350419 อยู่อย่างไรใกล้นิพพาน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350419 อยู่อย่างไรใกล้นิพพาน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
อยู่อย่างไรใกล้นิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าที่ 19 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ตอนนี้พวกเราไปช่วยงานอยู่ที่ปฐมอโศกกันก็เยอะ โดยเฉพาะสมณะ ไปอยู่ที่โน่นเยอะ ลงปาฏิโมกข์คราวที่แล้วนี่ 30 คน 30 รูปที่ปฐมฯ ที่นี่ลงปาฏิโมกข์อยู่ 19 คน ใช่ไหม 19 รูปก็หมุนเวียนกันไปนะ ช่วยงานกันไป สมณะเราก็ไม่ได้เพิ่มมากนักตอนนี้ เราก็ปีหนึ่งจะเพิ่มสัก 2 รูป 3 รูป ตอนนี้บวชขึ้นมายังไม่ค่อยมากนักแต่ก็เป็นไปได้ งานการเราก็มากขึ้น รับผิดชอบกันก็ดีขึ้น ผู้ที่เพิ่มมาก็เพิ่มขึ้นอยู่นะ แต่ว่าผู้ที่มาแล้วนี่ ยังไม่เข้าใจในเรื่องของภวตัณหา ในเรื่องของอัตตา ในเรื่องของมานะ ในเรื่องของภพ เรื่องของอะไร แล้วก็ยังไม่ละเอียดพอ ยังไม่เข้าใจในจุดนี้นี่ ยังมากอยู่ ทั้งผู้เก่าด้วย ภวตัณหา แล้วมันก็จะสูงขึ้นไปเป็นวิภวตัณหา ที่เราจะต้องเรียนรู้ และต้องติดตามเข้าไปอีก ภวตัณหา คือภพ คือจิตในภพ กิเลสในภพ กิเลสในภพนี่แม้แต่ในระดับของอนาคามี กามในภพ มันก็ยังมี แต่ว่ากามในภพนี่เป็นกามที่เหลือรอยๆไรๆ เป็นอาสวะซึ่งมันเป็นระดับๆน่ะ กิเลสในระดับของวิติกกมกิเลส นี่ แน่นอน มันเอาเราตายแน่ กิเลสหยาบ กิเลสกลาง สู้ได้บ้าง ถ้าเก่งขึ้นก็สู้ได้มากขึ้น ปริยุฏฐานกิเลส สู้ได้มากขึ้น แต่ถ้าเผื่อว่า เราประมาท มันก็มีสิทธิ์ที่จะดึงเราเวียนกลับลงไปสู่ต่ำได้ ปริยุฏฐานกิเลส เราต้องอ่านกิเลสเป็นจริงๆนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นกิเลสในเรื่องอะไร ในเรื่องกามตัณหา ในเรื่องโลกนอก ในเรื่องของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอย่างอบาย อบายมุข อบายภูมิ โลกียสุขอย่างกาม กามหยาบๆน่ะ จะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสในระดับใดก็ตาม ตั้งแต่เรื่องของกามที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ผู้ช
อ่านต่อ
าย เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ มันก็สามารถดึงเรากลับไปได้ในปริยุฏฐานกิเลส ถ้าเผื่อว่าเราปฏิบัติไล่ขึ้นไป สูงขึ้นไปมันก็จะดีขึ้น มันก็จะดึงเราลงไปยากขึ้น ในเรื่องของรูปหยาบ โลกๆ นอกๆ ปฏิบัติทางกายกรรม วจีกรรม มันจะมีหิริเป็นเทวดาหรือเป็นอาริยภูมิ เป็นอาริยธรรม คือเทวธรรม เทวธรรม หรือ อาริยธรรม นี่ มันจะเกิดศรัทธา เกิดศีล เกิดหิริ เกิดโอตตัปปะ เกิดจริงๆ เกิดสภาพของความเป็นจริงพวกนี้ โดยเฉพาะหิริและโอตตัปปะ ท่านเรียกว่าธรรมะของเทวดา เทวดาก็คือ อุบัติเทพ เอียงเข้าไปสู่วิสุทธิเทพ เป็นจิตที่เกิดจริง เป็นจริง เป็นโอปปาติกโยนิ เกิดจริง แล้วมันก็จะเป็นจริง มันจะละอาย มันจะรู้สึกละอายจริงๆ ว่าเราจะออกไปทำ แม้แต่ที่สุดสูงขึ้น จะทำในที่ลับ เราก็ไม่กล้า หลายๆอย่าง ที่เราเองเราจะเสพสุข โดยไม่จำเป็นจะเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ของเราเอง นี่ทำเอง นี่อยู่ในที่ลับ เราก็ไม่กล้า หิริหรือโอตตัปปะ มันจะเป็นอย่างนั้น เราจะละเมิด แค่หิริ นี่เราก็เกรง มันเกรง แต่ยังไม่ถึงขั้นกลัว ถ้าขั้นโอตตัปปะ มีคุณธรรมในระดับโอตตัปปะ มันจะกลัว มันจะเห็นว่าเป็นความชั่ว มันเป็นความร้าย มันเป็นความเลว มันเป็นความต่ำ มันเป็นความหยาบ เป็นความไม่ดี ไม่งาม มีสำนึก มีสำนึกในตน แล้วเราทำไม่ได้จริงๆ มันจะกลัว ทำได้ก็จะรู้สึกสำนึกมาก ถ้าเราไปบกพร่อง ถ้าเราไปพลาดพลั้ง ถ้าเรากระทำลงไป มันก็จะสำนึกมาก มันจะมีน้ำหนักของหิริกับโอตตัปปะนี่ต่างกัน ถ้าหิริก็ยังสำนึกน้อย แต่ถ้าโอตตัปปะ จะสำนึกมาก จะลงโทษตัวเอง จะรู้สึกตัวเองนี่ยังไม่แข็งแรง ยังไม่เจริญอะไรอย่างนี้ เป็นการรู้โดยความจริง เป็นสำนึกของตัวเองอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นในโลกหยาบ ในข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ในกามภพ ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งกาม หรือโลกแห่งโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรพวกนี้ต่างๆที่เป็นความสุข ได้ลาภสมใจ ยศสมใจ ได้สรรเสริญสมใจ สรรเสริญก็จะละเอียดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า เราเองเราไม่ต้องการ แม้แต่เราไปหลงยินดีอยู่ แล้วก็ไปแสดงอาการท่าทีทางกาย ทางวาจา เราก็จะรู้ตัวว่าไม่งาม แม้แต่ ที่สุด ลึกซึ้งขึ้น เมื่อกิเลสมันลดลง เป็นปริยุฏฐานกิเลส กิเลสระดับกลางที่เอน เอียงเข้าไปหาเหลือน้อยลงๆ เราก็ยิ่งจะแข็งแรง จะเวียนกลับได้ยาก จนกระทั่ง เข้าขั้นอนุสัยกิเลส กิเลสในภพ กิเลสในจิต กิเลสนอนเนื่อง กิเลสเหลือบางเบา เหลือละเอียด แม้แต่จะเป็นกาม เป็นความใคร่ ความอยาก จะใคร่อยากอะไรก็แล้วแต่ เราเรียนรู้ตั้งแต่อบายมุข นี่ เราลองดู เราจะรู้เลยว่า อบายมุขมันคืออะไรบ้าง โดยวัตถุอบายมุข โดยลักษณะข้างนอกที่เป็นอบายมุข เราก็จะเรียนรู้ในอนุสัยกิเลสได้เหมือนกันว่า โอ้ เรามีอาการ จิตของเรานี่ ยังไหวๆ พลิ้วๆ ยังระริกระรี้อะไรเล็กๆน้อยๆ กิเลสพวกนี้เราจะอ่านได้ กิเลสกาม ในเรื่องผู้หญิง ผู้ชาย ในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เป็นวัตถุรูปในโลก หรือลาภ ยศ สรรเสริญอะไรก็ตาม อีกอันหนึ่งก็คืออัตตาข้างนอก มานะข้างนอก แสดงอาการอัตตาออกทางกายกรรม แสดงมานะออกทางกายกรรมหรือออกทางวจีกรรม กิเลสหยาบมันก็เป็นกิเลสหยาบ เป็นวิติกกมกิเลส เป็นกิเลสหยาบ แสดงออกมาไม่อายหรอก ถ้าผู้ไม่เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิแสดงออกมาอย่างนึกว่า จะต้องเอาชนะคะคาน จะต้องแข่งดีแข่งเด่นอย่างโลกๆ เขาก็จะออกมาในรูปของกายกรรม วจีกรรมชัดๆเลย พอเรามีความรู้ เราก็จะลดละลง มันก็ไม่กล้าแสดงออกทางกาย วาจา สูงขึ้น เหมือนกับที่อธิบายอย่างเมื่อกี้นี้ จนกระทั่งถึงอนุสัย มันก็จะไม่มี มันก็จะเป็นอัตตามานะในใจ แสดงออกด้วยลีลาก็สุภาพเรียบร้อยขึ้น สุภาพนี่หมายความว่า ลีลาของอัตตาก็ดี ลีลาของกามก็ดี อัตตามานะก็ดี เราก็จะรู้ลักษณะของมันชัดเจน ลีลาท่าที พฤติกรรมต่างๆจะออกมาในรูปอย่างไร เราก็จะระงับ ออกมาทางกายกรรม วจีกรรม เราก็จะไม่กล้า เกรง ไม่กล้า มีหิริ มีโอตตัปปะ ละอายที่จะแสดงท่าทีออกมาเป็นอัตตาอย่างนี้ มานะอย่างนี้ เราจะเข้าใจสภาพของมันว่า อัตตาคือความพยายามกระทำเสพสมใจ อัตตานี่เป็นภวตัณหา เป็นเรื่องในภพที่เราพอใจยินดีอยู่ สูงขึ้นมันก็จะไปหาความสงบหาความหยุด ความเห็นแก่ตัวในชนิดที่บำเรอตัวเอง ที่อยากจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร อยากจะไป เราก็จะไปสมใจของเรา ไม่มีอะไร อยากจะไป เดินเฉยๆ อยากจะไปทอดหุ่ยเล่น อยากจะนั่งเปล่าๆหรืออยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ ทำไอ้สิ่งที่ตัวเองชอบ เป็นกัมมรามตาด้วยก็ได้ เป็นการงานนี่ เราชอบทำแล้วสนุกเพลิดเพลิน ทำแล้วก็ติดก็ยึด ทำแล้วก็รู้สึกสบายใจ ถ้าให้ไปทำอื่น ไม่ชอบละ ในวิภวตัณหา ความหมายที่เขาแปลกันว่าไม่อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ความจริงมันคือฐานของภวตัณหา แต่เป็นการตีกลับเท่านั้นเอง ในความหมายเบื้องต้น เราก็เรียนรู้ด้วย ความจริงก็คือภวตัณหา ในมุมที่ถ้าเราได้สมใจเรา เป็นภวตัณหาแท้ เป็นความใคร่อยากตามภพ ตามความปรารถนาของจิตปรารถนา ถ้าเผื่อว่าเราไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็เป็นภาวะผลัก ไม่ใช่ภาวะดูด เป็นภาวะไม่อยากได้สมใจเหมือนกัน สมใจที่ไม่อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากได้ เพราะฉะนั้นในสภาพที่เราไม่อยากเป็น ไม่อยากไป มันสมควรไปนะ คนมี ภูมิปัญญาสูงนี่ มีภูมิจริงนี่ ก็จะรู้ตัวว่าเราจะต้องแก้ไขวิภวตัณหาตัวนี้ วิภวตัณหา ในความหมายต้นๆ ความหมายตื้นๆ ที่เขาแปลกันแค่เป็นตัวตีกลับของภวตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากไป เราก็ควรไปนะ อันนี้สมควร ไปงานนั้น ไปงานนี้ ไปที่นั่น ไปที่นี่ แม้แต่เป็นพิธีกรรม เป็นกรรมต่างๆ พิธีกรรม กิจกรรม งานนั้นเราไม่อยากทำ เอ้า ลองไปทำ มันสมควร เราไปฝึกดู หรือเราไปช่วยเขาบ้าง งานก็ตาม เป็นกิจกรรมก็ตาม พิธีกรรมก็ตาม เป็นพิธีกรรมว่า เออ เป็นพิธีกรรมอย่างนี้ งานปลุกเสกฯ เราไม่อยากไปก็ไป พิธีกรรมใหญ่ งานพุทธาภิเษกฯ เราไม่อยากไปก็ไป งานปีใหม่ เราไม่อยากไป งานกินข้าวหาด กินข้าวหาดก็ถือเป็นจารีตประเพณี เป็นพิธีกรรมอะไรของพวกเรา อะไรอย่างหนึ่งเหมือนกัน ลองไปดู พยายามไป มันไม่อยากไป มันไม่อยากได้ ไม่อยากมี อยากเป็น อยากไป อยากทำอะไรก็แล้วแต่เราก็ต้องพยายามแก้กลับ ไม่ให้มันสมใจ ไม่ให้บำเรอ เมื่อไม่อยากก็ต้องอยาก เมื่อไม่เป็น เราจะต้องไปเป็น ไม่อยากขึ้นศาลา ไม่อยากทำวัตร ไม่อยากลงฉันพร้อมกับหมู่ ไม่อยากจะทำกิจอะไร ที่มันเป็นกิจวัตร อะไรที่เป็นพิธีกรรม อะไรก็แล้วแต่ มันจะต้องย้อนๆแย้งๆอยู่ เราจะต้องรู้สึกว่าย้อนแย้ง นี่คือการลดอัตตา ลดภวตัณหา หรือวิภวตัณหา ดังที่ได้อธิบายไปแล้วเมื่อกี้ ว่ามันเป็นลูกย้อนเท่านั้นเอง มันเป็นลูกย้อน มันยังไม่เป็นอุดมการณ์อะไร แต่มันเป็นสำนึกของผู้ที่มีภูมิสูง ภูมิในระดับ จิตวิญญาณ หรือว่าความปรารถนาอยากใคร่ บำเรอกิเลสตนนั้นคืออัตตา อัตตา กับ มานะ ต่างกันอย่างไร มานะ คือการเอาชนะคะคาน ความสมใจในเรื่องที่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ส่วนอัตตานั้น เป็นความสมใจที่เบียดเบียนตน อัตตานี่สมใจที่เบียดเบียนตน มานะนี่เป็นการสมใจที่ได้เบียดเบียนผู้อื่น แม้แต่การเอาชนะคะคานแข่งดีแข่งเด่นเขา ชนะเขาแล้วก็เบียดเบียนเขา เพราะว่ามันไม่ได้แข่งธรรมดาหรอก มันจะมีกิเลสเข้าไปหาเรื่อง ที่จะเอาชนะคะคาน ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ มันมีริษยา มันมีสารัมภะ หยิ่งผยอง แข่งดี แข่งเด่น มีมักขะ ปลาสะ มีสภาพพวกนี้น่ะ ผสมอยู่อย่างหยาบ กลาง ละเอียด อะไรก็แล้วแต่ มานะเป็นเรื่องที่ไปทำให้กระทบผู้อื่นมากขึ้น ลักษณะมานะ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นผลที่ไปกระทบผู้อื่นเบียดเบียนผู้อื่นนั่นแหละ เรียกว่าลักษณะมานะ ซึ่งความหมายกว้างๆ ถ้าเบียดเบียนตน ไอ้การเสพสม ให้จิตตนนี่ เป็นการเบียดเบียนตน ชนิดที่ภูมิต่ำๆไม่รู้เรื่อง คนภูมิต่ำไม่เข้าใจหรอก การบำเรอตน อย่างโลกทุกวันนี้ เขาบำเรอตนให้เสพสุขสมใจอยากทุกอย่างละ จะเสพฝิ่น กินกัญชา มีความสุขในความระรื่น ระเริงอะไรก็แล้วแต่ ได้เงิน ได้ทอง ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญมา สมอกสมใจ ดีอกดีใจ ปลาบปลื้ม วี้ดว้ายกระตู้วู เขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ตัวหรอก เสพอัตตา นั่นแหละ คำใหญ่ๆก็คือ อัตตา หรือสักกายะ เสพตัวเสพตน เสพให้แก่ตัว ให้แก่ตน ให้กิเลส ให้แก่ตัวตนของกิเลส มันอ้วนขึ้น เจริญขึ้น โตขึ้นเป็นธรรมดาๆ เพราะฉะนั้นในระดับที่จะเสพ จนระดับภูมิสูงขึ้น เป็นภวตัณหา วิภวตัณหา ในระดับสูงขึ้นอย่างนี้ แม้แต่ที่สุด วิภวตัณหาอุดมการณ์ วิภวตัณหาที่ฐานแท้ คือว่า เราปรารถนาสิ่งดี ความหมายของมานะ นี่เป็นความปรารถนาดีเหมือนกัน ความหมายของมานะ ในลักษณะที่เรียกว่า เราอุตสาหะมานะเพื่อขยัน เพื่อฝืนใจ มานะนี่เป็นความฝืนใจ เพราะฉะนั้นในภวตัณหาที่เราว่า เราไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่จริงเราเรียกวิภวตัณหา วิภวตัณหา ที่ว่าไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นนั่นแหละ คือมานะ คือสภาพที่ต้อง เมื่อไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็ต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็น ฟังดีๆ เมื่อเราไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เราก็ต้องแก้กลับ ในภพของจิตที่มันไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น มันต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่เราต้องมีปัญญาเพิ่มขึ้นนะ อยากได้ อยากมี อยากเป็น ในสิ่งที่มันอกุศล ในสิ่งที่ทุจริต ในสิ่งที่ต่ำ เราก็ไม่อยากละ เราก็ไม่เอา แต่จะต้องเอาในสิ่งที่มันสมควร มันดี มันเป็นกุศล มันเป็นสิ่งที่น่าทำจริงๆ น่ะ มันน่าทำ แต่เราไม่อยาก ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เราต้องฝืน เพราะฉะนั้นต้องมีอุตสาหะ มานะ ภาษาของไทยเรา คำว่ามานะ นี่หมายความว่า มันมีความอยากดี อยากเด่น มันอยากดี มันอยากได้ จริงๆน่ะ กิเลสน่ะ มันไม่อยาก แต่เราต้องอยาก เรียกว่ามานะอุตสาหะ เป็นความต้องอยาก ต้องแก้กลับ จิตใจต้องแก้กลับ นี่เรียกว่าลักษณะของมานะชนิดดี ต้องมีปัญญาประกอบ มานะชนิดดี ใช้ประกอบในโลกต่ำๆก็ใช้บอก คนไม่มีมานะไม่มีอุตสาหะ มานะ เอาไปใช้ในภาษาที่ว่าเขาไม่อุตสาหะไม่วิริยะนั่นเอง มันคนไม่มีมานะ ภาษาไทยเราเอามาใช้จนกระทั่งกลายเป็นภาษาไทย เราก็คงพอเข้าใจ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ในรายละเอียดที่อาตมาอธิบายนี่ว่า ไอ้ลักษณะมานะพวกนี้นี่ในมุมที่มันพาเจริญ คืออย่างไร ในมุมที่ไม่พาเจริญ ก็คือเมื่อเราจะแข่งดีแข่งเด่น เราตั้งใจทำดี เห็นผู้อื่นทำดี เราก็จะต้องทำดีตามเขาด้วย อนุโมทนากับคนดี ไม่ใช่ไปริษยาคนดี ไม่ใช่ไปข่มคนดี ไม่ใช่ไปหาเรื่องคนดีให้ตกต่ำ ไปหยุดคนดีไว้ได้ เราก็ต้องเอาชนะคะคานแล้วก็บำเรอใจตนเองอีก พอเราได้ดีกว่าคนที่เราแข่งกับเขา ไม่ใช่แข่งหรอก ภาษาลึกๆ แล้วละก็หมายความว่า เราจะต้องการดีเช่นเขา เมื่อเขาดี อนุโมทนาด้วย เมื่อเราต้องการดีเช่นเขา นั่นนะภาษาดีๆ ภาษาไม่ดี ก็หมายความว่า เราแข่งดีกับเขานั่นแหละ เมื่อเขาดี เราก็ต้องดีให้ได้เหมือนอย่างเขาบ้าง แต่ใจลึกๆ หรือว่ากิเลสของเรา ต้องอ่านให้ออกว่า เราจะต้องไม่ไปริษยา ไม่ต้องไปหาทางเบียดเบียนผู้นั้นให้ตกต่ำ เราต้องยินดีกับผู้ที่เขาได้ดี แล้วผู้ที่เราจะเอาอย่างดีด้วย ต้องอนุโมทนาสาธุ บูชา เชิดชู เทิดทูน แม้เราจะดีเกินหน้า ก็ไม่ไปสะใจ ดีได้เกินกว่าผู้ที่เราเดินรอยตาม ผู้ที่ท่านดีนั้น เราได้ดีล้ำหน้าไป ชนะ ว่าอย่างนั้นเถอะ เราดีจนเราชนะ เราก็จะต้องพยายามๆ ไม่ให้มีจิตที่จะต้องไปลบหลู่ ดูถูก สะใจว่าเราเองชนะ หยิ่งผยอง อะไรเป็นสารัมภะ เป็นมานะ อติมานะ เป็นความถือดี ถือตัว ถือสา อะไรขึ้นมาว่า เขาเองเขาต่ำกว่าเราแล้ว เราก็รู้แล้วว่าเราเจริญกว่าเขา เราก็เหยียดหยาม หรือเราก็ทำทีว่าจะใหญ่อะไรกว่าเขา อะไรพวกนี้ เราจะต้องรู้ในรายละเอียดพวกนี้ลงไปว่า เราต้อง กระทำในสิ่งที่ไอ้ที่ควรทำ ไม่ควรทำเราก็ต้องไม่เอา กิเลสในเรื่องสูงๆ ในสังโยชน์สูงๆ หรือในระดับสูงๆพวกนี้นี่ ผู้มีสำนึกจริง ก็จะสังวร สำรวม แก้ไข ปรับปรุงจริง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ติดแป้นแล้ว ติดอยู่ตามอำเภอใจ มีอัตตา มีมานะ ผู้นั้นไม่รู้ตัวก็จะช้า และจะพลอยให้สิ่งที่เป็นกามละเอียด ถ้าไม่แก้อัตตา มานะอีก กามอันละเอียด ก็สามารถที่จะสะสมอยู่ในภพ เป็นกามในภพแล้วก็หยาบ ฉุดต่ำได้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เราเองเราลดกิเลสกามแค่ปริยุฏฐานกิเลสไปแค่ได้ฐานกลาง เป็นกิเลสระดับกลาง แล้วเราก็ประมาท ไม่ลดอัตตามานะ ไม่ปฏิบัติเพื่อลดอัตตามานะ เพื่อลดภวตัณหา กิเลสกามเราก็ชะลอ เรานึกว่าเราสบาย ที่จริงเราลดได้แค่กามในระดับกลาง เราจะขึ้นไปอีก ยากนะ ถ้าเราไม่ลดอัตตามานะอีก เราจะล้างกามในระดับกลาง ในระดับลึก กามในภพ ระดับลึกซึ้งขึ้นไปอีกก็จะไม่เก่ง จะไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อไม่มีประสิทธิภาพ มันก็อาจจะหมักหมม เป็นการสั่งสมเพิ่มเติม ดึงเรากลับลงไปหากามหยาบได้เองเหมือนกัน ดังมีตัวอย่าง พวกเรานี่ บางคนดูท่าทีดีนะ โอ้ กาม นึกว่าจะไม่แล้วนะ เอาไปเอามา หกคะเมนตีลังกามาก็ได้ มีตัวอย่างพวกเรานี่ บางคนนี่ บางคนเห็นอยู่ จนสุดท้ายจะขึ้นอีก ก็ขึ้นไม่ไหวแล้ว พอตกลงมาอีก ในฐานนี้แล้ว ตอนแรก ก็รู้สึกว่า โอ้โฮ ดีนะ แหม รู้สึกว่า อย่างพระอนาคามีนะ หมดกาม แต่ที่ไหนได้ ตีลังกาลงมา เพราะฉะนั้นเวลาเรากดข่มเป็นสมถะนี่ มันเป็นได้ วิปัสสนาก็ตาม ถ้าวิปัสสนาที่ไม่ได้ละล้างอย่างชัดเจน อย่างจริงจัง แล้วมันก็จะไม่จริง มันจะไม่หมดจริง เมื่อไม่หมดจริง ก็ออกฤทธิ์ออกเดชได้อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ในฐานไหนก็แล้วแต่ อัตตากับมานะในลักษณะ 2 ขั้วใหญ่ นี่นะ มันจะเป็นอุปการะแก่กันและกัน ลดกาม ลดอัตตามานะ และลดกามๆ ลดอัตตามานะ มันถึงจะช่วยขึ้นไปจนถึงที่สุด หมดกาม ก็เหลือแต่กิเลสอัตตามานะ เพราะฉะนั้นเรายิ่งฐานปฏิบัติดีขึ้น สูงขึ้นบ้างนี่ เราจะเผลอ เราจะลืมตัว เราจะเสพน่ะ เสวยภพ เพราะว่าสิ่งแวดล้อมพวกเรานี่ บุคคลก็ดี เสนาสนะก็ดี มีอาหารก็ดี มีอะไรก็ดี รู้สึกว่าเป็นไปรอด โดยชีวิตที่จะอยู่ต่อไป เสร็จแล้ว มันก็ไม่อุตสาหะ วิริยะอีก มันไม่พากเพียรอีก เมื่อไม่พากเพียรเสริมหนุนขึ้นไป ไม่มีใครจะบังคับเรามากหรอก ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ เราจะไม่บังคับ ยิ่งฐานสูงแล้ว เราก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่มีคุณวุฒิสูงขึ้น มีภูมิธรรมสูงขึ้น เราก็ต้องสังวร ระวังของเรา แก้กลับ หรือว่ากระทำของเรา ตามภูมิตามฐานะ เราจึงจะละเอียดลออขึ้น บังคับนั้นน่ะมันไม่ใช่ตัวเอง การบังคับนั่น มันไม่ใช่ความสำนึก การบังคับ มันไม่ใช่ความเจริญของผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่จริง เรานั่นแหละจะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือตนเอง ควบคุมตนเอง สังวรเอง เข้าไปในฐานที่จะต้องเป็นเอง เป็นสยังอภิญญา เป็นสภาพที่จะสร้างอภิญญาของตนเอง เป็นสยังอภิญญา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่บรรลุเองในฐานที่สูงขึ้นแล้วตัวตนก็คือตนเอง เพราะในฐานะที่ตนเองจะต้องบรรลุด้วยตนเอง ก็ต้องควบคุมตนเอง ตนเองก็ต้องสังวรเอง ระลึกเอง สำนึกเอง ตัวสำนึก นี่คือตัวแก้อัตตาอย่างยิ่ง แก้ภวตัณหาอย่างยิ่ง กามตัณหา เราพูดกันได้ เราบอกกันได้ คนอื่นช่วยได้มากๆ แต่ภวตัณหานั้น คนอื่นจะช่วยได้น้อย จะเป็นครูบาอาจารย์ก็ตาม ช่วยได้น้อย ครูบาอาจารย์จะเก่ง ก็ตรงที่ว่าอธิบายให้ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วเราก็จะสำนึกเอง บังคับในภวตัณหา ไม่เป็นผลอะไรเลย มันมีแต่จะประทุปะทะ มีแต่จะกลายเป็นตีกลับ ภวตัณหามันซับซ้อนมาก แล้วลีลาเยอะ บทบาทของกิเลสในภพ ในจิตวิญญาณนี่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดไม่ช่วยตนเอง มันก็ไม่มีเรื่องของการแก้ไขตนเอง หรือแก้ไขอัตตา ถ้าเราไม่สำนึกเอง ไม่พยายามพากเพียรปฏิบัติเอง มันก็ไม่ได้แก้อัตตา ไม่ได้แก้ตนเอง เมื่อไม่ได้แก้ตนเอง อัตตามันก็ไม่หมดล่ะ ยิ่งหลงตัวเอง หยาบ หยิ่ง ผยอง เรียนรู้โดยความรู้ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีแต่ความรู้ ไม่มีตัวปรมัตถ์ ไม่ได้แก้ไขอัตตาเอาแต่ความรู้มาแก้ไขตัว นึกว่าตัวรู้ หยิ่งผยองอยู่ อาตมาเห็นแล้ว ในสายที่เรียนแต่ปริยัติ เรียนโดยไม่เข้าถึงปรมัตถ์นัก ไม่มีสูงกว่าเท่าที่เห็นเลย หยิ่งผยองลบหลู่ ดูถูกผู้สูงกว่า ไม่มีญาณปัญญาที่จะรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นอย่างที่เห็นๆนี่ ก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เพราะเขาไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใส เพราะฉะนั้นก็ลำบาก อยากให้พวกเราได้ไปศึกษาเพิ่มเติม ทบทวนในเรื่องเหล่านี้ การปฏิบัติธรรม ก็คือการปฏิบัติพฤติกรรม จะมีพฤติกรรม กาย วาจา ใจนี่แหละ อยู่กับการงาน 2 อย่าง การงานทางพิธีกรรม จารีตประเพณี วัฒนธรรม กับการงานทางด้านการงานจริงๆ กิจกรรม แล้วเราก็ปฏิบัติธรรมอยู่กับกิจกรรมนี่แหละ ที่จะแก้อัตตา ก็อยู่ที่กิจกรรม กับพิธีกรรมนี่แหละ พิธีกรรมอย่างนี้ เราไม่อยากทำ เราก็ต้องพยายามบ้าง กิจกรรมอย่างนี้ เราไม่อยากทำ เราก็ต้องพยายามบ้าง บอกแล้วแก้อัตตา หรือแก้มานะก็อยู่ตรงนี้ แล้วมันจะรู้เลยว่า เราฝืด เราฝืน เราลดได้หรือไม่ได้ มันฝืดมันฝืนอยู่นั่น และเราก็ไม่เอาถ่าน แสดงว่าเราแพ้ จนกระทั่งเรารู้ว่า เออ มันคล่องแล้วนะ มันไม่ฝืดไม่ฝืนแล้ว ปล่อยวางได้ แล้วเราก็เห็นอานิสงส์ เห็นประโยชน์ว่าเราละได้ เพราะว่าเราปฏิบัติกิจนี้ ปฏิบัติพิธี กรรมนี้ ปฏิบัติการงานนี้ การงานใดก็แล้วแต่ พิธีกรรมใดก็แล้วแต่ มันก็จะมีองค์ประกอบของคน ถ้าเราไปยึดติดบุคคล ไปเกลียดไปชัง แล้วเราไม่อยากจะเข้าไปทำงานร่วม ก็เรานั่นแหละวางใจไม่ได้ อัตตาของเราเองนั่นแหละ ชัง ผลัก มันเป็นภพเป็นชาติอยู่ ผูกพยาบาทกันอยู่ เราร่วมไม่ได้ จะด้วยวิธีการใดก็ต้องฉลาด แม้ที่สุดเขาจะยังเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูอยู่ แต่เราจำเป็นจำต้องไปร่วมวง เราก็ไปร่วมวงให้ได้ โดยวางให้ได้ สุดท้ายทนได้ แม้กระทั่งว่าเขาจะทำท่าทางกิริยาบาดหูบาดตาอย่างไร เราก็วางเฉยได้ เราก็แบ่งออกได้ว่า ไอ้นั่น ก็คือเขา เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เขาไม่แก้ไข ไม่ปรับปรุง เขายังยึดยังถืออยู่ ก็คือเขายังยึดยังถือ ถ้าดีไปด้วยกันเลย เขาก็ไม่ยึดไม่ถือแล้ว แต่เราซิ ประสบพบหน้าเขา เราก็ไม่วางสักที ทั้งๆที่ไอ้ตัวคนอื่นเขานั่นน่ะ เขาดีขึ้นแล้ว แต่ตัวเราเอง กลับยังผูก ยังยึด ยังสัมผัสแตะต้อง ไม่เห็นแม้แต่กิริยาที่เขาเปลี่ยนไป กายกรรม วจีกรรม เขาเปลี่ยนไป ดีขึ้นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว เขาไม่ได้เป็นอย่างเก่าแล้ว แต่เราก็ยังเห็นหน้า ก็ยังสัญญาเก่า ยังกำหนดเก่าอยู่นั่นแหละ พยาบาทตัวเก่า น้ำหนักเก่า เสร็จแล้วเราก็อยู่ไม่ได้ รวมไม่ได้ ร่วมไม่ได้ นั่นแสดงว่าเราเองนี้หน้ามืด ตาบอดจริงๆ เอาเถอะ ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่เปลี่ยนแปลง ดีไม่ดี เขาหยาบกว่าเก่าด้วย เราไปร่วมวงกับเขา เขาก็ยังพยาบาท ยังเกลียดชัง ยังเป็นศัตรูอยู่ร้ายกาจ แต่เราวางใจเราได้ เรามีวิธีการ เรามีพฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม ที่ประสานผสมพอได้ อยู่ได้ แล้วเราก็ใจวางอยู่ได้ นั่นแสดงว่าเราเจริญแท้ แม้เขาจะไม่ดีขึ้น เราก็ดีขึ้นได้ ยิ่งเขาดีขึ้นแล้ว เรากลับไม่ดีขึ้นเลย เลวอยู่อย่างเก่า หรือเลวกว่าเก่า ไอ้นี่มันก็แย่เต็มทีแล้วคน มองอะไรก็ไม่ออก ดูอะไรก็ไม่เป็น การกระทำงานก็ดี พิธีกรรมก็ตาม กิจกรรมก็ตาม มันก็ร่วมกับบุคคล เพราะว่าเราเป็นสังคมหมู่ สังคมกลุ่ม และสิ่งเหล่านี้เป็นแบบฝึกหัด เป็นโจทย์ที่เราไม่ได้จ้าง แล้วเราก็จะไปอาศัยคนที่มีภูมิ ฐานสูงๆ อย่างพวกเรา ท่าทีก็ดี ลีลาก็ดี พฤติกรรมที่ออกมามันไม่เหมือนกับคนชาวโลกหรอก คนชาวโลกก็แสดงออกมาอย่างคนชาวโลก มันจะเอร็ดอร่อย จะมีลักษณะของอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็ของโลกๆ หยาบๆ ตื้นๆ เสร็จแล้ว เรารู้แล้ว เราก็ไม่ยึด ไม่ถือสา เราก็ไม่ทุกข์ เราวางได้ แต่ในหมู่พวกเรานี่มันสูงขึ้นมา ท่าที ลีลา ก็อีกอย่างหนึ่ง ยึดกัน ถือกัน เราก็วางไม่ลง ถ้าเราวางได้ มันก็ไม่ยึด มันก็ไม่ถือ นี่ภาษาแท้ๆ เมื่อเราวางกันได้ เราก็ไม่ยึด เราก็ไม่ถือ แล้วลีลาของผู้ที่เป็นอยู่ในนี้มันไม่เหมือนกับลีลาของคนข้างนอกหรอก อาตมาก็บอกไม่ถูกว่าจะอย่างไร พฤติกรรม ท่าทาง กายกรรม วจีกรรมด้วย มันก็เป็นของอย่างชาวเรา แล้วจะให้คนข้างนอกเขามาสร้าง มาประพฤติ มาให้ดาราตุ๊กตาทอง มาทำอย่างพวกเราไม่ได้ ท่าทีลีลาอย่างพวกเรานี่ เรามีภูมิอย่างนี้ มีฐานอย่างนี้ มีความจริงเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็จะเป็นของอย่างพวกเรา นี่เป็นโจทย์จริง ในฐานะคนพวกเรา คุณจะไปหาคนที่..ก็คือพวกเรากันจริงๆนี่ล่ะ เป็นองค์ประกอบ เป็นมิตร เป็นสหาย เป็นสังคมสิ่งแวดล้อม ก็เป็นของแท้ สังคมสิ่งแวดล้อมของพวกเรา เราจะกระทบ เราจะสัมผัสกัน ก็ในฐานพวกนี้ คนต้องมีพฤติกรรม ลีลา อย่างนี้จริง ไปเอาคนธรรมดามาแสดง ก็แสดงไม่เหมือนหรอก แสดงอย่างไรก็ไม่เหมือน ในฐานที่สูง เป็นคนที่มีพฤติกรรมสูงขึ้นแล้วนะ ไม่เหมือน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเห็นมุม คุณค่า ประโยชน์ อันนี้ว่า มิตรดี พวกเราเองนี่ เป็นโจทย์ให้พวกเราเองนี่ คุณไปหาที่ไหนไม่ได้ ต้องมองมุมดีว่า ต้องขอบคุณ ขอบคุณที่เขาเป็นโจทย์ให้เรา ก็คือพวกเรานี่เป็นโจทย์ให้แก่พวกเราเอง บางคนดูท่าทีร้าย บางคนดูท่าทีแรง แต่ถึงจะดูท่าทีร้ายแรงอย่างไร เราเองเป็นคนรู้สึก เราจะได้รับ ได้กระทบ บางทีจะมีเฉพาะคู่ ว่าเราจะมีความรู้สึกแรงเฉพาะคู่ แต่คนอื่นไม่เป็นละ แต่คนนี้ละแหม มันรู้สึก มันเหลือร้ายล่ะ มันท่าทีลีลา มันออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรมยังไง มันจะเป็น สำหรับบางคน เป็นบางคู่ กับคนอื่นไม่เป็นเลยจริงๆนะ กับไอ้คนนี้เป็นกันอยู่ไม่แล้ว ก็มันคู่อาฆาตกันมาแต่ปางไหน ก็แล้วแต่เถอะ ก็ว่าไป ก็ปรับปรุงเอา เราก็ต้องทำแบบฝึกหัดเอา เพราะโจทย์เหล่านี้นี่ไม่มีใครมาสร้างให้แก่เราได้ มันมีมาแต่ปางบรรพ์ มีมาตั้งแต่อะไรต่ออะไร ที่เป็นกรรมวิบาก ที่เราเอง อาตมาก็พูดไม่ได้ เพราะเป็นอจินไตย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นจะมีกี่คู่ จะมีกี่ขั้น กี่ฐานะ บางคนมีหลายคน คนนี้หยาบแรง คนนี้หยาบ บางคนนี้หยาบน้อย มีอยู่อย่างนั้นน่ะ เราก็ต้องทำโจทย์นี้ บอกแล้วว่า ไปหาที่อื่นไม่ได้หรอก ยิ่งคู่อาฆาตแล้ว จะไปหาที่ไหนล่ะ ไม่รู้อาฆาตกันมากี่ชาติ จะต้องมาซัดกันกี่ชาติก็ไม่รู้ ทั้งเป็นคู่รักคู่แค้นอะไรกันก็ตามใจเถอะ เราก็ต้องทำโจทย์เหล่านี้ นี่เป็นโจทย์แท้เลย เป็นเวรานุเวรกันมากี่ปางก็ช่างเป็นไร คุณก็ต้องทำ เมื่อมันมาเป็นเวรานุเวร จะต้องมาใช้หนี้เวรหนี้กรรม คุณก็ทำไปเถอะ ต้องฟังพระพุทธเจ้าท่านเล่า ท่านเล่าเรื่องของท่านบ้าง เล่าถึงเรื่องของคนอื่นบ้าง จองเวรจองกรรมกันมา ไม่รู้กี่ชาติ ห้าร้อยชาติ พันชาติอะไร มีนี่ ท่านเล่าประวัติของคนอื่นบ้าง ประวัติของท่านเองบ้าง ที่เกี่ยวข้อง อยู่ในประวัติห้าร้อยชาติมีเยอะ อาตมาก็ยังไม่เคยอ่านสักที มีแต่เขาหยิบมา ไม่เคยเอาประวัติห้าร้อยชาติมาอ่านเอง มีแต่คนอื่นเขาหยิบออกมาเป็นเรื่องๆกัน ก็ได้อ่านบ้างไปเล็กๆน้อยๆ แต่ก็เข้าใจน่ะ นั่นน่ะ ประวัติต่างๆนานาพวกนั้น จะเห็นได้ คนนั้นคนนี้ เป็นเวรานุเวรกันมาตั้งแต่ปางโน้น ปางนี้ กี่ชาติแก้แค้นมา ต้องมาเจอกัน ต้องมาอะไรต่ออะไรกันนี่อยู่ มันก็เป็นธรรมดาๆ ธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก็ถือเสียว่ามันเป็นโจทย์ที่จะต้องมี อย่าไปคิดว่าเป็นคู่อาฆาตที่จะมาแก้แค้น ต้องคิดไปในทางดีว่า เออ เป็นคู่อาฆาตที่จะต้องมาให้เราจะต้องทำแบบฝึกหัด ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นคู่แค้น เป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive