350327 การฟังธรรม เป็นการย้ำ เป็นการทวน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์360 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350327 การฟังธรรมเป็นการย้ำเป็นการทวน โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

การฟังธรรม เป็นการย้ำ เป็นการทวน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535

การฟังธรรมก็เป็นการย้ำ เป็นการทวน การย้ำ การทวน ในสิ่งที่จะย้ำจะทวนนั้น เป็นสิ่งที่แก้ความไม่เที่ยง ธรรมดาอะไรๆ มันก็เป็นของไม่เที่ยงนะ อะไรๆก็เป็นอนิจจัง เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราต้องการที่จะให้เกิดผลดี และก็จะต้องได้อาศัย เพราะในชีวิตของคนนี้ซึ่งยังมีรูปนามขันธ์ 5 จะต้องมีเครื่องอาศัย จะต้องมีพิธี กรรมอาศัย เป็นพิธีกรรมที่ดี ซึ่งจะเกิดประโยชน์ ที่จะเกิดคุณค่า ในการมีพิธี กรรมนั้นๆ จะต้องมีกิจกรรมที่จะอาศัย เป็นกิจกรรมที่ดี หรือเป็นกิจการที่ดี เป็นงานที่มนุษย์จะต้องทำ เพราะว่ามนุษย์จะต้องมีงาน มนุษย์ไม่มีงานไม่ได้ จนกระทั่งที่สุดจะต้องมีพฤติกรรม ต้องเป็นพฤติกรรมที่ดี เป็นเครื่องเป็นอยู่ เป็นเครื่องอาศัยอยู่เป็นไป แล้วเราจะมีกายกรรมออกไปอย่างไรดี เราก็ต้องคอยระมัดระวัง อบรมรู้ตัว กระทำบทบาทลีลานั้น ท่าทางนั้น เป็นกายกรรมที่ดี ฝึกให้ย้ำ ให้ซ้ำ ให้ทวน อบรมตนให้เป็นอย่างนั้นๆ ไล่ไปเรื่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ ต้องแก้ไข ปรับปรุง ต้องทำ อันไหนดีแล้ว ก็ย้ำอยู่ ทำอยู่จนกระทั่งเป็นอัตโนมัติ ให้มันมีท่าที ให้มันมีลีลานั้น ท่าทีนั้น อิริยาบถนั้น พฤติกรรมอย่างนั้น ให้มันเป็นอยู่ ทรงอยู่อย่างดี ไปนานเท่านาน จนกว่าเราจะมีเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปประคอง ไม่ต้องไปพยายาม ไม่ต้องระมัดระวัง มันก็เกิดก็เป็นอยู่ในตัวเราเองได้เลย เรียกว่า เป็นอัตโนมัติเลย เป็นเอง เป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเองได้เลย เป็นเช่นนั้นอยู่ มันเกิดเป็นธรรมดาสามัญ เราต้องย้ำ ต้องทวนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของเราไม่ว่ากายกรรมก็ตาม วจีกรรมก็ตาม ที่เราเอง เราเคยไปทำที่ม

อ่านต่อ

ันไม่ดี เราก็ต้องมาเรียนรู้ว่า พฤติกรรมเป็นกายก็ดี ทางวจีกรรมก็ดี เราก็แก้ไขปรับปรุง จนกระทั่งเป็นอยู่ เราเรียกอีกภาษาหนึ่งว่าวาสนา วาสนานี่ แปลว่า เป็นอยู่ หรือที่อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่แก้ ถ้าเราไม่อบรมจนกระทั่งมันเป็นอยู่เอง มันอยู่อย่างนั้นแหละ เกิดอย่างนั้น ดำเนินไปอย่างนั้น เพราะเราจะต้องมีอิริยาบถ เป็นคนจะต้องมีอิริยา มีพฤติ มีบทบาทการอยู่ทั้งกายกรรม ทั้งวจีกรรม มันต้องมีจริงๆ ซึ่งฝึกได้ เกิดจากจิตวิญญาณเรา จะต้องเข้าใจ เห็นว่ามันดี เราจึงอบรมตัว พยายามประคองตัวให้มีกิริยา อิริยา ให้มีอย่างที่เรามุ่งหมาย ไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะเอี้ยวแขน จะไกวขา จะมีพฤติใดๆ จะมีอิริยา หรือกิริยานี่ จะมีกิริยาอย่างไร เราก็จะต้องมีสติ มีจิตใจที่ จะต้องเป็นตัวประธานและก็กำหนด มีอิริยานั้น ให้มีพฤตินั้นๆออกไป ทำซ้ำ ทำทวน ทำจริงๆ ซ้ำทวนเป็นชาติๆ เพราะฉะนั้นจะแก้วาสนา บางทีนี่วาสนาของคน ที่มันติด ที่มันแก้ไขได้ยาก มันเป็นมาไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันชาติ กว่าจะแก้ได้ กว่าจะเปลี่ยนแปลงได้นี่ มันหลายชาติๆด้วย เพราะฉะนั้นการทำซ้ำ ทำทวน ทำย้ำ ทำเสมอๆต้องมีสติแก้ไข ต้องทำให้ได้อย่างนั้นๆ จึงเป็นการประพฤติ ปฏิบัติโดยแท้เลย เป็นการปฏิบัติโดยแท้ ต้องทำให้มาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสใช้คำว่าพหุลีกัมมัง อันใดที่เราเห็นแจ้งด้วยทิฐิ ความเข้าใจ ด้วยปัญญาที่ดีแล้ว ว่ามันดีแล้วละ ว่าเราจะต้องทำอิริยาอย่างนี้ ให้มีกิริยาอย่างนี้ ให้มีบทบาทอย่างนี้ อย่างนี้อย่างใด เราเห็นด้วยปัญญาของเราว่า ดีแล้ว เราจะต้องให้เป็นอย่างนี้ เราก็ต้องทำให้มาก ซ้ำซาก ยังไงก็ต้องทำว่าพหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำซาก ทำย้ำ ทำให้ได้โดยกฎนั้น พฤตินั่น กาย กรรมนั้น วจีกรรมนั้น ทำจริงๆ แม้แต่การงาน แม้แต่พฤติกรรมเท่านั้น กิจกรรมก็เหมือนกัน การงาน ทำไมเราต้องทำซ้ำทำซากในเรื่องการงาน ทำไมถึงต้องทำซ้ำทำทวน เพราะว่าสิ่งใดที่เป็นเนื้อหาสาระ จะเป็นการงานก็ตาม จะเป็นผลงานในด้านไหนๆ ยิ่งผลงานที่มันมีความละเอียดลึกซึ้ง เป็นผลงานที่มีความประณีต เราจำเป็นที่จะต้องทวน ตรวจแล้วตรวจเล่า แล้วก็จะพบข้อบกพร่อง จะพบข้อที่ยังไม่สมบูรณ์ จะเห็นส่วนที่จะต้องได้ปรับปรุงแก้ไขขึ้นไปดีๆ ให้ดี คนที่มีนิสัยๆ ที่ย้ำ ที่ทวน แล้วก็พินิจพิจารณาตรวจสอบ คนนั้นจะมีสิ่งที่ถึงที่สุดได้ คนไหนที่ไม่มีนิสัยย้ำ ไม่มีนิสัยทวน ไม่มีนิสัยตรวจสอบ คนนั้นจะได้ในแนวระนาบ จะได้ในแนวกว้าง จะได้ในแนวหยาบๆ ใหญ่ๆ ไป แล้วก็ไม่มีวันที่จะถึงที่สุด ที่เป็นแนวดิ่ง แนวลึก แนวสูง สลับซับซ้อน ที่เรียกว่า สูงสลับซับซ้อนนี่ หมายความว่า มันจะเจริญขึ้นๆ อย่างชนิดที่เราเดาไม่ได้ มันจะมีเหลี่ยมมีลับ มันจะมีซับมีซ้อน มันมีเหลี่ยม มีลับ มีซับมีซ้อนนะ เหมือนเงาซ้อนเงานะ เราต้องตรวจเงาซ้อนเงา มันถึงจะลึกซึ้ง เป็นกระจกเงาซ้อนกระจกเงา จะมีเงาซ้อนกระจกเงา ลึกๆ ไกลไปได้ เราจะต้องเห็นอย่างกระจกเงาซ้อนกระจกเงา เพราะเราได้ตรวจเงาที่ซ้อนเงา เราตรวจเงาซ้อนเงา ก็จะซ้อนเงาลึกๆ ลับๆ เสร็จแล้วเราจะไม่รู้ว่า มีเงาที่อยู่ในเงาอีก ถ้าเผื่อว่าเราไม่ตรวจ ถ้าเราตรวจ เราจะเห็นเงาซ้อนอยู่ในเงา แล้วเราจะเกิดปัญญาญาณ เหมือนกระจกเงาที่ฉายแสงซ้อนภาพ จะลึกจะซ้อนไปไกล และยิ่งกระจกนั่นได้ทำ ยิ่งได้ขัด ยิ่งได้กระทำให้ดี มันก็ยิ่งจะเป็นกระจกที่ฉายแสงได้ซ้อนลึกๆๆๆ ไปไกล และเป็นภาพที่ชัด ไม่แปรเปลี่ยน เป็นภาพที่ไม่เบี้ยว ไม่พราง ไม่ลวง จะเป็นภาพที่คม ที่ชัด ที่ไกล ที่ลึก เพราะว่าในรายละเอียดของความสูงลึก ความสูงสุด สูงลึก สูงลับนี่มันเป็นความละเอียด มันเป็นความประณีต ชนิดที่เราเดา ยิ่งเป็นนามธรรมแล้วจะเดาเอาอย่างตื้นๆ ที่คนตื้นๆชอบเดาไม่ได้ เพราะว่าการซับซ้อนมีปฏินิสสัคคะสลับไปสลับมา ปฏินิสสัคคะนี่สลับไปสลับมา ไม่ได้สลับที่ได้ง่ายๆเหมือนรูปธรรมตื้นๆ ในเรื่องของนามธรรมนี่ สลับซับซ้อน จนกระทั่งเหมือนกับ ถูกย้อนกัน เหมือนกะอย่างตรงกันข้ามกันด้วยภาษาสมมุติในโลก เหมือนกับหลายครั้งครา ที่อาตมา อธิบายปฏินิสสัคคะ การย้อนกลับ การย้อนคืน และมันมีสภาวะนามธรรม ที่ใช้ภาษามาย้อนกันแล้ว ใช้ภาษาว่าไม่ แต่ว่ามี เป็นแต่ว่าไม่เป็น อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มีอยู่ แต่ว่าไม่มีอยู่ เป็นอยู่ แต่ว่าไม่เป็นอยู่ อะไรอย่างนี้ ที่เคยพูด เคยอธิบายสภาวธรรมลึกๆซึ้งๆ ขึ้นไป ภาษามันไม่มีพูดแล้ว พูดยังไง ฟังแล้ว เหมือนพูดกลับไปกลับมา เหมือนไม่มีตัวแล้ว แต่ว่าผู้ที่มีสภาวะรองรับแล้ว จะรู้สึกว่ามีสภาวะนั้น มีตัว มีสภาพที่ตัวเราเอง มีสภาพที่หยั่งถึงได้ รู้ได้ เพราะฉะนั้นในสภาวะที่เป็นนามธรรมของกิเลสก็ดี ของกิเลสนั่นแหละ เมื่อกิเลสที่ลึกซึ้งขึ้นไปจนถึงอนุสัยกิเลส เราจะต้องทบทวน เราจะต้องทำ ทำย้ำ ทำซ้ำ ทำทวน จะเป็นงานที่จะแสดงออกก็ตาม เป็นงานพูด เป็นงานกระทำ ท่าทาง ท่าที ลีลา กายกรรม วจีกรรม เป็นงานที่ประกอบกับงานที่เป็นการผลิต การสร้าง การกระทำใดๆก็ตาม ถ้าเราตรวจสอบทบทวน ดูแล ต้องอาศัยเวลาด้วย บางทีเวลาจะทำให้มันเปลี่ยนแปลงไป เวลามันจะมีองค์ประกอบอื่นๆ เข้า ไปกระทำสิ่งนั้นให้เปลี่ยนแปลง มันยิ่งเป็นรูปธรรม วัตถุธรรม ยิ่งเห็นชัด มันเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มันไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นบางอย่างบางอันจะทนทาน เปลี่ยน แปลงได้ยาก ถ้าเราปล่อยปละละเลย เราก็จะแน่ใจว่าเป็นไปได้แล้วในเวลาเท่านั้น ความจริงแล้ว เวลาได้เลยไปจากนั่นอีก มันก็จะเปลี่ยนแปลงได้ หรือมันจะต้องไปทำปฏิกิริยากับอย่างอื่น ที่เราไม่รู้ด้วยสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ปฏิกิริยาขององค์ประกอบของมัน ที่มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราไม่รู้ได้ง่าย เพราะฉะนั้น อย่าประมาทในการทบทวน ในการย้ำ ในการซ้ำ ในการกระทำอะไร ย้อนย้ำอีกทีหนึ่ง คนเราส่วนมาก ถ้าไม่เข้าใจ หรือว่าไม่เห็น ไม่รู้ในความเปลี่ยนแปลง อนิจจังในเรื่องพวกนี้จะประมาท แต่ส่วนมากจะประมาทนะ คิดว่าได้แล้ว คิดว่าดีแล้ว คิดว่ามันสมบูรณ์แล้ว เร็วไป เพราะฉะนั้นเราจะต้องทบทวน ตรวจไปแล้วๆ เล่าๆ จริงๆแล้วนี่ มันต้องชวนกันตรวจตรา แล้วทบทวนกันเป็นชาติๆ ถ้าว่ากันถึงขั้นปรมัตถสัจจะแล้ว ตรวจกันเป็นชาติๆเลย ต้องทดสอบอยู่ในตัวในที เพราะฉะนั้นผู้ใดที่มีการขวนขวาย การขวนขวายนี่คือเวยยาวัจจมัย มีการขวนขวาย มีการอุตสาหะ ไม่แช่ ไม่นิ่ง ลักษณะที่หยุด ที่นิ่งแบบฤาษีนี่นะ เป็นการซ้ำย้ำๆ อะไรย้ำๆหยุดๆ ที่ไม่มีกิริยา ที่ไม่มีพฤติ ไม่มีความสัมผัสแตะต้อง มันหยุดง่าย และมันก็เบาง่าย เป็นตัวกลับกันกับพุทธ เป็นแบบฤาษี มันจะหยุดๆ ในโลกของคนโลกีย์นี่หยุดไม่เป็น เพราะฉะนั้นพื้นฐานแรก เขาจึงมาให้หยุด เขาก็เลยหยุดย้ำซ้ำทวนๆๆในชนิดของแบบนั้น แบบหยุดนั้น เลยเป็นสภาพเดียว สภาพตื้น กว้าง ไกล แล้วเขาก็ติดหยุด โดยที่เรียกว่าไม่ทวนว่า หยุดจริงๆนั่นน่ะ มันไม่ได้หยุดกิเลส มันหยุดอิริยาบถ หยุดกายกรรม วจีกรรม หยุดมโนกรรม ซึ่งเป็นระนาบเดียว หยุดกาย วาจา ใจ จบหยุดระนาบเดียว ไม่ได้ซับซ้อน ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย ตื้นอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วง่าย ใครก็รู้ง่าย พูดเมื่อไหร่ก็ง่าย สิ่งที่ง่ายๆ พวกนี้ สอนกันไปอีกกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านชาติก็ง่าย มันจะง่ายอยู่อย่างนั้น ตลอดกาลนาน ง่าย แล้วก็ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน ไม่ลึกซึ้งอะไรเลย ไม่ทวนกระแส ไม่ย้อนออกมาเลย จึงเป็นการหยุดที่โด่เด่เท่านั้นเอง ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการหยุดที่ไม่หยุด เห็นไหมซับซ้อนขึ้นมาแล้ว เป็นการหยุดที่ยิ่งวิ่ง ไม่มีภาษาแล้วนะ เป็นการหยุดที่ยิ่งคล่องแคล่ว เป็นการเย็นที่จะเรียกว่า ยิ่งร้อนก็ได้ เป็นการเย็นที่ยิ่งร้อน เป็นโลกุตระ หรือเป็นความอยู่เหนือโลกียะ เป็นโลกียะยิ่งกว่าโลกียะ คำว่า "ยิ่ง" นี่ เป็นความสูงลึก สูงลับ คนธรรมดาไม่เห็น คนธรรมดาไม่แจ้ง คนธรรมดารู้ไม่ได้ เพราะเป็นความสูงลับ เป็นความสูงลึก สูงอะไร จิตสูง จิตลึกซึ้ง จิตไปไกล คนธรรมดาจะอ่านไม่ออก มองไม่ออก ยิ่งเร็วได้ก็ยิ่งเย็นได้ ยิ่งคล่องตัวได้เท่าไหร่ยิ่งสนิทเนียน ยิ่งสงบ ยิ่งมั่นคง ยิ่งแข็งแรงเท่านั้น และเป็นเครื่องพิสูจน์ด้วย พิสูจน์เพราะว่ายิ่งโยกยิ่งคลอนๆ อย่างเร็ว อย่างแรงเท่าไหร่มันยิ่งไม่โยกไม่คลอน นั่นแสดงว่า มันแน่นอน มันมั่นคง ฟังภาษาดูไปตามที่อาตมาพูดนี่ก็ได้ เพราะฉะนั้นการฝึกปรือในการที่จะต้องมาสัมผัสแตะต้อง จะต้องมีอิริยาบถมากขึ้น จึงเป็นการแก้กลับอย่างฤาษี ตรงกันข้าม คนละเรื่องกันเลย แก้กลับกันไปคนละเรื่องกันเลย เสร็จแล้วเราก็จะติดอยู่แค่ คนเราที่ติด ที่ประมาทนี่ จะไม่ได้แค่นั้นก็สบายได้ระนาบเดียว เขาก็สบาย ฤาษี หยุดกาย วาจา ใจ หยุดเท่านั้นนะ เขาก็หยุดจริงๆเลย มีหยุดในมันโดยทิศเดียว ไม่ได้ทวนย้อนอะไรเลย คำว่าทวนนี่ หมายความว่ากลับด้วยนะ ย้ำกลับไปกลับมาด้วย ย้ำการกลับไปกลับมา ไม่ใช่ว่าย้ำแช่เดี่ยวๆ ดิ่งๆ เป็นฤาษี เป็นเอกังสวาที เป็นลักษณะหนึ่งทิศทาง ไม่มีการรู้รอบอะไร รู้เที่ยวปักเดียวอันเดียว ถ้าอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ลึก ไม่รู้โลก ครบรอบ ไม่มีโลกวิทู ไม่มีพหูสูต ไม่ครบ เป็นโลกแบนๆ เป็นโลกทิศเดียว เป็นโลกตื้นๆ แล้วง่ายๆ บอกแล้วว่าง่าย สอนเมื่อไหร่ก็ง่าย สอนไปอีกกี่ยุค กี่ปางก็ง่าย และคนก็รู้ง่าย ติดง่าย ทำง่ายๆด้วย ทำได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี่ทำยาก ยิ่งลึกยิ่งยาก ยิ่งลึกซับซ้อนๆ ยิ่งยาก และยิ่งยากนี่แหละ ยิ่งเข้าถึง ยิ่งทำได้ ยิ่งวิเศษ ยิ่งพิสูจน์สัจจะอันนี้ โลกจะมีคุณประโยชน์ โลกจะได้รับการช่วยเหลือ ก็เพราะคนที่ยิ่งแข็งแรง ก็บอกแล้วว่า ยิ่งแข็งแรง ก็ยิ่งคือยิ่งถูกโลกคลอนเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สั่นสะเทือน ไม่หวั่นไหว ผุฏฐัสสะ แปลว่า กระทบสัมผัส หรือผัสสะ นี่แหละ ผุสดี ผุสฐะ ผุสอะไรนี่ แปลว่าผัสสะ ต้องมีผัสสะ ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ ต้องสัมผัสกับโลกธรรม โลกธัมเม โลกธรรมนั่นแหละ ต้องสัมผัสกับโลกจริงเลย ต้องพยายาม ไม่พยายามมันไม่ออกหรอก มันก็จะทำตามที่เราชอบ มันไม่พยายามที่จะรู้ จะขวนขวาย มันไม่พยายามที่จะมีสัมมาวายามะ เพราะถ้าสัมมาทิฐิไม่สมบูรณ์ สัมมาวายามะก็ไม่สมบูรณ์ สัมมาทิฐิจะต้องรู้ ว่าเราจะต้องพยายามทำซ้ำทำซ้อน ทำกลับ ทำย้ำ กลับไปกลับมาๆๆ ไม่ใช่แช่นิ่ง ถ้าแช่นิ่ง จะไม่ใช่สภาพของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ใช่สภาพที่แช่นิ่ง การจบของพระพุทธเจ้า คือการจบสมบูรณ์ ด้วยการรู้สภาวะสองในโลก ผู้ที่ยังไม่ตายเป็นสภาวะสองในโลก เป็นพระอรหันต์ก็ตาม จบอรหัตผลเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็มีสองเสมอ มีสองอยู่ตามสมมุติและปรมัตถ์ แต่ในสองนั้น มีตัวจบ คือ มีตัวที่สมบูรณ์ ในการไม่หวั่นไหว ไม่มีกิเลส นิพพาน หรือสงบดับสนิทนี่ จะไม่เกิดกิเลส รู้ตัวกิเลส ไม่เกิดจริงๆน่ะ เป็นตัวสมบูรณ์สุด แต่ยิ่งไม่เกิดกิเลส ยิ่งเป็นคนที่มีการเกิด มีการสร้าง เป็นพระเจ้า เป็นพระผู้สร้าง พระผู้ให้ เป็นผู้มีคุณค่าอยู่ในโลก เป็นผู้สร้างอย่างสำคัญ สร้างอย่างมีฝีมือ สร้างอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างอย่างชำนาญ แคล่วคล่องเร็ว ยิ่งเร็วขึ้น ไม่ใช่ยิ่งช้า ยิ่งเฉื่อย ยิ่งเซื่อง ยิ่งไม่ได้เรื่อง ยิ่งมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งมีฝีมือมาก ยิ่งมีความสามารถมาก มีสมรรถภาพมาก มันจะเห็นกลับกันกับโลกเลย จะเห็นจริงๆเลยว่า ยิ่งหยุดยิ่งเก่ง ยิ่งหยุดยิ่งคล่อง นี่อาตมาไม่มีภาษาที่จะพูดแล้วนะ ฟังให้ดี ยิ่งหยุดยิ่งคล่อง ยิ่งหยุดยิ่งชำนาญ ยิ่งหยุดยิ่งจะมีสมรรถนะ มีความสามารถอย่างเห็นเด่นชัดเลย เพราะฉะนั้นสูงสุดคืนสู่สามัญที่ว่านี้ ยิ่งเหมือนคนโลกๆ เลย แต่จิตยิ่งลึก บอกแล้ว มันยิ่งลึก มันยิ่งลับ บอกแล้วมันยิ่งซับ มันยิ่งซ้อน มันยิ่งสูงลึก มันยิ่งคนยิ่งไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นคนจะรู้จักพระอรหันต์นี่ยากมาก ของพระพุทธเจ้านี่ เพราะมันย้อนแย้งซับซ้อนกันมากมายเลย เราดูอรหันต์จี้กง แล้วเราจะประหลาดใจ พระอรหันต์จี้กง อะไรไม่เคยหยุดเลย ยังกับลิง ซึ่งจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องจริง ยังงี้นั่นแหละ จึงเข้าใจได้ยาก เพราะว่ายิ่งลึก ยิ่งซับซ้อน มันเป็นยังงั้น ถ้าเข้าใจสภาพอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อันนี้พูดแกนของจิตนะ แกนของสังกัปปะ แกนของการตริตรึกนึกคิด ไม่ใช่แกนของวาจา ไม่ใช่แกนของกัมมันตะ แกนสังกัปปะ แกนจิต เพราะฉะนั้นจิตยิ่งตรึก ยิ่งตริ ยิ่งตรอง ยิ่งไตร่ ยิ่งพิจารณา ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งซ้ำ ยิ่งซ้อน ยิ่งทวนไปทวนมา ก็ยิ่งละเอียดลออ ก็ยิ่งเร็ว ยิ่งคล่อง เป็นวจีสังขารา สังขารยิ่งเก่ง เป็นอิทธา พระพุทธเจ้าถึงใช้คำว่าอิทธาภิสังขาร วิสังขารของพระ พุทธเจ้า คืออิทธาภิสังขาร ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว วินี่ ไม่ แต่สังขารอย่างยิ่งนะ วิสังขาร ไม่มีภาษาแล้ว วิ แปลว่าไม่ แปลว่ายิ่งก็ได้ สุดยอดเลย สุดขั้วเหนือ แต่คนเข้าใจเป็นต่ำ ถ้าคนไม่เห็นแล้ว จะมองเป็นเรื่องต่ำ ในสภาพสองนี่ คนที่เห็นว่า ผู้นี้ต่ำสุด อาตมาไม่ตกใจ คนข้างนอก เขามองเห็นอาตมาว่า ยิ่งต่ำลงทุกวันๆ และอาตมาจะต้องเข้าใจตัวเองว่า เราสูงขึ้นทุกวันหรือไม่ ในสภาพที่คนเขามอง คนตื้นมองไม่ออกแล้วจะเห็นว่าต่ำลงทุกวันๆ แย่ลงทุกวัน แต่เราเอง เราดีขึ้นทุกวันหรือเปล่า โดยเฉพาะการตรวจตราในจิตในใจของตนเอง จะรู้ว่าอัปปนา พยัปปนา ที่เป็นฐานของสมาธิ ฐานของฌาน อัปปนา แนบแน่น แน่วแน่ ปักมั่น และเรามีสังขารที่ดียิ่งขึ้นไหม อยู่เหนือสังขาร เราไม่มีสังขาร ก็คือหมายความว่า กิเลสไม่เข้าไปปรุงในจิตใจ จึงเรียกว่าไม่มีสังขาร ไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงในจิตใจ แต่มีตัวที่เป็นความสามารถ เป็นความรู้ เป็นความวิจิตรของจิต ที่ปรุงได้เก่งเยี่ยม ทั้งรอบรู้เป็นโลกวิทู เป็นพหูสูต มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ รู้ชั้น รู้ธรรมะ รู้เหตุผล รู้ธัมมัญญุตา รู้เชิง รู้ชั้น รู้ซับ รู้ซ้อน รู้อัตถัญญุตา มีการรู้ทั้งเหตุ ไม่ใช่เหตุ อัตถัญญุตา คือแก่นสาร เนื้อแท้ สภาวะของมัชฌิมาต่างๆ ขององค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นความสมบูรณ์ อัตตัญญุตา รู้จักตนเอง ประมาณตนเอง ฐานะตนเอง ว่าเราเองจะทำอย่างนี้ ประมาณยังงี้ จะแรงจะเบา อะไรแค่ไหน จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เขาศรัทธาเลื่อมใสเราแค่ไหน เราจะทำได้แค่ไหน จะรู้ตัวเอง อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา ประมาณได้ถูก ได้แม่น ประมาณได้พอเหมาะพอดี ได้สัดส่วนที่มีฤทธิ์แรงสูงสุด มีประโยชน์สูงสุด แล้วก็จะรู้กาละ เทศะ โอกาส ดูอัตตัญญุตา คือรู้ฐานะตนเอง ปริสัญญุตา นี่คือฐานะของคน ของกลุ่มหมู่ ของที่ประชุม ของสังคม ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนกระทั่งถึงกว้างขวาง ยิ่งมีญาณปัญญามาก ยิ่งจะรู้ปริสัญญุตา วงสังคมที่กว้างออกไป ประเมินประมาณ คำนวณ มีความรู้จริงๆ มีสิ่งที่ลึก ยิ่งรู้ ยิ่งลึก ยิ่งแหลม ยิ่งกว้าง ยิ่งไกล อย่างพระพุทธเจ้านี่มีพระปัญญาธิคุณ ญาณทัสสนวิเสสที่กว้าง ที่ลึก ที่เกิน ที่เราจะคาดได้เลย หยั่งรู้ไปในที่ละเอียดลึกซึ้งลึกลับๆ มันสูงลับ หยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ นี่ใช้ภาษาฟังง่ายๆเกินที่จะเชื่อถือได้ ก็เพราะว่าเป็นความจริงของเครื่องมือก็คือจิตวิญญาณ หยั่งรู้ได้ ไม่ใช่เดานะ มีเหตุผล มีเหตุปัจจัย มีธัมมัญญุตา มีรู้อะไร ทุกๆอย่าง ธรรมะนี่ทุกสิ่งทุกอย่าง หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างได้ มีเชิงชั้น มีเหตุ มีผล มีความเป็นจริงของมัน ไม่ใช่เรื่องลับ ท่านไม่ลับ พระพุทธเจ้าหรือพระอาริยเจ้าที่ท่านมีอภิญญามากๆนี่ ท่านไม่ลึก ท่านไม่ลับ คนอื่นลึก คนอื่นลับ แต่ท่านยิ่งลึก ก็ยิ่งลึกของท่านนั่นแหละ แล้วท่านก็ยิ่งแจ้ง ก็ยิ่งไม่พราง และท่านก็ยิ่งไม่มีการบัง ไม่มีการพราง มีแต่สิ่งที่จะยิ่งรู้ยิ่งแจ้ง ยิ่งชัดนะ ปริสัญญุตา แม้แต่ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้ในบุคคล รู้ฐานะของหมู่กลุ่ม รู้ฐานะของบุคคล รู้เขารู้เรา อัตตัญญุตา รู้ตน รู้ฐานะของตน ปริสัญญุตา รู้ฐานะของสังคม ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้ฐานะของแต่ละบุคคลได้มาก รู้ได้มาก ปุคคลปโรปรัญญุตา บุคคลอื่นต่างๆ มากมายหลายๆอื่น ปุคคลปโรปรัญญุตา บางทีก็เรียกแค่ปุคคลัญญุตา บุคคล รู้จักบุคคลเฉยๆ บุคคลัญญุตา แต่จริงๆแล้วมัน ปุคคลปโรปรัญญุตา คนอื่นๆใดๆหลายอื่น เฉพาะแต่ละคนๆ แต่ค่ารวมของกลุ่ม ก็เรียกว่า ปริสัญญุตา บริษัท รู้จริงๆ หยั่งรู้ เข้าใจลึกได้ ประเมินประมาณค่า จะบวกลบ คูณหาร อะไรออกมานี่ ตัวมัชฌิมา ตัวความพอเหมาะพอดีของกายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี ของการกระทำ อะไรๆ ก็แล้วแต่ ก็จะทำประมาณออกมาพอเหมาะ เพราะฉะนั้นวาจาก็ดี กัมมันตะก็ดี กระทำออกมาเหมาะหมด จากต้นทางของสังกัปปะ จากการตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สังขาร ปรุง ดำริ ไตร่ตรอง ตรวจตรา บวก ลบ คูณ หาร ยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ บวก ลบ คูณ หาร ทั้งได้เร็วได้แรง เร็ว แรง แค่เร็วมันก็รู้แล้วว่ามันเร็วมาก มันก็จะเหวี่ยงมากๆ ถ้าเผื่อว่ามันนิ่งมาก มันไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผิดเส้นทาง เป็นเส้นทางที่เรียบราบรื่นสนิท ฟังความหมาย แต่แค่เรานึกถึงสภาพวิ่งธรรมดานี่ ยิ่งเรียบราบเท่าไหร่ มันยิ่งสนิทไม่มีขัดสี ไม่มีอะไรร้อน ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดแกว่ง นั่นคือ ความแน่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ความแน่วแน่ ความแนบแน่น ความปักมั่น ความแข็งแรง มันยิ่งเกิดจริง เพราะฉะนั้นฐานอาศัยของตัวอัปปนา ที่เป็นเจโตอันไม่กลับกำเริบ อกุปปาเจโตวิมุติ ก็จะไม่กลับกำเริบ ด้วยความสามารถที่แข็งแกร่ง ที่มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เพราะเราฝึกถูกทาง ฝึกสังกัปปะ ให้เป็นสัมมาสังกัปปะ ด้วยการเกิดองค์ธรรมของตักกะ วิตักกะ ไม่ใช่หยุดคิด ไม่ใช่หยุดไตร่ตรอง ไม่ใช่หยุดสังขาร สังกัปปะนี่ คิดนึก ดำริ คิดนึกเป็นคำเต็มนะ ดำรินึกคิดไตร่ตรอง เสร็จแล้วออกมายิ่งไตร่ตรองได้เร็ว ยิ่งไตร่ตรองได้ลึก ได้แหลม ได้มาก ยิ่งมี เหตุปัจจัยเป็นองค์ประกอบขององค์ประชุมกาโยข้างนอกได้มาก ข้างในก็เข้าไปลึกอีก มันจะได้ทั้งนอก มันจะได้ทั้งในๆ เมื่อปฏิบัติถูกของสัมมาอาริยมรรคองค์ 8 แล้ว มันจะมีเหตุปัจจัยเป็นตัวแบบฝึกหัดที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นถ้าทำแบบฝึกหัดไม่สมบูรณ์ ไม่มีอิริยาบถ ไม่มีขวนขวาย ไม่มีการเข้าสู่บริษัท ไม่มีพหูสูตเสริมซ้อนเข้าจริงๆ มันก็ไม่มีศรัทธา ศรัทธาก็คือตัวดิ่ง ตัวปัก คือตัวแน่น ศรัทธาหรือเจโตนี่ ส่วนปัญญา ก็คือตัววิ่ง คนเราจะมี 2 ฐาน เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ นี่มันจะวิมุติที่สุด เพราะว่าศรัทธามั่นเป็นอินทรีย์ เป็นสัทธินทรีย์ เป็นศรัทธาพละ และมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็น 2 ขั้วของอินทรีย์ ศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ ตัวเพียร ความเพียร จะเห็นชัดเด่นเลยว่า มีความเพียร ก็จะเห็น ยิ่งเจริญก็จะเห็นว่าคนนี้ขยัน คนนี้เพียร คนนี้มีบทบาทอิริยา คนนี้มีกิริยา คนนี้มีกรรมการงาน คนนี้กระทำ แม้แต่รูปนอกก็เห็นชัด รูปในก็คล่องแคล่วสูง เร็วเท่าไร สติก็ทัน จะไม่เชื่องช้า เพราะได้ฝึกปรือสตินทรีย์ สติพละ สมาธินทรีย์ มีความตั้งมั่น มีความเจริญของอธิศีล ของอธิจิต อธิปัญญา ศีลก็ยิ่งละเอียดลออสูงส่งขึ้น ละเอียดลออกลับไปกลับมา เหมือนกับพระอรหันต์จี้กง ศีลอะไรกินเหล้ากินยา เหมือนกับคนบ้า เหมือนกับคนอะไร แต่ศีลอธิศีลอันนั้น นั่นเป็นศีลที่กล่าวไม่ได้แล้ว เป็นศีลที่ซับซ้อน เป็นศีลที่คนธรรมดาดูไม่ออก เป็นคนไม่มีศีลนี่หว่า แต่แท้จริงของท่าน มีความเป็นปกติ มีความแข็งแรงปกติ มีความมั่นคงปกติ มีความแคล่วคล่องปกติ มีเมตตาอันสมบูรณ์ปกติ มีสุญญตาปกติ เป็นธรรมดาแล้ว เพราะฉะนั้นสมมุติของท่าน ไม่เอาสมมุติ ท่านไม่ติดสมมุติกัน ยิ่งกว่าอะไรๆ หมด จะเห็นได้ชัดว่าท่านไม่ติดสมมุติเลย ซึ่งไม่ได้ ที่จริงก็ไม่ได้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่างในด้านหนึ่งเท่านั้นเอง พระอรหันต์จี้กงนี่เป็นตัวอย่างด้านหนึ่ง ความ จริงแล้วเราจะไม่ทำให้คนอื่นเขาสงสัย คนอื่นเขาระแวง จนไม่เกิดศรัทธา มันจะต้องให้เป็นไปตามขั้นตามตอน มีสภาพซับซ้อนอีกเหมือนกัน ซึ่งถ้าอยู่คบคุ้นด้วยกันแล้วจะรู้ เพราะฉะนั้นเจตนาที่ท่านจะทำ สิ่งที่จะต้องไปทำกัน หนังที่ฉายออกมาก็ไปเอาอิริยาบถที่ท่านเจตนาจะปรุง พระอรหันต์จี้กงจะปรุงๆ เพื่อคนนั้นคนนี้ แต่โดยธรรมชาติของท่านจะไม่เป็นอย่างนั้นอีก ปกติของท่านก็สบาย สงบ เป็นคนที่คล่องแคล่ว เป็นคนที่เรียบร้อย แต่เวลาไปปรุงอะไรออกมากับเรื่องคนนั้นคนนี้ ท่านก็ทำงานกับเขาเท่านั้นเอง ทำงานกับเขาเท่านั้น ท่านไม่มีอิริยาบถปรื๊ดปร๊าด หวือหวาอะไรต่างๆนานา เพราะเรามีปัญญาเข้าใจ มีความมั่นคง แข็งแรง สมาธินทรีย์ สมาธิพละ และก็มีความมั่นคงของสติ สติไว สติยิ่งคล่อง สตินทรีย์ สติพละ ยิ่งเร็ว ไม่เชื่อง ไม่ช้า ไม่อืด ไม่เฉื่อย เร็ว ไว มันจะเป็นอย่างนั้น ยิ่งนิ่งยิ่งเร็ว ยิ่งหยุดยิ่งเร็ว ภาษา มันไม่มีภาษาจะพูดแล้ว ไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะต้องทบทวน เราจะต้องพยายามฝึกหัดปฏิบัติ อย่าไปหลงง่ายๆว่าเราจบ อย่าไปหลงง่ายๆว่าเราหยุดแล้ว สมบูรณ์แล้ว ไม่ง่าย ทบทวนไปเป็นชาติๆนะ ซ้ำซ้อนกันเป็นชาติๆ อาตมากล่าวเมื่อกี้ ถึงสภาพของอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่ซับซ้อน นี่มันจะเกิดบทบาทของความเพียร จะเกิดบทบาทของความขวนขวาย จะเกิดบทบาทของความคล่องตัวของอิริยาบถ ผู้ที่ยิ่งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งประเสริฐจะยิ่งมีความสามารถ จะยิ่งมีคุณค่า แกนหลักยิ่งแน่น ตัววิ่งยิ่งเร็ว เหมือนกับโปรตอนกับอีเล็กตรอน โปรตอนนี่เป็นตัวที่อยู่กับที่ อีเล็กตรอนนี่ เป็นตัววิ่งรอบ อีเล็กตรอนจะวิ่งเร็วเท่าไหร่ๆๆ ตัวโปรตอนจะแข็งแรงเท่านั้นๆ จะถูกเหวี่ยงไม่ได้ ต้องแน่นเข้าไว้ ยิ่งเร็วยิ่งมีแรงเหวี่ยงเยอะ ยิ่งแรงเหวี่ยงเยอะเท่าไหร่ ถ้าโปรตอนไม่แน่นต้องเปลี่ยน แปลงนะ เปลี่ยนแปลงแล้ว เกิดสภาพผิดเพี้ยน ไม่เกิดสภาพของไฟฟ้าที่เกิดไฟฟ้าแล้ว กลายเป็นไฟเฟอะแล้ว ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรแล้วล่ะ เปลี่ยนแปลงแล้วไม่ได้คุณภาพอย่างนั้น ฉะนั้นคุณภาพยิ่งลึก ยิ่งสูง เพราะฉะนั้นคนที่ใช้แสง ใช้ไฟฟ้า ใช้อะไรต่ออะไร ที่ใช้พลังงานชนิดที่แบบไฟฟ้านี่ ยิ่งสูงขึ้นไปเพราะเขาสามารถที่จะดูผลแกนกลางของมัน ตัวกลางตัวในของมัน ยิ่งแก่นและยิ่งร้อน มีตัวที่จะได้พลังงานที่เร็วเท่านั้นเข้าไปหาแก่น ยิ่งแน่น ลึก ละเอียดเท่าไร ยิ่งได้ตัวยิ่งวิ่งเร็วเท่านั้นมาใช้ นี่ก็คือการหาปรมาณู อาตมาก็ไม่รู้จะใช้ภาษาคนง่ายๆยังไง อาตมาไม่มีภาษาราชการด้วยนะ มันได้ยังงั้นไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ได้ขั้นปรมาณู มันจะมีขั้นตอนกว่านั้นอีก เพราะตัวยิ่งแน่น ยิ่งสูญ ยิ่งไม่มี ยิ่งว่าง ยิ่งเล็ก ยิ่งละเอียด ก็ยิ่งมีสภาพข้างนอก ยิ่งละเอียดเหมือนกัน ยิ่งเร็ว ยิ่งแรง ยิ่งร้อน ยิ่งมีพลังสูง นี่เป็นเรื่องของสัจจะ เป็นเรื่องของธรรมดา มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจะไปถึงสภาพที่ลึก ที่ไกลได้ คือผู้ที่รู้จักทิศทางเดินต่อไป มีแต่ก้าวหน้า มีแต่ความแข็งแรง มีแต่ความคล่องแคล่ว มีแต่ความสามารถ มีแต่ความมีประโยชน์คุณค่า บอกแล้วว่าคนยังไม่ตายนี่ มีสภาพสมบูรณ์อยู่ 2 ด้าน แต่จุดจบที่เป็นอัตถะ ที่เรียกว่าตัวสงบนิ่งนั้นน่ะ มันนิ่งจริงๆ สำหรับตน และมันวิ่งจริงๆ สำหรับท่าน มันจะมี 2 ด้านอย่างนี้ตลอดเวลา พระอรหันต์ของพระพุทธเจ้าถึงประหลาด ไม่เหมือนฤาษีเลย ฤาษีดูง่าย ตื้นๆ หยุดหมดเลย กิริยา วาจา เขาก็บอกแล้ว แม้แต่จิต ถึงจิตจะดับตายไป เขาก็เอาวิธีซื่อบื้อ ประเภทอสัญญี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน