581128_เทศนาประชุมมังสวิรัติ เอเซียแปซิฟิก ครั้งที่ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
581128_เทศนาประชุมมังสวิรัติ เอเซียแปซิฟิก ครั้งที่ 7
พ่อครูว่า... ณ ขณะนี้เวลา 9 นาฬิกา 7 นาที อาตมาก็ได้รับนิมนต์ให้มาสาธยายธรรม ในงานประชุมมังสวิรัติ เอเซียแปซิฟิก ครั้งที่ 7 วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กำหนดเรื่องให้เทศน์ว่า บุญญาวุธหมายเลข 1 คำว่าบุญญาวุธ คือเครื่องมือปหานที่ชื่อว่าบุญ คำว่าอาวุธที่ประหารนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงของคำว่าบุญ ภาษาบาลีคือ ปุญญะ ตัวคำว่าบุญหรือปุญญะ ภาษาบาลีว่า สันตานังปุนาติ วิโสเทติ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ แปลเป็นไทยว่า เครื่องชำระกิเลสจากจิตสันดานให้หมดจด ปุญญะคือเครื่องมือประหาร เหมือนท่านเปามีเครื่องประหารหัวสุนุข ปุญญะต้องมีลักษณะนั้น แต่คนไทยเพี้ยนเอาคำว่าบุญไปใช้เป็นความหมายของกุศล กุศลเป็นความดีงามที่มนุษย์ต้องอาศัย แต่ปุญญะเป็นเครื่องมือตัดหัวกิเลสอย่างเดียว เครื่องมือไม่ใช่ของอาศัยเลย เป็นเครื่องประหาร แต่คือความผิดพลาดของศาสนาพุทธอันนี้ก็เลยล้มเหลวเพราะเข้าใจบุญผิดเพี้ยนไป เพราะถ้าใช้เครื่องมือผิดก็ปหานไม่ได้ ไปเอาขนมปังมาตัดคอคน เอาเกสรดอกไม้ไปประหารชีวิตได้อย่างไร แล้วไปหลงเกสรดอกไม้ แท้จริงเครื่องประหารต้องแรงจัดถึง ถ้าไม่แก้ไขให้ตรงสัจจะก็ไม่มีผล ทุกวันนี้ศาสนาเป็นเช่นนั้น เข้าใจบุญเป็นของที่น่าสะสมเอาบุญไปขายกัน เอาไปสะสมมากๆแล้วไม่มีประสิทธิภาพใช้งานไม่ได้ ก็เลยคนละเรื่องเลย สาระหรือผลที่จะได้ในศาสนาจึงล้มเหลว อย่างบริบูรณ์ ศาสนาพุทธก็เลยล้มเหลวเอาบุญมาขายกันว่าจะได้วิมาน เป็นการหลอกคนจะได้อะไรกลับมามากมายอีก คือความล้มเหลวสมบูรณ์แบบ บุญญาวุธคืออาวุธที่ชื่อว่าบุญ ผู้ศึกษาปฏิบัติของพุทธต้องมีและใช้เครื่องมือนี้ ท่านให้มากศึกษาการสร้างเครื่องมือประหารกิเลสเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เมื
อ่านต่อ
่อปหานได้ก็เรียกว่าวิมุติหรือนิโรธ กิเลสตาย ดับสนิทไม่เกิด อีกเลย คือนิโรธ เกิดวิชชาวิมุติ เกิดในตนได้เด็ดขาดเสถียรเลย กิเลสตายแล้วไม่เกิดอีกเลยเป็นคุณสมบัติ ผลบรรลุสุดยอดแล้วจะเสถียร อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)อย่างสูงสุดสัมบูรณ์ Absolute Altimate เลย ผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิจะได้ผลเช่นนั้น แล้วบุญญาวุธหมายเลข 1 หมายถึงอะไรก็หมายถึงมังสวิรัติ บุญญาวุธหมายเลข ๒ คือตลาดอาริยะ หมายเลข 3 คือกสิกรรมธรรมชาติ แล้วก็มีถึง 8 หมายเลขเลย แต่หมายเลข 1 นี้อาตมาใช้ทำนำสังคมมา เพราะอะไร เพราะอาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารคือสิ่งที่กิน เลี้ยงชีวิต อาหารเป็นปัจจัย 1 ในปัจจัย 4อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด คนไม่มีเครื่องนุ่งห่มก็ไม่ตาย ที่พักอาศัยก็ไม่มีได้ ยารักษาโรค ก็จำเป็นชั่วคราว แต่ก็สำคัญทั้ง 4 อย่างเมื่อให้ชีวิตสมบูรณ์ก็เรียกว่าปัจจัย 4 แต่อาหารนี่ไม่ว่าคนยากจน ร่ำรวย คนสูงต่ำ ฉลาดหรือโง่ ตั้งแต่สัตว์ถึงมนุษย์ต้องอาศัยอาหาร สัตว์หลายชนิดไม่ต้องใช้ปัจจัย 4 อื่น แต่ก็ต้องใช้อาหาร อาหารจึงสำคัญที่สุดกับชีวิต แล้วอาตมามาให้งดเว้นเนื้อสัตว์เป็นอาหารมังสวิรัติ อาตมาปฏิบัติธรรม แล้วเกิดปัญญารู้ด้วยตนซึ่งเขาก็มีอาหารเจ อาหารมังสวิรัติอยู่ของเขาก่อนแล้ว ซึ่งอาหารเจจะงดเว้นบางอย่างมากกว่ามังสวิรัติ แต่มังสวิรัติงดเว้นเนื้อสัตว์ จะรวมถึงไข่ก็ไม่กิน แล้วแต่บางคนก็อนุโลม ถึงขนาดนม มังสวิรัติบางอย่างก็ไม่กินนมด้วย แต่สำหรับอาตมาไม่กินทั้งนมและไข่ เพราะอาตมาเป็นนักปฏิบัติธรรมต้องการตัดวิบากกับสัตว์ วิบากคือผลลัพธ์ของกรรม ที่ไปเชื่อมต่อ เป็นกุศลหรืออกุศล หากเรายังมีชีวิตในโลกยังไม่ปรินิพพาน ก็มีอัตภาพที่ต้องรับวิบากต่อไป นี่คือศาสนาพุทธเชื่อกรรมเชื่อวิบาก อาตมาปฏิบัติธรรมเห็นจริงว่ากรรมมีผลวิบากมีผล กรรมเป็นของๆตน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีจริง ปฏิบัติมาก็ได้ผลจนชีวิตเราได้ดีขึ้นมา ในเยื่อใยที่จะต่อวิบากกับสิ่งมีชีวิตนั้น เร่ิมต้นรอยต่อ ระหว่างชีวิตสัตว์กับพืช กับพลังงานที่จะต่อระหว่างพืชกับอุตุนิยาม จะเชื่อมต่อกันตรงไหน เป็นลักษณะอย่างใด อธิบายใช้ภาษาวิทย์ ใช้คำว่า Genome ก็พยายามตัดวงจรที่เชื่อมโยง พีชะไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ซึ่งนามธรรมจะมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่พีชะมีแต่สัญญา สังขาร มันมีเซลล์ที่เป็นตัวตนของมันไม่มี self ไม่มี ish ไม่มี selfish มีพลังงานประกอบตนเองได้แต่ไม่ไปรุกรานหรือดึงดูดกับสิ่งมีชีวิตอื่นไม่เบียดเบียนแย่งชิงใคร มันมีแต่สังขารกับตัวมันเองเท่าที่ทำได้ จะเรียกว่ามันแย่งก็ไม่แย่ง สรุปคือชีวะของพีชะ เป็นพลังงานระดับหนึ่ง ส่วนพลังงานของจิต เป็นสัตว์เป็นคนก็มีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้มากขึ้นหลงมักใหญ่มักมาก ทำความเห็นแก่ตัวเกิดมาทำร้ายโลกทุกวันนี้ อาหารที่ใช้ยังชีพให้เจริญพัฒนาหากเราไม่เข้าใจก็เป็นภัยต่อร่างกายต่อชีวิต อาตมาก็มีความรู้ทางธรรมว่า เนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน ฉันเดียวกันกับ ควายมันไม่กินลูกชิ้นเนื้อเด้ง ควายมีปัญญารู้ว่าอันไหนไม่ใช่อาหารของมัน แต่คนโง่กว่าควายเอาอาหารที่ไม่ใช่ของคนมากิน เช่นเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน แต่ไปหลงติดเสพรสเนื้อสัตว์ แม้บางคนรู้แล้ว แต่กิเลสมันแรงก็พายึดติด ทำให้ชีวิตร่างกายเสียไปตามสัดส่วน คนโง่ลงทุกวันในสาระสัจจะ แต่ฉลาดขึ้นทุกวันในความโง่ ที่ไปเหลวไหลไร้สาระ มันเป็นพิษ แต่ไปหลงเป็นสาระ แท้จริงเป็นพิษภัยแก่ตน คือคนโง่ แล้วหลงว่าตนฉลาด ว่าได้รส ได้รูป ได้กลิ่น เสียงสัมผัสน่าได้น่ามีหรือสังคมมอมเมาว่า เป็นสิ่งน่าได้ ขี้หมาทาสีหลอกให้ผู้หญิงซื้อมาประดับ ว่าของไฮโซแบรนด์เนมนะ หลอกให้ซื่อของแพงๆ อาตมาเคยเห็น เสื้อผ้าของดีไซเนอร์ ตัดมาเรียบๆแล้วปักขนนกอันหนึ่ง ก็ขายได้ราคาแพงแย่งกันซื้อเพราะมีชื่อ แล้วคนซื้อไปก็ต้องใส่หนเดียวนะ เสร็จแล้วเอาไปแขวนทิ้งไว้ โง่ขนาดนั้นเลย หากใส่ซ้ำก็เสียหน้าที่คือโง่ดึกดำบรรพ์ของคน แล้วหลงว่าตนฉลาด ฉันเดียวกับกินอาหารปรุงแต่งค่านิยมราคาแพงอวดรวยเพราะถูกหลอกว่าดี มันโง่ยกกำลังไม่รู้เท่าไหร่ เขานึกว่าตนฉลาด แต่ถูกมอมเมาครอบงำ ไม่รู้ความจริง ผู้ศึกษาความจริงจะรู้ว่าเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคนสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์ส่วนมากเป็นสัตว์ร้ายมีเขี้ยวมีพิษ สวนสัตว์กินพืชจะมีฟันกรามพวกสัตว์กินเนื้อสัตว์จะมีเขี้ยวแหลมcanine ส่วนสัตว์กินพืชมี molar มีกรามเคี้ยว มันคนละชนิด พวกสัตว์กินเนื้อก็จะมีองค์ประกอบของสัตว์กินเนื้อพวกสัตว์กินพืชก็จะมีองค์ประกอบของสัตว์กินพืชเช่นสัตว์กินพืชมีฟันกราม molar เล็บเป็น nail ไม่ใช่ craw วัวควายช้างม้าเล็บแบบเดียวกัน การดื่มน้ำใช้ดูดสำหรับสัตว์กินพืช แต่ถ้าสัตว์กินเนื้อใช้เลียเอา นี่เป็นองค์รวมของสัตว์ต่างชนิดกัน บอกว่าเราเป็นสัตว์ประเภทไหน ลำไส้ของสัตว์กินพืชจะยาวกว่าสัตว์กินเนื้อออกมาแล้วองค์รวมจะบอกได้ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืชไม่ใช่สัตว์กินเนื้อแต่คนไปลืมกำพืดของตนเองถูกหลอกให้มากินเนื้อสัตว์ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านปีมาแล้วมันถูกหลอกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้คนก็ไปหลงกินเนื้อสัตว์กันผู้มีปัญญาเข้าใจแล้วก็กลับมาอยู่ในฐานของความเป็นจริงของตนเองคือคนเป็นสัตว์กินพืชเราก็ต้องกินพืชก็จะมีประโยชน์การมากินอาหารมังสวิรัติจะมีประโยชน์ในทางจิตสภาพ และทางกายภาพ ทางกายภาพมากินพืชเป็นสิ่งที่ปลูกได้ง่ายกว่าการเลี้ยงเนื้อสัตว์เพราะเราต้องปลุกหญ้าไปให้สัตว์กินแล้วก็จะสังเคราะห์มาเป็นเนื้อสัตว์กว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ก็ต้องเดินทางใช้เวลามากกว่าหลายต่อ ส่วนสัตว์นี้เป็นอาหารระดับ 2 ระดับ 3 ส่วนพืชเป็นอาหารระดับหนึ่งเป็นชั้น 1 เลยทันทีต่อเดียวไม่ไหลต่อ มันจะเกี่ยวกับกายภาพ 2 ประการคือ 1 ทางสุขภาพร่างกายก็ดีเพราะถูกต้องตามความเป็นจริงของสัตว์โลกที่กินพืชถูกต้องสาระสัจจะของมัน 2 เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น เพราะว่าอาหารถูกกว่าหาง่ายกว่าคนจะบอกว่ากินแต่พืชกินมังสวิรัติหากินยากอันนั้นความคิดไม่ถูกในร้านอาหารมีมังสวิรัติทั้งนั้นแต่คุณไปติดอยากกินเนื้อสัตว์พวกเนื้อสัตว์จะหมดก่อน จะเหลืออย่างน้อยมีพริกเหลือมีพืชผักเหลือ มีน้ำเต้าเหลือ อย่างน้อยก็มีหอมกระเทียมเหลือในก้นครัวตะไคร้ข่าอะไรก็เหลือมีเศษพืชผักเหลือมีมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกเนื้อสัตว์จะหมดก่อนมันหาได้ยากกว่า เพราะเราหามารักษาก็ยาก จะเหม็นอีก เน่าอีก สรุปแล้วเลวกว่าพืชไม่รู้กี่ต่อมีความด้อยค่ากว่าพืช ไม่รู้กี่ต่อ ชีวิตมนุษย์มีสิ่งที่เอามาใช้ประกอบในร่างกายชีวิตใช้อาศัยพืชมากกว่าสัตว์ไม่รู้กี่อย่าง ซึ่งจากความเป็นสัตว์เอามาให้แก่คนนั้นมาใช้เป็นองค์ประกอบให้แก่ชีวิตทั้งสัดส่วนของสัตว์เอามาใช้กับร่างกายน้อย จนกระทั่งไม่ต้องก็ได้แต่ใช้พืชมีเยอะกว่าตั้งแต่อาหารจนอาศัยอย่างอื่นต่างๆนานา เพราะฉะนั้นความเป็นพืชจึงสำคัญกว่าความเป็นสัตว์มากโดยเฉพาะอาหารคือสิ่งที่กินเข้าไปในร่างกายผู้ที่เข้าใจรู้ชัดเจนก็เลิก ทางด้านกายภาพ 2 อย่างก็ต้องดีขึ้นแน่นอนทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพขอสรุปไว้แค่นี้ก่อน อาตมายังอายุไม่มาก ยังมีกำลังวังชาจะทำงานนี้ต่อไป ผู้ที่สามารถรู้จักสาระเป็นสาระรู้แกนเเท้สำคัญของชีวิตก็จะเอาสิ่งที่เป็นสาระให้แก่ชีวิต ผู้รู้ว่าอาหารที่เป็นพิษภัยก็จะเลิก แม้เราจะติดมันในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรก็แล้ว แต่เราก็ต้องล้างกิเลสที่มันติด นี่คือหน้าที่ของ คน หน้าที่ที่สำคัญที่สุดในความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้คือหน้าที่กำจัดกิเลส ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าบุญให้ได้แล้วกำจัดไปตามลำดับ ซึ่งบทเรียนของคำสอนพระพุทธเจ้ามีลำดับต้นกลางปลาย เช่นสมาทานศีล 5 ก่อนแล้วเรียนรู้จิตของตนว่ามีความโหดร้ายจะไปฆ่าสัตว์ มีกิเลสที่จะไปเอาของของเขาที่ไม่ใช่ของของเรา มีกิเลสเครื่องราคะเรื่องกามเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในกามคุณ 5 เรื่องเพศมันมากไปก็ต้องมาลด เรื่องเพศอยากจะสำส่อนก็ต้องมีคู่เดียวเมียเดียวผัวเดียว เรื่องกามที่จัดจ้านที่ไปหลงถูกเขาเมา ทุกวันนี้มันจัดจ้านให้เราหลงยึดติดอยากได้อยากมีอยากเป็นจัดจ้านเพิ่มขึ้นยิ่งสะใจ ยิ่งหนักหนาขึ้นคนก็โง่ลงไปตามลำดับ เราก็ดูว่าเราติดอย่างไหนก็เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ให้พอประมาณพอเพียงเอาแค่นี้ ถ้ามันมากก็ลดลงตามลำดับลดลงได้ก็ลดลงไปอีก จนมันไม่ติดไม่คิดอะไรเลยนี่คือลำดับขั้นเป็นอัศจรรย์ เป็นการศึกษาที่จะรู้ต้นกลางปลายของตนเอง อย่างเบื้องต้นแล้วมาลดเนื้อสัตว์ก่อน เพราะถ้าจะพูดไปแล้วร้านรวงต่างๆมากมายก็มันเหงาไปหมดมันก็จะมากกว้างไปแค่ 1 ชั่วโมงจะไม่ได้อะไรเลย ส่วนทางด้านจิตภาพก็มี 2 อย่างคือ 1จะเพิ่มเมตตาในจิต 2 จะเกิดการเจริญทางวิญญาณ วิญญาณจะสะอาดขึ้น เพราะเราได้ล้างกิเลสออกจากจิตหนึ่งจิตจะเป็นพรหมมีเมตตาปราถนาดีถึงคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นมีสาราณียธรรม 6 ทางจิตวิญญาณได้ลดละกิเลสอันนี้เป็นเรื่องของจิตภาพ ศาสนาพุทธผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธเข้าใจผิด ไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาแล้วท่านก็ฉันเนื้อสัตว์เสวยเนื้อสัตว์จะมาก็ขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเราไม่เคยฉันเนื้อสัตว์ตั้งแต่เกิดมาเลยเพราะท่านเป็นพราหมณ์ชั้นสูง เป็นฮินดูชั้นสูง จะไม่ฉันเนื้อสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์มาแต่ไหนแต่ไรไปศึกษาจากคนอินเดียเลย อันนี้ก็อย่างนึง คนที่ศึกษาไม่ดีก็จะไม่เข้าใจ เขาก็พยายามอธิบายหาพวกให้พระพุทธเจ้ากินเนื้อสัตว์เหมือนกับตอนนี้ก็เป็นบาปไปขี้ตู่พระพุทธเจ้า แต่คนก็ไม่มีหลักฐานอะไรมากมายก็ไปสืบสาวราวเรื่องราวดู ว่าพระพุทธเจ้าเป็นตระกูลกษัตริย์คือเป็นวรรณะที่สูง ไม่ใช่แพศย์ไม่ใช่สูทรไม่ใช่จัณฑาล ประเด็นที่เขาเถียงกันว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์หรือไม่นั้นมีหลักฐานสำคัญ ในพระไตรปิฎก ล.๑๓ ข.๒๐๒ มีสีหเสนาบดี ไปอาราธนาพระพุทธเจ้าไปฉันอาหารที่บ้าน พระพุทธเจ้าก็รับนิมนต์ เสร็จแล้ว สีหเสนาบดีก็ให้ลูกน้องบริวารไปฆ่าสัตว์ซื้อเนื้อสัตว์เอามาเพื่อทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าที่จะมาในวันรุ่งขึ้น ข่าวก็แพร่ออกไปซึ่งพวกที่เป็นลัทธิอื่นคือพวกอเจลกะที่เสียประโยชน์จากการเผยแพร่ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เลยจะดิสเครดิตพระพุทธเจ้าเพราะสีหเสนาบดีก็ยังไม่เข้าใจก็เลยจะทำอาหารเนื้อสัตว์ถวายพระพุทธเจ้าพวกลัทธิอื่นที่เสียประโยชน์ คือเสียบริวารฉันดีอย่างสีหเสนาบดี พวกนิครนธ์ต่างๆจำนวนมากไปโพนทะนาพากันประคองแขนค่ำครวญ ตามถนนต่างๆ วันนี้สีหเสนาบดี ฆ่าสัตว์อ้วนพี ปรุงเป็นภัตราหารถวายพระสมณโคดม เจ้าข้าเอ้ย ทั้งๆที่รู้ พระสมณโคดมก็ทรงฉันเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าถวายนี้ ทั้งที่ พระพุทธเจ้ายังไม่ได้มาฉันเลยประเด็นก็คือที่พวกลัทธิต่างๆ ไปโพนทะนาล่วงหน้าแล้วว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์แล้ว ประเด็นก็คือถ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ท่านฉันเนื้อสัตว์อยู่เป็นประจำเป็นปกติพวกอเจลกะ จะไปประกาศว่าพระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติธรรมดาท่านจะเสียเครดิตอะไร พ่อท่านฉันอยู่เป็นปกติเขาจะแหกปากร้องอย่างไรทำไมร้องไปทำไมว่า พระพุทธเจ้าสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์ ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ท่านจึงจะเสียเครดิตจากการไปโพนทะนาร้องป่าวประกาศว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ตกต่ำแล้ว เสื่อมแล้วเสียหายแล้ว ไปฉันเนื้อสัตว์แล้ว ประเด็นนี้เถียงไม่ได้เลยใช้ปฏิภาณปัญญานิดเดียวไม่ใช่หลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดแต่เป็นปฏิภาณ ตามพระไตรปิฎกยืนยันนี่คือเครื่องชี้บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์จบไปแสดงเรื่องอื่นอาตมาว่าเหตุผลเรื่องราวอันนี้ชัดเจนที่สุดแล้ว แล้วมีอีกสูตรหนึ่งคือชีวกสูตรคนก็เลี่ยงบาลีพระไตรปิฎกเล่ม 13 ข้อ 16 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าการฆ่าสัตว์ไปถวายภิกษุนั้น เป็นบาป 5 ประการ แต่เขาก็เลี่ยงบาลีแปลไปเพี้ยนหน่อย ข้อที่ 1 ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่าท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา แค่เธอบอกว่าเอาสัตว์ชื่อโน้นมาชื่อนี้มาก็ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก แค่บอกให้ไปจับสัตว์มาฆ่าสัตว์บาปแล้วสัตว์ไม่ใช่บริวารไม่ใช่สิ่งที่จะต้องถูกฆ่า มันมีชีวิตของมัน ถ้าคนไปจับมันมาแล้วไปผูกพวกมันมา มันก็เสียอิสรภาพแล้วก็บาปแล้ว นอกจากคุณจะไปอ่อยเหยื่อถูกใจสัตว์ให้อยู่กับคนก็แล้วไป เช่นคนเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูให้อาหารมันมันก็หลงว่าคุณเป็นเจ้าของมันแล้วคนก็ฆ่าหมูฆ่าไก่กินอันนี้เวรจริงๆหมูไก่มันตายใจคิดว่าคุณเหมือนพ่อแม่เลี้ยงมัน แล้วพ่อแม่ก็ฆ่าฉันกินอันนี้เป็นความอำมหิตของคน ข้อที่ 2 สัตว์ถูกไปลากไปดึงมาให้มันทุกข์ทรมานก็เป็นบาปไม่ใช่บุญ ข้อที่ 3 ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่าท่านทั้งหลาย จงฆ่าสัตว์นี้ก็เป็นบาปมากขึ้นกว่าข้อที่ 2 ข้อที่ 4 ลงมือฆ่าเลยก็บาปแน่นอนเป็นบาปซ้ำซ้อน 4 ฉันแล้ว ข้อที่ 5 ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคตให้ยินดีในสิ่งไม่ควร (อกัปปิยะ) ได้ชื่อว่าประสพบาปเป็นอันมากมิใช่บุญเลย เพราะฉะนั้นคนที่เอาเนื้อสัตว์ไปถวายให้พระภิกษุฉันก็ได้บาปไม่ใช่บุญเป็นอันมากเลย ตามหลักฐานพระไตรปิฎกนี้เป็นความผิดพลาดของศาสนาพุทธที่ไปไกลมาก หลักฐานพวกนี้เป็นเรื่องควรเปิดเผยควรบอกกล่าวให้รู้ตัว ผู้เป็นชาวพุทธทุกคนศึกษาให้ดี แล้วเลิกเสียหยุดเสีย อย่าไปทำบาปเรื่องกิน เพราะเรื่องกายภาพก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็เสีย สุขภาพเสื่อมโทรม ไม่ถูกต้องทั้งกายภาพและจิตภาพ จิตภาพไม่เกิดเมตตา สะสมบาปเป็นวิบาก คุณกินสัตว์ใดๆมันก็มีวิญญาณของมันทั้งนั้น คุณเคยเข้าใจไหมว่า สัตว์มี เซนส์ของมันสูง ก่อนที่จะถูกฆ่ามันรู้แล้ว ในเซนส์ที่มันรักตัวตนมันก็ผูกพยาบาทอาฆาตลึก หยาบ แรงจัดกว่าคนเพราะมันต่ำกว่าคน สัตว์โลกมันพยาบาทอาฆาตแต่มันไม่บอกคุณหรอก คำว่าอุทิส หรือสัญจิจจะ แปลว่าเจาะจง ถ้าแปลว่าเจาะจงบุคคลคือเบี้ยวบาลี แต่อุทิสคือสัตว์ที่ถูกฆ่าโดยความเจาะจงของคน ไม่ใช่ว่า ไปเจาะจงฆ่าให้คนนี้คนนั้นกิน ในภาษาบาลีว่า สัญจิจจะปานังชีวิตาโมโรเปตุง คำว่าสัญจิจจะแปลว่าเจาะจง มุ่งหมาย มีบาลีแค่นี้ คือสัตว์มีชีวิตแล้วเจาะจงทำลายชีวิตสัตว์ ไม่ใช่เจาะจงชื่อคน นี่คือความน่าอายของคนเลี่ยงบาลีที่อยากกินเนื้อสัตว์เปิดช่องคนให้กินได้ให้ตนกินเนื้อสัตว์ได้นี่คือบาปของเขาที่เบี้ยวบาลีแล้ว คุณไปสนับสนุนคนบาป ก็ต้องบาปไปด้วย ไปสนับสนุนโจรก็เข้าคุกไปด้วย ความหมายของสัญจิจจะกับอุทิส คือการเจาะจงฆ่าสัตว์ให้ตายลง เช่นไปจับสัตว์ชื่อนี้มา สัตว์ถูกจับมาถูกผูกคอทรมานมา แล้วก็บอกให้ฆ่า ลงมือฆ่าสัตว์จนตายแล้วเอาไปทำอาหารมอมเมาพระ มอมเมาตถาคต ก็มอมเมาตถาคตไม่ได้หรอก มอมเมาได้แต่ภิกษุที่ไม่เท่าทัน แต่การไปเจตนามอมเมาให้ตถาคตและสาวกให้ยินดีในเนื้อสัตวก็บาปทับทวี ห้าเด้งเลย ซวยบรรลัยจักรเลย คนที่ทำกุศลด้วยเนื้อสัตว์ ไม่ใช่บุญด้วยเลย เขานึกว่าได้กุศลแต่แท้จริงได้บาปมิใช่บุญเป็นอันมากห้าเด้งเลย นี่คือความไม่รู้ของมวลมนุษยชาติ นี่คือหลักฐาน บุญญาวุธหมายเลข ๑ อาตมาเอาเรื่องนี้มาให้คนหยุดทำบาปให้จิตคนเกิดเมตตามาให้สร้างความโหดร้ายรุนแรงในจิตใจก็จะทำให้สังคมเจริญตัวผู้ที่ใจปฏิบัติได้ลดบาป เพิ่มเมตตาบทความรุนแรงโหดร้ายลงไปออกไปได้เรื่อย นี่คือการสร้างความเจริญให้แก่สังคมมนุษย์อาตมาถือว่าเป็นความสำคัญระดับต้นจึงเอามังสวิรัติเป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 ด้วยประการฉะนี้แล้วก็รณรงค์มาทุกวันนี้ก็เบาขึ้นเยอะเพราะมีผล ในเมืองไทยเป็นเมืองที่ประหลาด ต่างประเทศไม่ได้ติดใจในเรื่องของมังสวิรัติพระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ไม่ได้ เขาไม่ฉันเนื้อสัตว์หรอกในอินเดียหรือประเทศอื่นก็ตามเป็นสากลเลยรู้กันทั่วไปว่าภิกษุของศาสนาพุทธไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์แต่มีเมืองไทยนี่บอกว่าภิกษุฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ คนต่างประเทศมาเมืองไทยก็แปลกใจว่า ทำไมภิกษุฉันเนื้อสัตว์กันเป็นว่าเล่น ทั้งที่เป็นเมืองพุทธแล้วในเมืองพุทธ ไปหาร้านอาหารมังสวิรัติก็หาได้ยาก มีแต่อาหารเนื้อสัตว์เต็มประเทศเลยมีตลอดโต้รุ่งด้วยต่างจากหลายประเทศที่เขาไม่เปิดขายอาหารกันขนาดนี้หรอกแต่เมืองไทยที่ขายไปเถิดไม่ใช่แค่ 24 ชั่วโมงนะตลอดชีวิตขายมันตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นลูกขายเนื้อสัตว์กันอาหารเนื้อสัตว์กันเช่นร้านนี้ร้านเนื้อเปื่อยชื่อดังขายเนื้อเปื่อยตั้งแต่รุ่นพ่อแม่สืบทอดมายังรุ่นลูกรุ่นหลานเลย อาหารเป็นเครื่องเลี้ยงชีพแต่คนไม่รู้ว่าอาหารที่ควรกินเป็นอย่างไร แล้วคนฆ่าสัตว์ให้เกิดจิตวิญญาณไม่ดีใส่เข้าไปในกระเพาะของคนมีวิญญาณผูกพยาบาทวันหนึ่งวันหนึ่งคุณพกวิบากพยาบาทของสัตว์พวกนี้ใส่ตัวเองวันละเท่าไหร่ แต่ก่อนที่คุณยังไม่ได้เลิกมีเท่าไหร่เป็นสัจจะจริงอธิบายไปคนที่ไม่ผูกพยาบาทขออภัยกันได้แต่สัตว์นี้มัรักชีวิตมันก็ไม่อภัยหรอกเพราะมีอะไรที่มันจะรักไปมากกว่าชีวิตของมันไม่มีหรอกเกิดมาเป็นสัตว์สิ่งที่มันรักที่สุดไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยหรือสัตว์ใหญ่ก็รักชีวิตที่สุดนอกจากคนนี้แหละโง่มันไม่รักชีวิตมันไปรักสิ่งที่ถูกหลอกว่าควรจะต้องเสียสละเพื่อสิ่งนั้นเช่นอาตมาเคยเล่าแล้วมีเรื่องจริง ขนมหม้อแกงชิ้นสุดท้ายราคาสลึงเดียว ซื้อทิ้งไว้ไปธุระเสร็จนานมีลูกค้าอีกคนมาซื้อไปลูกค้าเก่าที่จองไว้ก็มาบอกว่าฉันซื้อแล้ว มาเจอกันพอดีก็ทะเลาะกันจะแย่งกันซื้อขนมหม้อแกงชิ้นเดียว สุดท้ายก็แทงกันตาย มันรักขนมหม้อแกงยิ่งกว่าชีวิต อย่างนี้โง่ไหมล่ะต่างจากสัตว์ มันไม่รักขนมหม้อแกงกว่าชีวิต แต่คนโง่กว่าเป็นของกูของกู มีความยึดมั่นถือมั่นนี้ มันมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน แต่ถึงอย่างไรสัตว์เดรัจฉานมันรักชีวิตหนึ่งเดียวมากกว่าคน เพราะคนถูกหลอกไปหลายอย่าง จับมันจึงรักชีวิตยิ่งกว่าอะไรคนที่กินเนื้อสัตว์จึงใส่วิญญาณพยาบาทให้แก่จิตวิญญาณตอนนี้บาทของตนไปไม่รู้เท่าไหร่ในแต่ละวัน เพราะฉะนั้นการกินนี้อย่าซวยเลย ไม่ว่าจะกินจะใช้อะไรในชีวิตก็อยากให้มีพยาบาทมีวิญญาณพยาบาทต่อเนื่องเช่นคนจะกินพืชก็กินไปมันไม่มีวิญญาณพยาบาทไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มันมีแต่สังขารมีสัญญามีแต่ self ไม่มี selfish มันมีชีวิตอยู่แต่ปัจจุบันกำหนดเอาธาตุที่มันจะสร้างชีวิตเท่านั้นและไม่ไปแย่งชิงทะเลาะวิวาทฆ่าแกงอะไรอย่างอื่น คนเราจึงมีการเกิดมาโง่ซวยสร้างคู่พยาบาทให้แก่ตัวเองมากเกินไปแล้วหยุดได้เลิกกินเนื้อสัตว์ก็ตัดวงจรพยาบาทจากสัตว์กับเราไป ตั้งแต่บัดนี้ก็ไม่มีวิบากต่อกันไป ไม่รู้อีกกี่ชาติที่จะต่อหากเราไม่เลิก ส่วนความเมตตานั้นในสังคมมนุษย์เมตรตานั้น เป็นพรหมวิหาร 4 อันแรกเลยที่มีกรุณามุทิตาอุเบกขาไม่ใช่มีแต่เมตตาอย่างเดียวแต่ทุกวันนี้ความรู้ทางธรรมะเพื่อนก็เลยมีแต่เมตตาตัวเดียว มีแต่เมตตาไม่มีกรุณาต่อ 1 เมตตาคืออยากให้เขาพ้นทุกข์อยากให้เขามีสุขอยากให้เขาสบายอยากให้เขาเลิกความทุกวันนี้จิตปรารถนาจากนี้ 2 กรุณา คือเราทำ ลงมือปฏิบัติช่วยเหลือเขาเมื่อเขาทุกข์ให้เขาพ้นทุกข์ให้เขาเป็นสุข ทนความลำบาก เมตตานี้เกิดจากจิตเท่านั้น ส่วนกรุณาก็ลงมือช่วย 3 มุทิตาคือเขาพ้นทุกข์ได้ปลอดภัยได้เราก็ยินดีด้วยนะว่าเขาพ้นทุกข์แล้ว อย่างดาราชื่อปอคนก็เมตตากรุณาเกินไปไปจนเต็มโรงพยาบาลหมอพยาบาลทำงานลำบาก อธิบายประกอบเท่านั้นเอง คนที่ไม่มีธุระอะไร ทุกวันนี้เขาอธิบายว่าเมตตาก็คืออยากให้เขาพ้นทุกข์กรุณาก้อคืออยากให้เขามีสุข มุทิตาคือยินดีที่เขาพ้นทุกข์ ซึ่งหากเราไม่ได้ลงมือกระทำมันก็ไม่เกิดอุเบกขาแต่ของพระพุทธเจ้านั้นให้ลงมือช่วยเขา แล้วเขาจะช่วยเรากลับหรือไม่ก็แล้วแต่ก็แล้วแต่เขา แต่ถ้าเราช่วยเขาแล้วก็อยากจะให้เขาช่วยตอบ มันก็เป็นการยึดถือไม่รู้จักจบไม่รู้จักปล่อย แม้คุณจะทำดีจริงก็ไม่หมดอัตตา ของพระพุทธเจ้านั้นสูงสุดไม่เหลืออัตราเลย ซึ่งพรหมวิหาร 4 หมายถึงกรรมกิริยาอย่างนี้ 1 เห็นเขาทุกข์ก็อยากให้เขาพ้นทุกข์ 2 ลงมือช่วย 3 ช่วยสำเร็จแล้วยินดีกับเขา แล้วเลิกถอนอัตตาไม่ต้องไปเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่คิดเป็นบุญคุณ ให้วางปล่อยแล้วจบกิจไม่มีตัวตนอะไร อยู่ที่ว่างที่ 0 อุเบกขาให้จบ นี้คือพรหมวิหาร 4 หรืออัปปมัญญา 4 อาตมาพาคนมาไม่กินเนื้อสัตว์ให้เกิดอาการของเมตตาเกิดในมนุษย์ แต่ก่อนนี้คุณยังกินเนื้อสัตว์จะไม่ค่อยระลึกถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ก็กินเนื้อสัตว์กินทั้งนั้นถ้ามีไดโนเสาร์ของจะฆ่าไดโนเสาร์มากิน ไม่กินเนื้อสัตว์จะมีประสบการณ์เลยว่าสัตว์ก็มีชีวิต แต่ก่อนนี้ที่กินเนื้อสัตว์อยู่ เจอมดเจอปลวกและแมลงมันตกในโถส้วม คุณเคยรู้สึกว่าจะช่วยมันไหม ดีไม่ดีมีแต่หนี้ซ้ำใช่ไหมในขณะที่คนกินเนื้อสัตว์จะไม่มีจิตเมตตาเห็นแก่ชีวิตเขาชีวิตเราเลยแต่พอคนถือศีลว่าคนไม่กินเนื้อสัตว์เท่านั้นแหละคุณจะมีติดตัวนี้เลยไปปฏิบัติจะรู้เลยประสบการณ์ของตนจะรู้สึกว่าเขาก็ชีวิตเราก็ชีวิตแม้สัตว์เล็กสัตว์น้อยแม้แต่แมลงตกในโถส้วมไม่กล้าเอามือช่วงช่วยก็หาไม้หาอะไรมาช่วยมันขึ้นประสบการณ์อย่างนี้ใครเคยบ้าง บุญญาวุธหมายเลข ๑ ก็ถึงช่วงสุดท้าย ก็จะขอสรุปว่า...ใครก็ตามจะอ้างว่ากินเนื้อสัตว์คือติดยึดเห็นแก่ตัว เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจะรู้ถึงความต่อเนื่องของจิตวิญญาณในความรักความเมตตาความช่วยเหลือให้มาล้างสิ่งเหล่านี้ที่ไม่ดีออกจากจิจนกระทั่งเหลือเพียงเห็นแก่ชีวิตอื่นด้วยแล้วก็ช่วยชีวิตอื่นเขาต่อไไม่ทำร้ายไม่ทำลายสัตว์ใดได้อีกเลยไม่ทำร้ายชีวิตใดใดอีกเลยนี่เป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณที่สูงสุดและเป็นได้ถึงขั้นมีหลักเกณฑ์มีทฤษฎีที่จะสอนให้รู้จักอาการของจิต จิต 89 ลักษณะ 121 ลักษณะ ตามลักษณะของพระอภิธรรมรวบรวมมาในจิต89 จิต52 เป็นอาการของจิต ก็มันเป็นรูอาการของจิต อาการที่เกิดผสมอยู่กับคำว่ากาย ตั้งเเต่กายนอกกายคือองค์ประชุมรูปนามของสิ่งอื่น กับจิตวิญญาณเราที่มีปฏิกริยาแล้วอ่านวิเคราะห์ลงไป อยู่ในกายนี้ ว่ามีเวทนาในเวทนาก็มีอกุศลเป็นตัวเหตุที่เป็นสมุทัยแท้จะต้องกำจัดไม่ใช่ไปกำจัดกายกำจัดเวทนาโดยตรง แต่กำจัดต้นเหตุที่เป็นเวทนาทำให้เกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์เกิดผลักเกิดดูด ไปทำร้ายและรัก ก็จบเหตุตัวนี้ที่เรียกว่าอกุศลจิตถ้ากำจัดตัวนี้ได้สมบูรณ์ เวทนาที่เดิมมี 2 เทวธัมมา ก็ทำให้เป็นหนึ่ง เอกสโมสรณา เหลือเวทนากลางๆ อุเบกขา อทุกขมสุข โดยเรากำจัดเหตุ โดยสามัญคนก็มีเคหสิตอุเบกขา พักยกเฉยๆ โดยไม่รู้เหตุ แต่ของพระพุทธเจ้าทำให้หมดเหตุร้ายที่เป็นอกุศลจิตไม่มีแล้ว จิตวิญญาณเป็นจิตสะอาดที่มีพลังงานสูง ไม่เหมือนสายมิจฉาทิฐิที่เป็นเรื่องสะกดจิตให้จิตหมดพลังงาน อันนั้นไม่ใช่แบบพุทธ แบบพุทธตัดเฉพาะตัวร้ายออกไปยังมีปัญญามีทั้งแบบข่มไว้ ซึ่งแบบพุทธมีวิปัสสนาทำให้เฉพาะกิเลสในจิตตายได้อย่างถาวรมั่นคง จิตสะอาดถาวร แล้วจิตจะมีประสิทธิภาพ ไม่เหมือนกับการสะกดจิตที่ทำให้จิตไม่รู้เรื่องอะไรไม่มี แต่ของพุทธนี้จะยังเหลือรูปนามที่สะอาดขึ้นได้ ด้วยมีพลังงานซับซ้อนเพิ่มขึ้นช่วยมนุษย์ด้วยความสูงส่งเพิ่มขึ้น แทนที่จะเป็นคนที่กิเลสตายแล้วกลับกลายเป็นเชื่องช้าไม่รู้ไม่ชี้อะไรๆนั้นไม่ใช่ แต่เป็นคนปราดเปรียว มีกา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive