590810_พุทธศาสนาตามภูมิ คำตำหนิคือส่ิงประเสริฐชั่วกับป์ชั่วกัลป์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข17 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590810_พุทธศาสนาตามภูมิ คำตำหนิคือสิ่งประเสริฐ ชั่วกับป์ชั่วกัลป์

พ่อครูว่า...วันนี้ วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก คนก็มี กรรมกับกาละ กรรมเป็นของๆตน ตนเป็นทายาทของกรรม ก็วนเวียนในมหาจักรวาล ตราบที่ไม่ปรินิพพาน เริ่มต้นพลังงานที่สังเคราะห์กัน จนพ้นพีชนิยามก็ได้อัตภาพของตน ก็พัฒนามาเรื่อยๆไม่รู้กี่ล้านชาติวนเวียนไป ขึ้นอยู่กับกรรมทั้งสิ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสรู้สิ่งนี้ อาตมาก็เรียนรู้ตามได้สัจธรรมมาเปิดเผย มีหลักฐานจากพระไตรปิฎก ก็ได้อาศัยเพื่อที่จะยืนยันเป็นมาตรฐาน เป็นหลักฐาน เพื่อที่จะเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน อาตมาเกิดเป็นคนคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นคน ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ใช่คน หรือสิ่งที่พระเจ้าส่งลงมา ก็ไม่ใช่ ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาแห่งความเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์อย่างมากตรงที่ นิยาม 5 โดยเฉพาะรู้จัก กรรมนิยาม และ ธรรมนิยาม วิทยาศาสตร์ก็รู้จัก พีชนิยาม อุตุนิยาม ทุกวันนี้อาตมาทำงานเปิดเผยธรรมะพระพุทธเจ้า พูดไปบางครั้งคนก็เพ่งโทษได้ว่าอวด ที่อาตมาอวดอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะว่า ธรรมะอันนี้ของเพ่งโทส หมายถึงอะไร อาตมาอวดอย่างจริงใจตามภูมิที่มี อันนี้ควรอวด เป็นธรรมะของเพ่งโทษที่ท่านตรัสรู้แล้ว อาตมารู้ตาม ได้มาเป็นสมบัติของตัว เป็นจรณสมบัติ เป็นวิชชาสมบัติ ในตัวเรา มีทั้งสภาวะเนื้อแท้ และภาษารองรับกันจริง จึงเป็นความเชื่อที่ครบครัน เมื่อสามารถรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ที่พาศึกษาปฏิบัติ ได้ความจริงเพิ่มขึ้น จึงเห็นชัดมากขึ้น ว่ามนุษย์นี่น่าสังเวชใจ หลงเป็นทาสโลกอย่างมาก ซึ่งเขาอยู่คนละโลกกับที่อาตมาพูด เลยเขาจะฟังไม่เข้าใจ คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธมีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนถึง 70 ล้านคนคนที่ตั้งใจฟังจริงๆจะถึง 700 คนใหม่ แต่ 70 อาตมาก็ทำต

อ่านต่อ

่อ 7 คนก็ได้ ชีวิตอาตมาเสียเวลา 36 ปีแย่งโลกธรรมกับเขา ก็เลิกมาแล้ว ไม่ได้ตัดสินเสี่ยงทายวูบวาบ แต่ตัดสินอย่างยืนยัน ชัดเจน ก็เลิกมาทางนี้ 46 ปีแล้ว อยู่กับโลกมา 10 ปีแล้ว มาทางนี้แล้ว ก็จะพากเพียรอยู่ไปให้นาน แม้จะได้พลเมืองมา 700 คนก็ตาม อาตมาไม่บังอาจคิดถึง 7000 คนหรอก รู้ตัวดี รู้ว่าอาตมาพูดกันคนละภาษากับที่โลกเขาฟังกัน เขาจะฟังกันรู้เรื่องหรือไม่? อาตมาว่าก็ไม่รู้เสียมาก ที่ฟังพอรู้บ้างไม่รู้บ้างฟังกันก็อนุโมทนาแล้ว มาถึงวันนี้ 46 ปีเป็นสาระวิเศษ ที่พิเศษกว่าสามัญปุถุชนตามโลกโลกีย์ที่เขาเป็นกัน

มาดู sms

_ร้านต้นข้าวถามมาว่า...หนูมีเรื่องจะถามค่ะ หนูสังเกตเห็นว่า บางทีที่กราบสมณะบางครั้งก็กราบครั้งเดียว บางครั้งก็กราบ3ครั้ง แล้วเวลาก้มลงกราบก็ก้มลงไปนานจัง คือระหว่างที่ก้มลงเราต้องนึกถึงอะไรคะ พ่อครูว่า ...ก็เห็นใจว่าบางทีคนกราบก็ดูเหมือนลิงหลอกเจ้าปะหลกๆ กัน อาตมาก็ทำของเดิม เรียกว่ากราบเบญจางคประดิษฐ์ มีห้าจุด เข่า ศอก หน้าผาก ห้าจุด อาตมาก็ทำตามเดิม ทุกวันนี้เห็นเขาทำกันแวบๆๆ คือไม่ได้ให้ใจกับการเคารพนี้ มันรู้สึกว่าฝืน จำใจทำนะ ก็น่าเห็นใจ อาตมาว่า เรากราบนี้กราบด้วยความเต็มใจ เข้าใจว่าเรากราบอะไร ? กราบ 1 ครั้ง คือ กราบผู้นั้น หมายใจว่าจะกราบผู้นั้น 1 คน แต่ถ้าเราหมายใจว่าจะกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็ กราบ 3 ครั้ง กราบนาน หรือไม่นาน ก็แล้วแต่เจตนา แต่ก่อนกราบนานเพื่อให้สะดุด เดินให้ช้ากราบให้ช้า ทำอะไรให้เน้น เจตนาให้สะดุดใจ ว่าผู้นี้โถมใจทำอะไร? ก็จะได้อธิบายแล้วให้ทำตาม เดี๋ยวนี้เข้าใจกันขึ้น ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเต็มรูป แต่ก็รักษาให้เหมาะควรไว้ ให้มีจิตสัมพันธ์กับกรรมกิริยากับกรรมที่เราทำ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ แต่กาย วาจา ไม่มีจิตร่วมก็ไร้สาระ แต่ถ้าเราเอาจิตร่วม ได้ใช้ระลึก ตั้งใจ อธิษฐานก็ดี แต่อธิษฐานเดี๋ยวนี้ก็เพี้ยน กราบพระพุทธรูปแล้ว ก็ขอให้ได้อันนั้นอันนี้ ให้บันดาลให้ได้อะไร เป็นเรื่องเดรัจฉานวิชชา ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ การกราบนี้ต้องเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิว่าเป็นเครื่องทำจากจิตวิญญาณแล้วทำใจในใจอย่างไร พระพุทธเจ้าถึงอธิบาย ถึงสภาพทำใจในใจ เป็นคำกิริยา ก็มนสิกโรติ ทำใจในใจให้ลึกซึ้งแยบคายหรือให้ถึงที่เกิด ให้เกิดความหมายของอะไร ก็ให้ชัด การทำใจในใจนี้เป็นตัวหลักของศาสนาพุทธคำว่า มนสิการ หรือ มนสิกโรติ คือ ทำใจของเรา เรา ต้องอ่านถึงใจ เราในกายวาจานี้ เราอ่านเจตนา วิเคราะห์เจตนา ด้วย อ่านแล้วก็อ่านจิตใจเราวิเคราะห์วิจารณ์ใจเรา ให้รู้เจตนา ( มโนสัญเจตนา ) มโนสัญเจตนา มีสาม คือ 1.กามตัณหา 2.ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา กามตัณหา คือ กิเลสอยู่ภายนอก มีกิเลสร่วมภายนอก เป็นมิจฉาสังกัปปะ เป็นกาม พยาบาท อย่างหยาบนอกก่อน ส่วน วิหิงสา เป็นเรื่องละเอียด ที่ทำทีหลัง ต้องทำกามตัณหา ภวตัณหา(รูปภพ อรูปภพ)ให้หมด ก็เหลือวิภวตัณหา หมดภพชาติแล้ว เป็นตัณหาที่ไม่มีภพ แต่ส่วนใหญ่ท่านแปล วิภวตัณหา ว่าไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ท่านทำไมไม่แปล วิว่า ไม่ คือ ไม่มีภพ ที่อาตมาว่า พระพุทธเจ้ามีตัณหา เขาก็ว่าอาตมามาล้มล้างศาสนาพุทธเลยนะ อาตมาว่าไม่ใช่นะ อาตมามาสืบทอดศาสนาพุทธด้วย แต่คนเขาก็ถือว่าอาตมาพูดผิด เขาว่า พระพุทธเจ้าหมดตัณหาแล้ว เขาติดอยู่แต่บัญญัติภาษา ไม่รู้สัจธรรมสูงสุด สัจธรรมสูงสุดจะรู้จิต เจตนา มโนสัญเจตนา ที่มุ่งหมายโดยไม่มีกามตัณหา ภวตัณหาแล้ว

_0896405xxx… เวลาตื่นนอนแล้วรู้สึกอยากตื่นกัน ขี้เกียจตื่นอย่างนี้เป็นธรรมะ2ใช่ไหมคะ และถ้าเราตัดสินใจตื่นเลยถือว่าเป็นเนกขัมมะไหมคะ แต่ถ้าเรานอนต่ออีกหน่อยจึงตื่นอย่างนี้ ถือว่าเป็นเคหะสิตตะไหมคะ ขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าว่า อย่าตัดสินจากอาการ ผู้ที่บรรลุธรรมนั้นบางทีแสดงออกเพื่ออนุโลม เหมือนดารานักแสดง ที่แสดงให้คนเกิดกุศล เกิดการปฏิบัติธรรม เหมือนศิลปินที่แสดงออก อาตมาว่า อาตมาเป็นศิลปิน ดีไม่ดีสื่อให้คนบรรลุอรหันต์เลย ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย ให้มีความหมาย อาการของคนหลับ อยากติดนอน กับอาการคนที่ไม่ติด แต่ต้องการพักผ่อน ร่างกายมันต้องการ แต่ผู้ไม่ศึกษา ไม่รู้ง่ายว่า อาการติดนอนเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าว่า สิ่งที่คนติดยึด เสพไม่อิ่มไม่เต็มสามอย่างคือ 1.กามเมถุน 2.นอนหลับ 3.สิ่งเสพติดมอมเมา การติดนอนหลับ เป็นรสอร่อย คนเสพอารมณ์ตอนนอน ก็เหมือนกันหมด ก็จะอยู่กับภพนั้น การติดนอนนี้ ไม่ต้องลงทุนลงแรงเลย ก็เลยมันเป็นของที่คนได้ง่าย ก็เลยอันนี้ มีโอกาสเมื่อไหร่ก็เอา เพราะไม่ต้องเสียอะไร เพราะฉะนั้นนั่งอยู่ก็เอาหน่อยน่า เพราะเอาฟรี แล้วมันคืออะไร? จะแก้อย่างไร อาตมาก็มาปฏิบัติ ที่จริงเรียนรู้มาหลายชาติ ชาตินี้ก็ฝึกดูได้ จะต้องเรียนรู้ภพนี้ ที่มันติด ต้องรู้ว่าหนึ่งหลับคือหลับ ตื่นคือตื่น อย่าให้มีภพที่คุณอร่อย วิธีไม่ให้มันเกิดคืออย่างไร? เมื่อคุณหลับก็ต้องศึกษาว่า หลับให้มีสติไม่ให้จมให้ลึก เราจะมีวิธีฝึกกันเยอะแยะ สำนักไหนก็มี เราก็มีแต่ก่อนก็นอนเตียงน้อย แม้ที่สุดเนสัชชิ นอนตะแคงก็มี อาตมาดีไม่ดี ก็ทำการตีระฆังทุก 1ชม. อันนี้ได้ผล แต่ว่าคนที่ทำไม่ได้ผลก็เสียสุขภาพ แต่การหลับก็หลับ ตื่นก็ตื่น อันนี้ไม่เสียพลังงาน บางคนกว่าจะหลับหรือกว่าจะตื่นก็ยาก ก็จะไปตีระฆังก็ยาก อาตมาก็พาฝึกตีระฆังทุก 1 ชม. เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นทำกัน ที่สันติอโศกก็ทำกัน จะได้กี่ชม.ก็ทำไป อาตมาก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกชม. บางทีเลยไปสองชม.ก็มี วันไหนทำงานเพลียๆ ส่วนจะตั้งเกินชม.ไปกี่นาทีก็แล้วแต่ ตั้งสติตื่นคือตื่น อย่างัวเงีย การงัวเงียคือประคองภพนั้นไว้ ต้องตื่น ฝึกตื่นคือตื่น หลับก็คือหลับ ให้อย่าติดภพ ให้นอนหลับสนิท ข้อสำคัญคือเวลาตื่นต้องตื่น ถ้ารู้สึกตัวเมื่อไหร่อย่างัวเงีย ตอนรู้สึกตัว ต้องทำให้ตื่นสว่าง แล้วหลับต่อก็หลับ อย่าก่อความงัวเงีย ไม่เช่นนั้นจะติดภพรสชาติการหลับ เราตัดเลย ตื่นก็สว่างเหมือนไม่หลับ สดชื่น หลับก็หลับให้สดชื่น แต่บางคนก็หลับฝันร้าย ละเมอก็มีแล้วแต่ ถ้าเราตื่นจะถือว่าเนกขัมมะก็ได้ แต่ถ้าเราจะนอนต่ออีกหน่อย ก็อยู่ที่ว่าเจตนาของคุณ คุณฝึกตื่นได้ แต่ก็แก้ตัวว่าเสพรส ก็ต้องรู้ตัว ถ้าเสพรสก็แก้ไขว่าตื่นเสียเถิด อย่างัวเงีย ตื่นดีกว่า

_0833208xxx… คนมองเห็นข้างหน้า ไกลไปร้อยก้าว แต่ยากจะเห็นกลางหลังของตนเอง นัยน์ตาอาจมองหาฝุ่นละอองละเอียดเล็ก แต่ไม่อาจเห็นขนตาบนใบหน้าของตนเอง ฉะนั้นจึงกล่าวว่า ผู้เห็นความผิดตนเสมอ เป็นผู้เหมาะแก่การบำเพ็ญ _0893867xxx … นมัสการพ่อครูฯ สมณะ สิกขมาต เจริยญธรรมญาติธรรม บ้านราชฯ ผู้น้อยอยากได้ สภาที่เต็มไปด้วยสัตตบุรุษ! รัฐบาลที่มีแต่ข้ารองบาท ฯจริง! ประชาชนจะได้พบผู้บริหารที่จงรักต่อองค์พ่อฯจริง! ภักดีต่อพระแม่ฯจริงสร้าง ประโยชน์สุขให้ปวงชนดังคำสัตย์ฯจริง พ่อครูว่า ...ความอยากของคุณตรงกับของอาตมา ตรงกับของพระพุทธเจ้าด้วย

_0893867xxx… วันมหามงคลฯในทุกปีจะมีพีธีถวายคำสัตย์ปฏิญาณตนฯทุกปี! แล้วที่ผ่านมาคนไทยเจอข้าฯอสัตย์ฯ ไม่รักษาสัจจะวาจานั้นกี่รัฐบาลแล้ว? ขอสภาที่ซื่อตรงต่อคำสัตย์ฯ เกิดขึ้นในยุคต่อไปจริงเถอะ! _0893867xxx… เลือกตั้งหน้า!เอาข้ารองบาทฯคืนมา! เอาข้าฉ้อราษฎ์ กลับไป! ลูกรักแม่ฯ 2016-08-09 20:39:08 _0893867xxx… กราบขอบคุณกับธ.เอกังหิสัจจังนทุติยมัตถิและสัญญาอันยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสัมมาทิฎฐิจะบรรลุเป็นความรู้จริงคือสัจจะสาธุ

มาเข้าสู่บทเรียน… อาตมาเอาพระไตรปิฎก เล่ม 9 มาอธิบาย

(47) ควร“แก้เนื้อแท้แก้ความ” มิใช่“แก้ตัว” ใน “พรหมชาลสูตร” นี้เอง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่กล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นด้วยความไม่เป็นจริง ว่า นั่นไม่จริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย” ชัดเจนไหมว่า พระพุทธเจ้าให้“แก้ตัว” ที่จริงไม่น่าใช้คำว่า“แก้ตัว”หรอก จริงๆนั้นคือ พระพุทธเจ้าท่านให้ ทุกคน“กล่าวตอบความถูกต้องตามเป็นจริง”กันนั่นเอง ไม่ใช่ว่า อย่าไปตอบโต้ อยู่เฉยๆ ถ้าไปตอบโต้ ไม่สงบ หากอย่างนั้น มันก็เท่ากับว่าเราจำนน เรายอมรับผิดสิ ซึ่งก็ต้องมีประมาณ อันพอควรทีเดียว ถ้าตอบไปแล้ว เหมือนเถียงกันเราก็ไม่ควรตอบ โดยเฉพาะผู้ที่ “ตนมีความถูกต้อง”อยู่ในตนแท้ ก็ต้อง “กล่าวแก้” ซึ่งไม่ใช่ “การแก้ตัว” แต่เป็นการทำ “ความจริงให้อยู่บนความจริง” ที่ยืนยันความถูกต้องแท้จริง

แต่นั่นแหละ ผู้ที่มีกิเลส “อัตตามานะ” ก็แน่นอนที่จะร้อนตัว อยาก “แก้ตัว”อย่างยิ่ง สำหรับท่านผู้“ไม่มีกิเลสแล้ว” จึงจะประมาณเอาว่า ควร“ตอบความจริง”นั้นหรือไม่ ในโอกาสเช่นนั้น ในองค์ประกอบอย่างนั้น จึงจะเป็นการ “ตอบ”ตามที่มีเหตุปัจจัยตามกาละ ตามเหตุปัจจัย โดยใช้ทั้ง “สัปปุริสธรรม 7” และ “มหาปเทส 4” ยกตัวอย่างผู้ใหญ่ติเรา ถ้าเราจะพูดแก้ไป ก็จะโกรธกันเลย โมโหกันเลย ขึ้นหน้าเลย เราก็ต้องรอจังหวะ กาลัญญุตา หรือบางทีในหมู่กลุ่มนั้นเขาว่ามา ควรตอบไหม?

(48) คำว่า “อันตราย” หมายถึงอะไร? จาก“พรหมชาลสูตร”อีก พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ครบ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่” คือถ้าเรา ใจฟู หรือใจแฟบ จะอันตราย อันตราย หมายถึง สิ่งกัดขวาง, สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดผลเกิดประโยชน์ ที่ควรจะเป็นนั้นๆ ถึงขั้นเสียหายทำลาย บรรลัย ทำความฉิบหายอย่างร้ายแรงสาหัสยิ่งสุดๆ นั่นก็คือ พลังงานที่เป็นจิตนั้น จะต้องไม่สูญเสียหรือพร่องไปในทางใดเลย จึงจะมีพลังเต็มที่ทำงานได้สัมบูรณ์ หาก“จิต”ไม่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์เต็มบริบูรณ์ โดยพร่องไปในทางเสียใจ หรือดีใจก็ตาม “ความพร่อง”นั้นจะเป็นเครื่องกีดขวาง(อันตราย) ไม่ให้พลังงาน“จิต”ทำงานได้สัมบูรณ์เต็มที่ พลังของ“จิต”มันขาดหาย หรือพร่องไปแน่นอน ..ใช่ไหม? นี่คือ อันตราย หรือความบกพร่อง ขั้นพลังงาน“จิต” หรือพลังงาน“นามธรรม” ก็เป็นจริงที่สุด ผู้สามารถรู้จะรู้

(49) “จิตว่าง” คือ “จิต”อย่างไรกันแท้? “ จิตว่าง ” คือ จิตที่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เต็มความสามารถ ซึ่งไม่พร่องหรือไม่โผล่เอียงไปข้างใดเลย จิตมีเต็มอยู่ในตนครบ หรือเรียกว่า จิตกลางๆ หรือ จิตว่าง เพราะ “อิสระ”จากแรงดูดแรงผลัก อื่นๆรอบตัวนั่นเอง ก็ทำจิตว่างเท่าที่คุณจะมีภูมิธรรม จะสร้างโดยสมถะก็ตาม สมถะลืมตาอย่างมีผัสสะ ไม่ใช่นั่งหลับตา อย่างลืมตาเป็นสมถะลืมตาก็ได้ ยิ่งฟังพพจ.ท่านตรัสสอนให้เข้าใจอย่ามีตัวตน บางอาจารย์เขาก็สอนว่า อย่าเอาตัวตนเข้าไปรับ แล้วตัวตนคือตัวอย่างไร ตัวใหญ่หรือเล็กเข้าไปรับไว้ พูดภาษาก็เป็นภาษาฟังได้ แต่ไม่เข้าใจว่าอย่าเอาตัวตนไปรับ คือเป็นสำนวนเท่ๆ จริงๆแล้วก็คือ อ่านอาการของใจ ขณะใดที่คุณถูกกระทบได้รับคำเขาติหรือชม คุณก็อ่านอาการใจของคุณ ถ้าใจของคุณ ไม่มีอาการฟูแฟบ ไม่เสียใจ ไม่ดีใจ นั่นคืออาการไม่มีตัวตน ไม่ใช่ว่าไม่เอาตัวตนไปรับ แต่ไม่รู้จักตัวตน ก็พูดภาษาได้เท่ๆ แต่จะรู้สภาวะหรือไม่ อาตมาก็อธิบายว่า พยายาม เห็นตัวตนให้ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว อย่าให้ดีใจหรือเสียใจ จะมีสติรู้แล้ว ทำเมื่อไหร่ก็ตาม นี่เราพูดแค่คำติคำชม คุณก็ มีสติ แล้วทำใจในใจ มนสิกโรติ ไม่เสียใจ ไม่ดีใจ ขณะใดคุณไม่มีอาการนี้ ใจคุณจะเต็ม ไม่มีอันตราย เมื่อใจคุณเต็ม ก็จะฟังได้ตลอด ฟังได้อย่าง ไม่มีอะไรผลักหรือดูด ก็จะฟังได้เต็ม ถ้าไม่ชอบใจ จะมัวๆ แม้แต่ดีใจก็มัว ดีไม่ดีเลยเถิด เขาชมนิดเดียวนึกว่าเขาชมเยอะ มันจะเพี้ยน ให้ฟังตามจริง เขาจะด่าหรือชม ก็ฟังตามจริง คนนี้ด่าเก่ง สรรหาคำมาด่า เราไม่ถึง เราสรรหาคำอย่างนี้ไม่ถึง เขาด่าเก่ง ด่าเชี่ยวชาญ เราจะฟังชัดหมดเลย แม้ที่สุดเขาด่า ว่าคุณไปหาเรื่องมาจากไหน เราไม่เป็นอย่างที่คุณด่าเลย แต่ก่อนมีคนด่าอาตมา คือนายสะอาด จันทร์ดี เขาด่า ว่า ไปสรรหาคำด่ามาจากไหนไม่รู้ เราก็ว่าไม่มีในเรานะ อาตมาเขียนโต้เขาไปเล่มใหญ่เลย เขาด่าทาง Dailymirror ของสมัคร สุนทรเวช

“ จิตว่าง ” คือ จิตที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเต็มความสามารถ ซึ่งไม่พร่องหรือไม่โผล่เอียงไปข้างใดเลย จิตมีเต็มอยู่ในตนครบ หรือเรียกว่า จิตกลางๆ หรือจิตว่าง เพราะ“อิสระ”จากแรงดูดแรงผลักอื่นๆรอบตัวนั่นเอง นี่คือ จิตที่มีประสิทธิภาพเต็มสัมบูรณ์ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ คำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นด้วยความเป็นจริงว่า นั่นจริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะได้ในเราทั้งหลาย ฯ” เห็นไหมว่า พระพุทธเจ้าทรงให้ชี้แจง“ความจริง-ความแท้”ออกไปตรงๆ ไม่ปกปิด มิใช่จะปล่อยให้คนอื่นหลงผิด หรือเดา

(50) ความเป็น “คนหรือมนุษย์” เอาอะไรวัด “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั้นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล” [แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัส“จุลศีล 26 ข้อ -มัชฌิมศีล 10 ข้อ -มหาศีล 7 ข้อ แต่ไม่ได้คัดมาให้อ่านในที่นี้ ..ขออภัย] นี่คือ เครื่องบ่งชี้หลักใหญ่-สำคัญยิ่งอันเป็น “หลักต้น-หลักแรก-หลักเดียว” ที่พระพุทธเจ้าผู้มีพระสัพพัญญูตรัสบอกให้ ว่า ในความเป็น“คน” หรือ“มนุษย์”นั้น อะไรคือ เครื่องหมายชัดเจนยิ่ง ที่ชี้บ่งความเป็นคนดี-คนประเสริฐ-คนมีประโยชน์คุณค่าแท้ของโลก พยายามทำความเข้าใจให้ชัดๆเจนๆกันเถิด ว่า “ศีล” นั้นเป็นเครื่องชี้บ่งขั้นที่ต่ำที่สุด แล้วนะ ของความเป็น“คน” หรือมนุษย์ อันจะ“พึงได้รับคำชม” ในสังคม จากมนุษยโลก ว่า เป็น “คน”ดี หรือเป็น “คน”ซื่อสัตย์ เป็น“คน”ไว้ใจได้ เป็น “คน”มีประโยชน์ต่อตนต่อผู้อื่น จริง เป็น“คน”มีพฤติกรรมในชีวิตที่ถือได้ว่า“คนดี”จริงๆ เป็น“คน”ควรยกย่อง เป็น “คน”ประเสริฐ” เป็น“อาริยชน” [ที่ไม่แค่อารยชน-ไม่แค่อริยชนด้วย] จะเอาอะไรอื่นมาเป็นเครื่องชี้บ่ง“คน” ว่า เป็น“คน”ดี เป็น“คนประเสริฐ” เป็น“อาริยชน”นั้น ใครอื่น ลัทธิอื่นใด ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ของ “คน”(มนุษย์) ที่เป็นชาวพุทธนั้น พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า “ศีล”เป็นเครื่องชี้บ่ง เป็นขั้นต้น และถึงที่สุดขั้นปลาย

(51) “ศีลธรรมนูญ 3 หลัก” อย่างไรบ้าง? “ศีล”หลักแรก หรือหลักที่ 1 คือ “จุลศีล” “ศีล”หลักกลาง หรือหลักที่ 2 คือ “มัชฌิมศีล” “ศีล”หลักปลาย หรือหลักที่ 3 คือ “มหาศีล” จุลศีล 26 เฉพาะผู้ปฏิบัติแต่ละคนสมาทานปฏิบัติไปตามฐานะแต่ละคน ตั้งแต่ “ศีล 5” เป็นพื้นฐาน แล้วก็เป็น“อธิศีล”เพิ่มสูงขึ้นๆได้เป็น “ศีล 8-ศีล 10-ศีล 11-12-13-14 ฯ หรือไปตามฐานะ-ตามถนัด และตามบารมี จนถึง 26 อันไม่เท่าเทียมกัน หรือไม่เหมือนกันทุกคน บ้างก็ต้องปฏิบัติทั้งหมด 26 อย่างนั้น บ้างก็ไม่ต้องปฏิบัติหมดทั้ง 26 อย่างนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง ก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้ ซึ่งตามวาสนาบารมี ปฏิบัติ“จุลศีล”ก็จะพาบรรลุ“อรหัตผล”ไปตามลำดับ ซึ่ง“อธิศีล”สูงขึ้นๆมันอาจจะไม่เรียงข้อไปตามลำดับเท่านั้น มาเริ่มที่“ศีล 5” อันเป็นมาตรฐานแรกระดับที่ 1 พื้นฐานขั้นต้นในความเป็น“คน” ปฏิบัติทั้งทาง“กาย-วาจา-ใจ” ศีลข้อ (1) ปาณาติบาต ข้อ (2) อทินนาทาน ข้อ (3) กาเมสุมิจฉาจาร คือปฏิบัติขั้น “ กาย ” ศีลข้อ (4) มุสา คือ ปฏิบัติขั้น “ วาจา ” ศีลข้อ (5) สุราเมรยมัชชะ คือปฏิบัติขั้น “ ใจ ” กล่าวคือ ศีล 3 ข้อแรกนั้นหยาบที่สุดเป็นภายนอก “ฆ่าสัตว์-ลักทรัพย์-ผิดเรื่องเพศ หรือผิดเรื่องกามคุณ 5 ที่จัดแรงเกินมาตรฐานสามัญทั่วไป” ซึ่งหยาบขั้น“ศีลสัมผัสด้วยภายนอก”ได้ จะเป็น“ศีล”ข้อ (4) ก็หยาบเป็นภายนอก “การพูดปด” ซึ่งยังหยาบขั้น “ศีลสัมผัสด้วยภายนอก”ได้ อยู่เช่นกัน แม้เป็น“ศีล”ข้อ (5) ก็ยังหยาบเป็นภายนอก “เสพของที่ทำให้มึนเมา” นี่ก็หยาบขั้น“ศีลสัมผัสด้วยภายนอก”ได้อยู่ ยกตัวอย่างเขาไปติดโอลิมปิกกัน อาตมาเคยบอกว่าโอลิมปิกจะพาโลกฉิบหาย ประเทศที่ได้จัด นั้นเสียหายไปมากนักเท่าไหร่ ก็เจ้าประคุณขอประเทศไทยอย่าไปบ้าเอาโอลิมปิกมาจัดในเมืองไทยเลย แม้แต่เอเชี่ยนเกมส์ก็ตาม มันเป็นการละเล่นอบายมุข การบันเทิงก็อบายมุขจัดจ้านมาก ตอนนี้ ราคา ค่าตัวของดารา นักกีฬาเพิ่มขึ้นมากคือเครื่องแสดงถึงความเสื่อมต่ำของยุคกาล หลงสิ่งต่ำมาเป็นความจริง ยิ่งดารานักกีฬามีค่าตัวมากขึ้นเท่าใด ยิ่งแสดงถึงความเสื่อมต่ำของยุคกาลเท่านั้น ...พ่อครู 10 ส.ค. 59 “ศีล” ทั้ง 5 ข้อล้วนมี “ใจเป็นประธาน”อยู่ทั้งสิ้นภายนอกนี้ ถ้าหยาบขั้นต่ำสุดก็เรียกว่า ขั้น“อบายภูมิหรืออบายภพ” คือ“กาม”ขั้นต้น ที่ไม่มีขั้นต้นไหนก่อนนี้อีก-ขั้นหยาบสุด-ขั้นต่ำเตี้ยติดพื้นแล้วของแต่ละคน ซึ่งเห็นร่วมยืนยันกันได้กับทุกคน และเมื่อสัมผัสร่วมกันอยู่ จึงใช้เป็นที่รับรองร่วมกันได้ มีสิ่งยืนยันเป็นหลักฐาน แม้แต่ศีลข้อ 4 มี“สัมผัสทางวจี”นั้น ผู้ที่ได้ยินร่วมกัน ก็ยืนยันเยี่ยงเดียวกันกับ“กรรม”ภายนอก โดยการ“สัมผัสด้วยหู”ตนเอง ได้ยินร่วมกัน นี้คือ วาจา และกาย เป็นภายนอก “ศีล”ข้อ 1-2-3 (กาย) และ “ศีล” ข้อ 4 (วาจา) “ศีล” ข้อ 5 (ใจ) ที่ภายนอกก็มีให้เห็นทางพฤติกรรมภายนอก ซึ่งมี “ใจ” เป็นตัว“พฤติ”แท้ และเป็น“สสังขาริกัง” (เป็นไปกับเหตุที่มาชักนำ) ตั้งแต่หยาบ เป็นภายนอก ยังมี“เหตุ”จากภายนอกชักนำ ก็เป็นไปตามลำดับ

(52) “ศีล” ข้อ 5 มีทั้งหยาบ-กลาง-ละเอียด ซึ่งศีลข้อ 5 นั้น หมายเอาจิตที่ติดที่ยึดเป็น“อัตตา”ในคน จึงยากแก่การหยั่งรู้ เพราะ“จิต”ไม่มีภาวะหยาบ ไม่เหมือน“กายกับวาจา”ที่คนทั้งหลายต่าง“สัมผัส”รู้กันได้ มีภาวะหยาบภายนอก มีโอฬาริกลักษณะ(ลักษณะขั้นหยาบ) แต่“ความรู้สึกหรืออารมณ์” โดยเฉพาะ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ที่เป็น “เหตุ” ในความเมานั้น มันมีแต่ “อาการ” ในจิตภาษาเรียกคือ“ปรมัตถสัจจะ” “ปรมัตถสัจจะ” เป็น“ความจริงที่คนอื่นภายนอกร่วมรับรู้ยืนยันครบครัน” ไม่ได้ ทว่ามีในใจ มีแต่ใจ มาจากใจ ซึ่งต่างกันกับ“ความจริงที่คนอื่นร่วมรับรู้ได้” ยืนยันได้ครบครันเป็นภายนอก อันนั้นมีภาษาเรียกว่า“สมมุติสัจจะ” แต่“ใจ”มันก็มี หยาบ-กลาง-ละเอียด อีกเหมือนกัน “ สุรา ”คือ งมงายเมามาย ขั้น แรงร้าย หยาบใหญ่ เบื้องต้น “ เมรยะ ”คือ งม-เมา ขั้นแรง อยู่ เบื้องกลาง “ มัชชะ ”คือ เมา ขั้นละเอียดลึกน้อยสุด เบื้องปลาย ฉะนี้คือ “จุลศีล” ซึ่งเป็นหลักใหญ่หลักหยาบที่จะให้คนปฏิบัติบรรลุอรหันต์ ซึ่งบัญญัติไว้โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คนที่ไม่อยากให้ใครตำหนินั้น เป็นคนมีอัตตามานะ ….พ่อครู 10 ส.ค. 2559 ในพระไตรปิฏก ไม่มีสอนให้นิยมคำชม แต่ให้นิยมคำติ จะเจริญจะประเสริฐ ให้คบหาบัณฑิตที่ท่านติแล้วติอีกจะได้เจริญแต่ถ่ายเดียว เป็นสุดยอดแห่งภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว บางคนเห็นคนชั่วก็ว่าอย่าไปติเลยปลอยเขาไป อาตมาว่าเป็นคนใจดำนะ อย่างที่อาตมาว่า ธัมมชโยก็ตาม มหาช่วงก็ตาม ก็อยากให้เขาวางมือ เพราะปาราชิกไปแล้วทั้งนั้น อย่างมหาช่วง ก็คบกันโกงภาษี ไม่ปาราชิกอย่างไร เขาออกผลมาแล้วว่ารถเขาน่ะผิดกฏหมายทุกระดับขั้นตอน แล้วจะไปเหลือหรือ? เขาตรวจสอบแล้ว อาตมาก็พูดตามที่เขาตรวจสอบ เมื่อเป็นจริงก็คือโกงภาษี ซื้อของโจร ก็ปาราชิก ขออภัยที่ถ้าอาตมาพูดแล้ว ไปตู่ว่าคนปาราชิก แต่เขาไม่เป็นปาราชิก ตนเองคือ อาตมาก็ต้องสังฆาทิเสส แต่นี่อาตมามั่นใจ ตามหลักฐาน แล้วก็ทำอย่างย่ามใจ อาตมาเชื่อ เพราะตอนนั้นก็มีอิทธิพลไม่มีใครตรวจสอบ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในศีลว่าอย่าสะสมข้าว สะสมยาน ในมัชฌิมศีล แต่พูดไปก็เท่านั้น ทุกวันนี้พระไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีแต่วินัย 227 ศีลนี่ของศาสนาพุทธเลย ศีลเป็นของสูง ถ้าทำตามจะประเสริฐเลิศ แต่ วินัยนั้นตรามาเพื่อกำกับควบคุมคนไม่ดี แต่ศีลเป็นของคนดี วินัยเป็นของผู้ร้าย แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธมีแต่ผู้ร้ายใช้แต่วินัยเป็นหลัก ผู้ดีไม่มีเพราะไม่มีศีล ไม่มีหลักเกณฑ์จะไปเป็นผู้ดี มีแต่หลักเกณฑ์กันผู้ร้ายไว้เท่านั้น อาตมาก็ว่ายังดี ที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก อาตมาตั้งแต่บวชให้สมณะเราก็ให้ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ต้องถือศีลนี้ แต่วินัย 227 เราก็ปฏิบัติด้วย ทุกปักษ์เราก็ตรวจสอบวินัยกัน โดยเฉพาะมหาศีล เป็นศีลใหญ่ของศาสนาทั้งหมด ทำทั้งฆราวาสและภิกษุ เพราะมหาศีลคือห้ามเดรัจฉานวิชชาหมด แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว เดรัจฉานวิชชาครบ 7 ข้อ มีหมด พูดแล้วสงสารตัวเอง ที่เกิดมาในยุคนี้ ไม่เหลือแล้ว ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา นี่พูดอย่างจริงใจไม่ใส่ความนะ ศีลก็ปฏิบัติไม่มีสัมมาทิฏฐิ สมาธิ ปัญญา ก็มิจฉาทิฏฐิ ปัญญาคือวิชชา 8 เริ่มตั้งแต่วิปัสสนาญาณ ทำกิเลสลดได้ ทำได้มากก็เป็นอิทธิวิธญาณ มีความเก่งในการทำจิตลดกิเลสได้ ทำได้มากเป็นวิธะ หลากหลายพิสดารมากขึ้น ก็สามข้อนี้เป็นภูมิปัญญายิ่งใหญ่ นอกนั้นก็ลึกขึ้นไป เป็นโสตทิพย์เจโตปริยญาณ แต่เขามีแต่วิปัสสนาบ้าบอ วิมุติก็มีแต่มุดไปหานรก

ศีลนั้นมีอานิสงส์ไปตามลำดับ การได้ อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) ( กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

ซึ่งศีลทุกวันนี้เหลือแต่ศีล 5 ที่ไปขอเอาเป็นระยะ ไม่ได้ปฏิบัติอย่างมีอานิสงส์เลย

ความเป็น“ กาย ”นั้นต้องมีความหยาบใหญ่ ภายนอกร่วมด้วยอยู่เสมอ ซึ่งก็ มีทั้ง“ใจ”ภายใน มีทั้ง “กาย”ภายนอก เป็น“ ธรรมะ 2 ” ขาดภายนอกไม่ได้ ไม่เรียก“กาย”(ใจก็ขาดไม่ได้) ดังนั้น ผู้ที่หลงผิด นั่งหลับตาปฏิบัติ และมิจฉาทิฏฐิ ว่า “กาย”คือภาวะภายนอกเท่านั้น อันไม่เกี่ยวกับ“ใจ”เลย จึงหมดสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมของพุทธ เพราะกำหนดหมาย“กาย”ผิดไป เมื่อปฏิบัติจึงพิจารณา“นัจจะ-คีตะ-วาทิตะ”(กายวิญญัติ-วจีวิญญัติ) อันเป็นองค์รวมของ“กาย” ที่เกิดจาก“ใจ”เป็นประธานแท้ๆ แต่ทิ้ง“ใจ”เสียนี่! จึงพิจารณา“กาย”ไม่ต่อเนื่องเข้าไปถึง“ใจ” เพราะมิจฉาทิฏฐิไปแล้ว ว่า “กาย”ไม่เกี่ยวต่อไปถึง“ใจ” …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน