581129_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โลกและอัตตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข29 พฤศจิกายน 2558

เนื้อหาในไฟล์

581129_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โลกและอัตตา

ส.เพาะพุทธเกริ่นนำ ด้วยบทกลอน โลกและอัตตาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อครูจะเทศนาในวันนี้ พ่อครูว่า...ก่อนจะได้ สาธยาย ธรรมะที่อาตมาก็อิงจากหลักฐานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีบันทึกเป็นหลักฐานมาในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ท่านแปลความออกมาจากบาลี อาตมาก็อ่านบาลียังไม่ค่อยเก่ง แต่อ่านภาษาไทยรู้ชัด ก็ยืนยันในพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เป็นหลักในการที่จะใช้พัฒนา ในการนำธรรมะพระพุทธเจ้าออกมาสู่เส้นทางตามที่อาตมาเห็นว่า คนควรได้ความรู้ตามพระพุทธเจ้าเป็นที่สุดใครจะว่าอาตมาหลงใหลพระพุทธเจ้าก็ไม่ว่ากัน ก็ยอมรับทุกอย่างแต่ต่อมาจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่อาตมา อาตมาเชื่อมั่นในความคิดของพระพุทธเจ้า เรารู้ว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีความรู้อย่างเดียวกัน เป็นความตรัสรู้เหมือนกันทุกพระองค์ คือตรัสรู้เรื่องโลกและตรัสรู้เรื่องอัตตาเป็นธรรมะ 2 ในโลกมีธรรมะ 2 ในตัวเราก็มีเรา อย่างท่านพุทธทาสว่าคือ ตัวกูของกู ซึ่งก็น่าคิด ว่าทุกวันนี้มีกูที่จะรู้สารพัดรู้ถ้ากดลงไปที่กูนี้รู้หมด เท่าที่มันจะเก็บมาได้มันรู้มากกว่าใครในขณะนี้ทั่วโลก ถึงมันมีสัญญากำหนดรู้ ไม่ใช่ปัญญาทีเดียวแต่มันรู้ไปหมดทั้งโลก อะไรที่จะบันทึกกรรมบันทึกเก็บไปหมด บันทึกไว้รวมไว้โลกทั้งโลกนี้ คือโลกเป็นสารพัดที่จะเกิดมาเป็นสมุตติสัจจะซึ่งสัจจะก็มี 2 อย่างในโลกนี้คือสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ ใครจะไปเอาฟากไหนก็สองฟากนี้ อาตมาก็พอรู้ว่ามีองค์รวมแยกแค่นี้มี 2 แยกกันไปเช่นมี 0 กับ 1 แล้วก็มีทศนิยมแตกต่างกันไปแล้วก็ต่างกันต่างก็เถียงกันขัดแย้งกันยังไงจูฬวิยูหสูตร มีอยู่ 3 ประเด็น 1 สัจจะไม่มีจริงในโลก อันนี้ฟังแล้วดูน่ากลัว 2 สัจจะมีหนึ่งเดียว 3 สัญญาย นิจจานิ คือ สัจจะที่ว่าเกิดจากสัญญาของแต่ละคนไ

อ่านต่อ

ปยึด ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ก็จะไม่ไปยึดมั่นถือมั่นอะไร อะไรคนยึดก็ยึดอะไรควรวางสมควรวางก็วางอยู่กับโลกเขาแล้วก็รู้ว่าโลกที่ไม่มีจริงกับจะมีหนึ่งเดียวอะไรควรให้มีหนึ่งเดียวอะไรให้มีจริง ทำพวกคุณก็ได้ว่าไม่มีจริงเลย กับมีหนึ่งเดียว ถ้าให้คุณตัดสินจะต้องเอาอันหนึ่งอันเดียวให้ได้จะเอาอันไหน ...ส่วนใหญ่ยกให้สัจจะมีหนึ่งเดียว คือมันได้ทั้งสองอย่าง อาตมาเข้าใจว่าพวกเรายกให้มีอันหนึ่งอันเดียว มากกว่าไม่เอาอะไรสักอันคือพวกเรานี้จะยึดแบบไม่มีสัจจะหนึ่งเดียวมาก เป็นสัสตทิฏฐิ มีมากกว่าซึ่งก็ไม่ผิดในวงแคบ ให้มีส่วนที่ดีมีมากนั้นถูกต้องส่วนผู้ที่เอาไม่มีจริง พวกนี้เสี่ยงไปทางอุจเฉทิฏฐิ ระวังนะนรกอยู่ใกล้มาก ไม่มีอะไรเลยนี่ ทำบาปก็ได้ทำบุญก็ได้บ้าบ้าบอบอ อะไรก็ได้พวกไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลยจะยังไปทางอุจเฉทิฏฐิ จริงๆคนจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นก่อนแล้วค่อยไปไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าคุณไม่เกิดก็ไม่มีอะไรมาตายเพราะฉะนั้นไก่ต้องเกิดก่อนไข่ ใครไปเอาไข่เกินก่อนไก่ก็บ้าแล้ว มันจะวน จะต้องรู้ลำดับของความมีกับความไม่มีจะต้องมีก่อนที่จะมีความไม่มี พูดแต่ความจริงใจว่าอาตมาไม่ค่อยเก่งทำอะไรได้ช้า คนอื่นเขาทำอย่างรวดเร็วแต่เราทนแล้วทนอีกก็ยังมีผิดเลยก็ต้องยอมรับก่อนจะเข้าสู่บทเรียนที่เป็นพระไตรปิฎกจนกว่าจะจบรายการก็ขอนำด้วยสมัยใหม่ที่เป็นเรื่องปัจจุบันเป็นบทความของคุณผักกาดหอมเขียนแทนคุณเปลวสีเงินในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เรื่อง แบบว่า...เรื่องเบาๆ

สุดสัปดาห์ว่าด้วยเรื่องเบาๆ เพราะเหตุเกิดบนท้องฟ้า เรื่องที่ ตุรกี ยิงเครื่องบินรบรัสเซียหล่นตุ๊บ นักวิเคราะห์ขาจร ขาประจำ ว่ากันไปไกลถึงสงครามโลกครั้งที่ ๓ แล้ว ตั้งปุจฉา ถึงคราเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจไทยจะล่มสลายอีกรอบหรือไม่? จะล่มจมหรือไม่ ยังไม่ใช่เพราะสงครามโลกครั้งที่ ๓ แน่นอน ความวิบัติถึงขั้นสงครามโลกนั้นยังไกลไป...ที่เกิดขึ้นวันนี้ก็แค่สงครามระดับภูธร! รัสเซีย อเมริกา อียู ตุรกี ซีเรีย กบฏซีเรีย ไอเอส ชนกลุ่มน้อย ยิ่งกว่ารักสิบเส้า มันพันกันวุ่นวายไปหมด ถ้าเป็นมวยก็ไม่รู้จะเชียร์ใครแล้ว ตาลาย!!! แต่ไม่ใช่มวย มันคือสงครามแย่งชิงผลประโยชน์ เอาเรื่องเครื่องบินขับไล่ เอฟ ๑๖ ของ ทอ.ตุรกี ยิงเครื่องบินซู ๒๔ ของรัสเซียตกก่อน เห็นเถียงกันไม่จบว่าตกลงแล้วมีการเตือนก่อนหรือไม่ ฝ่ายตุรกีบอกเตือนแล้วนะตั้ง ๑๐ ครั้ง! พร้อมกับงัดหลักฐานคลิปเสียง ความยาว ๒๑ วินาที ทำนองอย่าบินมาเฉียดหลังคาบ้านฉัน จงไสหัว (เครื่องบิน) ไปทางอื่น... พร้อมกับจับเวลาได้ว่า เครื่องบินรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้านานถึง ๑๗ วินาที เห็นตัวเลขแล้ว คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเตือนจนลิ้นรัวตั้งแต่เครื่องบินรบรัสเซียยังอยู่ในน่านฟ้าซีเรีย นี่แหละปัญหา! เส้นพรมแดนตุรกี ซีเรีย มันขยุกขยุย ไม่ได้ตรงเด่เหมือนซูเปอร์ไฮเวย์ เครื่องบินรบความเร็วระดับ ๒ มัคขึ้น (๑ มัคเท่ากับความเร็ว ๑,๒๒๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ควบมาเต็มที่ ต้องมีคาบลูกคาบดอกกันมั่ง "ปูติน" ถึงได้บ่นว่า ถูกเพื่อนทรยศแทงข้างหลัง! ฉะนั้นหยุดเถียงกันดีกว่าใครรุกล้ำน่านฟ้าใครหรือไม่ เพราะสุดท้ายมันเข้าตัวหมดล่ะครับ สงสัย "ปูติน" ยังเมาหมัด คิดอะไรไม่ออก งั้นผมบอกแทนแล้วกัน ที่บินว่อนในน่านฟ้าซีเรียวันนี้ ถามหน่อยมีเครื่องบินชาติไหนได้รับเชิญจากรัฐบาลซีเรียบ้าง ที่เห็นมีรัสเซียชาติเดียว!!! ส่วน ฝรั่งเศส อเมริกา ตุรกี และพันธมิตรที่เข้ามาใหม่อย่าง อังกฤษ เยอรมนี มีข่าวไปทิ้งบอมบ์ เคยขออนุญาตรัฐบาลซีเรีย บินผ่านน่านฟ้าหรือเปล่า มันก็ฝ่าไฟแดงกันทั้งนั้น เอาเถอะครับพูดไปก็ไลฟ์บอย เพราะแต่ละฝ่ายมีเหตุผลและกฎเกณฑ์ของตัวเอง แล้วจะไปสนใจกฎเกณฑ์คนอื่นทำไม จนสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสนใจไปตามล่ากลุ่มไอเอสกันจริงๆ จังๆ หรอกครับ เหมือนนิยายน้ำเน่า เรื่องนี้มี "อุยกูร์" มาเกี่ยวข้องด้วยครับ แผนของ ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ของตุรกี ตั้งเขตกันชนระหว่างตุรกีกับซีเรีย อ้างว่าเป็นพื้นที่สำหรับ "ผู้ลี้ภัย" แล้วผู้ลี้ภัยเป็นใคร? ส่วนหนึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยแถวๆ นั้น บางส่วนคือชาวซีเรียที่เป็นปฏิปักษ์กับประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด และชาวอุยกูร์ ที่เดินทางไปจากจีน บางส่วนผ่านมาทางไทยนี่แหละครับ ระเบิดราชประสงค์เอาเข้าจริง เพราะไทยเผลอไปเหยียบตาปลาใครเข้าหรือเปล่า? อันนี้ติดไว้ก่อน เพราะข้อมูลยังไม่ชัดเจน ใครจะคิดกันล่ะครับว่า ที่ยิงกันตายเป็นเบือก็แค่หาคนเฝ้า "ท่อ" รัฐบาลเอร์โดกัน หนุนชาวอุยกูร์ตั้งเขตปกครองตนเอง เพื่อเป็นกันชนกับซีเรีย แต่เขตปกครองตนเองอยู่ในเขตซีเรีย ไม่ได้ใช้แผ่นดินตุรกี ทำไปเพื่อให้คนกลุ่มนี้ "เฝ้า" ท่อสายส่งน้ำมัน ที่ลากยาวมาจากซาอุดีอาระเบียไปยังยุโรป เป็นแผนการที่อเมริกาและยุโรปแอบหนุนอยู่ข้างหลัง! เมืองอะเลปโป (Aleppo) ของซีเรีย จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่โลกตะวันตกต้องการตั้งเป็นรัฐหรือประเทศใหม่ขึ้นมา แต่รัสเซียยอมไม่ได้ เพราะหากแผนนี้สำเร็จ ท่อส่งก๊าซและน้ำมันจากรัสเซีย มีหวังเอาไว้ส่งลมไปยุโรปแทน พลังต่อรองกับพวกยุโรปก็จะวูบไปทันที นั่นคือเหตุผลหลักๆ ว่าทำไมสงครามนี้มันมีหลายพวกหลายกลุ่ม ทับซ้อนกันมั่วไปหมด ภารกิจหลักของอเมริกาและยุโรปในวันนี้จึงเป็นการยื่นมือช่วยเหลือฝ่ายกบฏซีเรีย แล้วคอยเอาปลายเท้าเขี่ย ไอเอส ไม่ให้มาสร้างความรำคาญ ส่วนรัสเซียมุ่งถล่มฝ่ายกบฏซีเรียเป็นหลัก หากไม่มีเหตุการณ์เครื่องบินโดยสารรัสเซียถูกยิงตกในพื้นที่หุบเขาของคาบสมุทรไซนาย ทางตอนเหนือของอียิปต์ จนผู้โดยสารและลูกเรือรวม ๒๒๔ คนเสียชีวิตเกลี้ยง ก็ไม่แน่ใจว่า รัสเซียจะส่งฝูงบินเข้าถล่มไอเอสหรือไม่ สรุปแล้ว การขจัดไอเอสก็ยังเป็นภารกิจรองของทุกชาติ ยกเว้นฝรั่งเศส ที่พกความแค้นไว้เต็มอกจำต้องยกออก ขณะที่ไอเอสคิดการใหญ่เข้าไปทุกที จะกวาดเอาทั้งอิรัก ซีเรีย เป็นรัฐอิสลาม แต่ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผล ผู้คนจึงปักใจเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด สร้างความรุนแรงเพื่อเป็นเงื่อนไขให้เผ่าพันธุ์นอกอาหรับเข้ายึดครองแผ่นดินตะวันออกกลาง มองในมุมประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด ก็น่าเห็นใจ เพราะประวัติของกลุ่มกบฏที่อเมริกาหนุนหลัง สุดท้ายกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายตัวเป้งของโลกไปเกือบหมด อัลกออิดะห์ ของ อุซามะห์ บินลาดิน ก็เริ่มต้นจากการสนับสนุนของอเมริกาผ่านทางปากีสถาน เพื่อสู้กับรัสเซียที่เข้ายึดอัฟกานิสถาน หรือแม้กระทั่งกลุ่มไอเอส มุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่ง ก็มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวโยงไปถึงนาวิกโยธินอเมริกา อนาคตของฝ่ายกบฏซีเรียจึงยากที่จะคาดเดาว่าจะซ้ำรอยอดีตหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นซีเรียคือรัฐที่จะต้องล่มสลายเหมือนอิรักและอัฟกานิสถานไปอย่างถาวร เรื่องยิงเครื่องบินจึงเป็นประเด็นขี้ผง เพราะมีเรื่องใหญ่ซ้อนอยู่ในนั้น และรัสเซียชิงจังหวะไปก่อน นำมาเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนอาวุธหนักเข้าไปในซีเรียเรียบร้อยแล้ว แต่กระนั้นสงครามใหญ่ยังไม่มี เกิดได้แค่สงครามเย็น แต่เย็นแบบปะแล่มๆ ไม่หนาวเข้ากระดูกเช่นสงครามเย็นในอดีต จนกว่าท่อจะสร้างเสร็จและมีคนคอยเฝ้าท่อ คงอีกนานโข! ครับ...ว่าด้วยเรื่องเบาๆ บนเวหา วกกลับมาดูเรื่อง ที่เบากว่าในบ้านเรากันบ้าง จำคำพูดของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่วิดีโอลิงก์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ได้มั้ยครับ “พี่น้องทำมาเยอะแล้ว แต่เมื่อทำมาจุดหนึ่ง เหมือนผมจะข้ามฝั่ง พี่น้องแจวเรือพาผมข้ามฝั่ง มาถึงฝั่งผมต้องเดินต่อขึ้นภูเขา พี่น้องจะแบกเรือขึ้นภูเขาทำไม ถึงเวลาที่ผมจะนั่งรถขึ้นภูเขา แต่ผมไม่เคยลืมคนขับเรือมาส่งผม เหตุการณ์มันเปลี่ยน พัฒนาการมันเปลี่ยน หวังว่าพี่น้องจะเข้าใจว่าวันนี้เราได้ทำหน้าที่มาสุดทาง” วันนั้นวิจารณ์กันขรม ทักษิณ ใช้บริการเสร็จก็ถีบหัวส่งคนเสื้อแดง สุดท้ายอยู่ในคุกกันกี่คนแล้ว วานนี้ (๒๗ พฤศจิกายน) มีคำพูดที่คล้ายกันแต่มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ผมไม่ใช่เรือจ้างพาพวกท่านไปส่ง แต่ผมเป็นแพและเป็นแพขนานยนต์ด้วยซ้ำ ต้องไปให้เร็ว และต้องไปด้วยกันทั้งหมด ขึ้นแพใหญ่ๆ ไป แค่เรือจ้างเรือแป๊ะไม่พอ เพราะผมต้องเอาคนทั้งหมดไป เอาประชารัฐไป ถ้าทุกคนแยกเรือกันไปมันจะไปไม่ได้" ทักษิณ นั่งเรือให้เสื้อแดงไปส่ง แล้วทิ้งขึ้นภูเขาไป แต่ลุงตู่ ขับแพขนานยนต์พาทุกคนไปด้วยกัน เหตุที่ทำให้ความคิดของคนที่มาจากการเลือกตั้ง กับเข้ามาโดยรัฐประหาร ต่างกันราวปลายฟ้ากับก้นเหว คืออะไร ฝากนักวิชาการ ที่ง่วนอยู่กับ เสรีภาพ ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง และ ม.๑๑๒ ช่วยไปคิดเรื่องเบาๆ ที่ลอยบนน้ำต่อหน่อยครับว่า....คนที่นั่งเรือแจว กับคนขับแพขนานยนต์ ควรจะลอยแพใครมากกว่ากัน. ผักกาดหอม

พ่อครูว่า นี่คือความฉลาดของคนในโลกแล้วก็ยึดกันไปเป็นสัญญายะ นิจจานิ ให้เข้าใจ 3 อย่างนี้ 1 สัจจะไม่มีในโลก 2 สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งใครยึดมั่นถือมั่นคนไหนก็แล้วแต่ก็เป็นสัญญายะ นิจจานิ ถ้าใครไม่ยึดอันไหนเลยแม้แต่สัญญายะ นิจจานิ ก็กลายเป็นคนกลิ้งกลมเลย มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกเป็น invisible man ทุกอย่างถ้าเราไม่เข้าใจ ก็ไปวางสลับกันก็ไม่ถูกสภาพจริง นั้นเป็นความไม่มีตัวตนหรือเราไม่มีตัวตน แล้วก็รู้ว่าความมีตัวตนคืออะไร ควรจะใช้ตอนไหนจะจับอะไรตายตัวอันหนึ่งอันใดมาพูดไม่ได้เลย นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้เป็นความรู้เฉพาะตนซึ่งยากมาก เป็นความลึกซึ้งของความมีกับความไม่มีในโลกนี้ สุดยอดที่จะต้องศึกษา และให้เข้าถึง เมื่อปฏิบัติเข้าถึงได้จริงก็จบแล้วก็เป็นอยู่ในโลกนี้ อย่างได้เรียนรู้ตามธรรมะพระพุทธเจ้าสามารถที่จะล้างอัตตาออกไปให้หมดจบพร้อมไปกับความเป็นโลก 2 สภาพตั้งแต่โลกสองสภาพแล้วรวมเป็น 3 เป็นวงวน ก็เรียนรู้ความเป็นโลกที่เป็นวงวนเกิดจากสองจุดแล้วมีจุดที่ 3 สัมผัสปรุงแต่งกันขึ้นมาก็จะเกิดความสมบูรณ์ของโลก 1 โลกขึ้นมาทันที 2 อันไม่สมบูรณ์ต้องมีอันที่ 3 จึงจะเริ่มเกิดโลกเป็นวงวน อาตมาว่าอาตมาเรียนรู้จบตรงนี้ก็รู้ว่าวาระไหนควรมีวาระไหนควรไม่มี อาตมาวางเป็นก็จบ

พระไตรปิฎกเล่ม 9 มีหลักฐานเรื่องโลกกับอัตตาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ข้อ 27 พระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงการบัญญัติความเป็นอัตตาและโลกของคนในโลกนี้คนก็ยึดถือกันต่างคนก็ต่างยึดถือแตกต่างกันมากมายหลากหลายแล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกันว่าเที่ยงก็จริงว่าดีว่าถูก

โลก_อัตตา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 เริ่มตั้งแต่ข้อ 27 ไปเลยพระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงการบัญญัติอัตตาและโลกของคนในโลก แล้วก็ยึดถือกันต่างคนต่างยึดถือกันไปแตกต่างมากมายหลากหลาย แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกัน ว่าเที่ยง ว่าจริง ว่าดี ว่าถูก แล้วก็ขัดแย้งกันต่างยึดกันว่า เรานี่แหละถูก คนอื่นผิด ความแตกแยกเป็นธรรมะ 2 ในความเป็นสัจจะ 2 เกิดขึ้นตรงนี้ เหตุคือต่างคนต่างฝ่ายก็มี สัญญายะ นิจจานิ พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 419 นั่นคือต่างคนต่างยึดมั่นถือมั่นของตนอย่างแน่มั่นว่าเที่ยงว่าจริงว่าดีว่าถูก(ในพระไตรฯทั้ง45 เล่ม มีคำว่า สัญญายะ นิจจานิ คำนี้คำเดียวในพระไตรฯล.25 ข.419) ใครเข้าใจชัดตรงนี้ก็จบ เป็นผู้ไม่มีตัวตนแต่ใช้ความมีตัวตน ได้ถูกต้อง ทำประโยชน์ให้คนอื่น อาตมาก็อยู่สบายๆมีประโยชน์ให้แก่คนที่สัมผัสสัมพันธ์กับอาตมาคนที่จะสัมพันธ์อย่างศัตรูก็สัมพันธ์อย่างศัตรู คนจะสัมผัสอย่างมิตรก็สัมพันธ์อย่างมิตร อาตมาก็ช่วยได้มากได้น้อยแล้วแต่ พอใช้พอทำงาน พอดำเนินชีวิตไปพอสร้างพอสรรเท่าที่จะพอทำได้ตามบารมี แล้วก็ต่างจะเอาของเป็นของตน หาพรรคพวกหาบริวารสร้างอำนาจแล้วก็เป็นใหญ่ในความเป็นโลกได้บำเรอสุขัลลิกะ ของตนสมใจปรารถนาของอัตตานั่นเอง ผู้ครอบครองโลก ตามความมีอัตตา ที่ประดาคนในโลกยื้อแย่งกัน ตั้งแต่เริ่มมีความคิดว่ามีโลก ตามกิเลสอัตตาของตน ที่มันอยากใหญ่อยากแผ่บารมีไปให้ทั่วโลก เหมือนอย่างที่ธัมมชโยแห่งวัดธรรมกายมีในมโนสัญเจตนา โดยแฝงคำว่าธรรมะเป็นต้นรากลึกของจิต ต่างจากประเทศมหาอำนาจในโลกปัจจุบันนี้ ที่มีความคิดว่ามีโลกตามกิเลสอัตตาของตนที่มันอยากใหญ่อยากแผ่บารมีไปทั่วโลก เหมือนอย่างที่ธัมมชโยแห่งวัดธรรมกาย เหมือนอย่างนายทักษิณ ชินวัตรมีในมโนสัญเจตนา โดยแฝงคำว่าอำนาจ อธิปไตย หรือคำเต็มๆที่เบ่งอำนาจได้ในปัจจุบันคือประชาธิปไตยเป็นต้นรากลึกของจิต ส่วนคอมมิวนิสต์นั้นตอนนี้ยังเป็นรองในรากลึกของจิต เพียงแต่ธัมมชโยกับนายทักษิณ ชินวัตรนั่น มีต้นรากลึกของจิตแตกต่างกัน ธัมมชโยยึดเอาคำว่าธรรมะหรือศาสนาตามความรู้ในความเป็นศาสนาเป็นธงอ้างกับชาวโลก ส่วนนายทักษิณ ยึดเอาคำว่าประชาธิปไตยหรือสังคมมนุษย์ตามความรู้ในความเป็นสังคมมนุษย์เป็นธงอ้างกับชาวโลก ซึ่งเป็นตัวการก่อสงครามอยู่ในโลก ส่วนประเทศต่างๆในโลกก็ต่างก่อสงครามกันอยู่ทั้งสิ้น อันมีความเป็นโลกและความเป็นอัตตาเป็นเหตุ จะมียิ่งขึ้นยิ่งขึ้นต่อไปในทุกวินาที ไปกับอนาคตจนกระทั่งถึงขั้นล้างโลกกันในที่สุดตามความเป็นโลกอัตตาขึ้นสมอง ตามที่พระทุกศาสนารู้แจ้งและพยากรณ์กันไว้กันทั้งนั้นทั้งนั้น ทางศาสนาคริสต์ บอกว่าน้ำท่วมโลกสอนศาสนาพุทธบอกว่าไฟไหม้โลกพระพุทธเจ้าบอกว่าผู้ที่จะรอดคือผู้ที่มีบุญมีกุศล เรามาเรียนรู้ความเป็นโลกและความเป็นอัตตา ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันดู แล้วอย่าไปหลงโลกหลงอัตตาจนกลายเป็น โรคอัตตาขึ้นสมอง เหมือนยังธัมมชโยและนายทักษิณ ชินวัตรซึ่งต่างก็มี สัญญายะ นิจจานิ ของตนอย่างวางไม่เป็น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและตรัสรู้ความเป็นโลกและความเป็นอัตตา อย่างบรรลุความจริงสูงสุดปรมัตถสัจจะในความเป็นโลกและความเป็นอัตตา แล้วดำรงชีวิตอยู่กับโลกและกับอัตตาไปอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในความเป็นสมมุติสัจจะของโลกของอัตตา ด้วยสัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4 ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นโลกและความเป็นอัตตา อนุโลม_ปฏิโลมอยู่กับโลกกับสังคมมนุษย์ มีพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ อย่างเป็นคุณต่อโลกต่อมวลมนุษยชาติไปจนตาย นี้คือคนเจริญจริงสูงสุดในแบบของพระพุทธเจ้า

พ่อครูว่า คุณทักษิณก็พูดไปอีกอย่างตามสัญญาที่ยึดของเขา สัญญายะ นิจจานิ ส่วนลุงตู่เขาก็พูดไปตามสัญญายะ นิจจานิ ของเขา อาตมาก็ยึดตามของลุงตู่ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าลุงตู่กบฏอาตมาก็ทิ้งลุงตู่เหมือนกัน ไปหาอะไรอย่างอื่นที่จะยึดได้ถ้าไม่มีใครให้ยึดก็ยึดตัวเองสัญญายะ นิจจานิ ก็จบ แต่ต่อมาว่าตอนนี้อาตมาก็ต้องอยู่กับพวกไม่ใช่ปลีกเดี่ยว อยู่กับหมู่ที่เห็นร่วมกันมากมายไปด้วยกันมาด้วยกัน

พระไตรปิฎกเล่ม 9 เริ่มจากสูตรแรกเลย พระพุทธเจ้าให้ศึกษารูปกับนาม เป็นธรรมะสอง แล้วจะเกิดสาม ถ้าเกิด 3 ที่ควบคุมได้ก็จะนำพาไปสู่ 4 5 6 7 8 9 ได้สามารถควบคุมให้อยู่ในอำนาจ ส่วนที่มันเกิดแรง เราแล้วก็รู้ตัวเองก็จะไม่เอาต่อ ถ้าเราควบคุมได้แค่ 3 ก็เอาแค่นี้ พอเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ไปไม่ได้ก็ไม่เอา ถ้า 5 ควบคุมได้ก็เอาออกไปได้ก็เอาไปไม่ได้ก็ไม่เอา ผู้มีความจริงในสัจจะ จะรู้พลังงานรู้รังสีรัศมีที่จะไปถึงแค่ไหนรังสีนี้เป็นพลังงาน ถ้าราศีเป็นนามธรรมถ้ารังสีนี้เป็นรูปประธรรม พระพุทธเจ้าให้ศึกษาตัวเราก่อน แต่ถ้าศึกษาอย่างไม่มีอายตนะ 6 นี่คือความผิดพลาดของศาสนาพุทธ ไปเข้าใจว่าศึกษาแต่อัตตา นั่งหลับตาอยู่ในภวังค์มีแต่สัญญาจมอยู่ในสัญญาไม่ต้องกำหนดรู้อะไร แล้วมันจะรู้เอง เป็นความฟุ้งซ่านไป แต่ไม่ออกมารับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่มีโลกะวิทู ที่พูดนี้จะให้เห็นเขตต่อระหว่างความเป็นสัมมาทิฏฐิกับความเป็นมิจฉาทิฏฐิว่า อยู่ที่การไปนั่งสมาธิเข้าไปอยู่ในภพก็มิจฉาทิฐิทันที ของพระพุทธเจ้าจะต้องมาเกี่ยวข้องกับทุกอย่างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมสัมผัส มีหลักฐานอ้างอิงได้ ถ้าของตนเองอย่างเดียวอ้างอิงกับใครไม่ได้อันนี้ไม่ใช่สัจจะ ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้ามีทั้งสมมุติสัจจะที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา ข้าวของ ที่เป็นคนนี้แหละที่จะอ้างอิงได้ เป็นพยานหลักฐานได้คนอื่นก็ดูต่อไปเป็นคนที่ 2 3 4 5 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พวกมิจฉาทิฏฐิ 62 แบบ ก็มีพวกที่นั่งหลับตาสมาธิระลึกย้อนหลังไปไกลว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ยึดในสัญญานั้นหรือเป็นอดีตก็ดีเป็นอนาคตก็ดี ก็อยู่ในโลกของตัวเองหมด ฟุ้งซ่านไป แม้แต่จะเป็นอดีตที่เคยผ่านมาแล้ว แต่ถูกต้องว่าเคยผ่านมาก็ยังดีไป ส่วนอนาคตนั้นยังไม่เคยเกิดเลย ก็ยังแบ่งอนาคตออกเป็นโลกที่เคยเป็นเคยมี เพียงแต่คุณเอง ไม่เคยเป็นแต่คนอื่นเขาเคยเป็น คนก็พอรู้จัก คนอื่นที่พอเป็น ก็ถือว่าเป็นอนาคตที่คุณไม่ได้เป็นด้วย แต่มันก็มี เพราะมันเคยเกิดกับคนอื่น จนกระทั่งถึงคนอื่นก็ไม่เคยเป็น เคยมีคุณก็ไม่เคยเป็นเคยมี แต่ก็สร้างไปหลอกคน อย่างธัมมชโยที่ไปสร้างวิมานมากมายหลอกคน จนกระทั่งเจ้าสัวสามีของคุณตั๊ก ก็ยังบอกว่าชาติหน้าผมจะรวยยิ่งกว่านี้ผมก็เลยทุ่มให้ธรรมกายนี่แหละ เจ้าของดีแทคชื่อเจ้าสัวบุญชัย

พระพุทธเจ้าตรัสความเป็น กาย กับความเป็น สัญญา ไว้ใน สัตตาวาส ๙ ซึ่ง จะต้องศึกษาความเป็น สัตว์ ที่เป็น โอปปาติกะสัตว์ นี้ ในขณะมี วิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ ๒ โดย การสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความสิ้นอาสวะด้วยปัญญาสัมบูรณ์ ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง ที่บาลีว่า อันตคาหิกทิฏฐิ นั้นมี ๑๐ เรื่อง ได้แก่ โลกเที่ยง-โลกไม่เที่ยง-โลกมีที่สุด-โลกไม่มีที่สุด ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น-ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง อัตตา(สัตว์,ตถาคต)เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก(ย่อมมีอยู่) อัตตา(สัตว์,ตถาคต)เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก(ย่อมไม่มีอยู่) อัตตา(ตถาคต,สัตว์)เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก(มีอยู่)ก็ใช่(ก็มี) ไม่เป็นอีก(ไม่มีอยู่)ก็ใช่(ก็มี) อัตตา(สัตว์,ตถาคต)เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก(มีอยู่)ก็มิใช่(ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็น อีก(ไม่มีอยู่)ก็มิใช่(ก็หามิได้) [ในพระไตรปิฎกมีอยู่มากแห่ง เช่น เล่ม ๑๓ ข้อ ๑๔๗, เล่ม ๑๘ / ๘๘, เล่ม ๒๔ / ๑๙๓, เล่ม ๓๑ / ๓๓๗, เล่ม ๓๕ / ๑๐๓๒] [และคำว่า อัตตา ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่งหมายถึง สัตว์ ก็มี ว่า ตถาคตหรืออาตมัน ก็มี ว่า พระพุทธเจ้า ก็มี] เรื่อง โลก และ อัตตา นี้ เป็นเรื่องถกเถียงกันมาแต่ไหนแต่ไร เรามาอ่านที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กันดูอีกที พระพุทธเจ้าตรัสว่า (๑) ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ ข้อนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตรความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ ข้อ ๑๕๒) (๒) ดูกรวัจฉะ พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็นจักษุว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อพวกปริพาชก ผู้ถือลัทธิอื่นถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงพยากรณ์อย่างนี้ ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูกรวัจฉะ ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมทรงพิจารณาเห็นจักษุว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมทรงพิจารณาเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี้ ว่า โลกเที่ยงก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๘ ข้อ ๗๙๒) ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์นั้น ก็..เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ศึกษาปฏิบัตินั้น คือ จะต้องมาเรียนรู้ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ ของเรานี่เลย ที่จะต้อง สัมผัส สัมพันธ์กับ โลก แล้วมี เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย เกิดทุกข์เกิดสุขกันอยู่ใน วัฏฏะ ก็เพราะไม่รู้ โลก ไม่รู้ อัตตา นี้แลก็ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า...ย่อมพิจารณาเห็นจักษุว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา... เห็นคำว่า เป็นเรา -ตัวตนของเรา ..มั้ยล่ะ?

พ่อครูว่า ที่ยกตัวอย่างมาคือพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างมี ทวาร ๖ เลย ต้องมาเรียนรู้จากโลกและอัตตา ตามลำดับไป มีขั้นตอน ต้องมาเรียนรู้ทันจิตวิญญาณให้สูงสุด เป็นความบริสุทธิ์สะอาดสุด มีพระกรุณาธิคุณพระปัญญาธิคุณพระวิสุทธิคุณ จะนิยามจริงแล้วพระพุทธเจ้านี้คือพระบุตรคือพระเจ้าตัวแท้ เป็นของจริงที่จับต้องได้ จึงต้องเรียนรู้ความเป็น อัตตา ตั้งแต่เริ่มกำหนดให้มาเรียนรู้ กาย เรียนรู้ จิต ไปตามลำดับ กาย กับ จิต นี้แหละคือ โลก คือ สังขาร คือ อัตตา ที่อยู่ในตัวเราจริงๆ มาเรียนรู้ใน ขนาดจำกัด ทีละขนาด เริ่มทีละน้อย ไม่ต้องมากเกินที่ควรแก่เราเอง หรือมาเรียนรู้ใน กามาวจร ของเราเองตั้งแต่ขั้นต้นไปตามลำดับ [ ขนาดจำกัด นี้ พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯท่านแปลมาจากคำว่า ปริตตัง ส่วนพระไตรปิฎกฉบับหลวงแปล ปริตตัง ว่า กามาวจร ] ศึกษาเรื่องของ กาย กับ จิต นี่แหละ คือ เรื่อง โลก กับเรื่อง อัตตา แท้ๆมิใช่ว่า โลก ไม่มีให้ศึกษา อัตตา ไม่มีให้ศึกษา หรือว่าไม่ต้องศึกษาความเป็น โลก และความเป็น อัตตา ก็หาไม่ก็ความเป็น โลก กับความเป็น อัตตา นี้แหละ คือตัวแท้ที่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน แต่ต้องปฏิบัติที่พระพุทธเจ้า ไม่ทรงพยากรณ์นั้น คือ ไม่ไปเสียเวลาทรงอธิบายอยู่แต่ว่า โลก คืออะไร อัตตา คืออะไร เที่ยงหรือไม่เที่ยง ใช่หรือไม่ใช่ ตายไปแล้วจะมีหรือไม่มี ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก... อะไรต่างๆนั้น ถ้าศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วจึงปฏิบัติไปเป็นลำดับ ก็จะเริ่มรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็น โลก ตามเป็นจริง และความเป็น อัตตา ตามเป็นจริงอย่างชัดแจ้งบริบูรณ์ อัตตา ที่พระพุทธเจ้าทรงให้เราเรียน คือ อัตตา ๓ [โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา] (พระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๓๐๒) มิใช่ว่า พอไปได้เข้าใจได้อย่างซาบซึ้งว่า ทุกสรรพสิ่ง ไม่ใช่ตัวตน (สัพเพธัมมา อนัตตา) แล้วก็เห็นไปว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแล้วไงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่อัตตา-ไม่ใช่ตัวตน-ตัวตนไม่มี-ไม่มีตัวตนในที่ไหนๆทุกสรรพสิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน