350120 สลัดคืนเข้าแก่นสามัคคี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์363 KB
วันที่แก้ไข16 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350120 สลัดคืนเข้าแก่นสามัคคี โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

สลัดคืนเข้าแก่นสามัคคี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

มาฟังธรรมกันนะ เมื่อวานนี้อาตมาได้เทศน์เรื่องเกี่ยวกับกิเลสที่พวกเรายังไม่เข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องน้อยใจ เสียใจอะไรพวกนี้นะ แล้วก็เกิดผล คือความแตกแยก ความอยู่ร่วมกันไม่ได้ หรือว่าความเลื่อนไหลออกไป ก็หลายคนว่า เข้าใจดี เมื่อวานนี้ว่า เทศน์แล้วก็รู้สึกว่ามันชัดเจนดี ว่าเทศน์เมื่อวานนี้ แหม! ชมอาตมาว่าวานนี้เทศน์ดี เท่ากับดูถูกอาตมาว่าเทศน์มาทั้งหมดไม่ดี เพิ่งดีเมื่อวานนี้วันเดียว เป็นอย่างนี้เสมอ พอฟังกัณฑ์ไหนดี ก็ว่าอาตมาว่า โอ้! วันนี้เทศน์ดี ราวกะทุกวันเทศน์ไม่ดี มันก็จริงน่ะนะ เพราะว่า แหม มันเข้าใจซาบซึ้งได้ตอนนั้น อันอื่นๆ ลืมหมด ที่จริงพวกคุณได้ดีมาเรื่อยๆ แล้วก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นขั้นๆ เป็นตอนๆ แล้วก็พัฒนาขึ้นมา อาตมาเคยพูดถึงเรื่องปฏินิสสัคคะ การสลัดคืน การสลัดคืนนี่เป็นการเดิน วน เป็นการวน วนมาที่เก่า แต่ไม่ใช่ที่เก่า มันจะสลับซับซ้อนอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป เหมือนอย่างเราทุกวันนี้ อาตมาก็ได้หยิบเอาของจริงอะไรหลายๆอย่าง มายกอ้าง เพื่อที่จะให้เราเห็นว่า เราวน ผู้ที่วนจริงๆ นั่นคือผู้ที่ไม่เคลื่อนที่ แล้วก็ตามเขาขึ้นไปไม่ได้ ส่วนผู้ที่วนแล้วก็เคลื่อนที่ ผู้นั้นก็จะเจริญขึ้น จะเจริญขึ้น มันใช้ภาษา ฟังดีๆ อาตมาใช้ภาษาว่า วน น่ะ เช่นว่าแต่ก่อนนี้ เราไม่ทำอะไรเลย เมื่อใหม่ๆ ที่แดนอโศกนี่ไม่ทำงานอะไรเลย ไม่ทำงานอะไร พยายามสังวรระวัง เดินไปไหนมาไหนก็กุมมือ ก้มหน้า เดินชนคนเอาเลยแต่ก่อนนี้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ ปิดๆ อะไรๆ พบอะไรก็ปิดหมด อยู่แต่เรียนรู้จิตใจ เรียนรู้อารมณ์ เรียนรู้ภายในจริงๆเลย แรกๆม

อ่านต่อ

าเป็นอย่างนั้น อะไรอื่นๆ คนอื่นๆ เขาจะอะไร อย่างไร ตัดให้มากที่สุดเลย คนเก่าๆ ระลึกดูก็จะจำได้ จะระลึกออกนะ มันเหมือนกะซื่อบื้อ ง่ายๆ แล้วก็ตัดอันนอกออกให้หมด เหลือในไว้ให้มากที่สุด เพราะว่ายังใหม่ เราก็ทำอย่างนั้น คบหาสมาคมกับอะไร กับใคร ก็ไม่กระทำ ตัดเปรี้ยง เรื่องอะไรๆ นี่พูดแรง เลิกละออกมาให้แรงๆ เห็นมุมเหลี่ยมของความไม่ดีไม่งาม อย่างจัดๆจ้านๆ หยาบๆแรงๆเลย ถล่มมาก ถล่มอะไรต่ออะไรเขาเยอะแยะ อะไรๆ เราจะทิ้ง จะเอาอะไร เราจะทิ้ง จะตัด ถล่มกันมากๆเลย ไม่ว่าด้านกาม ไม่ว่าด้านมานะ ด้านสวย ด้านงาม แม้แต่เนื้อสัตว์นี่ก็ถล่มจัด ถล่มบุหรี่ หมาก พลู นี่พูดกันวันยังค่ำ สมณะสมัยก่อนนี้จะเทศน์เมื่อไร เห็นหน้าใครมานี่ เขาสูบบุหรี่หรือเขากินหมาก ซัดเอาก่อนเลย สิ่งเสพติด ว่าอย่างนั้นนะ เอาใหญ่ ถล่มหนัก ไม่ดีอย่างไร วิเคราะห์วิจัยหมดเลย ถล่มหนัก และในเรื่องหยาบๆต่ำๆ ในเรื่องง่ายๆ อย่างนี้จะพูดหนักเพื่อที่จะให้มีน้ำหนักของความจริง มุมเหลี่ยมอะไรก็พูดกันมาก เพื่อให้เห็นชัด แล้วเราก็จะได้ละหลุดออกมาได้ ทีนี้พอเราเจริญขึ้นๆ เราก็ไม่ค่อยจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น เราพูดถึงสิ่งอื่นต่อๆไป ซึ่งมันสูงขึ้นๆ ตามลำดับ ความเจริญนี่จะเป็นเหมือนกับเราเดินขึ้นสู่ยอดเจดีย์ด้วยบันไดวนๆ ตอนแรกเราอยู่ชั้นล่างสุดของพื้นฐาน เราก็จะอยู่ตรงนี้ คนที่เดินก็จะเดินขึ้นไปเรื่อยๆ บันไดวนมันก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ วนนี่สูงขึ้นเรื่อยๆ สูงขึ้น ถ้าผู้ใดไปตามจะได้รายละเอียดเข้ามาคบหา เข้ามาเดินด้วย เข้ามารับซับทราบแม้จะไม่ปฏิบัติตาม ร่วมฟังธรรมบ่อยๆนี่เท่านั้น ก็พอจะรู้ว่า เรามีอะไรพัฒนาขึ้น มีอะไรที่ขยาย มีอะไรละเอียดลออซับซ้อนขึ้นไป มันซับซ้อนขึ้นเสมอ ละเอียดขึ้นเสมอ เดินวนมาเหมือนบันไดวนขึ้นสู่ยอดเจดีย์ เสร็จแล้วก็เดินวนมาตรงที่เก่านี่แหละ มาวน มาเจอที่เก่า แต่ไม่ใช่ที่เก่าแล้วน่ะ แต่คนที่ไม่ได้ขึ้นนี่จะเหมือนว่า เราซ้ำที่เก่า เพราะไม่ได้ขึ้น ไม่ได้มีเนื้อหารายละเอียดที่สูงขึ้นตามยอดเจดีย์ ตามลำดับฐานของเจดีย์นี่ มันเดินมาวนนี่เหมือนกับอย่างที่เก่า เหมือนของเก่า แล้วก็บอกว่าใหม่ มันเหมือนซ้ำ เหมือนปฏินิสสัคคะ เหมือนสลัดคืนมาสู่อย่างเดิม แต่ไม่ใช่เดิมแล้ว แต่คนที่ไม่มีเนื้อหานี่ จะเห็นว่าเป็นเดิม พอมีการเจริญก็จะใหม่ไปอีก เพิ่มเติมเสริมสานความสูงขึ้นไปอีก ก็วนไปอีก ไปสู่ระดับชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่ ก็วนมาอย่างนี้อีก ไปจนกระทั่งถึงยอด ถึงยอดแล้วก็คนเก่ายังไม่ขึ้นไปนี่น่ะ เขาจะรู้สึกว่าเราเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นยอดสุด กับ ปลายฐานสุดนี่น่ะ คนบ้า กับ คนยอดอัจฉริยะ นี่น่ะเขาถึงมองว่าอันเดียวกัน คนไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้ติดตามเลยนี่ จะบอกว่าอันเดียวกันน่ะ อยู่ที่เดียวกันน่ะ แต่มันซับซ้อนตั้งไม่รู้กี่ชั้น บนลงมานี่ ไม่รู้กี่ต่อกี่ชั้นๆๆๆๆ นี่อาตมาทำเป็นรูปธรรม ทำมือให้ดู ถ้าคุณยิ่งไปเขียนหรือยิ่งมีอะไรเป็นสิ่งที่ยืนยันชัดๆจะเห็น แต่ในรายละเอียดของชั้นต่างๆของพวกนี้นี่ มีมากมาย สูงขึ้นไปก็มากขั้นละเอียดลึกซึ้งขึ้น เข้าหาแก่นมากขึ้น เราค้าขายทุกวันนี้ เข้าใจมากขึ้น สำหรับผู้เข้าใจ สำหรับผู้ที่ยิ่งละทางกิเลสปรมัตถ์แล้ว จะเบิกบานร่าเริง จะทำงานหนัก เหมือนกับชาวร้านค้าโต้รุ่ง หนักนะ พวกร้านค้าโต้รุ่งนี่ ขายกันวันยังค่ำ ขายอย่างกับตลาดโต้รุ่ง ที่แท้เขาขายทั้งกลางวันกลางคืน ก็เปลี่ยนผลัดกันนี่นา โอ! บางแห่งนี่คนน้อย มานอนกันไม่กี่ชั่วโมงหรอก หนัก แต่เขาหนักของเขา เขาหาเงินหาทอง แล้วเขาก็บำเรอ ทั้งกินทั้งเสพ เพื่อที่จะให้มีการบำรุงร่างกาย การบำเรอ บำบัด อะไรของเขา ที่คนพวกขายสินค้าโต้รุ่ง ขายอาหารโต้รุ่ง อะไรพวกนี้นี่ เขาทำงานหนัก แต่เขาก็บานออกทางกาม บานออกทางอัตตา บานออกทางกิเลสที่มันเสริม เพื่อบำเรออะไรเอาไว้ เขาไม่ได้ลดได้ละ ย่ามใจในเรื่องที่ยิ่งทำการค้าก็ยิ่งได้เงินมาก ยิ่งทำหนักก็ยิ่งได้รายได้มาก รายได้น้อย ก็ชักจะอึดอัดขัดเคือง ชักจะไม่พอใจ ถ้ามันลด ถ้าลงได้รายได้มากขึ้น ลดลงหน่อยไม่ได้เลย เพราะว่าไม่ยอมเสียสละ อย่างพวกเราทุกวันนี้นี่นะ ในชาวชมร. นี้ก็ตาม ตอนนี้เราเจอภาวะภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วคนข้างนอกเขาก็ขึ้นราคาของ เราไปซื้อของนี่ เพิ่มขึ้นมามาก วัตถุดิบที่เราไปซื้อมาปรุงอาหารนี่แพงขึ้น แล้วเราก็มาขายอยู่ราคาเท่าเดิม เสร็จแล้วยังไม่รู้เลยว่า เขาจะเก็บภาษี นี่เขาไม่ยอมน่ะ ชมร. นี่เขาไม่ยอมอนุโลมให้แล้ว เห็นคุณรุ่งโรจน์ติดต่อทางสรรพากร จดหมายขอให้คิดอย่างเดิม คิดกลัวสมาชิกจะลด เขาบอกว่าพวกเรานี้มีการค้าที่มีรายได้เท่าไหร่ กี่แสนล่ะ นั่นแหละ จำนวนนั้นเขาบอกไม่ได้หรอก พวกที่มีรายได้ขนาดเท่านี้แสน จะต้องเก็บภาษีเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มตามวิธีการของเขา ตกลงเราจะเสียภาษีมากกว่าที่เสียเดิม แต่ก่อนนี้เราไปซื้อของ ซื้อวัตถุดิบที่เขาขึ้นราคากันนี่ พวกที่บวก 7% อะไรก็แล้วแต่เถอะ ขึ้นด้วยวิธีกลบเกลื่อน หาเรื่องที่จะเอาเปรียบเอารัด อะไรก็ตามแต่ เราก็เจอ เพราะว่าเราอยู่ในทิศ อยู่ในความไม่พยายาม ที่จะหาทางเอาเปรียบอยู่แล้ว เราก็ยอม ซื้อของแพงเราก็จำยอม เราก็ไม่ขึ้นราคา เราก็ขาย 5 บาท อะไรอย่างนี้ เสร็จแล้วเรายังจะมาเสียภาษีเพิ่มขึ้นไปอีก ซ้อนขึ้นไปอีก เราก็จะต้องเสียไปอีก แต่จิตใจของเรานี่ ผู้เสียสละก็ได้ละล้างกิเลสมานี่ ถึงวันนี้นี่ระบบโลก เศรษฐกิจมันสูงขึ้น อะไรๆมันลดลง อะไรๆมันก็กระเบียดกระเสียรมากขึ้น อัตราราคาขายอะไรเพิ่มขึ้น เราจะต้องเสียยุบเสียยิบมากขึ้น แต่จิตใจของเรามันเสียสละ เราก็ไม่วู่วาม เราจะไม่วู่วามเหมือนพ่อค้าที่ขายของที่ตลาดโต้รุ่งแน่นอน ที่อาตมากำลังพูดถึง ยกตัวอย่างประกอบ พ่อค้าตลาดโต้รุ่ง เขาจะไม่ยอมเด็ดขาดเลย ยิ่งยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า เขาเคยขายของมาได้ ตอนนี้เขาฐานะดี การค้าของเขาสูงขึ้น แต่ก่อนขายได้วันละร้อย ต่อมาขายได้วันละห้าร้อย ต่อมาขายได้วันละพัน ต่อมาขายได้วันละห้าพัน พอต่อมาๆ เหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เกิดขายตกลงมา นี่จากวันละห้าพัน มาเหลือวันละสองพันนี่ เขาจะ แหม! เขาจะเดือดร้อนมาก เขาจะเป็นจะตายมากเลย หรือเขาจะต้องไม่เสียเหมือนอย่างกะเรา เรากำลังจะเสีย เราๆ ลดส่วนได้ เหมือนอย่างพวกเราที่เจอเหตุการณ์นี้ ลดส่วนได้นี่ ลดที่เราจะต้องไปซื้อของมาแพง จะต้องเสียภาษีเพิ่ม จะต้องเสียอะไรนี่ เราจะลดส่วนได้นี่ลงไปอีกเยอะเลย เรียกว่าเราสรุปง่ายๆ คือภาษาโลกก็ว่าเราขาด ขาดรายได้ ไม่เหมือนเดิม จะย่ามใจ เคยได้มาก แต่ตอนนี้ มันชักจะลดลงไปแล้วนี่ คนทางโลกที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนี่ เขาจะเสียใจ แล้วเขาจะวูบมากเลย แต่พวกเรานี่เจริญขึ้น จิตใจของเรามั่นคง จิตใจของเราเสียสละได้ เราจะไม่วูบวาบเหมือนอย่างเขา จะไม่เดือดร้อน จะไม่ทุกข์เหมือนอย่างเขาไปทีเดียว แล้วเราจะรู้ว่า เออ! มันก็ลด แล้วเราจะเข้าใจว่า ยิ่งมีปัญญาจะรู้ว่า เหตุอะไร? มันถึงเป็นเช่นนั้น เราขายตกเพราะอะไร หรือว่ารายได้เราลดลง หรือว่าเราไม่ได้เพิ่ม แต่ตอนนี้เราต้องลดลงแล้วน่ะ หรือเราต้องขาดทุนนั่นเพราะอะไร ถ้าเราเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง แล้วเราก็ยินดีที่จะเสียสละ จิตของเรายอมเสียสละได้ เราก็จะไม่ทุกข์ ถ้าเรายิ่งเป็นผู้ที่มีจิตใจว่า เอ้า! เสียสละแล้วเราอยู่ได้ไหมล่ะ ถ้าเราอยู่ได้ แล้วเราก็ยอม เราก็ได้เสียสละ เท่ากะเราสูงขึ้น ฐานสูงขึ้น ที่จริงน่ะ เราเองขาดทุนมากขึ้น เราได้เสียสละมากขึ้น เรายอมได้ เราเห็นว่าฐานะอย่างนี้น่ะ ขายได้ ขนาดนี้เราก็อยู่ได้ แต่เราได้เสียสละมากขึ้น ส่วนรายได้ลดลงไป เราก็ไม่ได้พะวงถึงรายได้ แต่คำนึงถึงว่าเราจะยืนหยัดอยู่อย่างนี้แหละ เราจะยืนหยัดราคานี้ หรือจะขายต่ำอย่างนี้ ประชาชนก็จะได้รับ ซื้อถูก เรียกว่าคนเดือดร้อนก็จะได้พึ่งพา อย่างคนจนบอกแล้วว่า เงินเขาไม่ขึ้นหรอก คนที่อยู่ในฐานศูนย์นี่ อัตรารายได้โลกเขาขึ้น เขาก็ไม่ขึ้นอะไรกะเขาหรอก หรือผู้น้อยนี่ถึงแม้จะเพิ่มก็เพิ่มน้อย ผู้สูงอัตราฉ้อฉลในสังคม นี่เขาก็ลดก็เพิ่มสูง เพิ่มอัตราสูง แต่พวกต่ำนี่ยังเดิม แม้จะเพิ่ม ก็เพิ่มกระติ๊ดๆน่ะ พวกราคาของเงิน กรรมกรที่รายได้จะเพิ่ม เพิ่มขึ้นทีละ 5 บาท 3 บาท โอ้โหย! ยาก แต่อัตราของการเพิ่มพวกอื่นนี่น่ะ โอ้โฮ! ทุกวันนี้นี่ ตอนนี้เงินเดือนนายกแสนห้า เดือนละแสนห้า แต่ว่ากรรมกรขอเพิ่มเป็นร้อยห้าสิบบาท วันละร้อยห้าสิบบาท ยังจะยอม หรือไม่ยอม ไม่รู้ตอนนี้ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันก็ลำบาก ตอนนี้พวกขายข้าวแกง ขึ้นไปจานละสิบห้าบาท แต่ก่อนนี้ขายสิบ เพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบห้าตอนนี้ แล้วอัตราการเพิ่มขึ้น 5 บาทนี่ มันเท่าไหร่คิดดูซิ แล้วกรรมกรจะเพิ่มอัตรารายได้วันละแค่นั้น มันจะไปพอถูพอไถอะไร แต่นายกนี่ จากเงินเดือนไม่ถึงแสนดี ไม่ถึงแสน ขึ้นเป็นแสนห้า นี่มันเป็นอย่างไรล่ะ อัตราฉ้อฉลอย่างนี้ขนาดเป็นรัฐบาลน่ะ ส่วนเอกชนน่ะ มันยิ่งกว่านี้ เขามีอัตราการก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ นี่อัตราฉ้อฉล สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อน อาตมาหยิบยกมาพูดกับคุณนี่ มันรู้สึกว่าเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน แต่ที่จริงมันยิ่งใหญ่ แล้วก็ละเอียดซับซ้อนมากกว่าที่อาตมาพูดถึง อาตมาอธิบายไม่ไหว สิ่งเหล่านี้มีทั้งการเจริญที่รูปธรรม การเจริญนามธรรม เรามองไอ้พวกซื่อๆ เราก็บอก โอ้ย! ไปไม่รอดแล้ว พวกที่ยังฐานต่ำ หรือภูมิต่ำนี่ แล้วยังบอกว่าแบบนี้ขาดทุน แบบนี้ไปไม่ได้ แบบนี้ก็ตาย แต่ฐานสูงก็บอกว่า เราก็ดูรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นต่างๆนานา ว่าจะตายหรือไม่ตาย เราก็ดูก่อน จริงๆแล้ว เราไม่ตาย เราก็อยู่ได้ต่อไป นอกจากไม่ตายแล้ว ก็เกิดความเจริญ เพราะจิตใจเราเสียสละได้มากขึ้น ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ได้เกื้อกูลคนที่ควรเกื้อกูล ได้ช่วยคนที่ลำบากลำบน หรือขึ้นไปกะเขาไม่ได้ ก็อยู่ด้วยกันในฐานที่ยากที่จนด้วยกันนี่แหละ มีน้อยด้วยกัน ได้เกื้อกูลคนน้อย อย่างนี้เป็นต้น นี่อาตมายกตัวอย่างเรื่องเดียว หยิบตัวอย่างจากแง่การค้าขาย ที่มันกำลัง เกี่ยวเหตุการณ์พวกนี้มาประกอบ แล้วพวกคุณฟังดูดีๆ ว่า ทั้งจิตวิญญาณ ทั้งสภาพรูปธรรม รูปการที่มันมีอยู่นี่ ซับซ้อนอย่างนี้ เป็นต้น เราได้มีสัมมาอาชีพ มีกัมมันตะ มีการกระทำ มีพฤติกรรม มีองค์ประกอบอะไร ก้าวหน้ามาถึงวันนี้แล้วนี่ ไม่ใช่ว่าเราจะย้อนไปเป็นคนอย่างเดิม อยู่ในภพเดิม ไม่กระเตื้องกะเขา จมอยู่ ไม่รับรู้เหตุปัจจัย ไม่รับรู้ความหมาย ไม่รับรู้เรื่องราว ไม่รับรู้อะไรต่ออะไรที่มันซับซ้อนมา มีโน่นมีนี่มา เราก็จะเป็นคนจมอยู่ในภพนี่ แล้วเราก็จะยืนอยู่ตรงนี้เซ่อๆ พอสภาพที่มันเจริญสูงขึ้นๆๆ วนมาถึงที่เดิม หรือว่าสลัดคืน หรือว่ามันเหมือนเรามาทำเก่า เหมือนเราไปว่าเขาแล้ว แต่ตอนนี้ เรา เอ้! เหมือนกะเวียนกลับมาทำอย่างที่เราเคยว่าเขาอย่างนี้แหละ เหมือนสลัดคืน ไอ้การสลัดคืน หรือว่าการวนมาถึงที่เดิม คนไม่กระเตื้องอะไรเลย ไม่มีภูมิเพิ่มเติมอะไรเลยนี่ จะจมอยู่ในภพตัวเองจริงๆ แล้วมันจะมองไอ้จุดที่มันมาจบที่เก่านี่ อย่างที่อาตมาว่า เขายืนอยู่นี่วนขึ้นไป บันไดวนขึ้นไป มาถึงที่เก่านี่ เขาคนนี้ก็จะมองว่า ไอ้ตัวเอง ว่าเขาอิเหนาก็เป็นเสียเอง ไอ้เราก็ทำเสียเอง แต่คนที่จะไปทำสิ่งนี้ได้นี่ ทำอย่างเดิมอยู่นี่ เหมือนเราตรึงราคาอยู่เดิมนี่ แต่ว่านั่นก็เป็นมุมหนึ่งเท่านั้นเอง การขายของนี่เราตรึงอยู่มุมเดิม บอก เอ้อ! ไม่เจริญขึ้นเลย บอกขายอยู่ได้ 5 บาท อย่างเก่า อะไรอย่างนี้ ที่จริงเราเจริญขึ้น อย่างกับอะไรดี ขาย 5 บาทอย่างเก่า แต่คนโง่นี่มันจะไม่อย่างนั้นเลย ทำไมยังเวียนขาย ก็เขาเดินกันไปถึงไหนๆแล้ว ก็การค้าน่ะ มันต้องเจริญไปซิ ถ้าคนพาซื่อง่ายๆ อาตมาอธิบายภาษารูปธรรมง่ายๆ มันก็เจริญไปตามเขาบ้างซี ดูซีนี่ ส่วนได้ลดลงๆ แล้วจะไปเจริญอย่างไร ถ้าจริงๆแล้วอาตมาเคยบอกการค้าของพวกเรานี่ ถ้ารายได้ยิ่งลดลงๆ แล้วเราก็อยู่รอดนี่ มันยิ่งเจริญใหญ่เลย สุดท้าย แจกฟรีได้ด้วยนี่ ยิ่งเจริญสูงสุดเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร มันก็ยากที่จะคิดถึง แต่ว่ามันจะเป็นไปได้ต่อเมื่อมันมีเหตุปัจจัยผสมผสานกันมา สมบูรณ์เต็มที่ อาตมาแต่ก่อนนี้ ก็คิดจริงๆเลยว่า อาตมานี่จะไม่ต้องแต่งเพลงอีก คิดจริงๆเลย ตั้งใจจริงๆเลยว่า จะไม่แต่งเพลงอีก แต่เสร็จแล้ว เมื่อเหตุปัจจัยมา พอถึงวันนี้ แล้วมาถึงตอนนี้ ตอนที่แต่งนี่ อาตมาก็มาแต่งเพลงอีก แล้วอาตมาก็แน่ใจว่าอาตมาไม่ได้แต่งเพลงเหมือนก่อนแล้ว ไม่เหมือน แต่แต่งเพลงเหมือนเก่า แต่ไม่ได้แต่งเพลงเหมือนเก่า อาตมาต้องพาดูหนังดูละคร มาดูทีวี ซึ่งอาตมาก็ไม่คิดเรื่องวิดีโอ (Video) ทีวีนี่ อาตมาถ้าใครอยู่เก่าๆแล้วจะจำได้เลย ได้เครื่อง ได้กล้องถ่ายวิดีโอมาตัวหนึ่ง โอย! แต่ก่อนนี้ เราให้แตะต้องไม่ได้หรอก ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเลยน่ะ แล้ววิดีโออะไรนี่กว่าจะดูนี่ อาตมาเซ็นเซอร์แล้วเซ็นเซอร์อีก แต่ก่อนนี้ต้องสารคดี ต้องอะไรแข็งๆ ไม่กล้าให้มาดูเป็นนิยาย เป็นนิทาน เรื่องราวอะไรหรอก จนสุดท้าย ถึงขั้นเอามาเปิดตั้งเป็นเครื่องให้ดูข้างล่างเลย อะไรต่างๆนานา ถ่ายวิดีโอ ก็ถ่ายกัน แม้ในสถานที่ บางที่ถือไป บางทีบางอัน ชาวอโศกอย่าว่าเลย แม้แต่สมณะบางรูป ตอนนี้ก็ถือกล้องวิดีโอถ่าย แต่มันไม่เหมือนเก่าน่ะ ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่เราไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจว่า เราจะทำอะไร ดูแล้วแม้เดี๋ยวนี้นี่ แต่ก่อนเราดูถูกดูแคลน แต่แค่พระถือกล้องถ่ายรูปแล้วก็ไปถ่ายรูปนี่ เราดูถูกดูแคลนมากเลยน่ะ แต่จิตใจเราเดี๋ยวนี้นี่ เราเลวลงที่จะไปถ่ายรูปอย่างนั้นไหม เราจะเป็นลักษณะ เรานึกถึงว่า คนที่ถ่ายรูปอย่างนั้น ที่พระถือกล้องถ่ายรูปจะไปถ่ายรูป แหม ถ่ายคู่กะอีหนูอะไรต่ออะไรต่างๆนานา หรืออะไรแล้วแต่ หรือจะถ่ายรูปอย่างไร จิตใจเราดูซี ว่าเราถ่ายอย่างไร สมณะเราก็ถือกล้องกดถ่ายรูป แต่พวกเราถึงแม้จะอย่างนั้น เราก็รู้โลกวัชชะน่ะ เราก็ไม่ไป แม้แต่แค่ถือกล้องวิดีโอ เราก็รู้โลกวัชชะน่ะ เราก็ไม่ไปทำ แต่ถ้าทำล่ะ จิตฐานสูงแล้ว ถ้าทำสิ่งนี้นี่ แต่ก่อนเราไม่แตะต้องจริงๆเลยนะ จิตใจเรารู้สึกรังเกียจจริงๆเลยน่ะ ไปจับไปต้อง ไปอะไรนี่ โอ๊ะ! มันรังเกียจจริงๆเลย แตะไม่ได้ ต้องไม่ได้ เหมือนกะมันเป็นอุจจาระ อะไรต่างๆนานา แต่ตอนหลังนี่ เราก็เข้าใจว่า อ้อ! มันเกิดประโยชน์อันนี้ คุณค่าอันนี้ ถ้าสมควรสมเหมาะแล้วจิตใจของเรานี่ เพื่อเราเองอยากทำหรือบำเรอตนเองหรือเปล่า เราต้องดูจิตใจของเราจริงๆ ถ้าเราไม่ได้บำเรอตนเองจริงๆแล้ว มันจะต้องลงทุนลงแรง ที่จริงมันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มันไม่อยากจะทำด้วยซ้ำไปแรกๆ แต่ต่อมาเราก็จำยอมทำ ต้องพยายามกระทำ แล้วเราก็ยิ่งเห็นคุณค่า ยิ่งเห็นประโยชน์ว่าเราทำนี่ ทำเพื่ออะไร เพื่อใคร นานๆไป เราก็จะต้องรู้ด้วยว่า กิเลสอนุสัยนี่ มันอยู่ในใจนี่ ตอนแรกๆ เราก็จะรู้สึกว่าเราเองเราไม่ได้ทำเพื่อตน อย่างอาตมา มาแต่งเพลง เมื่อแรกใหม่ๆ เราจำนน เราต้องมาทำ เพราะว่าเราเอง เราเข้าใจว่า เราไม่ได้มาแต่งเพื่อตนเอง แต่แต่งไปแล้ว ทำไปแล้ว นี่ลึกๆ อนุสัยมันขึ้นน่ะ มันยังไม่สูญ มันจะขึ้น โอ! นี่เรายังแอบมาเสพ มาแลบ มาเลีย นะนี่ รู้สึกติดรสอร่อย รู้สึกภาคภูมิ รู้สึกหลงใหล รู้สึกมีรส แม้มันไม่จัดจ้านเหมือนอย่างแรกๆเดิมๆ ก็ตาม เราจะต้องอ่าน ต้องเรียนรู้ มันเป็นเหตุปัจจัยที่ให้เราศึกษาของจริง เป็นประสบการณ์ของมนุษย์ แล้วเราจะรู้ความควร ความไม่ควร ถ้าเราเรียนรู้พวกนี้ไม่ทัน เสร็จเลย ต่อไปก็ไอ้ที่เราเวียนกลับมา เรานึกว่าเราล้าง เราลดนี่แหละ มันจะก่อเกิดกิเลสนั้นโตขึ้นๆๆ เหมือนเรามาดูวิดีโอนี่แหละ เราดูวิดีโอนี่ เราดูไปแล้ว ตอนแรกเราก็ตั้งท่ามาดูอย่างที่ แหม คนจะเป็นนักศึกษาเลยน่ะ ดูๆไป อนุสัยมันยังไม่หมด มันก็ค่อยๆขึ้นๆมา แล้วเราก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้พากเพียรสังวรระวัง ดูไป ดูวิดีโอไป อาตมาว่าเดี๋ยวต้องสึก หรือจะต้องออกไปนอกที่นี่ จากดูวิดีโอนี่แหละ พวกเราชาว ชมร. นี่แหละ ไปค้าไปขาย ไปทำงานที่ชมร. หนักเข้าๆ ถ้าไม่เจริญน่ะ ก็บอก อื้อ! เราขายเราก็ แต่ก่อนเราก็ทำกับข้าวไม่เป็น เดี๋ยวนี้ชักมีฝีมือ ชักเก่ง ชักรู้เหลี่ยมการค้า การขาย เอ้! ขายดีน่ะ กิเลสมันก็แอบเสพเรื่อยๆเลย อย่างโน้นอย่างนี้ เรื่อยๆเลย แล้วก็เกิดการผลัก เกิดการต้องลดต้องละ แหม! เมื่อยเข้า อยู่ที่นี่ไม่ได้กินเต็มที่ ไม่ได้นอนเต็มที่ ไม่ได้บำเรอตน อย่ากระนั้นเลย กูมีฝีมือแล้วนี่หว่า วิธีการค้า ก็ชักรู้แล้วนี่หว่า ออกไปค้าขายเองเถอะ จะได้นอนเต็มที่ จะได้พักเต็มที่ จะได้กินเต็มที่ อย่ากระนั้นเลย ก็หาเรื่อง เลี่ยงออกไปแล้วก็จบ อนุสัยขึ้นมา มันจะเป็นอย่างนั้น ชาวชมร. เองก็ตาม ดีไม่ดี ไม่ใช่ไป แต่ได้ความรู้ที่เป็นมานะอัตตาน่ะ มีแฟนเสียด้วย เกิดกามเสียอีก เป็นเหตุปัจจัยเสียอีก นี่น้องนะ แยกไปทางโน้นก่อน ทำทีอย่าให้เขารู้น่ะ เสร็จแล้วเราก็ไปตั้งร้านกัน เสร็จแล้วเราก็ไปเอาทางโน้น แล้วเราก็แต่งงานกันก็ตั้งครอบตั้งครัว เราก็มีความรู้นี่ แล้วเราก็มีอะไรแล้วนี่ ได้บำเรอตัวเองสมบูรณ์ มันจะมีตัวอย่างให้ดูบ้างอยู่หรอก สักคู่ หรืออาจจะสองคู่ หรืออาจจะมากกว่านั้นไม่รู้น่ะ อย่างนี้เป็นต้น ตอนแรกๆ ขึงขัง ท่าทีดี แต่เสร็จแล้วกิเลสอนุสัยนี่ไว้ใจไม่ได้ พวกนี้เป็นเครื่องทดสอบเราเองอย่างสำคัญ เพราะฉะนั้นยิ่งศึกษา ก็ยิ่งเราทำสิ่งเหล่านี้ออกไปค้าไปขายก็ตาม ไปสู่วงข้างนอก มีกระทบผัสสะ ดีไม่ดี ไม่ได้มีการอยู่ในหมู่เดียวกันหรอก อยู่ข้างนอกนั่นเลยแหละ ลูกค้าเวียนมาซื้อกันบ่อยๆ หนักเข้าเราก็มีวรยุทธ เรามีความสามารถ กิเลสเข้ามากๆ อุ๊ย! อยู่ที่นี่ กินก็ไม่ได้กิน นอนก็ไม่ได้นอน เงินก็ไม่ได้ อะไรต่ออะไร ต่างๆนานา เรามันก็เก่งขึ้น กามมันก็เรียกร้องด้วย โอ๊ะ! หลายเหตุ หลายปัจจัย อีกหน่อยก็เสร็จอีด่าง ไม่ยากไม่เย็นอะไร เสร็จไอ้ด่างก็ได้ ไม่ใช่แต่เอาอีด่างอย่างเดียว เสร็จไอ้ด่างด้วย อะไรต่างๆ พวกนี้เป็นได้ หรือไม่ก็พวกเราเองนี่แหละ เกิดกาม เกิดมานะซับซ้อน อย่าว่าแต่เรื่องไปค้าขาย ชมร. ก็ตาม ดูวิดีโอนี่ก็ตาม ทำงานหนังสือหนังหาก็ตาม ทำงานคอมพิวเตอร์ก็ตาม ทำงานอะไรก็ตาม พวกนี้มันก่อให้เกิดอัตตามานะ แล้วมันก็เกิดกามขึ้นมาได้ บอกแล้วว่า หลักใหญ่ๆ ก็มีแกนกามกับแกนมานะเท่านั้นแหละ กิเลสหลัก เพราะฉะนั้นผู้ใดที่จมอยู่ในภพ ไม่เจริญ ไม่ว่าจะทำงาน ไม่ว่าจะอะไรๆก็แล้วแต่ พวกเราก็พัฒนาการเจริญ แต่การเจริญที่เป็นโลกียะ มันก็จะเกิดตัวกูของกูขึ้นมา เกิดสักกายะขึ้นมาอย่างที่กล่าว เกิดสักกายะก็คือ อยู่ที่นี่ไปไม่ใช่ว่าเราอยู่อย่างฤาษี เราพัฒนาความสามารถ ความรู้ก็พัฒนา แต่ความรู้ทางธรรมไม่พัฒนานี่ เจริญแต่ความรู้โลกีย์ ความรู้โลกๆ เหมือนไปเรียนหนังสือหนังหา เหมือนกับไปอยู่มหาวิทยาลัยโลกๆ เพราะที่นี่เราก็เรียน ความรู้ ความสามารถ เรื่องนั่นเรื่องนี่ บางคนไม่มีความรู้อะไร ไม่มีความสามารถอะไร มาอยู่กับอโศกเรา มาทำไอ้โน่นก็เป็น ไอ้นี่ก็เป็น ขนาดมาอยู่ที่นี่ ขับรถก็ไม่เป็น จนขับรถเป็นหลายคนมาทำงาน นั่นก็เป็นช่าง นี่ก็เป็นช่าง นี่ก็ไปรับจ้างเป็น ขนาดมาเป็นสมณะแล้วน่ะ ไปรับจ้างข้างนอกแล้วนี่ ดีไม่ดี จะแต่งงานหรือเปล่าไม่รู้ อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เป็นตัวอย่าง มันเกิดความติดภพอยู่ แต่ว่ามันก็มีวิชาความรู้ของตัวเอง มันก็ทำให้เราเอง เอ๊ะ! เราชักไม่มีปัญหาแล้ว เราเจริญได้ นี่ไม่ได้พูดทวงบุญทวงคุณน่ะ แต่ว่าพูดให้เห็นสัจจะ พูดให้รู้ แล้วก็ไม่พูดกระหน่ำย่ำยีคนที่เขา อ้า! ที่อาตมาพูดพาดพิงอาจจะถูกบ้าง บุคคลที่เป็นอย่างนั้น ในสิ่งเหล่านี้แหละ ซับซ้อนอยู่จริงๆ แต่ถ้าผู้ใดเจริญจริงแล้วน่ะ ไม่ได้ติดภพ ไม่ได้ติดที่เก่า แม้จะเจริญทางความรู้ความสามารถแบบโลกีย์ ถ้าเจริญทางธรรมด้วยมันก็ยิ่งจะเห็นคุณค่าว่า โอ! เรามีบุญมากขึ้น ความรู้ความสามารถก็มากขึ้น เราก็ได้สร้างงานอยู่ในนี้แหละ ช่วยกันรังสรรค์ ช่วยกันประกอบกิจการ ส่วนสัมมาอาชีพ เป็นตัวอย่าง เป็นการงานที่ยิ่งลึกซึ้ง ซึ่งจะต้องพ้นมิจฉาชีพห้าอย่างดี มีกัมมันตะ มีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ มีความรู้ ความสามารถ แล้วก็มีอาชีพในสิ่งที่ทำเน้นไปในแต่ละบุคคลนี่ บางคนอาจจะต้องทำอาชีพอยู่เก่าๆ นี่น่ะ นาน แต่คนที่ศึกษาดีแล้ว แม้เราจะทำงานอะไรอยู่ในเรื่องเก่า ที่เราก็จำทำอยู่ เลย์เอาท์มา 15 ปี ไม่ได้ไปทำงานอื่น ทำงานนี้เป็นหลัก แต่ก็จะสัมพันธ์สามัคคี จะเป็นคนที่อยู่กับหมู่กลุ่มในธรรมะนี่ เพราะติดตามฟังธรรม พัฒนาตัวเองเจริญ จะเข้าใจคนอื่น จะเข้าใจงานอื่น จิตใจเจริญ ลดละกิเลส จะไม่เกิดการระแหง จะไม่เกิดการแยก การแตก จะไม่อยู่ในภพ จะไม่มีมานะ ถือดี ถือตัว มีโน่นมีนี่ หรือกามขึ้นแล้ว เสร็จแล้วเราก็เลยออกไป เรียกว่าเราก็อยู่ในกลุ่มไม่ได้ แล้วก็มีความเห็นไม่ร่วม ทิฐิไม่เป็นสามัญตา ไม่มีความเห็นร่วมกับพวกเรา ไม่มีความเห็นร่วมกับผู้ใหญ่ ไม่เห็นร่วมกับสิ่งที่เราพัฒนาไป เดินทางไป มันจะเจริญขึ้น ด้วยทั้งรูปธรรม นามธรรม ก็ลึกซ้อนยิ่งทวนกระแส คนที่จิตวิญญาณเจริญ คือจิตวิญญาณที่ฉลาด แล้วก็เสียสละได้มากขึ้น ตัวเองยิ่งสูญลงๆ แต่การสร้างจะมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นการสร้างนี่ คือรูปธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ การสร้างนี่ เป็นรูปธรรมเป็นส่วนใหญ่ จะสร้างได้มากขึ้น จะเข้าใจว่าทำไมต้องสร้าง ส่วนคนที่ไม่เจริญทางจิตวิญญาณ ทางนามธรรมนี่ ถ้าติดอยู่ในภพว่า ถ้าไปสร้างมากก็จะเพ่งโทษ แม้แต่ที่อาตมาจะสร้างวิหารนี้ เป็นต้น วิหารสันติอโศกนี่ เขาว่าสร้างนั่นสร้างนี่ใหญ่โต ตัวเองก็จะสร้างใหญ่โต แต่คนที่ทำงานจะรู้เลยว่า มันต้องขยาย มันต้องใหญ่โตรองรับ มันต้องอะไรต่ออะไร คนที่อยู่ในภูมิเดียวกัน ในความเจริญด้วยกัน จะรู้เลยว่ามีความจำเป็น แล้วเราก็จะรู้ว่า เราทำเพื่อบำเรอตนหรือเปล่า ถ้าจริงจังแล้ว ไม่บำเรอตน จะรู้เลยว่า ไม่ได้บำเรอตน แต่ทำเพราะจะต้องมีฐานอาศัย มีเครื่อง จะต้องพรักพร้อม ที่จะต้องรังสรรค์ไปตามธรรมดา ธรรมชาติ ของสิ่งที่ก่อ ที่เกิด จะต้องมีการพิสูจน์ทางวัตถุธรรม มีการพิสูจน์ทางนามธรรมด้วย เป็นจิตวิทยาสังคม ที่อาตมาอธิบายแทรกประกอบไปด้วย แต่บางคนไม่ติดตามฟัง ยังไม่รู้เลยคำว่า จิตวิทยาสังคม ที่อาตมาอธิบายขยายความว่าเราจะทำวิหารสันติอโศกนี่ มีผลทางจิตวิทยาสังคม แล้วอย่างที่อาตมาขยายความไม่มากนัก เรื่องสองเรื่อง ด้านของธรรมชาติบ้าง ด้านของศักดิ์ศรี หรือว่าความจริงของสัจจะ ว่าเราเอง เราเจริญน่ะ เราไม่ ได้ถูกหัก ถูกถอนรากถอนโคนอะไร แต่เราเจริญ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ผู้ที่ฟังมาแล้ว เข้าใจมาแล้ว อาตมาพูดแค่นี้ ก็คงพอเข้าใจ พูดมากนักไม่ได้ จิตวิทยาบางอย่างนี่ พูดให้เขารู้ตัว คนรู้ตัว ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว หรืออะไรรู้ตัว เขาดักได้ เขาแก้ลำได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ดีน่ะ มันก็บางอย่างนี่ เป็นเรื่องของส่ง อย่างทางจิตวิทยา ย่องไปบอกทางผู้ที่เราจะทำกับเขาด้วย ไปบอกไต๋หมดเลย อย่างนี้แก้โรคทางจิตได้ไง หรือแก้ทางจิตวิทยาได้ไงน่ะ สิ่งเหล่านี้ลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เจริญตาม จะไม่รู้ว่าการเจริญของสมมุติสัจจะนี่ มันเจริญทั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน