350509 ถึงอริยะจุดไหนอย่างไร ตอน ตอบแทนบุญคุณ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข22 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350509 ถึงอริยะจุดไหนอย่างไร ตอน ตอบแทนบุญคุณ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

ถึงอาริยะจุดไหน อย่างไร ( ตอน ตอบแทนบุญคุณ ) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535

พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย ธรรมะที่อาตมาพยายามที่จะให้พวกเราได้ศึกษา ทั้งปริยัติในการฟัง ในการเรียน ทั้งเขียน ทั้งอ่าน ทั้งฟัง เสร็จแล้ว เราก็เมื่อเข้าใจ เมื่อมีความเชื่อ หรือมีปัญญามากพอถึงขีดขั้นที่คุณนำไปประพฤติปฏิบัติ มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขานี่ล่ะ การศึกษา 3 นี่แหละ จนกระทั่งเกิดผลเกิดอะไรต่ออะไรกันขึ้นมาตามลำดับๆๆมา ทุกวันนี้นี่อาตมาพูดย้ำ นำเอามากล่าวซ้ำซากอะไรบ่อยอยู่นะ กับพวกเราว่า พวกเรานี่ ไม่ใช่น้อยๆคน เป็นจำนวนร้อย เป็นจำนวนพัน เป็นจำนวนหมื่น น่าจะถึงจำนวนแสนนะ ที่เราได้ประพฤติปฏิบัติในนัยที่อาตมาพาทำนี่ ซึ่งอาตมายืนยันว่า การศึกษาที่เป็นการปฏิบัติธรรมของพระ พุทธเจ้านี่ ที่อาตมานำมาพาทำนี่ อาตมาแน่ใจว่า มันเป็นไตรสิกขา คือเป็นอธิศีลศึกษา หรืออธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา อาตมาแน่ใจว่า อาตมาได้นำพาการศึกษา 3 นี้อย่างแน่ชัด หรือปฏิบัติตามหลักมรรคองค์ 8 สัมมาอาริยมรรคแน่ชัด อาตมาแน่ใจว่าอาตมาได้พาทำทิศทางนี้ แน่ชัดตรงไหน อาตมาย้ำอีก ใครได้ฟังเข้าใจแล้วฟังซ้ำ เพราะจุดนี้เป็นจุดสำคัญมากเลย สัมมาอาริยมรรค มรรคมันอยู่ตรงไหน อาริยมรรคเกิดเมื่อใด เกิดที่ไหน เกิดอย่างไร ใครตอบได้ เดี๋ยวมีกระดาษมาสอบซิ สัมมาอาริยมรรค เกิดที่ไหน เกิดอย่างไร เกิดเมื่อไร เมื่อสัมมาทิฏฐินั้นยังไม่เป็นอาริยะ ชี้ชัดความเป็นอาริยะยังไม่ได้เกิดสัมมาทิฏฐิ ยังเกิดเป็นอาริยะยังไม่ได้ ต้องเกิดพ้นๆ สักกายทิฏฐิไป ก้าวขึ้น ดำเนินไป เดินไป เคลื่อนไป ต้องเริ่มเคลื่อนพ้นสักกายทิฏฐิ เคลื่อนพ้นไป จะทำเป็นรูปอย่างนี้ ก็

อ่านต่อ

เห็นว่าเป็นการดำเนินไป จะให้เห็นชัดเจน ถึงปรมัตถ์ที่แท้ก็คือ สมุทัยอาริยสัจคือ ตัณหากิเลสตัณหาอุปาทานนั้นๆ เรียกนิวรณ์ 5 จะเรียกมิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ อะไรก็ตามใจ จะเรียกอกุศลก็ตามใจ หรือลักษณะเนื้อหาสาระของโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ ที่คุณจะต้องอ่านชัดเจนเลยว่า อาการของความโลภ อาการของความโกรธ อาการของความหลง มันเป็นอย่างไรแท้ๆ ต้องอ่านชัด ฟังให้ดี จะพ้นมิจฉาทิฏฐินี่ คุณฟังไปนี่นะ เป็นมิจฉาทิฏฐิในลักษณะของปริยัติ หรือสัมมาทิฏฐิในลักษณะของปริยัติ คือคุณฟังไปนี่คุณฟังได้ เข้าใจได้ ในลักษณะของภาษา กับคำพูด เหตุผล เป็น ตรรกศาสตร์ เป็นความหมายเข้าใจได้ พ้นสัมมาทิฏฐิในปริยัติได้ ทีนี้จะพ้นมิจฉาทิฏฐิในปฏิบัติ และสัมมาทิฏฐิในปัญญา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แทงทะลุเข้าไป หรือว่าเข้าไปถึงขั้นปัญญา เห็นจริงๆนี่ ตรงไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ตรงปรมัตถธรรม ตรงจิต เจตสิก รูป นิพพาน หรือตรงอาการของนามธรรมอย่างนี้ เรียกว่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน อย่างนี้เรียกว่าอาการของความโลภ อย่างนี้เรียกว่าอาการของการโกรธ อย่างนี้เรียกว่าอาการของความหลง เป็นอาการที่อ่านชัด พ้นวิจิกิจฉา พ้นความสงสัยลังเล ตามหลักของสังโยชน์นะ เอาละ อาตมาอธิบายวิจิกิจฉาก่อน พ้นวิจิกิจฉา พ้นความลังเล จับมั่นคั้นตาย ว่าอย่างนี้แหละ คือเครื่องของความโลภ อาการของความโลภ ที่เป็นสภวาวะแท้ เป็นนามธรรมแท้ๆ อยู่ในจิตใจของเรานี่ อย่างนี้อาการของความโลภ อย่างนี้ของความโกรธ หรืออย่างนี้เรียกว่ากาม อย่างนี้เรียกว่าพยายาท อย่างนี้เรียกว่าอกุศลจิต อย่างนี้เรียกว่ากุศลจิตก็ตาม อ่านแล้วก็วินิจฉัยชัด มีปัญญาหรือมีญาณ จะเรียกว่าความเห็นในระดับนี้ เป็นความเห็นที่ เห็นความจริงตามความเป็นจริง ซึ่งเรียกภาษาบาลี ภาษาวิชาการ ภาษา technical term ของศาสนาว่าวิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสสนะ เรียกว่าญาณ สรุปง่ายๆ หรือเรียกว่าอธิปัญญา ต้องเห็น รู้ของจริงตามความเป็นจริง ของจริงนั้นคือนามธรรม รู้เห็นด้วยญาณ เพราะมันเป็นจริงๆนะ ไม่ใช่แค่ความหมายอย่างที่เราฟัง ที่รู้แค่ปริยัติ หรือจินตามยปัญญา คือมันมีสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ไม่ใช่แค่นั้น ภาวนามยปัญญา คือมีการเกิดผล มีการปฏิบัติแล้วก็มีการเกิดผล เห็นผล เพราะฉะนั้นลักษณะที่ไหน บอกแล้วว่าที่จิต เจตสิก รูปที่ปรมัตถ์ สิ่งที่ถูกรู้ สภาพที่ถูกรู้ อาการที่ถูกรู้ นิมิตที่ถูกรู้ นั่นเรียกว่ารูป ความเข้าไปรู้เรียกว่านาม หรือญาณ หรืออธิปัญญา หรือญาณทัสสนวิเศษของเรานี่แหละเกิด ที่เราต้องรู้เอง เห็นเอง ต้องมีญาณเอง ไม่ใช่คนอื่นเอามาสอบญาณ เห็นแล้วเสร็จ เมื่อจับอาการนี้มั่นคั้นตายแล้ว เห็นโดยความเป็นอนิจจัง โดยความเป็นไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง เห็นอาการมันไม่เที่ยงว่า เออ ประเดี๋ยวมันก็อยาก ประเดี๋ยวมันก็หายอยาก ประเดี๋ยวมันก็ไม่ได้บำเรอ มันไม่ได้เสพสม มันก็ยังหยุดไปได้เหมือนกัน มันหยุดไปเองของมัน มันไม่ได้แล้วมันก็ยอมแพ้พ่าย มันยอมอ่อนข้อไป แล้วมันก็คิดสู้อยากขึ้นมาใหม่ได้อีก อย่างนี้ เป็นต้น หรือว่าแม้จะอยากแล้ว ก็เอามาบำเรอสมอยาก พอสมอยากแล้วก็เลยอ่อนตัวลง ความอยากก็ลดค่าลง ความอยากกระทั่งจนไม่อยากแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่า กิเลสนั้นตาย กิเลสนั้นจะอ่อนแรงด้วยการลด จางลง หรือว่ามีปัญญาญาณที่ทำให้เป็นของจริง จนกระทั่งเกิดฝ่อ เกิดลดบทบาท เกิดอ่อนกำลังลงได้จริง ตามภาคปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่มันยอมไปเฉยๆ เป็นไปชั่วคราว แต่ที่จริงแบบเสพสม กลับกิเลสหนาขึ้น ตรงนี้แหละเรียกว่า ปุถุ หนา กิเลส ที่อ่านอาการ ลิงคะ นิมิตของมัน ได้เห็นเลย เห็นแล้วมันไม่เที่ยง แต่มันไม่เที่ยงที่มันหนาขึ้น เห็นนี่ที่ปรมัตถ์นี้ อย่างไรอย่างที่มันโตขึ้น เมื่อไหร่ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันไหนที่คุณเห็นของจริง เมื่อนั้นขณะนั้นเป็นจริง กำลังเกิดจริง โตขึ้นจริงๆ คุณก็รู้ความเป็นปุถุ ความหนา กิเลสมันมี คุณเห็นแล้ว กิเลสของคุณขนาดนี่แหม มันอยากๆ ให้มันสมอยาก โตขึ้น หรือมันอยากไม่หยุดหย่อนแล้วมันเกิดขึ้นอีก แรงกล้าขึ้นอีก แม้ไม่ได้สมอยาก ก็อาฆาตไว้ ข้าไม่ได้คราวนี้ ข้าจะต้องเอาให้แรงกว่าเก่า ทีหลังทำ น่าจะเอาให้หนักกว่าเก่าก็ตาม เป็นได้ กดข่มไว้ ทีหลัง ยิ่งอยากจะหนักกว่าเก่าก็ได้ แต่คุณเห็นเลยว่า อาการของมันโตขึ้น แม้คุณเห็นโตขึ้นอย่างนี้จริงๆ ก็คือ เห็นความไม่เที่ยง แต่เห็นความไม่เที่ยงของความเป็นปุถุธรรม ทรงไว้ซึ่งความหนาๆ เดี๋ยวนี้ๆ หนาขึ้นนี่ มีภาษาไทยเราเรียก อย่างหนา และก็แถมคำว่า ตราช้าง แล้วมันก็มีขึ้นไปกว่านั้นอีกนะ อย่างหนาตราช้างทั้งโขลง ไม่ใช่อย่างหนาตราช้างตัวเดียว เดี๋ยวนี้ไปกว่านั้นอีก อย่างหนาตราช้างทั้งป่า โอ! หนัก เห็นเลยว่า หนาปุถุนี่ หนา ใครเรียนพระบาลี มาเถียงอาตมาไม่ได้หรอก อันนี้อาตมาเบี้ยวบาลีแน่นอน แปลไม่ผิดด้วย เราเห็นความจริงเลยว่า มันหนาขึ้น มากขึ้น มันหนา มันหนักขึ้น มันเจริญขึ้น เจริญงอกงามไพบูลย์ขึ้นนะ อย่างนี้พ้นมิจฉาทิฏฐิได้ อย่างนี้ถือว่า พ้นมิจฉาทิฏฐิได้ จับปรมัตถธรรมถูก แต่ไม่เกิดทางเป็นไปเพื่อความเป็นอาริยะ มีแต่เกิดทางที่เป็นไปเพื่อความเป็นปุถุชน เรียกว่าเกิดเป็นปุถุชน เป็นทางเดินดำเนินไป ทุคโต ทุคตะ เดินไปเลว เดินไปหานรก เดินไปจริงๆ เกิดการเป็นไปจริงๆ มันเป็นไปจริงๆ เป็นทางที่ไม่เป็นอาริยะ เรียกด้วยภาษาบาลีว่า นอลมริยา แปลว่า ไม่ อลมริยา แปลว่าทางแห่งความเป็นอาริยะ นอลมริยานี้ไม่ใช่ทางที่เป็นอาริยะ นี่แหละเห็นทางที่ไม่ใช่อาริยคุณ จะต้องเห็นจริงๆ นี่คือทาง จะพูดง่ายๆ โดยทางเขาแปลอีกสำนวนหนึ่งว่า ทางไปสวรรค์ หรือไม่ใช่ทางไปสวรรค์ สวรรค์แท้นะ ไม่ใช่สวรรค์เสพสมสุขสมนะ เป็นสวรรค์ปรมัตถ์ อันนี้เป็นทางไม่ไปสู่สวรรค์ อันนี้เป็นปรมัตถ์ หรือเป็นทางที่ไม่เป็นไปเพื่ออาริยะ นี่พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุณเริ่มปฏิบัติให้เห็น ตามเห็น เรียกว่า อนุปัสสี ภาษาบาลีเรียกว่าอนุปัสสี เห็นอนิจจัง อนิจจานุปัสสี ตามเห็นอนิจจัง โดยความเป็นไปในทิศทางของวิราคะ ในทิศทางลดละจางคลาย เป็นวิราคานุปัสสี เห็นมันลดจางคลายลงมา มันโตเท่านี้ เสร็จแล้วเราเห็นความไม่เที่ยงของมัน แต่มันไม่ใช่ไม่เที่ยงชนิดหนาขึ้น แต่มันไม่เที่ยงชนิดบางลง ลดลง ละลง มันจะละลงนิดเท่าไหร่ ก็ตามใจคุณเถอะ ถ้าคุณมีมิเตอร์วัดของคุณเองนะ คุณว่าลดนะ ลด เรารู้เลยว่า อาการของกิเลสของเราลด รู้ด้วยญาณว่ามันลด ถ้าคุณยังไม่ละเอียดลออ คุณยังไม่เก่งจริงนี่ มันลดน้อยๆ คุณไม่รู้ตัวหรอกว่ามันลด เมื่อญาณยังไม่เก่งนะ คุณจะต้องเห็นอาการมันลดมากๆ คุณจะบอกโอ้ โอ่ ลด เห็นแล้ว ลดต้องลดมากๆ คุณจึงจะวัดได้ ถ้าญาณยังไม่แหลมคม ญาณคุณยังไม่ชัดเจน ยังไม่แจ้งดี คุณจะต้องรู้สึกว่ามันลดลงจริงๆ ว่ามากๆ พอ คุณจึงจะวัดได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลว่า เราจะวัดเป็นหรือไม่เป็น ต้องเป็นจนกว่าคุณจะเห็นว่า โอ้โฮ มันลดจริงๆ นะ อาการความโลภ อาการกาม อาการพยาบาทนี่ มันลดจริงๆ คุณจะรู้ด้วยญาณว่ามันลด เมื่อเห็นมันลดลงเมื่อไหร่ นั่นแหละกำลังเดินทาง มีสัมมาอาริยมรรค กำลังไปในทางที่เรียกว่า อลมริยา เป็นทางที่จะไปเป็นอาริยะ จึงเข้าหลักของโสดาปันนะ โสดาปัตติมรรค เป็นโสดาที่เป็นมรรค เป็นทางเดิน เป็นผลเหมือนกันแหละ แต่เป็นผลยังไม่มาก ยังไม่มาย อาจจะได้น้อยหนึ่ง อาจจะกลับไปอยู่ที่เก่า เดี๋ยวอยากใหม่อยู่ เพราะฉะนั้นมันถึงมีการประหารๆ อย่างวิกขัมภนปหาน อย่างตทังคปหาน อย่างปฏิปัสสัทธิปหาน ปหานอย่างนิสสรณปหาน มันจะมีความเจริญของการปหาน เราก็ฝึกหัดอบรมไป ปหานได้ วิกขัมภนะ คือการเอียงเอนมาในข้างสมถภาวนา ถ้าตทังคปหาน ก็เอียงเอนมาในข้างวิปัสสนาภาวนา ทำได้เป็นช่วงๆ วิกขัมภนะก็กดข่ม วิกขัมภนะ แปลว่ากดข่ม กดข่มมันได้ ทำได้เป็นครั้งๆ คราวๆ เป็นช่วงๆ เป็นตอนๆ ทำบ่อยๆ ปฏิปัสสัทธิ ทำบ่อยๆ ก็จนกระทั่งเกิดความสงบ ความรำงับลงไปได้มากขึ้นๆ เรียกว่าทำย้ำไปย้ำมา ปฏิ เกิดความสงบรำงับขึ้นได้ โดยการทำซ้ำทำทวน ทำบ่อยๆ ทำเสมอๆ เกิดปหานได้เก่งขึ้นอีกขนาดหนึ่ง เรียกว่าปฏิปัสสัทธิ เพราะการฝึกฝนอบรมที่ดีที่เก่ง ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ และได้ผล จำได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความชำนาญ ความสามารถ ความจริงก็เกิดมากขึ้นๆ จนกระทั่งได้เก่งมากเป็น นิสสรณปหาน ปหานได้อย่างเร็วไว รู้ก็เร็ว สลัดก็ได้เร็ว มุทุภูตธาตุ จิตวิญญาณที่รู้ไว สลัดได้ ตัดได้ ปรับได้ เป็นจิตหัวอ่อนได้เร็วขึ้น ท่านเรียกว่าสลัดออกได้เร็ว ปหานแบบสลัดออก พอแตะปั๊บก็สลัดได้เลย ไม่ช้า ไม่นาน ไม่ยืดยาด ไม่เหนียว ไม่แน่น ง่ายขึ้น และก็ทำซ้ำ ทำฝึกฝนจนกระทั่งสมุจเฉทปหาน คือประหารอย่างเด็ดขาดจนไม่เกิดอีก นั่นเรียกว่า เราฝึกการปหาน คือ การฝึกฝน เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มเป็นสัมมาอาริยมรรค ขึ้นไปเรื่อยๆ นี่แหละ มันจะมีรอบของความโตของแม้อันนี้ เรียกว่าโสดาปัตติมรรค มรรคที่จะไปสู่ผล เป็นขั้นๆ ตอนๆ ระดับๆ เป็นรอบๆ รอบนี้เรียกว่า ขึ้นเขตนี่ รวมนี้ขึ้นเขตนี้ จนรอบที่เราเรียกเป็นภาษาว่า ตั้งมั่น ฐีเต หรือคำว่า สมาธิ เขาเรียกรวมๆ สมาธิก็แปลว่าตั้งมั่น ฐีติ ฐีตะ ฐีเต ก็เรียกว่าตั้งมั่นๆ นี่มีเยอะ มีหลายคำเหมือนกันนะ มีอะไรอีก ปณิธิ ก็เรียกว่าตั้งมั่น ตั้งลง หยั่งลง อะไรอย่างนี้เป็นต้น สั่งสมลงไปจนกระทั่งแข็งแรงนะ เราก็จะรู้ด้วยญาณของเราเอง เรามีน้ำหนักแข็งแรงเพียงพอไหม ยิ่งปฏิบัติของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า มิจฉาทิฏฐิสูตร หรือสักกายทิฏฐิสูตร หรืออัตตานุทิฏฐิ เนื้อความ พลความส่วนใหญ่ ก็เหมือนกัน มีประเด็นที่ต่างกันตรงที่ว่า พ้นมิจฉาทิฏฐิโดยความเป็นอนิจจัง จะพ้นสักกายทิฏฐิ โดยความเป็นทุกข์ พ้นอัตตานุทิฏฐิโดยความเป็นอนัตตา มีประเด็นต่างกันอยู่ตรงนี้ นอกนั้นเหมือนกันหมด พลความทั้งหมดของสามสูตรนี้มีต่างกันตรงนี้เท่านั้นนะ เพราะฉะนั้นกิเลสที่พ้นมิจฉาทิฏฐิ ท่านบอกว่ามีผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีทวารทั้ง 6 มีตาแล้วก็มีสัมผัสทางตา เรียกว่าจักษุสัมผัส ทางหูก็เรียกว่าโสตสัมผัส พอสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนาเป็นสุข ก็อ่านออกว่าอย่างนี้เรียกว่าเป็นสุข เวทนาอย่างนี้เรียกว่าทุกขเวทนานะ สุข อาตมาก็เคยวิจัยให้ฟังว่าสุขอย่างเสพสมนี่ สุขแบบนี้หนา สุขแบบนี้เติมอาหารของกิเลส สุขแบบนี้ แบบปุถุชน สุขแบบสมมุติเทพเป็นสวรรค์ เทวดาลวง เทวดาโลกีย์ เพราะฉะนั้นสุขอย่างนี้เป็นสุขสมมุติเทพ สุขอย่างนี้เป็นสุขลดละจางคลายลงมา เป็นวูปสโมสุข เป็นสุขของอุบัติเทพ ก็รู้ต่างกัน รู้ว่าสุขเวทนาอย่างนี้คือ สุขอย่างปุถุชน สุขอย่างนี้คือ สุขอย่างของทางปรมัตถธรรม สุขที่ลดละ จางคลาย ว่าง ง่าย เบา อะไรขึ้นไปนี่ สุขอย่างนี้ก็รู้ ทุกข์อย่างนี้เป็น ทุกขายะ อัตตานัง ปทหติ ทุกข์เพื่อตั้งตนอยู่บนความลำบาก ทุกข์เพื่อปฏิบัติให้เกิดกุศล ธรรมจริงๆ แต่ทุกข์อย่งนี้คือทุกข์กิเลสแท้ๆเลย ทุกข์อวิชชา ทุกข์ที่ เอ่อ อย่างนี้ล่ะเป็นเพราะกิเลสเป็นเหตุ และมันก็ทุกข์เร่าๆ ร้อนๆ อยากได้ อยากมี อยากเป็น เป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหา หรือวิภวตัณหาก็ตาม เอ้า รู้ชัดเจน เพราะมันเป็นทุกข์นะ เสร็จแล้วเราละทุกข์นี้ได้ เพราะรู้ว่ามันเป็นทุกข์ เพราะรู้ว่าลดเหตุแห่งทุกข์ ความทุกข์จึงลดลงตาม พ้นสักกายทิฏฐิตรงนี้ พ้นตรงที่มันลดลง นี่มันทุกข์ ชนะแล้วมันลดตรงไหน ลดตัวเหตุมัน เมื่อดับเหตุมัน ลดเหตุมัน มันจางคลายเหตุมันลงไปได้จริงๆ มันจึงลดทุกข์ลงไป จางคลายลงไป เห็น รู้ด้วยญาณทัสสนวิเสสจริงๆ นี่แหละเรากำลังดำเนินการอยู่ตามความเป็นจริง มีปรมัตถธรรมที่แน่ชัด พ้นสักกายทิฏฐิก็รู้ อาการนี่กำลังลดลงๆ ได้จริงๆ เรารู้ด้วยญาณว่ามันลด เป็นความจริงน่ะ ไม่ได้ทำอย่างงมๆ งายๆ ทำอย่างด้นๆ เดาๆ จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย และเมื่อไหร่จะได้ผล จะได้มรรคผล เมื่อไหร่เราได้ ไม่รู้เรื่อง ใครบอกเราหน่อย อาจารย์บอกเราหน่อยซิ ผมได้เท่าไหร่ๆ ดิฉันได้เท่าไร ไม่ต้องสันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ตนเองปฏิบัติ ควรเอาตนไปปฏิบัติเอง แล้วปฏิบัติเอง เกิดเอง เห็นเอง เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ตัวเองเกิดปัญญาเอง เกิดของตัวเอง เห็นเอง ได้เอง อ่านออกเอง อย่างมีญาณ นี่แหละเรียกว่าปฏิบัติธรรม เกิดญาณ ปฏิบัติอย่างนี้ก็ปฏิบัติสมาธิด้วย เพ่งเผาด้วย ทำฌานด้วย แต่ฌานลืมตา ฌานจากมรรคองค์ 8 ปฏิบัติสังวรระวัง สังกัปปะ วาจา กับ กัมมันตะ อาชีวะ สังวรด้วยมีทิฏฐิความเห็น คุณฟังอาตมาเข้าใจเป็นความเห็นปริยัติแล้วคุณก็ไปปฏิบัติ ให้เกิดความเห็นในภาคปฏิบัติ เห็นของจริงตามความเป็นจริง อันนั้นเริ่มต้นเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ตัววิจัยให้เห็น วิจัยความจริงของปรมัตถ์ แล้วเกิดสัมมาทิฏฐิที่เจริญขึ้น ในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ จะกลายมาเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ องค์ที่ 6 ก็คือ องค์แห่งมรรคนี่แหละ องค์แห่งมรรค 8 นี่ มรรคทั้ง 8 องค์นี่แหละ และปฏิบัติแล้วจะสั่งสมลงเป็น สัมมาสมาธิ คือเริ่มต้น ลดลงมา ลดพ้นสักกายทิฏฐิลงมาได้เรื่อยๆ ก็สั่งสมลงเป็นสมาธิที่จะเป็นสัมมาสมาธิของพุทธ จนกว่ามันจะมากพอ ถึงขั้นเรียกว่าตั้งมั่น จึงเรียกมันว่าสมาธิ และนี้คือสัมมาสมาธิของพระอาริยะด้วย ของพระอาริยะด้วยนะ ย้ำอย่างนั้นด้วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตรชัดเจนว่า นี่เป็นสัมมาสมาธิของพระอาริยะ มีกำกับเอาไว้ชัดเลย มีบาลีกำกับไว้ชัดด้วยว่าเป็นสัมมาสมาธิของพระอาริยะ เพราะฉะนั้นคุณฟังแม้แต่ภาษาปริยัติ ภาษาบัญญัติ ที่อาตมาพูดออกไปนี่ ถ้าฟังเข้าใจในความหมายของมันจริงๆนะ อาตมาก็เชื่อว่าคุณก็เข้าใจดีละ เกิดสัมมาทิฏฐิในปริยัติ แล้วไปปฏิบัติพิสูจน์ซิ อาตมาท้าทาย เอหิปัสสิโก ท้าทายให้มาพิสูจน์ แล้วปฏิบัติพิสูจน์ให้ตรง รู้แจ้งเห็นจริงเอง เพราะฉะนั้นสั่งสมสัมมาอาริยมรรค เดินไปเรื่อยๆ เป็นโสดาปัตติมรรค จนกว่าจะตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นในระดับไหนละ คุณตั้งมั่นในสมาธินี่ มีระดับ มันยังไม่ตั้งมั่นเท่าไหร่นะ ก็เรียกขณิกสมาธิ ขณิกสมาธิ แปลว่าขณะๆ ทำเอาเป็นขณะๆ ทางฤาษีเขาถนัดมาก นั่งเป็นขณะ ประเดี๋ยวแว็บๆ แว็บแล้วเอาใหม่ ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ขณะเราปฏิบัตินี่แหละ เออ ได้เป็นขณะๆ ติดต่อยาวขึ้นได้มาก ได้นาน ได้เก่งขึ้น ได้เป็นขณะ จนกระทั่งอุปจารสมาธิ อุปจาระแปลว่าเข้าใกล้ๆ อะไร เข้าใกล้ผลสูงสุด เข้าใกล้ขึ้นมา ถ้าจะแบ่งเป็น 3 ก็แบ่งแค่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แบ่งเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย ก็ถึงขั้นอุปจารสมาธิ มันน่าจะเรียกเป็นสัมมาสมาธิ คือเป็นสมาธิได้แล้วนะ เป็นตัวที่เรียกว่า มันน่าจะเรียกว่าตั้งมั่น แข็งแรงพอสมควร ถ้ายิ่งได้ผลได้มรรค เดินทางไปเรื่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ อีกมาก มีมวลที่ได้สูงขึ้นไปใกล้อัปปนาสมาธิ อุปจารสมาธิ ก็คือมันเข้าใกล้อัปปนา เข้าใกล้ความแน่วแน่ แนบแน่น ตั้งมั่น แข็งแรงอะไรนี่ เป็นอัปปนา พยับปนา เจตโส อภินิโรปนา ยิ่งขึ้นๆ จริงๆ เกิดอาการนั้นอย่างจริงๆ รู้ตัวเองเลยว่า อย่างนี้มั่นใจ แม้จะเหลือเศษ พอรู้ว่ามีอาการรอมๆ แรมๆ อาการกามในเรื่องนี้ อาการพยาบาทในเรื่องนี้ เป็นโลภะหรือราคะ หรือเป็นโทสะ เป็นโกธะ อย่างนี้เป็นปฏิฆะ กลับไปเรื่องนี้ เออ อาการมันขนาดนี้ล่ะ คุณประมาณเอง อย่าประมาณเข้าข้างตัวง่ายๆ แบบมักง่าย ได้น้อยนึกว่าตัวได้มาก อะไรไวนัก ให้มันมาก ก็มากๆ แล้วแม้คุณจะคำนวนคุณค่าที่ได้จริงๆ มากๆ นั่นผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ยังดีกว่าเป็นคำนวนว่าเราได้ที่จริงได้น้อย ไปคำนวณว่าได้มาก คุณได้ปฏิบัติธรรมมาน้อย แล้วหลงว่าตัวเองมากนี่ ซวย แต่ถ้าคุณปฏิบัติได้มากจริง โดยสัจจะจริง แต่นึกว่าตัวเองได้น้อยกว่าความเป็นจริงบ้าง ไม่ซวยหรอกๆ เพราะฉะนั้นประเมินค่าของตนเองที่ได้ ควรจะประเมินให้มันต่ำไว้หน่อยๆ อย่าไปประเมินผิดเองว่าเราได้มาก แต่จริงๆเราได้น้อย ไปประเมินค่าว่าเราได้มาก ซวย ถ้าเราได้มาก แม้เราจะเข้าใจว่าเราได้น้อย เพราะสัจจะมันได้จริงมาก มันก็รักษาตนอยู่แล้ว มันรักษาเราอยู่แล้ว แม้เราเข้าใจผิดบ้าง เออ สมมุติว่าเราได้ 30 หน่วย แต่เราเข้าใจว่าเราได้ 20 หน่วย หรือแม้คุณได้พระอรหันต์แล้ว คุณก็เข้าใจว่าคุณเป็นแค่อนาคามี ไม่เสียหรอก อาตมากลัวมันได้แค่โสดา นึกว่าตัวเป็นอรหันต์น่ะซิ อาตมากลัวจะเป็นอย่างนั้นมากกว่าน่า ตัวเองได้แค่โสดา นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เออ คนที่ได้อรหันต์ ก็ยังหลงตัวว่าเป็นโสดา ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แหม่ มันก็ไม่โง่เง่าถึงขนาดนั้นหรอก อรหันต์จริงๆ ไม่มีญาณจริงๆ มันก็ไม่จริงหรอกนะ แต่มันหลงได้นะ เพราะฉะนั้นอาจจะหลงว่าเราได้แค่อนาคามี ก็หลงว่าเป็นอรหันต์ เพราะลักษณะของการเป็นอนาคามีจริงๆ มันก็ลดสังโยชน์จริงๆ และคุณจะเข้าใจสังโยชน์ชัดเลย ไม่ว่าจะเป็นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลลัพ พตปรามาส นี่พ้นสังโยชน์ 3 นี่เดินทางเข้าสู่ความเป็นอาริยะ สังโยชน์ 3 นี่แหละ เพราะฉะนั้นเราเข้าใจแล้ว สักกายทิฏฐิเอาตรงไหน ก็มิจฉาทิฏฐิตัวเดียวกันนี่แหละ ทิฐินี่แหละ เห็นอาการ ลิงคะ นิมิต ของเหตุแห่งทุกข์ คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน นั่นรู้อาการ ลิงคะ นิมิตของมันจริงๆ แล้วปฏิบัติให้ลดละ จางคลายจริงๆ จึงจะก้าวเข้าสู่การพ้นสักกายทิฏฐิ คุณปฏิบัติอะไร ปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรตนั้น เอาศีลนั้นมาตั้งให้ตนเอง ประมาณตนว่า เออ เราจะเอาศีลข้อนี้ อย่างนี้นะ มันไปมีสายของโทสะ สายของโลภะ หรือราคะ สายของโทสะก็คือ ศีลข้อ 1 ลดโท สะ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่เบียดเบียนนั่นแหละ ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ทำร้ายสัตว์อื่น ไม่ฆ่าแกงสัตว์อื่น คุณจะเอาความหมายให้ละเอียด และก็หยาบๆ จะเอาละเอียด หรือเอาหยาบกันแน่ เอาอย่างง่ายๆ ว่า เออ เราไปฆ่า โด๊ๆ นี่ก่อนก็ได้ แล้วพยายามสังวรระวังให้จริงเลยนะ พยายามอย่าไปตั้งใจฆ่า สูงขึ้นไปกว่านั้น อย่าว่าแต่ฆ่าสัตว์เลย เราจะไม่เบียดเบียน จะไม่ทำให้มันทุกข์ด้วยประการใดๆ ไม่ทำให้มันเจ็บปวด ไม่ทำให้มันต้องพิการ ไม่ทำให้มันต้องลำบากลำบน อะไร อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่เบียดเบียนมัน สุดท้ายเราก็ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ นี่มันต่อโยงใยไปถึงการฆ่าสัตว์ จะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย เราก็สังวรระวัง คุณก็จะได้สังวรระวังปฏิบัติแท้ จนไม่ใช่ปฏิบัติเหยาะๆ แหยะๆ คุณอ่านทิฐิที่พ้นมิจฉาทิฏฐิ อ่านเป็นสัมมาทิฏฐิ พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้วเป็นสัมมาทิฏฐิ คุณอ่านออกจริง จนกระทั่งคุณเกิดลดสักกายะ จับเป้าแม่น ปฏิบัติลดสักกายะจริงเข้าไปเรื่อยๆ ศีลใดที่คุณตั้งให้แก่ตัวเอง เอาขนาดนี้ขนาดใด พรต ก็คือ ตบะ คือกรรมฐานที่คุณตั้งให้ตัวเองปฏิบัติจริงๆเลยว่า เออ ศีลข้อนี้ จะทำอย่างนี้นะ เราจะละเว้น บางคนก็บอกว่าเอาแค่นี้ เอาศีลลักษณะที่ว่าไม่เบียดเบียนสัตว์โดยการไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ว่าเรายังกินเนื้อสัตว์น้ำ ขอเลิกแต่สัตว์ 4 ขา 2 ขา สัตว์ปีกก่อน ก็เลยกินแต่สัตว์น้ำ สัตว์น้ำกินเต่าไม่ได้นะ เมื่อกี้บอกแล้วสัตว์ 4 ขา กินเต่าไม่ได้นะ เต่านี่ถือเป็นสัตว์น้ำ กินไม่ได้นะ หรือกินกั้งก็ไม่ได้ กั้งนี่ไม่ใช่ 4 ขานะ สัตว์หลายขาด้วย กินกั้ง กุ้ง ก็ไม่ได้หนอ มันมีขา เอาละวันนี้ก็พูดรายย่อยไปพอบรรเทา พอเบาๆบางๆ ไปหน่อย เอาคุณจะเลิกแต่สัตว์ประมาณนี้ คุณจะกินสัตว์นี่อยู่อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นศีลของเรา เป็นพรตของเรา คุณทำได้จริงๆ แล้วคุณก็รู้ แล้วก็อ่านอาการของจิต แหม กุ้งเผาหนอ กุ้งเผา คุณก็ซัดกันเข้าไปซิ ปัจจุบันธรรมใด ลดสักกายะนั่นลงได้ ลดเหตุแห่งทุกข์ได้ ไม่ใช่กุ้งเผาก็ แหม ลูกชิ้นเด้ง ก็แล้วแต่เถิด หรือน้ำตกอะไรก็แล้วแต่ คุณติดอะไรล่ะ แล้วก็อ่านกิเลสให้ออกจริงๆ รู้แจ้งให้จริงด้วยญาณ เข้าถึงการปฏิบัติที่มีมรรคผลจริง สีลลัพพตปรามาส กับ สีลลัพพตุปาทาน แตกต่างกันอย่างไร ศีลพรตที่ปฏิบัติโดยความรู้ความเห็น ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ยึดติดศีลพรตตามเขา บางทีเคร่งแบบฤาษีทั้งหลายแหล่ ปฏิบัติศีลเคร่งขนาดนิครนถ์นาฏบุตร อย่างนี้เป็นต้น อื้อฮือ เราสู้ไม่ได้หรอก แต่เขาไม่มีความรู้และไม่มีปรมัตถ์อย่างที่เราพูด ปฏิบัติศีลไม่ได้สัมพันธ์กัน เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีไตรสิกขาอย่างที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นไม่มีวิมุตติญาณทัสสนะ แต่เคร่งนะ การกดข่มแบบฤาษีอย่างนั้น ต่อให้กดข่ม 100 ปีตาย 200 ปีตาย ก็ไม่ได้ล้างละกิเลสจริง กดข่มอยู่ เหมือนกะคนไม่มีกิเลสจริงๆเลย อุ๊ย กามก็เหมือนไม่มีนะ พยาบาทก็เหมือนไม่มี ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่เอา มักน้อย สันโดษขนาดไม่มีทรัพย์ศฤงคาร เสื้อผ้าไม่นุ่ง มักน้อยจริงๆ แต่พระพุทธเจ้าไม่รับรองแม้แค่อาริยโสดาปัตติมรรค ยังไม่รับรองเลยคนพวกนี้ เพราะมันไม่มีสภาวะชัดเจน ไม่มีสภาวะที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อกี้ อาตมาอธิบายเรื่องมิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ หรืออัตตานุทิฏฐิก็ตาม นอกจากมีทวาร 6 แล้วมีสัมผัสทางทวาร 6 แล้ว มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ซึ่งเห็นอาการของอุเบกขาคืออะไร ซึ่งอาตมาเคยระบุไว้ว่าเป็นฐานนิพพาน อุเบกขาหรืออทุกขมสุขเป็นฐานนิพพาน และมีสัมผัสนี่แหละเป็นปัจจัย เมื่อมีสัมผัสเป็นปัจจัยในปัจจุบันนั้นเทียว โดยความเป็นทุกข์ หรือโดยความเป็นอนิจจัง โดยความเป็นทุกขัง หรือโดยความเป็นอนัตตา โดยความไม่มีตัวตน คุณก็เกิดคุณค่าอันนี้ เป็นตามลำดับ ถ้าอ่านไม่เป็นจริงๆ ไม่มีความรู้พวกนี้นะ คุณปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรต ตามจารีตประเพณี ตามคำสอนตามที่ได้ยิน ได้ฟังมา ตามถือศีลพรตมาโดยไม่ปฏิบัติล่วงพ้น ล่วงรู้เข้าไปเป็นปรมัตถธรรม อย่างที่กล่าวนี้ ยิ่งอธิบายผิดๆ นอกลู่นอกทางไปเลย ไม่เข้ามรรคองค์ 8 เลย ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ไม่เข้าสัมพันธ์กันเลย ศีลไปตัวหนึ่ง สมาธิไปนั่งหลับตาเอา ปัญญาก็ไปนั่งคิดผกผัน หรือว่านั่งสมาธิ หรือว่าไปปรุงสร้างตรวจสอบอะไรบ้างก็ช่างเถอะ อยู่ในอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นปัจจุบันธรรมด้วยซ้ำ มันก็ไม่สมบูรณ์ มันก็ไม่เป็นสภาพที่ลดได้ด้วยศีล เพราะฉะนั้นสีลลัพพตุปาทาน คือยึดศีล ยึดโดยปฏิบัติไปงมๆงายๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้สัจจะ ไม่รู้ปรมัตถสัจจะ โดยเฉพาะไม่รู้ปรมัตถสัจจะนั่นแหละ คือผู้ปฏิบัติสีลลัพพตุปาทาน ยังยึดติดได้แค่ศีล แค่พรต ส่วนสีลลัพพตปรามาสนั้น ปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรต มีสัมมาทิฏฐิ พ้นมิจฉาทิฏฐิ จนพ้นสักกายทิฏฐิ อย่างพ้นวิจิกิจฉาด้วย อย่างรู้เห็นจริงเลยว่า เราปฏิบัติศีลพรตนี้มีมรรคมีผลจริงๆ เกิดมรรคเกิดผล ละจางคลายได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรต ต่อให้คุณมีสัมมาทิฏฐิด้วย แต่มันไม่ลดกิเลสของเราได้เลย เหยาะๆแหยะๆ หรือลูบๆคลำๆ ศีล ลูบๆคลำๆ พรต ปฏิบัติไปอย่างนั้นล่ะ ไม่เกิดมรรคผลจริง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าปฏิบัติพ้นสีลพัตตปรามาส ก็คือปฏิบัติศีลนี้ พรตนี้ จนลดละกิเลสได้จริง แม้น้อยก็เป็นการพ้นน้อยๆ ยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งพ้นมาก ชัดเจนเท่านั้นๆ จึงเรียกว่าไม่ใช่แค่ลูบๆคลำๆ ศีล ไม่ใช่แค่แตะๆต้องๆ เล่นๆหัวๆ อยู่กะศีล ต่อให้มีปัญญาเข้าใจ ถ้าปฏิบัติไม่เกิดจริง เป็นจริง เห็นแจ้งเห็นจริงๆนะ ก็ถือว่าไม่พ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน