้าเห็นตามันเลย มันเป็นยังไง มีสติให้แรง ถีนมิทธะกับสตินี่ มันจะตรงกันข้ามกัน เพราะถีนมิทธะแล้วมันไม่ค่อยมีสติ สติมันจะตก มันจะไม่มีแรงของปัญญา ไม่มีแรงของการตรวจสอบ ไม่มีแรงของจิตตัวแรงที่จะไปจับรู้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามให้ตื่น หรือเราพยายามจะใช้ตัวญาณนี่แหละ พยายามจะใช้ญาณ หรือว่าเป็นตัวตำรวจของเรานี่เข้าไปจับเจ้าถีนมิทธะ ตัวที่มันจะง่วง มันจะไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตกในภวังค์ ในจิตใจของเรา เราจะต้องอ่านเข้าไป จับตัวมัน ตัวญาณตัวนั้นก็สามารถที่จะจับ ชำแรกเจริญขึ้นมามีฤทธิ์มีแรงขึ้นมารู้ อ่านได้ โอ๋ อาการอย่างนี้เอง อาการง่วงๆ เหงาๆ หาวๆ อาการอยากที่จะซึม อยากจะหรี่ อยากจะหลับ คนเราหลับเป็นยังไง ก็คงพอรู้ เฉพาะเราเคยหลับมาทุกคน มันอยากจะลงไปยังงั้น อยากจะหลับ อยากจะไม่นึกไม่คิดอะไร ปล่อย ตัดทวารทั้ง 5 หยุด ไปอยู่ในภวังค์ทวารใน คือ ภวังค์จิต และจิตเป็นยังไง อยู่ในทวารจิต แล้วก็ไม่ตื่น ไม่มีสติในภพด้วย อยู่ในทวารจิต ก็จะหรี่ลงๆๆ ต้องบอกว่าจิตเริ่มหรี่ อาตมาเคยอธิบายมาหลายครั้งหลายคราวแล้วว่ามันจะต้องมีคำว่าตื่น รู้สึกตัว มีสติเต็มร้อย รู้ตัวอย่างเต็มโพลง เบิกบานแจ่มใส เต็ม เป็นอย่างไร เราก็รู้ตัวให้ได้ พอเริ่มหรี่ขึ้นมานิดหนึ่ง มันไม่ตื่นแจ่มใสเต็มเลยนี่ นั่นแหละมันเริ่มเป็นถีนมิทธะแล้ว ถ้ายิ่งมันหรี่สะลึมสะลือเข้าไป ยิ่งไม่รู้เนื้อรู้ตัว ยิ่งสติตกมากเท่าไหร่ นั่นแหละตัวถีนมิทธะยิ่งมากเข้าไปเท่านั้น ยิ่งกำลังจะเป็นตัวถีนมิทธะเต็มร้อย มันยิ่งหนักหนาสากรรจ์ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องอ่านจริงๆ อุทธัจจะ ฟุ้งซ่านไปคิด รำคาญใจ ทุกข์ร้อน กุกกุจจะ รำคาญ มันไม่ได้เป็นสุข มันไม่ได้สบายอะไรนั่นแหละ เรียกว่าอุทธัจจะ ฟุ้งซ่านที่หยาบแล้วนะ อุทธัจจะที่หยาบแล้ว มันฟุ้งซ่านไปไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่ได้ประโยชน์คุณค่าอะไร คนเราคิดนึกอุทธัจจะที่ไม่มีกุกกุจจะ ก็คือมันมีการฟุ้งซ่านอยู่บ้าง จิตมันคิดไป อะไรต่ออะไรไป ถ้าเราเจตนาจะคิด มันก็คือการดำริ สังกัปปะ หรือการคิด การคิดกับการฟุ้งซ่าน ต่างกัน ฟุ้งซ่าน ก็คือคิด บางทีเราไม่ได้จัดการกะมัน คิด ไม่ได้ควบคุมให้มันคิดหรอก จะคิดเรื่องอะไร ไม่รู้ทิศ ไม่รู้ทางด้วย มันปรุง มันคิดมันฟุ้งไปเรื่องนั่นเรื่องนี่ ไปตามอารมณ์ชอบ คิดเรื่องนั่นเรื่องนี่ ผกผันอะไรไป มันก็เป็นเรื่องของอุทธัจจะ ถ้ายิ่งอุทธัจจะที่ผกผันฟุ้งซ่านนั่นไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว ซึ่งเราจะต้องรู้ว่าไม่ได้เรื่องได้ราวอย่างไร มันคิดไปในทางไม่ดีด้วย คิดไปทางหาเรื่องกาม หาเรื่องพยาบาท นั่นแหละเป็นต้น คิดไปในทางที่จะฟุ้งซ่านในเรื่องจะหาอะไรมาบำเรอตน จะหาอะไรมาแก้แค้น หรือว่าคิดไปแล้ว ก็วนก็หมุน ก็โมหะ ก็วุ่นวาย หลงเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอะไรไป ไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย ไม่เป็นเหตุไม่เป็นผล เราก็จะต้องรู้ว่า คิดไม่เข้าเรื่อง ถ้าคิดให้มันเข้าเรื่อง จับการคิดให้ดีๆ จะคิดอะไรก็รู้ จะปรุงอะไรก็รู้ จะพิจารณาอะไรก็รู้ อย่างนี้เร็วกว่า มันไม่ใช่อุทธัจจะ มันเป็นสังกัปปะ ตักกะ วิตักกะนั่นแหละ เป็นการตริ การตรอง การนึกคิด การดำริ ในทางการงานทางจิต การให้เกิดกรรมการงานทางจิต เราก็คิดอยู่ในภพ นั่งอยู่ในภพ เราก็คิด เวลานั่งสมาธิอยู่ในภพ หรือเวลาเราทำเตวิชโช ด้วยวิธีนั่งสมาธิ หรือสงบแล้วก็ระลึกเรื่องราวอะไรขึ้นมาเป็นเจตนา สังกัปปะ เราจะระลึกย้อนไปในเรื่องอะไร ทบทวนอะไร มันไม่ใช่อุทธัจจะ กุกกุจจะ พวกสมาธิพาซื่อนี่ เขาจะไม่ให้มีอุทธัจจะ ไม่ให้มีฟุ้งซ่านอะไรเลย เขาจะไม่คิดไม่นึกอะไรเลย ปล่อยให้จิตว่างๆ สงบก็คือ ว่าง ไม่คิดอะไรเลย อยู่กะจิต อยู่กะกสิณ อะไรก็อยู่กับกสิณอันนั้น ไม่คิด ไม่ปรุงอะไรเลย หนึ่งเดียวๆนะ ถ้ารู้ลมหายใจ ก็คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็คือลมหายใจออกหนึ่งเดียว ไม่คิด ไม่นึกอะไร นั่นเป็นวิธีสมถะ อุทธัจจะกุกกุจจะเขาก็คือ ใช้วิธีไม่ปรุงอะไรทั้งนั้นแหละ มันหยุดดื้อๆ พวกนี้จะไม่มีปัญญาอะไร ไม่เกิดการดำริอะไร ไม่เกิดการพินิจพิเคราะห์ ไม่เกิดการอ่านอะไร แต่แรกๆวิธีต้นเราจะทำสมาธิแบบฤาษีนี่ จะอยู่ในภวังค์ นี่แหละจิตฟุ้งซ่าน จิตมันไม่หยุด จิตมันไปอะไรมากมาย ก็นั่งสมาธิเข้า ก็มีลมหายใจเข้าออก ทำกสิณหรือจะเอาอะไรก็แล้วแต่ ใครจะนึกจะคิดภาพอะไรไว้หนึ่ง และให้จิตมันรวมตัวลงมา จนกระทั่งจิตไม่ฟุ้งซ่านมาก แล้วทีนี้เราก็ตั้งใจตั้งจิตว่า จะหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาดำริ มาคิด มานึก วิธีทำส่วนใหญ่ของสมาธิแล้วเขาก็จะพิจารณา เขาจะทำอย่างนั้น มันฟุ้งซ่าน ก็ให้มันสงบก่อน พอสงบแล้ว เออ พอสมควรแล้ว ก็เอาอะไรมาพินิจพิจารณาตรวจสอบ ทำเตวิชโชก็เหมือนกัน จะปุพเพนิวาสานุสติ จะระลึกย้อนเรื่องราวอะไรขึ้นมา ก็เหมือนกันนั่นแหละ ให้จิตสงบขึ้นมาหน่อย ก็เอา ระลึกเรื่องนั้นเรื่องนี้ อะไร เราก็หยิบมาคิดน่ะ ทำให้เป็นหนึ่งจริงๆ แม้ว่าเราจะได้ยินเสียง ตาเราจะหลับแล้ว ไม่เห็นรูปอะไร ไม่ได้กลิ่น หรือจะได้กลิ่น เราก็ตัดได้ ลิ้นเราก็ไม่ได้รับรสอะไรแล้ว ก็ไม่ได้กินอะไร อมปากอยู่แล้ว เนื้อกายอะไก็ไม่ได้รับอะไรนักหนา จะมีอากาศร้อน อากาศเย็นอะไรบ้าง ก็ไม่ได้กวนใจอะไรเกินไปนัก แสดงว่าเรา ทวาร 5 ข้างนอกไม่ได้กวนใจอะไรมาก สามารถคิดนึกอยู่ในภพ เราไม่ต้องไปเอาใจใส่อะไรในตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วเราคิดนึกอะไรได้ คิดไป มันจะวอบๆแวบๆบ้าง ได้ยินเสียงอะไรเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ถึงกับทำลายสมาธิ ทำลายความคิดนึกเตวิชโช ไม่ทำลายให้เราเสียเรื่อง กำลังพิจารณาเรื่องนั่นเรื่องนี่ก็ไม่เสียเรื่องอะไร ทำได้ นี่เราก็เป็นสมาธิแล้ว ทวารทั้งห้าข้างนอกไม่ยุ่งไม่กวนอะไร ในขณะคิดนั้นเป็นเรื่องอะไรล่ะ บำเรอ คิดหากามมาบำเรอหรือคิดหาพยาบาทมาบำเรออะไร ไม่ได้คิดหากามมาบำเรอ ไม่ได้คิดพยาบาทมาบำเรออะไร ไม่ได้คิดจะแก้แค้นขุ่นเคือง โกรธคนนั้น อะไรคนนี้ หรือแม้ว่ามันซ้อนนะ เรื่องของกามนี่แหละ คิดนึกไปถึงเรื่องของกาม เหตุของกาม โอ๋ เรายังมีกามมากนิ นี้ผู้หญิงผู้ชาย ระลึกไปถึงผู้คน หญิงนี้เราชอบใจ ผู้ชายคนนี้เราติดใจ แล้วเราก็พิจารณาอย่างนี้ ต้องพิจารณาให้จริงๆเลยว่า เราไปติดในเรื่องกามกับพวกนี้ เราเตวิชโชนะ เป็นการปุพเพนิวาสานุสติ มีเหตุการณ์ตรงนั้นตรงนี้ เราไปชอบใจอะไรเขา กิริยาอย่างนั้น เวลาอย่างนั้น ได้คุยกัน โอภาปราศรัย ดีไม่ดี ได้ใกล้ได้ชิดอย่างนั้นอย่างนี้นะ ได้เห็นสายหูสายตา อย่างนั้นอย่างนี้ ได้ยินคำพูดอย่างนั้นอย่างนี้ มันหวานใจเหลือเกิน มัน แหม มันซาบซึ้งเหลือเกิน อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็นำมาคิด ให้เห็นว่านั่น มันเป็นกามอย่างนั้นๆ ให้เห็นความเกิด ความดับ อันเป็นอาริยะ โดยความเป็นอาริยะที่เราผ่านมาแล้ว ที่ท่านบอกมาแล้ว พูดมาแล้ว ให้เห็นความเกิดความดับที่เป็นอาริยะ เป็นผู้มีปัญญาประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับเป็นอาริยะ เป็นเครื่องชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ในเสนาสนสูตรนี่เราก็ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ล่ะ มีปัญญาประกอบด้วย เห็นความเกิดและดับ กิเลสมันเกิด และกามมันเกิด มันชอบใจยินดีพอใจ หรือคู่อาฆาต คู่แค้น คู่เคือง คู่ แหม สัมผัสกันแล้ว ตอนนั้น ตอนนี้ เราพอสัมผัสกัน เห็นท่าทีกิริยา เราก็เกิดไม่ชอบ เขาพูดอย่างนั้น เขาทำยังงี้ เราก็ไม่ชอบใจ แล้วก็เกิดทะเลาะกัน เกิดไม่พอใจกัน มันเรื่องอะไร ถ้าเราจะวางใจ ถ้าเราจะประสาน จะสมานอะไร เราก็พิจารณาอย่างนี้ เป็นสังกัปปะที่มันจะเกิดกามวิตก หรือ พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก เราทบทวน นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน เตวิชโช คือระลึกสิ่งที่แล้วมา สิ่งที่เกิดแล้ว เอามาพิจารณาทบทวน ต้องกระทำ ควรกระทำจริงๆนะ มีเวลาต้องนึกทบทวน ควรกระทำ แล้วก็ตรวจสอบให้ละเอียดลออ แล้วเราก็จะได้ตั้งใจใหม่ว่า อย่างนี้มันไม่ดีนะ เกิดอาการอย่างนี้ไม่ดี เราจะต้องระงับ ทีหลังถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ได้ประสบสัมผัสกันจริงแล้วล่ะก็ เราจะต้องไม่ให้เกิด จะต้องดับ ไม่ให้กิเลสของมันมาเกิดอย่างนี้ๆอีก เป็นการรู้เรื่องรู้ราว ตั้งอกตั้งใจ รู้ความผิดความพลาด รู้สิ่งเจริญจริง หรือไม่เจริญจริง สิ่งที่เสื่อมจริง สิ่งที่เลวตกต่ำอยู่จริงๆอะไร ตรวจสอบจริงๆ รู้ความเกิดความดับเป็นอาริยะ นี่ความเกิดความดับที่เราต้องรู้ว่าอะไรเกิดอะไรดับ ทบทวนอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นเมื่อเราทบทวน เป็นสังกัปปะ ก็รู้ว่าสังกัปปะ ไม่ใช่อุทธัจจะ มีเรื่องมีราว แม้จะได้ปัญญา แต่แค่ปุพเพนิวาสานุสติปัญญา หรือปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณหรือปัญญานี่อันเดียวกัน เราก็จะเกิดญาณเกิดปัญญา รู้แต่แค่บัญญัติก่อน แค่ตั้งใจไว้ก่อน เสร็จแล้วเกิดปฏิบัติ เกิดพบจริง ประสพจริง มีสัมผัสแตะต้องจริง คนที่เป็นคู่ของกาม หรือคนที่เป็นคู่ของพยาบาท เป็นเหตุปัจจัยสัมผัสจริง เกิดเหตุการณ์จริงขึ้นมา เราก็อ่านจิตวิญญาณจริงๆ ในปัจจุบันนั่นเทียว เป็นปัจจุบันอยู่ เข้าถึงอยู่ เห็นอาการที่มันเกิดกาม เกิดพยาบาท เราก็ต้องจัดการกับมันเดี๋ยวนั้นๆ ให้มันลดมันละเดี๋ยวนั้น ตัวที่เป็นทิฐิ สัมมาทิฐิ เรารู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ที่จะเป็นสัมมาทิฐิ พ้นมิจฉาทิฐิจริง เรื่องของปรมัตถ์ ก็คือผู้นั้นกำลังเห็นอนิจจัง แล้วอนิจจังก็คือกิเลสเกิด ตอนนี้สัมผัสอยู่จริงเลยนะ สัมผัสจริงเลยนี่ตัวเหตุปัจจัย ตัวเรื่องเลยนี่ เรากำลังสมมุติถึงเรื่องกามเป็นต้น คู่กามคู่สัมผัสกันเดี๋ยวนี้นี่เกิดเลยนะ ตอนนี้ก็เกิดเลยเดี๋ยวนี้ อ่านใจของเราเดี๋ยวนี้เลย เห็นอาการกิเลส ดูซินี่มันชื่นใจชอบใจ อะไรต่อมิอะไร ที่เป็นราคะ ที่เป็นกาม เห็นอาการอย่างนั้น แล้วเราก็พยายามด้วยวิธีสมถภาวนา หรือวิปัสสนาเดี๋ยวนั้นเลย คุณพิจารณาบ่อยๆ มันจะมีฤทธิ์แรงจริงๆ ด้วยความรู้รอบ ด้วยญาณปัญญา ตัววิปัสสนาปัญญานี่แหละ วิปัสสนาญาณนี่แหละ มันทำให้กิเลสนี่ห่อตัวเลยนะ ลดละเลยนะ ทำมันได้จริงๆเลยนะ ขณะใดที่คุณจับจิต เจตสิกได้ในเหตุการณ์ปัจจุบัน แล้วก็ทำให้มันจางคลายลงไปได้ โดยความรู้จริงเลยว่า ถ้าเราจะพูดอย่างนี้ คุยกันอย่างนี้ หรือเอากิริยาท่าทางอย่างนี้ ขึ้นมาชื่นใจเป็นสุข เป็นเจริญใจนี่ มันเป็นกิเลสนะ มันเป็นการให้อาหารของจิต มันเป็นการให้กาม เป็นการตรึกไปในกามนะ เป็นกามวิตก อย่างนี้เราดำริ หรือเราจะให้เกิดกิเลส เกิดอาหารจิต มันเป็นการใส่เชื้อกาม ดังนั้นยิ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์โตขึ้น เป็นสมุทัยที่โตขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ได้ เราจะต้องปหานสมุทัย ต้องปหานตัณหา ปหานต้องฆ่า ต้องลดมันให้ได้ ทำให้มันฝ่อให้ได้ ตัวนี้ ตัวกามแท้ สมใจในกาม บอกแล้วโลกียสุข คือการเสพสมสุขสม ได้สมใจพอใจในกาม ยินดีในกาม ยินดีในอาการของการได้ ที่มันไปเกิดภาวะผูกพัน ภาวะเอร็ดอร่อย เป็นอัสสาทะ รสที่พอใจ ยินดีในเรื่องสมใจ จะรัก จะชอบ จะเพิ่มไปในทิศทางที่มันเจริญงอกงามของกาม อันนี้ผิดทางแน่นะ เราอ่านจริงๆ แล้วก็ให้มันลด จางคลายลงมาให้ได้ ถ้าคุณทำให้มันลดจางคลายเมื่อไหร่ จะต้องลดจริงๆ อ่านให้ออกจริงๆ ว่าในจิต เจตสิก นี่คือกิเลสตัวนี้แหละ จับให้มั่นคั้นให้ตายนี่แหละ ฝ่อลงไปเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเดินทางเข้าโสดาปัตติมรรค ทำให้สักกายทิฐิเห็นตัวตน สักกาย คือตัวจริงเลย ตัวกิเลสกาม ทำให้กิเลสกามนี่ตัวเป็นเหตุ กิเลสกามนี่ เป็นทุกข์ สมุทัยเลยนะ เป็นกิเลสแห่งกามเลย ทำให้มันลด มันละ มันจาง เมื่อนั้นกำลังเดินทางเข้าสู่โสดาปัตติมรรค ทำบ่อยๆ ก็คือเดินมรรคเข้าไปเรื่อยๆๆ เข้าไปเป็นผล สะสมเป็นผลๆๆสะสมเป็นวิบาก สะสมเป็นกุศลวิบาก เรื่อยไปๆๆๆ เราจะพ้นมิจฉาทิฐิ ต่อเมื่อเราจับจิต เจตสิก ได้เป็นของแท้ เป็นปรมัตถ์ เป็นจิต เจตสิก เห็นอาการ ลิงคะ นิมิต ของมันจริงๆ จับรูปนามของมันได้จริง พ้นมิจฉาทิฐิ เพราะฉะนั้นเราฟังไปนี่เป็นทิฐิโดยบัญญัติ ทิฐิด้วยปริยัติ ทิฐิด้วยภาษา เป็นทิฐิความเห็นความเข้าใจด้วยภาษา เข้าใจด้วยโวหาร ยังไม่ใช่ความมีทิฐิที่เห็นของจริง เป็นการเห็น หรือรู้ หรือเข้าใจด้วยความรู้ พอคุณเอาตัวคุณไปปฏิบัติเมื่อไหร่ คุณมีอาการที่ได้ปฏิบัติจับจิต เจตสิก จับอาการมันได้เมื่อไหร่ รู้ว่านี่คือกาม หรือว่านี่คือพยาบาท หรือจะรู้ว่าถีนมิทธะ จะรู้ว่านี่อุทธัจจะกุกกุจจะ รู้ว่าตัวนี้เป็นวิจิกิจฉา ยังรู้ไม่แจ้ง ยังจับไม่จริง ยังสงสัยว่าอันนี้มันรูปนามหรือเปล่า นี่เป็นจิต เจตสิกหรือเปล่า อันนี้มันกิเลสหรือเปล่า อันนี้มันกามหรือเปล่า อันนี้มันพยาบาทหรือเปล่า อันนี้คือเบียดเบียนคือวิหิงสา วิตก ตรึกไปในทางวิตก ตรึกไปในทางเบียดเบียนหรือเปล่า คุณยังสงสัยอยู่เป็นวิจิกิจฉาอยู่ แสดงว่ายังไม่แม่น ไม่มั่น ไม่มีปัญญาพอ ไม่มีความเห็น ความเข้าใจพอที่จะรู้ปรมัตถ์ เพราะงั้นถ้าเผื่อว่ายังไม่แน่นอนอย่างนี้ เอ๊ นี่จิตหรือเปล่านี่ รูปนามนี่ สิ่งที่ถูกรู้ขณะนี้จับมั่นอันนี้ กิเลสมันเป็นอาการของจิต อาการในจิตอย่างนี้ เรียกมันว่ากิเลส อาการอย่างนี้ อาการกิเลสในจิตเรา เราจะทำอาการนี้แหละ ให้มันจางคลายลดละลง ยังลังเลสงสัย ไม่มีวันจะเป็นโสดาบันหรอก ถ้าแม้แต่สงสัยยังงี้ ก็ไม่เป็นโสดาบัน ต้องชัดเจน โอย ไม่สงสัย ใช่แล้ว นี่ใช่แล้ว นี่แหละตัวโจรแท้ ตัวผีแท้ละ นี่แหละตัวจังๆจริงๆเลย จับอาการ ลิงคะ นิมิต รู้รูป ถูกรูป มันมีนาม คือญาณปัญญาจับมั่นเลย ไม่สงสัยเลย อาการอย่างนี้แหละ แค่คุณจับมันมั่น รู้มันจริง ไม่วิจิกิจฉา แล้วคุณก็ปฏิบัติ ไม่ให้เป็นแค่สีลลัพพตปรามาส สีลลัพพตปรามาส แตกต่างกับสีลลัพพตุปาทานอย่างไร สีลลัพพตปรามาส ก็คือการปฏิบัติได้มีศีล มีพรต ศีลก็คือ ศีลนั่นแหละ พรตก็คือพรตนั่นแหละ มีศีล มีพรต มีตัวศีล มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติ และก็พึงมีการปฏิบัติ พรตก็คือการปฏิบัติ ปฏิบัติจริง ปฏิบัติแล้วคุณได้แต่ยึดถือหลักศีลพรต หรือกรรมฐานอะไรก็แล้วแต่ มาปฏิบัติ แล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลยกับเขานะ ยึดแต่ศีล ยึดแต่พรต เรียกว่าอุปาทาน ยึดได้แต่แค่ศีลแค่พรต ท่านบอกว่า มากินข้าวมื้อเดียว โอ้โฮ ศีลเคร่งเหมือนกันนะ เล่นข้าวมื้อเดียวนี่ ก็ไม่เคยอ่านจิตออกว่าเป็นกามอย่างไร เป็นพยาบาทอย่างไร เป็นถีนมิทธะอย่างไร เป็นอุทธัจจะกุกกุจจะอย่างไร วิจิกิจฉาอย่างไร ไม่รู้จักนิวรณ์เลย อ่านไม่ออกจริงๆว่านิวรณ์เป็นอย่างไร ปฏิบัติไป ถือศีลถือพรต ปฏิบัติไป มาวัดมาวา โอ๋ย เคร่ง ไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่ฆ่านะ โอ๋ย ระวัง ไม่ฆ่าสัตว์ตัวน้อย เหมือนฤาษีของนิครนถ์นาฏบุตร มีไม้ปัดด้วยนะ ระวังอย่างไรดี เคร่งอย่างกะอะไรดีนะ เคร่งศีลเคร่งพรต เคร่งให้เก่งให้ตายยังไงก็ตาม แต่ไม่เคยถึงปรมัตถ์ ไม่เคยอ่านจิตเป็น อย่างอาตมาอธิบายไปแล้ว ไม่เคยรู้ตัวนิวรณ์ที่เป็นเนื้อแท้ นิวรณ์ที่เป็นปรมัตถ์ อาการกาม พยาบาท ถีนมิทถะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เป็นอย่างไรไม่เคยรู้เรื่อง ผู้นั้นยึดได้แต่ศีลพรต ปฏิบัติไป ต่อให้เกิดมาอีกห้าล้านชาติแล้วปฏิบัติอย่างนี้ ก็ไม่บรรลุอะไร นั่นสีลลัพพตุปาทาน ส่วนศีลสีลลัพพตปรามาสนี่ ก็หมายความมีศีลมีพรตเหมือนกันแหละ เสร็จ แล้วปฏิบัติไม่ได้ผล อาจจะเข้าใจก็ตาม ต่อให้คุณรู้ด้วยปัญญา ที่รู้ที่เข้าใจนะ โอ๋ย เรื่องราวเข้าใจดี แต่ไม่เอาจริง เหยาะๆแหยะๆ ถึงเรียกว่าปฏิบัติลูบๆ คลำๆ ปฏิบัติไม่เคร่งไม่ครัด ต่อให้คุณรู้จริงด้วย อย่างศีลลัพพตุปาทานนั้นไม่รู้จริง ไม่ฉลาด ไม่เข้าใจ ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ยึดศึลยึดพรตไปตามจารีต ตามประเพณี ตามที่เขาทำกันไปยังงั้นแหละ มีเยอะ พวกคนแก่คนเฒ่า พวกอะไรที่ปฏิบัติตามฤาษีชีไพรพากันทำ ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ละเอียดลออในความหมายที่ลึกซึ้งของปรมัตถ์ ที่เป็นอภิธรรม ที่สามารถปฏิบัติถึงที่ ถ้าบอกว่าปฏิบัติธรรม ก็เอาแต่นั่งสมาธิ พอบอกว่าปฏิบัติศีล ศีลยังไงไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ก็ทำแต่ข้างนอกนี่แหละ เก่งนะ เอ๋ เราก็ไม่ฆ่าสัตว์เลยนะ ตลอดชีวิตนะ เคร่งนะ สัตว์เล็ก สัตว์น้อย ไม่ทำจริงๆเลยนะ ไม่เคยลักทรัพย์ ไม่เคยเอาของใคร เคร่ง บริสุทธิ์ สะอาดตลอดกาล เป็นคนเคร่ง ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมา 20 ปี ไม่ฆ่าสัตว์จริงๆ เลย ละเว้น พลาดไป ก็ไม่ได้แกล้ง ไม่จงใจ ไม่เจตนา ก็ไม่ถือเป็นอาบัตินะ ไม่เอาของใครจริงๆ เรื่องกาม เรื่องราคะอะไร ผัวเดียวเมียเดียวนะ หนักหนาสากรรจ์อยู่อย่างไรก็ปฏิบัติ ไม่รู้อาการกามราคะเป็นอย่างไร ชื่นชม เอร็ดอร่อยในกามราคะ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ หรือต่อให้เคร่ง ถือศีล 8 เป็นอพรหมจริยา อพรหมจรรย์ ไม่ปฏิบัติกดข่ม ไม่เกี่ยวข้องเรื่องกาม ไม่มีการสมสู่ ไม่มีเรื่องราวอะไรพวกนี้เลยก็ได้ กดข่มได้ ฤาษีเขากดข่มเก่งเหมือนกัน ไม่ปฏิบัติกิจเมถุนธรรมได้ กดข่มเก่ง ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียดอะไรหรอก ระมัดระวังได้ดี กายวาจาได้ดี แต่ไม่อ่านรู้เรื่องจิต ไม่ถึงจิต ได้แต่กาย แต่วาจา อย่างที่เขาสอนๆกัน บอกว่าศีลนี่ขัดเกลา กาย วาจา แต่ใจไม่เคยถึงเลย เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นตัวหนึ่ง ศีลก็คือปฏิบัติข้างนอก กาย วาจา ใจทำยังไง ไปนั่งสมาธิเอาๆ คนที่ปฏิบัติแบบนี้ อยู่ในพุทธนี่เยอะมากมายเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่เกิดมรรคองค์ 8 เพราะศีล สมาธิ ไม่ได้เข้าไปขัดเกลาถึง จิต ศีลขันธ์ไม่เป็นอเสขะไปได้เลย ศีลก็อยู่แต่กาย วาจา ไม่เรียนรู้ปรมัตถ์ดังที่ อาตมากล่าว ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วใจเราต่อสู้อย่างไร พอสัมผัสกะสัตว์ เราก็จะมีพยาบาท มีโกรธ มีเคือง มีไม่ชอบใจ เกิดอาการไม่ชอบใจ ไม่เกิดเมตตาเกื้อกูล เมตตามันเป็นอย่างไร ไม่เคยรู้เรื่อง ไม่ลักทรัพย์ มันเกิดโลภโลภอยากได้ของเขาเป็นยังไง อพรหมจรรย์ เกิดราคะ เกิดกาม อาการของกาม อาการของราคะ มันเป็นยังไง นี่ศีลข้อ 3 ไม่เคยอ่าน ไม่เคยรู้หน้าตาของกิเลสเลย พวกนี้ปฏิบัติให้ตาย กี่ปีกี่ชาติ ก็ไม่รู้ของจริง ไม่ป็นปรมัตถ์ ไม่รู้รูปนามจริงๆ อย่างที่อาตมาว่า เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติสีลพัตตุปาทาน ศีลก็คือปฏิบัติกาย วาจา สมาธิก็คือมานั่งหลับตา แล้วก็นั่งไปแบบฤาษีนะ ไม่เคยสัมพันธ์กันเลยนะ สติสัมปชัญญะในการตื่นๆ ในการมีชีวิตชีวา เป็นปัจจุบันธรรม เมื่อนั่นเมื่อนี่ละ จับมั่นคั้นตายจริงๆ เห็นเป็นอนิจจังว่าไม่เที่ยง ตรงที่จะพ้นมิจฉาทิฐิ เพราะกิเลสโตขึ้น แสดงว่าเราเองยังไม่เดินเข้ามรรค ยังไม่มีโสดาปัตติมรรค แต่พ้นมิจฉาทิฐิ เพราะจับกิเลสได้ กิเลสกามจับได้ กิเลสโทสะจับได้ กิเลสพยาบาทจับได้ แต่เราก็ไม่มีวิธีทำให้มันหยุด ทำให้จางคลาย มันโตขึ้น เห็นมันโตขึ้นด้วยซ้ำ มันไม่เที่ยง แต่มันโตขึ้น มันหนาขึ้น เป็นปุถุชน ก็เห็นเราเป็นปุถุชน เห็นเราเป็นปุถุชนจริงๆ ปุถุจิต ปุถุเจตสิก กิเลสหนานั่นเอง จิต เจตสิก มีกิเลสหนาขึ้นๆ เห็น นั่นแสดงว่าพ้นมิจฉาทิฐิ แต่ยังไม่เข้าสักกายทิฐิ ยังไม่พ้นสักกายทิฐิ เพราะยังทำจางคลายไม่ได้ ต่อเมื่อคุณทำให้มันเกิดจางคลายได้ กิเลสนั่น มันไม่เที่ยงมาในทิศทางหน่าย จางคลาย อนิจจังอย่างวิราคะ อนิจจังอย่างลดละกิเลสนั่นจริงๆ และคุณจะต้องเห็นจริงๆ รู้ของจริงเลย เพราะคุณทำด้วยความสามารถ ลดละได้เช่นนี้แหละ พ้นสีลลัพตปรามาส ทำปฏิบัติธรรมแจ้งชัด มีปัญญาขันธ์ มีญาณ มีอธิปัญญาขันธ์ หรือมีญาณเห็น ปัญญาก็คือ เห็นความเกิด เห็นความดับ ไม่ดับทีเดียว ก็จางคลายลงไป เป็นอาริยะ เห็นเป็นอาริยะ เห็นของจริงตามความเป็นจริง เห็นขั้นปรมัตถธรรม สิ่งที่เป็นมันปรมัตถ์ มันกำลังจางคลาย ด้วยความสามารถของเราทำจริงๆเลย ปฏิบัติอย่างเก่ง ไม่ใช่แค่ทำเล่นๆ หัวๆ ไม่เอาจริงเอาจัง อ่านถึงจิต ก็ไม่อ่านถึงจิต ต่อให้คุณเข้าใจแล้วที่อาตมาอธิบายไปนี่ ฟังแล้วฟังเล่าก็คิดว่าเข้าใจ เวลาปฏิบัติแล้วคุณไปเอาจริงอย่างนี้ไหม ไม่เอาจริงอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive