580305-ตอบปัญหาฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ ตอน ๑ งานพุทธาภิเษก ศาลีอโศก.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580305-ตอบปัญหาฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ ตอน ๑ งานพุทธาภิเษก ศาลีอโศก

พ่อครูว่า...รายการตอบปัญหา ฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ ที่ชื่อนี้เพราะเน้นที่ความบริสุทธิ์กันตามโศลก “ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด” คำว่าในที่สุดสำคัญ เพราะตอนแรกอาจดูเหมือนแพ้ก็ได้แต่ที่สุดก็ชนะ ตอนนี้ในสังคมก็ อาตมาก็เห็นใจ พุทธอิสระ เห็นใจไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งถูกหมู่ใหญ่ คณะหลัก เขาต่อต้าน อาตมาเจอปัญญานี้ตั้งแต่ลาออกจากมหาเถรสมาคม ซึ่งเขามีพระเป็นแสนรูป เราลาออกมามีพระ ๒๑ รูป กับเณร ๒ รูป เราก็พิสูจน์ความจริง ใครผิดหรือถูก แท้กันแน่

อาตมาชัดเจน ว่าผิดคือผิด ถูกคือถูก หากผิดเราก็ไม่เอา ถ้าเราทำเราก็ต้องรับโทษไป ให้เราทำผิดเราทำไม่ได้ จะรังแกอย่างไรเราก็รักษาสัจจะที่ใจเราไว้ ในพรหมชาลสูตร หากใครมาท้วงติงเรา ให้เราบอกแก้กล่าวได้ แต่การยืนยันนั้น ตถาคตว่า ถ้าจะชมหรือยกเรา ว่าเราดีเราสูง มีหลักเกณฑ์ในการยกการชม คือศีล ให้ชมเราด้วยศีล เราเป็นคนละเว้น สิ่งเหล่านี้ นี่คือเรา คนอย่างนี้แหละคืออยู่ในธรรมนูญพุทธ คือจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล เป็นเกณฑ์ของศาสนาพุทธแท้ แต่ทุกวันนี้พุทธกระแสหลักไม่เอา จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล เลย แล้วก็ไปเอาวินัย ๒๒๗ ข้อ ถือแค่นั้น ส่วนศีลไม่มี ไม่เอา นี่เป็นความจริง ที่บ่งชี้ว่าเขาเผินไป ไม่รู้ว่าศีลคืออะไร ก็ไปเอาวินัย ในพระไตรฯล.๙ ท่านก็พูดเรื่องศีล แล้วให้เอาศีลเป็นเครื่องวัด ถ้าจะชมหรือติก็ให้ชมที่ศีล ถ้าจะติพระพุทธเจ้าก็ให้ติเรื่องศีล ศาสนาพุทธเอาศีลเป็นเครื่องชี้วัด ว่าต้องรักษาศีลเช่นนี้ ส่วนวินัยก็เป็นกฎหมาย แล้วมีกฎหมายลูกออกมาอีก พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าจะเลิกกฎหมายลูกเล็กๆน้อยๆได้ แต่ศีลธรรมนูญนี่ไม่ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขนะ อะไรที่ให้เว้นขาดตอนนี้พุท

อ่านต่อ

ธทั่วไปมีหมดเลย แล้วในสูตรนี้พระพุทธเจ้าให้กล่าวบอกเหตุผลได้ ในพรหมชาลสูตว่า...พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่า นั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้น จะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือ ชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ใน เราทั้งหลาย. (มีเสียงพลุดังขึ้น คนที่ฟังธรรมบอกว่า จะได้ส่งไปสวรรค์ พ่อครูว่า ถ้าอย่างนั้นก่อนตายซื้อพลุทิ้งไว้ให้ลูกจุดส่งพ่อไปสวรรค์เวลาตายเลย ถ้าได้จริงๆ แต่มันไม่ได้หรอก)

พ่อครูว่า...อาตมาภาคภูมิใจในสัจธรรมพระพุทธเจ้า แม้ยุคนี้จัดจ้านด้วยกาม ด้วยอัตตา แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งแหวกโลกออกมาได้ มีพลังในการพึ่งตนเองรอด ไม่ต้องพึ่งโลกโลกีย์หรอก นอกจากเราจะอาศัยเพื่อช่วยโลกียะได้มากขึ้นเท่านั้น อาตมาไม่ได้หลอกล่อให้มาด้วย มาด้วยปัญญากัน

เอามหาศีลมาตรวจดูตามวัดได้เลย ไม่เหลือความเป็นพุทธแล้ว พระพุทธเจ้าว่าแม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ท่านกระแสหลักก็แปลกันมาเอง แค่คำว่า ศีล กับ วินัย เขาก็เอาไปปนกันหมด เขาก็ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ทั้งที่คือวินัย เป็นกฎหมายอาญา,แพ่ง แต่นี่ศีลคือธรรมนูญหลัก ก็ไม่เหลือเนื้อหาหลักของศาสนาพุทธ ยกตัวอย่างว่าศาสนาพุทธไม่มีรดน้ำมนต์พ่นไฟ ไม่มีเวียนเทียน แต่เขาก็ทำกันแทบทุกงาน มันคนละขั้วเลย ผิดกับถูกตีลังกากลับหัวกันเลย ขออภัยที่พูดชัดเกินไป เพราะเขาทำใหญ่โต ทำขู่กัน เช่นว่าอย่ามาตรวจสอบนะ ไม่อย่างนั้นจะมากันอีกมากนะ ทำตนเป็นนักเลงโต เป็นพุทธนักเลงโตกัน เป็นพฤติกรรมน่าอายใช้ไม่ได้ อะไรที่ถูกที่ผิดก็ควรทำให้ตามครรลอง แล้วผู้น้อยจะเห่าเป็นหมาน้อยก็ช่างปะไร เราเป็นหมาใหญ่แข็งแรงก็ควรเมตตาปราณี ให้เขาได้เห่าได้แสดงออกบ้าง ยังไงเราก็หมาใหญ่ ให้หมาน้อยเห่าคอแตกก็ทำไป เพราะทางออกของหมาน้อยมีแค่นั้น แต่ทีนี้ แม้หมาใหญ่คำรามใส่ หมาน้อยก็ไม่ค่อยกลัวหรอกตอนนี้

ต่อไปเป็นการตอบปัญหา...คนที่หมดปัญหาคือคนมีปัญญา คนที่มากปัญหาคือคนยังไม่มีปัญญา นี่คือเรื่องจริง -น้ำในมหาสมุทรจะไม่หมดในปัจจุบัน แต่น้ำในแม่น้ำบนแผ่นดินจะไม่มีในปัจจุบัน เพราะบนแผ่นดินแห้งแล้งขาดต้นไม้ใหญ่ปกคลุม เพราะถูกคนโลภทำลาย แต่น้ำในมหาสมุทรมีอยู่เพราะว่าได้น้ำจากภูเขาน้ำแข็งใช่ไหม? จาก คุณเกือบตาย ตอบ ...ก็จริง น้ำเป็นองค์ประกอบให้โลกมีครบสมบูรณ์ให้เป็นดาวเคราะห์

-พลังงานจิต กรณีพระรูปหนึ่งมรณภาพนานแล้ว ร่างกายไม่เน่า แม้ผม เล็บก็งอก แต่จิตยังยึดร่างนี้อยู่ก็เลยส่งพลังไปเลี้ยงไม่เปื่อย แต่ตามหลักแล้วหลังตาย พลังงานจิตจะไปจุติ แล้วถามว่า แล้วสามารถส่งพลังงานไปเลี้ยงร่างให้อยู่ได้อย่างไร? พระรูปนี้จะไปเกิดที่ไหน? ตอบ ...พลังงานพีชะไม่ได้มีพลังขีดถึงยึดตัวตน พลังงานที่ยึดตัวตนเรียกว่าวิญญาณ พลังงานของมนุษย์พืช ที่ยังมีคนให้อาหารก็มีพลังงานหมุนเวียน ถ้าไม่ให้อาหารก็หมดพลังงาน ทรงได้เท่าที่ทำได้ จะยังไม่เน่า รักษาความสดไว้ได้ จะค่อยๆแห้งลงๆ ค่อยๆหมดน้ำ แต่วิญญาณนั้น ไม่มีในร่างแล้ว แต่พลังงานที่เหลือไม่ใช่ของคนนี้แล้ว พลังงานความจำก็ไปกับจิตแล้ว แต่พลังงานที่เหลืออยู่เหมือนพืช ไม่มีตัวตน ไม่มีรักชังอะไร ไม่เกิดบุญ บาปอะไร แต่ร่างนี้ยังมีพลังงานที่เหลือ momentum ที่เหลือจากความยึดถือของตนไว้อยู่นั่นเอง พลังงานที่เหลือไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่จิต เป็นแค่พีชนิยาม อันนี้ยากแต่ถ้าหมอแพทย์เข้าใจ พืชคือพืช จิตคือจิต แต่นอกจากนั้นก็เป็นความยึดถือของญาติที่จะเอาไว้อยู่นั่นเอง เลี้ยงดูให้ได้ต่อไป ถ้าเข้าใจพีชะหรือจิตก็จะไม่ถามเช่นนี้ แล้วพระรูปนี้จะไปเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ท่าน แต่ท่านไม่ได้ใช้พลังงานเลี้ยงร่างที่เหลือแล้ว มันตัดขาดกัน จะบอกว่าท่านมาสั่งให้ร่างนี้ไม่สลายก็ไม่ใช่เลย

-มีการสอนจากที่อื่นว่า เราไม่ควรช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่เดือดร้อน เพราะจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรของสัตว์นั้นโกรธ แล้ววิบากกรรมจะตกกับเรา การสอนเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? เราควรช่วยหรือไม่?อย่างไร? ตอบ ..คนเรามีความสัมพันธ์กัน ถ้าสัตว์เดรัจฉานก็เป็นจิตนิยาม คนก็เช่นกัน คนที่สามารถมีบารมีเป็นคนได้ก็จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาก เป็นประโยชน์แก่กันได้ดี แต่เป็นโทษแก่กันได้มากเช่นกัน สัตว์ทำชั่วสู้คนไม่ได้ ทำดีสู้คนไม่ได้ แต่คนทำดีจัดได้กว่าเดรัจฉาน ทำชั่วจัดได้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานอีก เราจะไปเกี่ยวกับสัตว์ทำไม ส่วนคนนี่แหละเราต้องเกี่ยวข้องเป็นหลัก แต่ถ้าคนเกี่ยวข้องมีทั้งรักและชังหนักแล้ว จะไปแถมเอาสัตว์มาเกี่ยวทำไมให้หนักอีกทั้งรักทั้งชัง ไปฆ่ามันอีกทำไม ? จะบอกว่าไม่ต้องไปช่วยคนหรือสัตว์ก็ตอบว่า สัตว์ไม่ต้องไปช่วยเขาหรอก ปล่อยเขาไปตามวิบากแต่คนนี่แหละ เราก็จัดการเรื่องกรรมวิบากกับคนก่อน จะบอกว่าอย่าไปเกี่ยวกับคนกับสัตว์ได้อย่างไร เรามีวิบากอยู่แล้ว หนีได้อย่างไร มันก็ตามคุณทันอยู่ดี ยิ่งหนีมาก หากตามทันจะเอาคืนอีกหลายเท่าเลย หนีไม่รอด มีแต่จะเติมหนักเข้าไปอีก เรื่องสัตว์ตัดไปเลย ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องอีก แต่คุณสมบัติที่ดีที่สุดของคน คือ ๑.ไม่เบียดเบียนใคร ๒ .พึ่งตนเองรอด ๓.ช่วยเหลือผู้อื่น จึงจะประเสริฐที่สุด นี่แหละคือคุณสมบัติวิเศษ ที่จะเป็นได้ต้องทำตามสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็จะเอาแต่ตนเองรอดเท่านั้น ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัว ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จะมีแนวออกไปเช่นนี้ส่วนใหญ่เราต้องมาช่วยกัน การสอนแบบที่ว่าไม่ถูกกับคน แต่สัตว์นั้นตัดได้ เช่น เราช่วยโจร มันจะลดวิบากอาฆาต พระพุทธเจ้าจึงสรุปทุกอย่างว่า ต้องชนะความไม่ดีด้วยความดี ใครจะมาทำอะไรให้เราก็ทำดีไปจนชนะด้วยความดี

-คนโลกีย์เวลาทุกข์ท้อก็พากันไปสถานบันเทิง เที่ยว มันไม่เสียเวลาและทุนรอนให้ทุกข์มากขึ้นหรือคะ ทั้งจนขึ้นจ่ายค่าอะไรหลายอย่าง ก็ทุกข์มากขึ้นใช่ไหม? ตอบ ...ใช่ ถามมาถูกต้อง ถูกนายทุนครอบงำ ว่าแก้ทุกข์ต้องทำเช่นนี้ ไม่มาฟังสาระที่ดีก็เป็นเช่นนั้น

-พ่อท่านว่าเราจะต้องไปช่วยหลวงปู่พุทธอิสระหรือไม่? ตอบ ...เมื่อกี้ก็พูดว่าเห็นใจท่านนะ เราต้องอัตตัญญุตา ประเด็นนี้เราเองก็เหมือนหมาหัวเน่าอยู่ ทางโน้นก็มีกระบองตีหมาหัวเน่าอยู่ คนที่ทำก็จะทำเช่นนี้อยู่ เราไปช่วยจะทำให้เขาตีหนักเข้าไปอีกหรือเปล่า ในสังคม เราจะไปทำอะไรต้องคิดให้ดี แม้เราจริงใจ เราอาจมีพลังที่จะไปช่วยได้ แต่ถ้าไปช่วยกลับจะไปฉุดเขาลงอีก ถ้าไม่ไหวก็หยุดเสียก่อน ขณะนี้มีทั้งฆราวาสและพระ เราก็ทำไปตามควร แต่เราก็ได้ทำการช่วยเหลืออยู่ ไม่เปิดเผย ชาวกองทัพธรรมได้แสดงตัวเปิดตัวที่จะไปช่วยอย่างจริงใจเปิดเผยได้ แต่อีกคนหนึ่งเราจะช่วยเหมือนกัน แต่เปิดเผยเหมือนท่านวิชชาก็ไม่ได้ ท่านพุทธอิสระก็ให้รับทราบว่าเราก็เชิดสิงโตช่วยอยู่

-อยากให้พ่อครูขยายโศลก โดยเฉพาะคำว่าบริสุทธิ์ หมายถึงองค์คุณในอุเบกขาคือปริสุทธาใช่ไหม ตอบ... ใช่ จรณะ ๑๕ นี่รวมไว้หมด ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ความรู้ของพระพุทธเจ้าคือวิชชาจรณสัมปันโน และปริสุทธาก็คือองค์คุณในอุเบกขาที่ว่าก็ใช่ อยู่ในธาตุวิภังคสูตร อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน มีองค์คุณอุเบกขา ๕ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสสรา

ปริสุทธาคือความบริสุทธิ์ส่วนตน แล้วมาทำงานกับคนก็มีการกระแทกกระเทือนก็จะสร้างความควบแน่นของความบริสุทธิ์ให้มากขึ้น มีธรรมะสองแต่รวมเป็นหนึ่ง บริสุทธิ์เป็นแกน แล้วมีตัวทำงานเป็นตัวหมุน มีมุทุ จิตจะเจริญ เป็นจิตหัวอ่อน และเจโตก็ปรับได้ง่ายไม่กระด้าง ตามปัญญาที่รู้ได้เร็ว ประมาณได้เร็ว สัปปุริสธรรม ๗ ทำงานได้เร็วขึ้น พร้อมทำงานให้คนอื่น ประโยชน์ตนหมดแล้ว มีมหาปเทส๔ ดีขึ้น เป็นการทำงานด้วยปัญญา อัญญา เป็นอภินิหาร เกินมนุษย์ธรรมดาจะทำได้ จะทำงานอย่างไรกระทบอย่างไร จิตก็ประภัสสร คือความเจริญไม่มีที่สิ้นสุดของพระพุทธเจ้าอนัญโต ท่านก็ตัดเขตความเจริญสูงสุดที่เป็นพระพุทธเจ้า ดีสุด เก่งสุดแล้ว อุเบกขาเป็นฐานของอมตธาตุ พระอรหันต์แล้ว ก็พัฒนาให้เจริญต่ออีก เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือ ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ...ในที่สุด

-มีคนๆหนึ่งชอบพูดว่าคนอื่นอยู่เรื่อย พูดจาไม่สร้างสรรค์ กี่ปีๆก็ไม่เคยเปลี่ยน เป็นคนวิปลาสหรือไม่? ผิดศีลข้อ ๔ ไหม? ตอบ ...ถ้าพูดส่อเสียดก็ผิดศีลข้อ ๔ อยู่ แต่ก็ละเอียดขึ้นกว่ามุสา และหยาบคาย พูดส่อเสียดคือปิสุณวาจา คุณเป็นคนตัดสินนะ ที่จริงเขาอาจไม่เป็นเช่นว่าก็ได้ แต่คำว่าส่อเสียดคือเจตนาไม่ดีในจิต เอาความไม่ดีไปพูดให้เกิดทะเลาะวิวาทกัน แต่ถ้าเจตนาเอาสิ่งไม่ดีไปบอกเพื่อให้ระมัดระวังหรือแก้ไข ไม่ได้ให้ไปทำร้ายกันไม่ใช่ส่อเสียด เป็นการให้ข้อมูล

-ในวงปฏิจจสมุปบาท ๑๑ ที่พ่อครูบรรยาย ช่วงที่ นามรูป มีวิญญาณเป็นปัจจัย แล้ววน วิญญาณมีนามรูปเป็นปัจจัย ถ้านามรูปเป็นปัจจัยอีกรอบ ถ้ามีการสังขารก็เกิดนามรูป เราต้องใช้สังกัปปะ ๗ ในการจัดการอย่างไร? ตอบ ...นามรูปคือสิ่งที่พบกันและกระทบกัน ของสองสิ่ง ต่างกับคำว่า รูปนาม นั้นไม่มีปฏิฆผัสโส คือการแตะแต่ไม่เกิดปฏิกิริยากัน เหมือนขนมชั้นก็ไม่เกิดสังขาร นี่คือรูปนาม แต่ถ้านามรูปนี้ตัวจิตมีการรู้สิ่งหนึ่ง แล้วเกิดเวทนา สัญญา สังขารทำงานต่อ นามรูปเป็นปัจจัยอีกรอบ ถ้ามีการสังขารก็เกิดนามรูป ถ้าคนอวิชชาสังกัปปะก็เกิดเป็นความนึกคิดที่เป็นกาม พยาบาท เป็นอวิชชา ก็ไม่สามารถจัดการปรุงแต่งหรืออภิสังขารได้ ไม่สามารถมนสิกโรติได้ แต่ถ้าคุณได้ฝึกถึง สังกัปปะ ๗ ก็สามารถจัดการให้เป็นสัมมาสังกัปปะ เป็นองค์รวมของความนึกคิดที่เข้าใจวิญญาณ นามรูป ที่ทำให้สังเคราะห์ใหม่โดยลดกิเลสลงไม่ให้มาปรุงร่วมการปรุงแต่งก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้น

ผู้รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านนามรูปได้คือมีตาทิพย์เป็นกล้องจุลทรรศน์แท้ของพุทธได้ ผู้อ่านสังกัปปะ ๗ ได้นี่แหละ ทำให้ดีเผลอๆจะได้อรหันต์ พิจารณาให้ดี แยกแยะปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ อ่านรูป ๒๘ ได้ ตั้งแต่ปสาทรูปทำงานกับโคจรรูป เกิดสังขารเป็น ภาวรูป ๒ ตรงหทยรูป ซี่งเกิดชีวิตินทรีย์ จับอินทรีย์คือพลังของชีวิตของโจรคืออกุศลจิต เรียกมันว่าอิตถีภาวะ ที่มีอิตถินทรีย์ ดีไม่ดีมันยึดเป็นอิตถัตตะ เป็นอัตตาของอิตถี ต้องจัดการทำลายภาวะอิตถีให้หมดไป หมดชีวิตินทรีย์ไป ให้หมดอาหารรูปที่เป็นอกุศล ทำไปตามปริเฉทไป ทำไปตั้งแต่กายสังขาร จนจิตสังขาร สุดท้ายทำได้ที่วจีสังขาร ถ้าเราควบคุมกายวิญญัติ วิจีวิญญัติได้ก็จะควบคุมวิการรูป ๕ ได้ คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ควบคุมได้ ตามสามารถของคุณ ทำแล้วก็อยู่ในลักขณรูป ๔ ที่จริงรูปทั้งหลายก็คือจิต เป็นนามรูปที่ถูกรู้ นามรูปทุกตัวก็คือกาย ถ้าเป็นรูปนามมันเกิดปฏิฆผัสโส ไม่เกิดปฏิกิริยากันไม่เกิดนามรูป

-กระทบผัสสะ เกิดเป็นนิทานนิยาย จะอ่านได้อย่างไร? ว่า ไม่มีอัตตา ๓ อยู่ ตอบ... อ่านนิทานก็ได้ง่าย สมัยใดที่ไม่มีโอฬาริกอัตตาสลายมันได้ก็จะมีมโนมยอัตตา ถ้าสลายอัตตาได้ นิทานของคุณก็จะไม่มีอัตตาเหล่านี้มาเป็นนิทานนิยายด้วย จะรู้ได้อย่างไรก็ดูจาก วจีวิญญัติ คือนัจจะ คีตะ วาทิตะ ว่ามันเป็นนักฆ่า นักรบ นักทำลายหรือนักสร้างสรรค์ เป็นนิยายจริงก็ดูมันสิ ถ้ามันไปรบก็ให้มันหยุดเถอะ ให้ไปสร้างสรรค์ดีกว่า คุณจะรู้ว่านิทาน นิยายเกิดจากเหตุ เราแยกแยะว่าตัวอกุศล เป็นผู้ร้ายอยู่ไหนก็จัดการผู้ร้ายเสียให้กลายเป็นนิทานที่สร้างสรรค์

-ได้ฟังธรรมกลางแจ้ง อยากทราบว่าจุตูปปาตญาณกับอุปกิเลส ๑๖ ข้อนานัตตสัญญา มีความสัมพันธ์กับ จุตูปปาตญาณอย่างไร? ถ้ากำกับตัวเกิดได้อาสวักขยญาณคงไม่ตอบก็ได้ ตอบ ...จุตูปปาตญาณคือมีญาณรู้ว่าตัวไหนเกิดแล้วทำให้มันดับได้ ตัวที่จะให้ดับคืออุปกิเลส ๑๖ อุปกิเลสตัวแรกคืออภิชาวิสมโลภะเป็นสายโลภะอันเดียวนอกนั้น ๑๕ อย่างตามมาคือสายโทสะ ต้องทำให้มันตายไม่เคลื่อนแล้ว(จุติคือการเคลื่อน) เคลื่อนลงก็ไปนรก เคลื่อนขึ้นก็ไปสวรรค์ การเคลื่อนนี้เราต้องทำให้มันตาย ถ้ามันเคลื่อนไปหาสวรรค์ก็ต้องทำให้ตายเหมือนกันในสมมุติเทพ สุดท้ายไม่มีการลงนรก ขึ้นสวรรค์ ไม่มีทั้งเทวดาและสัตว์นรก แต่ว่าเป็นอุบัติเทพ จนบริบูรณ์เป็นวิสุทธิเทพ นี่คือเห็นการตายการเกิดของจิต

นานัตสัญญา มีคำ สามคำ นานา กับ อัตตะ กับ สัญญา คำว่าสัญญาคือกำหนดหมายเป็นความจำ แล้วเราก็เรียนรู้อัตตาต่างๆ(นานา) ผู้ไม่ต้องทำมนสิการกับนานัตสัญญา ไม่ต้องทำใจในใจของเราอีกแล้ว ที่ท่านไปแปลว่าไม่ต้องใส่ใจ คือไม่ต้องไปเรียนเลย ไม่ต้องไปกำหนดรู้ก็จะไม่รู้อัตตาต่างๆ ดีไม่ดีถ้าไปแปล “อมนสิการ” เป็นอสัญญีก็ดับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องเข้าใจใหม่ว่ามนสิการคือทำใจในใจ ให้มีการงานในใจ แล้วถ้า “อมนสิการ” ก็คือไม่ต้องทำใจในใจอีกแล้วเพราะสัญญากำหนดรู้ทุกตัวหมดแล้ว ล่วงพ้นในรูปสัญญาทั้งหลาย (นานัตตะ) แล้วทำเสร็จแล้วก็สมติกมะ จนไม่ต้องทำอีก อมนสิการา ผ่านมาแล้วถึงอากาสาฯ หมดแม้ปฏิฆสัญญา อัฏฐังคมาคือดับได้แล้ว ล่วงพ้นไปแล้ว แต่ไปแปล “อมนสิการ” ว่าไม่ใส่ใจ ก็แปลผิดสิ ต้องทำมนสิการอย่างที่สุด ทำจนอัตตาไม่เหลือเลยจนไม่ต้องมนสิการอีกก็เรียกว่า อมนสิการ ...ก็ค่อยๆเรียนไป บางทีถามแต่พยัญชนะมา

-ถ้ามีจิตนิยาม คือมีทั้งหมด ๑๐๐ % เลยหรือว่ามีจิตนิยาม ๖๐% แล้วมีกรรมนิยามอีก ๔๐ %ได้หรือไม่? ตอบ... อุตุนิยาม เป็นพลังงานธรรมชาติที่ไม่เป็นชีวะเลย พอเริ่มพัฒนามีชีวะก็คือพีชะ มีสัญญากับสังขาร ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ต่อจากนั้นเป็นจิตนิยาม สัตว์ชั้นต่ำถึงสัตว์ชั้นสูง เป็นมนุษย์ ที่รู้ดีชั่ว รู้จักกรรม ก็คือจิตนี่แหละที่จะพาทำกรรมชั่วกรรมดีได้ มันพาทำอะไรที่ชอบทั้งดีและชั่ว หากพัฒนาพลังงานรู้กรรมได้ก็เลือกไม่ทำกรรมชั่วได้ ไม่เอาแค่ชอบหรือชังก็สั่งสมกุศลได้ รู้จักโลกียธรรมได้ก็ยังเป็นอเวไนยสัตว์โลกุตระ ยังไม่สามารถเรียนรู้ปฏิบัติโลกุตระ ในโลกียะทำได้แต่ดีมากขึ้น ส่วนชั่วหยุดได้ชั่วคราว สลับกันไปดีๆชั่วๆ แต่โลกุตระนี้รู้จักธรรมะที่จะสั่งสมลงไว้ ที่ทำไปแล้วสั่งสมลงทั้งนั้น ไม่หายไปไหน พุทธไม่มีการล้างดีชั่ว แต่พุทธไม่ทำชั่วในทุกปัจจุบัน จนถึงอนาคตทั้งหลาย เป็นหลักประกันเรื่องนี้ได้คือหยุดทำชั่วตลอดกาล ทำกุศลให้เหมือนเป็นกำแพงกั้นวิบากไว้ เราหมดบาปหมดบุญทุกปัจจุบันทำแต่กุศลท่าเดียว สัพพปาปสอรกณัง อกุสลสูปสัมปา เพราะสจิตตปริโยทปนัง แล้ว เป็นผู้มีหลักประกันทำกรรมโลกุตระ ไปตามลำดับ โสดาฯสกิทาฯอนาคาฯอรหันต์ทำแต่กรรมดี ทุกปัจจุบันหยุดกรรมชั่วได้ในปัจจุบันจนถึงอนาคตได้เลย หยุดปาป บำเพ็ญกุศล ผู้หมดบาปแล้วก็ไม่ต้องทำบุญอีก สภาวะกรรมนิยามอีก ๔๐ % ไม่ใช่ไปแบ่งกันอย่างนั้น มันเป็นคุณสมบัติของจิตนิยามเลย ที่เจริญเป็นกรรมนิยาม ธรรมนิยาม ที่รู้กุศลอกุศล ชำระกิเลสตัวเหตุได้ ทุกปัจจุบัน แก้ไขเหตุให้ได้ ทุกปัจจุบันหมด จนทุกปัจจุบันจะเกิดเมื่อไหร่ก็ไม่มีผีเลย นี่คือความยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธที่มีโลกุตระ

คุณโสภณ ก็มักเอานิยาม ๕ นี้มาพูดเหมือนกัน นิยาม ๕ นี้มีในอรรถกถา อาตมาเชื่อมั่นว่ามีในพระไตรปิฎกมหายาน แต่ในพระไตรฯเถรวาทไม่มี แต่เชื่อว่า มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้นิยาม ๕ แม้มีในอรรถกถาจารย์ก็ต้องรับมาจากพระพุทธเจ้าอีก

-จักรวาลอื่นจะมีมนุษย์อยู่หรือไม่หากจักรวาลนี้หมดอายุเราจะไปอยู่จักรวาลอื่นได้หรือไม่? ตอบ ...เอาแต่จักรวาลนี้ก่อนก็แล้วกัน จักรวาลอื่นใดก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่มีญาณหยั่งรู้ได้ว่ามีชีวะระดับใดอยู่ อาตมาตอบไม่ได้ มันมีได้ตามความรู้ แต่อาตมาไม่ได้ทำพวกนี้ ไปรู้พวกนี้ วันๆหนึ่งอาตมาก็เอาพลังงานไปทำเรื่องโลกุตระก็หมดเวลาแล้ว หมดพลังงานแล้ว ยุคนี้ต้องใช้ธรรมาวุธอย่างเดียวจึงจะกอบชัยได้ ในมหาจักรวาลมีจักรวาลน้อยใหญ่มากมาย ในจักรวาลก็มี galaxy น้อยใหญ่มากมาย มีดวงอาทิตย์หลายดวงด้วย

-การยึดอัตตามาก จนมีพลังงานตกค้างในร่าง ทำให้ร่างนี้ไม่เปื่อย ถ้านำร่างไปเผาจะเกิดเป็นเม็ดพลอยเป็นสีหรือใสใช่หรือไม่? ตอบ...ใช่แล้ว เพราะมีพลังงานเย็นตกผลึก ทำให้วัตถุธาตุออกมาเป็นลักษณะนี้ ไม่ได้บ่งบอกโลกุตรธรรม ต่อให้พระธาตุเงางามอย่างไรก็ตาม ก็ไม่บ่งชี้อาริยะ แต่พระอรหันต์สามารถทำความเพียรให้แก่กระดูก แคลเซี่ยมตกผลึกเช่นนั้นได้ แต่อรหันต์สายปัญญาจะมีพระธาตุไม่สวยเท่าสายเจโต แต่ความเป็นพระธาตุเป็นเครื่องชี้อาริยะไม่ได้แต่อรหันต์สามารถเป็นพระธาตุได้ เคยเห็นพระธาตุของพระสารีบุตรไหม ท่านทำงานมาก พระธาตุก็จะไม่สวยออกมาใหญ่ๆ

-ถ้าการเข้ากระแสโสดาฯ เข้าขั้นที่ ๓ จึงเป็นแก่นเชื้อสู่จิตวิญญาณ หากตายไปแล้วเกิดมาใหม่แก่นเชื้อนี้จะไปด้วยกับชีวิตใหม่หรือไม่? ตอบ ..ใช่ ก็ขึ้นอยู่กับความควบแน่นที่เราทำได้ อะไรที่ควบแน่นถึงอวินิปาตธรรมก็ไม่เปลี่ยนแปลง แต่อะไรไม่มั่นคงก็เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย

-โสดาบันขั้นที่ ๓ คืออะไร? ตอบ .. โสดาบันเริ่มจาก โสตาปันนะ เข้ากระแส ได้โลกุตระ ๒๕ %แล้วมาเป็นอวินิปาตธรรม มาถึง ๕๐% เริ่มต้นที่จะรักษาสถานะไม่ตกต่ำ จะมีพลังแข็งแรงขึ้น พอเลย ไปถึงนิยตะก็ ๗๕% แน่นอนเที่ยงแท้ แข็งแรง จนเลย ๗๕% ก็เป็นสัมโพธิปรายนะ ไปสู่ที่สูงถ่ายเดียวเลย

-หนึ่งในสัจจะที่ประทับใจนักเรียน ประทับใจเมื่อเห็นภาพงดงามในกิริยาอาการของ นร.ม.๑ ที่อธิบายวิธีการเข้าแถวตักอาหาร สำหรับผู้มาใหม่ อย่างกิริยาน่าเลื่อมใส นี่คือปาฏิหาริย์ของความบริสุทธิ์ที่เด็กๆมี สุดท้ายเห็นเด็กตักน้ำมาให้แขกด้วย เธอคือน้องเพ็ญน้ำเพชร สส.สอ. มีหน้าที่บริการในแถวที่ ๗ ตอบ ...ก็เป็นคำชมเชยมาระวังจะลอยนะ เราสั่งสมกุศล เราจะอนุโลมปฏิโลมกับโลกขนาดไหน กว่าอาตมาจะอนุโลมได้ต้องสร้างฐานมา ต้องปูฐานให้เขารู้ว่าอาตมามีสัจจานุโลมมิกญาณ ไม่ได้แอบเสพ ทั้งกรรมกิริยา ทั้งข้างของอะไร กว่าอาตมาจะตัดสินใจเอาโทรทัศน์เข้ามาในวัดได้ก็ต้องค่อยๆทำ แม้ในที่สุดเป็นพระสมณะก็ถ่ายโทรทัศน์ ใช้กล้องเอง แต่ก่อนพระถือกล้องถ่ายภาพก็ถูกด่าแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้ว แต่ที่ถ่ายเละเทะก็ไม่ควร แต่ผู้อยู่เหนือได้ก็เอามาใช้ได้ แต่ก่อนอาตมาไม่ให้มีพระพุทธรูปนะ แต่เดี๋ยวนี้ให้มีได้ ต้องทำเป็นขั้นตอนมา ไม่ใช่งานง่าย เป็นงานยาก ไม่สามัญธรรมดา ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาพิสูจน์ เราก็มีสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ อาตมาทำแล้วมีสิ่งยืนยัน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน