581127_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก ตอบปัญหาพุทธวจนะ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข27 พฤศจิกายน 2558

เนื้อหาในไฟล์

581127_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก ตอบปัญหาพุทธวจนะ

พ่อครูว่าวันนี้วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558 วันแรม 2 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม วันนี้อาตมาก็สัญจรมาที่สันติอโศก เวียนไปเวียนมาพรุ่งนี้ก็ไปเทศน์อีกที่ เป็นไปบ้างบางทีก็อยู่ที่เดิมบ้างตามความเป็นจริง เรามีสถานีอยู่หลายที่ แล้วอาตมาก็ต้องไปตามแต่ละชุมชนที่มี sub station ตามเหมาะตามควร แม้แต่ไปนอกสถานที่ถ้ามีความจำเป็นก็ทำได้ เพื่อประโยชน์ให้เหมาะสม วันนี้ก็จะเอาพระไตรปิฎกเล่ม 9 ที่ขึ้นต้นสูตรแรก พรหมชาลสูตร ได้อ่านศีลไปแล้ว แล้วท่านจะตรัสถึงทิฏฐิที่เป็นปัญญาความรู้ ยังไม่ได้กล่าวถึงอธิจิต ตามลำดับไป แต่ก็ไม่ทิ้งศีล สมาธิ ปัญญา ตามสามัญผลสูตร จะได้รู้วิธีปฏิบัติให้เป็นสมณะเป็นสามัญญผล จะปฏิบัติอย่างไรจะชัดเจน แล้วอันที่ สาม อัมพัฏฐสูตร ที่จริงท่านตรัสชัดในสูตรแรกว่าศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้นะ มีความเห็นอย่างในทิฏฐิ 62 ว่าไว้ ว่าไม่ไปหลงอดีตอนาคต แม้ปัจจุบันที่หลงภวังค์ก็คือมิจฉาทิฏฐิ เพราะคนถูกหลอกไปแล้วอุปาทานยึดไว้แล้วว่าต้องนั่งหลับตาทำสมาธิ แม้ผู้รู้ก็เผินไม่หยั่งลึกเจาะถึงสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัส ผู้ที่ตกในลักษณะปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิ มีความเห็นยึดอดีต อนาคต แม้ปัจจุบันก็มิจฉาทิฏฐิได้ ยุคนั้นสำนักทั้งหลายก็ปฏิบัติเช่นนี้ ยึดอดีตอนาคต ท่านก็มาบัญญัติว่าต้องมีศีลสิกขา อธิจิตสิกขา ตามลำดับ แต่เขาไปเอาจิตเลย ไปนั่งหลับตาทำเจโตสมาธิ มันไม่ใช่ปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติ แต่เป็นเจโตสมาธิ นี่คือรายละเอียดที่เผินกัน ไปเข้าใจอย่างตนคิด อาตมาเอารายละเอียดมาพูดในสิ่งที่เขาเพี้ยนไปไกลแล้ว มาพูดอย่างไม่มีครูบาอาจารย์สำนักไหนถ่ายทอดมา แล้วโผล่จากจอจากเมืองมายา แล้วมาพูดเรื่องปรมัตถ์ก็เลยหาน้ำหนักเชื่อถือไม่ได้ ทำให้อาตมาต้องอุตสาหะพากเพียรพิสูจ

อ่านต่อ

น์ก็ทำมา 45 ปีแล้ว มุ่งมั่นจะทำต่ออีก เพราะเห็นผล เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ กำลังจะดึงออกจากอุโมงค์

มาดู sms ก่อน sms 26nov 0839975xxx กราบนมัสการพ่อท่านครับ ต่อจาก SMS ที่แล้วครับ เกี่ยวกับสำนักพุทธวจน คือแม่ผมนี่ท่านศรัทธาพอจ.คึกฤทธิ์มากๆ ท่านจะเปิดคลิปของพระคึกฤทธิ์ทั้งวัน ผมก็ได้ฟังแล้วก็รู้สึกแย้งในหัวใจ เลยขอโอกาสเรียนถามพ่อท่านครับ พระคึกฤทธิ์สอนว่า ๑.สัตตานังยึดวิญญาณแล้วก้าวลงสู่ครรภ์ ๒.สมาธิ๘ระดับ ตั้งแต่ปฐมฌาณ จนถึงสัญญาเวทิยิตนิโรธ ต้องนั่งสมาธิ ๓.อานาปานสติ ต้องเฝ้าดูลมหายใจอย่างเดียว ห้ามคิด ๔.ต้องฟังพระศาสดาเท่านั้นห้ามฟังคำสาวก แม่แต่พระสารีบุตรก็ห้ามฟัง ๕.นรก สวรรค์ ผี เปรต พรหม ต่างๆที่เป็นสถานที่ เป็นตัวตนบุคคลมีอยู่จริง (ที่พ่อท่านสอนว่าคือมโนมยอัตตาอ่ะครับ) ๖. สอนว่านิพพานคือช่องว่างในที่แคบ นิพพานคือรอยต่อระหว่างจิต จิตดวงหนึ่งเกิดถ้าเรารู้ทันก่อนมันจะดับ นั่นแหละคือนิพพาน ๗.สอนว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสมาธิ นิโรธคือดับขันธ์ทั้งหมด ๘.สอนว่าก่อนตายได้ฟังธรรม จะบรรลุอนาคามี สังเกตุจากตอนตายจะตัวเหลือง

พ่อครูตอบ…. ๑.สัตตานังยึดวิญญาณแล้วก้าวลงสู่ครรภ์ ...สัตว์จะเกิดต้องมีวิญญาณหยั่งสู่ครรภ์มารดา ถ้ามีสองสิ่งกระทบกันแต่วิญญาณไม่หยั่งลงก็ไม่เกิดสัตว์อันนี้ไม่มีปัญหาอะไร เป็นสภาวะสองแล้วทำให้เกิดวิญญาณ เป็นเชื้อชีวะเป็นสภาพสัตว์ขึ้นมา

๒.สมาธิ๘ระดับ ตั้งแต่ปฐมฌาณ จนถึงสัญญาเวทิยิตนิโรธ ต้องนั่งสมาธิ...พ่อครูว่า...สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นระดับ9 ท่านตรัสในอนุปุพวิหาร ๙ ท่านไม่ตรัสว่า ๘ นะ ก็มีรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แล้วมีสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่นี่บอกว่า สมาธิ๘ระดับ ตั้งแต่ปฐมฌาณ จนถึงสัญญาเวทิยิตนิโรธ ต้องนั่งสมาธิ...ก็พูดว่าสมาธิ ๘ ระดับ อนุปุพวิหาร ๙ นั้น ในศาสนาอื่นคำว่าฌานมี ๘ ไม่มีสัญญาเวทิยิตนิโรธ เขาจะมีฌานสมาบัติอีก แต่ของพระพุทธเจ้าระบุไว้ว่า สัญญาเวทิยิตนิโรธ ไม่ใช่นิโรธอย่างเขาอธิบายที่ว่าเป็นนิโรธสมาบัติ อยู่ในภพนั่งอย่างที่พูดมาว่า ต้องนั่งสมาธิ ก็เมื่อกำกับว่าต้องนั่งสมาธิ สัญญาเวทิยิตนิโรธของพระอาจารย์คึกฤทธิ์คงหมายเอานิโรธที่หลับตา เมื่อเป็นนิโรธจากนั่งหลับตาจะเป็นสุภกิณหะ มันเป็นมโนมยอัตตาทั้งนั้น เมื่อนั่งหลับตาเข้าภวังค์คือองค์แห่งภพ เบื้องต้นมีรูปภพ ๔ คือฌาน ๑ ๒ ๓ ๔ จนถึงอรูปฌานอีก ๔ อาตมาไม่ค่อยเห็นอาจารย์ไหนอธิบายเหมือนอย่างที่ท่านตรัสว่า เมื่อเป็นปฐมฌานก็มีปีติ จิตมีเอกัคคตา แต่มีอุปกิเลสเป็นวิตกวิจาร ปีติ คืออุปกิเลส แต่ไม่มีนิวรณ์ ๕ อาการของกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉาไม่มี คำว่าอาการต้องจับอาการได้แล้วกำหนดหมายว่าอาการอย่างนี้หมายถึงอะไร สภาพของฌาน รูปฌาน อรูปฌานเป็นอย่างไร ผู้ทำต้องกำหนดเอง แล้วถ้านั่งหลับตาฌานในภวังค์ก็มีอีกแบบ อาตมาทำได้สองแบบ แล้วรู้อาการลักษณะต่างๆครบ เมื่อสามารถอ่านอาการเป็น รูปฌานคือรูปภพ สภาวะที่ได้มีความไม่มีนิวรณ์ ๕ จิตก็อยู่ในภพเสวยรส เป็นโลกียรส เป็นรสที่สบายไม่วุ่นวายไม่ต้องมีนิวรณ์ ๕ ไม่มีความไม่ชัดมันชัดเลยว่า เอกัคคตาเป็นเช่นนี้ ฌาน ๑ เป็นเช่นนี้ผู้รู้ได้ปัจจัตตัง แต่อาตมาขออธิบายว่าคือภพชาติ เป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่โอฬาริกอัตตาที่มีสัตว์บุคคลสถานที่สิ่งของที่เป็นสัมผัสสามัญของมนุษย์ เราต้องล้างความติดยึดในโอฬาริกอัตตาเหล่านี้ ทำจิตให้เป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตาได้ ผู้ศึกษามีปัญญาดีๆจะรู้ เมื่อเป็นการเรียนรู้ที่ไม่เป็นต้นกลางปลายไม่ครบสมมุติสัจะและปรมัตถสัจจะแล้วไม่รู้อาการของเวทนา แล้วหาเหตุในเวทนาคือจิต จะรู้อกุศลจิตแล้วกำจัดสมุทัย อย่างมีองค์ประกอบนอกในครบ แต่จับอกุศลจิตได้ กำจัดได้ แต่ถ้าไปนั่งหลับตาสมาธิไม่มีเลยมันนอกรีตนอกวิธีการของพระพุทธเจ้านอกโพธิปักขิยธรรม 37 นอกอริยสัจ 4 นอกมรรคมีองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่าทางของท่านมีทางเดียวเท่านั้น เอเสวมัคโต นัตถัญโญ คำว่านัตถัญโญคือมีทางเดียว ถ้าเข้าใจผิดก็จะปฏิบัติอย่างผิดผิดเป็นมิจฉาทิฐิ แม้อาตมาจะพูดไปแต่เขาก็ยึดติดของเขาเป็นทิฏฐุปาทาน แล้วเขาก็บอกว่าใครฝันมารับสมัครเหล่าราบ วิธีนั่งหลับตาทำสมาธิเป็นวิธีทำกสิณทั้งสิ้นเป็นการสะกดจิตทั้งนั้นให้จิตเกาะติดแน่นกับสิ่งนั้นกับกสิณนั้น ก็ไม่รับรู้อย่างอื่นจิตก็แข็งแรงตั้งมั่นกับสิ่งที่เกาะเป็นกสิณมีหลายวิธีในการสะกดจิตเช่นให้ดูที่มือนิ้วมือนิ้วชี้นิ้วกลางมันติดกันใช่ไหมเดี๋ยวมันจะแยกออกแยกออกก็สะกดจิตเขาแล้วก็บอกว่าสู้สู้ แล้วก็ออกจะเข้าสู้ไม่ได้ก็จะออกจริง พูดสะกดจิตก็จะรู้ว่าตอนนี้ถูกคุมจิตแล้วถ้าใคร ยังสู้อยู่ก็ยังคุมจิตเขาไม่ได้พูดสะกดจิตก็จะรู้ว่าอันนี้ไม่ยอม หรือว่าให้เพ่งที่นิ้วเดี๋ยวนี้ วิธีการเช็คว่าติดอยู่ในอำนาจของผู้สะกดจิตหรือไม่ แม้แต่สํานักติชนัทฮันก็สมถะ ก็เป็นสมาธิลืมตาหรือหลวงพ่อเทียนก็เป็นแบบสมถะแบบลืมตาเป็นการสะกดจิตไม่มีจิตวิเคราะห์ไม่สามารถทำอย่างมีปัญญามีธัมวิจัยแยกแยะจิตเจตสิก แล้วกำจัดเหตุได้ แม่หลับตาเป็นความว่างเฉยเราก็จะสมมุติพบใหม่ที่บางเบากว่านี้อีกที่ถือว่าสมมุติว่าเป็นอากาสาฯที่สมมุติว่าบางเบากว่ารูปภพว่าตนจะไปอรูปฌาน เหมือนหลุดปึ๊งออกนอกโลกเลย อาตมาก็เคยทำมา แล้วก็รู้อากาสาฯ วิญญานัญจาฯ เนวสัญญาฯ อยู่ในสภาพใด อาตมามีภูมิเก่าก็รู้ได้ ไม่ได้เรียนจากใครเลยในชาตินี้ ก็เอามาอธิบายให้ฟัง บรรดาคณาจารย์ที่ฟังแล้วจะเอาไปบรรยายต่อก็ไม่ว่า ในขณะหลุดจากรูปภพ ไปสู่อรูปภพจะเบาว่าง แต่เป็นการกำหนดภพชาติเองปั้นเอาเองเหมือนธรรมกายที่ให้กำหนดความใสระดับต่างๆถึงไปพบพระพุทธเจ้าได้ เหมือนคนทางโลกสมมุติเรื่องอร่อยแบบต่างๆสนุกแบบต่างๆหลอกกันทั้งโลก ตอนหลุดสู่อรูปฌานก็ว่างดีแต่ไม่รู้ว่าเราคือใคร เราเสพแต่รสว่างแต่ไม่รู้ว่าเป็นตัวเรา นี่คือสภาวะอากาสาฯ แต่ไม่นานเท่าไหร่ก็จะรู้ตัว ความเป็นตัวตนตัวฉันก็จะเข้ามาถ้าเรามีอารมณ์ประชานแล้วนะเป็นลมแล้ว ก็เป็นวิญญาณัญจายตนะ คนก็จะอยู่สภาพนี้นานหน่อยแล้วแต่ แต่พอมาคิดได้ตามที่ถูกสอนมาว่าจะต้องดับความรู้สึกความรับรู้ทั้งหมดอีก ก็เข้าสู่อากิญจัญญายตนฌาน อีก เพราะรู้มาว่านิโรธหรือนิพพานจะต้องดับ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ในอภิธรรมว่าดับอาการโลภะโทสะต่างหากไม่ใช่ดับหมด ยิ่งพวกนั่งหลับตาไม่เรียนอภิธรรมเลย แต่ไปเข้าใจว่าต้องดับดำปี๋เรียกว่ากิณหะ ก็ถือเป็นสุภะคือสิ่งที่เป็นโชคดีหรืองามของเขา ยิ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะก็ไม่ค่อยรู้เรื่องว่าคืออะไร อธิบายอาฬารดาบสกับอุทกดาบสว่าต่างกันอย่างไรไม่เป็นหรอก ที่จริงมันต้องแวบมาให้รู้ตัวนิดให้รู้ แต่อาฬารดาบสไม่รู้ได้เพราะจิตไม่ละเอียดพอจะรู้ได้ แต่อุทกดาบสก็รู้ได้ก็ดับต่ออีก คือมันรู้ขึ้นมานิดก็ดับอีก ถือว่าดับได้สูงกว่าอีก นี่คือฤาษีทั้งหมดจบแต่๘ ฌานนี้ แต่ว่าท่านคึกฤทธิ์บอกว่านั่งหลับตาตั้งแต่ต้นเลย ก็ลองสรุปที่ท่านคึกฤทธิ์ไปหยิบเอาสัญญาเวทยิตนิโรธที่ไหนมาอธิบาย เท่าที่ดูในพระไตรฯก็มีอนุปุพวิหาร ๙ กับวิโมกข์ ๘ ที่มีสัญญาเวทิยิตนิโรธ ว่าท่านอธิบายอย่างไรก็เอามาสิ แต่ขอยืนยันว่าสัญญาเวทิยิตนิโรธไม่ใช่ต้องนั่งหลับตาจะได้แต่จะตื่นเต็มอย่างมีทวาร ๖ มีเวทนา ๖ ผัสสะ ๖ อยู่ครบสมบูรณ์แบบเลย มีวิญญาณ ๖ ด้วย คือนิโรธของศาสนาพุทธ อย่างลืมตาอย่างมีจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกา(แสงสว่าง) ของพระพุทธเจ้าเรียกว่าจักจุมาปรินิพพุโพติ คือนิพพานอย่างลืมตา

๓.อานาปานสติ ต้องเฝ้าดูลมหายใจอย่างเดียว ห้ามคิด ตอบว่า...นี่คือความคิดแบบฤาษีที่มิจฉาทิฏฐิหมด อานาปานสติกับสติปัฏฐาน ๔ คืออันเดียวกันคือมีสติปัฏฐานเป็นฐานทุกลมหายใจเข้าออกที่ยังไม่ตาย แล้วมีองค์รวมเรียกว่ากาย ต้องรู้กายสังขาร จิตสังขาร ในอานาปานสติสูตรก็ต้องรู้กายสังขารังปฏิสังเวที จะรู้ได้ต้องรู้กายคืออะไร ถ้าเข้าใจแค่กายคือร่างนอกก็เจ๊งแล้ว

กายสังขารก็เป็นภายนอกเป็นพลความหนึ่งนิยามหนึ่ง กายสังขารเน้นภายนอก แต่ถ้าเข้าหาภายในก็มีกาย ถ้าองค์ประชุมองค์รวมธรรมะสองทั้งนอกและใน และนามเราไปกำหนดรู้ได้ก็ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์อันนั้นตลอดจนวิจัยเข้าถึงเวทนา ธรรมะพระพุทธเจ้าให้วิจัยเวทนาเป็นหลักจะบรรลุหรือไม่ก็ที่เวทนา ต้องรู้ความต่างระหว่าง ทุกขเวทนาสุขเวทนา โสมนัสกับโทมนัสต่างกันอย่างไร แล้วแยกเนกขัมสิตเวทนากับเคหสิตเวทนาออกได้ การนั่งหลับตาอย่างเก่งก็ได้จิตว่างเฉยเป็นฌาน๔ เป็นอุเบกขากับเอกัคคตา คุณก็ว่าเป็นฌานสมาบัติ แต่ถ้าจะให้เป็นนิโรธสมาบัติก็วางเฉยที่ได้ฌานสมาบัติก็คือคุณบอกว่านิโรธนั่นเอง ถ้ามีอยู่ก็เป็นอาภัสรา ถ้าดับก็สุภกิณหา ก็มีสองทิศทางของพรหมก็เท่านี้ อานาปาสนติ ที่บอกว่าดูลมหายใจอย่างเดียวก็ใช่เพราะพูดว่าอานาอาปานะ แต่อธิบายแคบๆว่ากำหนดรู้ลม ก็ต้องกำหนดรู้ว่าสภาพลมเป็นอย่างไร แล้วก็ต้องกำหนดรู้ให้ครบให้ทั่วซึ่งเป็นวิปัสนาที่ยอดเยี่ยมกว่าสมถะอยู่แค่ลมหายใจ ก็ต้องกำหนดรู้ขณะแม้นั่งก็ตามก็ต้องให้อย่าขาดจากลมหายใจนะ เพราะว่านั่งหลับตาไม่มีทวารอื่นรับรู้ รู้แค่ลมหายใจที่จมูกผ่านเข้าผ่านออก แต่ถ้าไม่รู้สึกที่จมูกแต่ไปรู้ลมภายในเล่นลมภายในก็ไม่ถูกทางแล้วเป็นการปั้นเอา เป็นการทิ้งกายแล้ว ไม่มีธรรมะสองให้เรียนรู้แล้ว ต้องรวมลงที่เวทนา ที่เป็น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ หนึ่งก็คือจิตที่มีอกุศลจิตก็ธรรมะหนึ่ง จิตทั้งมวลของคุณที่ปราศจากอกุศลจิตตอนนี้ขณะนี้ เช่นราคะกับดอกไม้ขณะนี้คุณก็ดับราคะในดอกไม้ จิตที่รู้จักดอกไม้ก็อยู่ครบเป็นหนึ่งในสองขณะดับอกุศลจิตไปแล้วจะดับด้วยปหานห้าก็ต้องใช้ทั้งปัญญาเจโตช่วยกัน อานาปานสติต้องดูลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวแล้วห้ามคิดอย่างนี้ออกนอกรีตนอกทางเลย น่าสงสาร คุณสรุปมานี่สรุปท่านคึกฤทธิ์ถูกหรือเปล่านะ อาตมาก็ว่าตามที่คุณสรุปมานะ ถ้าไม่จริงอาตมาก็พูดผิดไปด้วย แต่ไม่ได้โกรธเกลียดหรอก ศาสนาพุทธน่ะไม่ได้ห้ามคิด มีสัมมาสังกัปปะ เป็นแต่เพียงแม่นในสักกายะรู้สมุทัยที่ต้องกำจัด อันนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในศาสนาพุทธคือจับโจรถูกตัวไม่จับแพะขึ้นแพะคือตัวปลอม จะพลาดก็ไม่ได้ต้องจับตัวจริงนี่คือของจริงสนาพุทธที่สุดพิเศษ

๔.ต้องฟังพระศาสดาเท่านั้นห้ามฟังคำสาวก แม่แต่พระสารีบุตรก็ห้ามฟัง...ถ้าคิดอย่างนี้ก็ต้องออกจากเถรวาท เพระนิกายแบบเถรวาทก็คือรับฟังจากพระเถระมาอีกทีสายตรงจากพระพุทธเจ้าเช่นพระสารีบุตรพระอานนท์ นางวิสาขา ที่เป็นรุ่นฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้าเลยเรียกว่าเถระ แต่ถ้ารุ่นต่อมาไม่เรียกว่าเถระแต่เป็นอัจฉริยะวาดแต่นี่คุณจะไม่เอาเถระเอาแต่พระพุทธเจ้าก็ต้องไปตั้งนิกายใหม่เป็นนิกายสัมมาสัมพุทธวาทะ ลัทธิเช่นนี้

๕.นรก สวรรค์ ผี เปรต พรหม ต่างๆที่เป็นสถานที่ เป็นตัวตนบุคคลมีอยู่จริง (ที่พ่อท่านสอนว่าคือมโนมยอัตตาอ่ะครับ คำว่าตัวตนบุคคลก็คือคน มีหัวมีแขนมี 2 ขาเดินอยู่ในทางตั้งไม่ได้เดินทางขวาง 4 ขา แล้วนรกสวรรค์ผีเปรตพรหมก็คือจิตวิญญาณของคนเป็นเป็นนรกกับสวรรค์นั้นคือสภาวะของสถานที่ เป็นแดนนรกก็แดนทุกข์ร้อน ส่วนสวรรค์ก็แดนที่แสนสุข ส่วนคำว่าผีเปรต พรหมก็เป็นอาการของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณผีเปรตก็คือจิตวิญญาณอบายภูมิเป็นจิตชั่ว ส่วนจิตพรหมนั้นเป็นจิตของผู้ที่บรรลุธรรม ถ้าในทางโลกียจะหมายถึงพระพรหมที่มีตัวตนรูปร่างแล้วแต่ใครจะปั้นแบบไหน ส่วนเทวดาของทางฮินดูก็ต้องปั้นแบบฮินดูอยากจะดูรูปพระพรหมของเขาก็ไปดูในหนังแขก ถ้าอยากจะดูพระพรมแบบไทยไทยก็มาดูหนังไทย ก็สร้างกันไปแล้วแต่จินตนาการ ซึ่งความจริงแล้วผีก็ดี พรหมก็ดีไม่มีสรีระไม่มีตัวตนรูปร่าง มีแต่อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทศคือการอธิบายเอาคำว่าผีเปรตนรกสวรรค์ พร้อมคำอธิบาย ตามแต่ผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิคนฟังก็จะเข้าใจ แล้วไปอ่านอาการไปกำหนดนิมิตนั้นได้แล้วจะรู้ว่าผีกับพรหมอาการต่างกันอย่างไร อาการของผีนั้นเราร้อนร้ายกาจจิตมันเป็นอย่างนี้นี่เองราคะก็คือผีโทสะก็คือผี ถ้าลดโทสะได้ลดราคะได้ด้วย ความพร้อมไปตามลำดับที่มีสภาพอยู่ เรียกว่ารูปภพจนเป็นสภาพเบาบางเหลือน้อยขนาดอนาคามีเป็นต้นไปเรียกว่ารูปภพ มีแต่ผีในกามภพที่เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นกามคุณท่านดับไปแล้วเข้าสู่รูปภพอรูปภพ เหลือแต่สังโยชน์เบื้องสูงที่เป็นของอนาคามี มีราคะอรูปราคะหยาบหยาบลดลง ก็เหลือแต่อรูปเท่านั้นล้วนแต่มีอาการ พวกมิจฉาทิฏฐิก็จะรู้แต่เป็นเพียงตัวตนรูปร่างไม่มีปัญญาเข้าใจ ถ้าเป็นรูปร่างตัวตนนั้น เห็นในภพมันยากกว่า แต่การเห็นอาการจริงๆที่ไม่มีรูปร่างตัวตนนั้นง่ายกว่า เห็นอาการราคะเห็นอาการความโกรธ โทรสะก็ง่ายกว่า สัมผัสรู้ก็จะเห็นว่าตนเองเหลืออยู่เท่าไหร่นี่คือสภาพผีเรียกว่าแดนนรกสวรรค์ ก็เป็นสมมติสัจจะที่มีชื่อเรียกสภาวะที่มีสิ่งรองรับ ในรูป 24 อุปาทายรูป ที่มี ปสาทรูป โคจรรูป ทำงานกระทบกันมีนามธรรม สมมุติว่าการผีคนก็จับอาการผีให้แม่นว่าเป็นอกุศลเจตสิกเป็นราคะขนาดสัมผัสอยู่คุณจะไปสัมผัสเรื่องเพศเรื่องกามคุณ ไปต้องการรสอร่อยโลกีย คุณก็ลดอันนี้เมื่อลดได้เข้าขั้นที่ภายนอกควบคุมได้มีเหลืออยู่แต่ข้างในระริกระรี้ รูปราคะอรูปราคะ ต้องกำหนดเองความเป็นพรหมเอง การลดกิเลสได้จากกามภูมิ ก็คือเขากั้นพรหม เทวดามีสามแบบ สมมุติเทพ อุบัติเทพ และวิสุทธิเทพ สมมุติเทพจะพยายามเสพสบายตลอดเวลา เจ็บอย่างอื่นเสร็จแล้วพักยกก็จะไปเสร็จอย่างอื่นต่อไปเรื่อยเพื่อบำเรอความสมใจกิเลส ให้มันอ้วนขึ้นกิเลสโตขึ้นหนาขึ้นตลอดเวลา ฟังให้ดีๆจะรู้สึกว่าน่ากลัวมากเลยเกิดเป็นปุถุชนทุกลมหายใจเข้าออกแทบจะสูบลมกิเลสเข้าตลอดเวลา บําเรอให้จัดจ้านให้สมใจเบาๆหรือหนักหนาตลอดเวลา ถ้าไม่ได้มาสมใจก็โกรธถ้าได้มาก็บำเรอกิเลสให้หนาขึ้นมันทั้งสองสภาพที่น่ากลัว ถึงต้องมาตั้งตัวเองแล้วกำหนดขอบเขตให้ประมาณนี้ เจอเรื่องลาภยศรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็เอาแค่นี้ทำแค่นี้ให้ได้ก่อน ลดกิเลสแค่นี้ก่อนส่วนเรื่องอัตตาก็เอาไว้ก่อน ทำหยาบหยาบตั้งแต่อบายมาเรื่อย เหนือขึ้นมาก็เป็นอบายมุขของสกิทาคามีเป็นอบายมุขของอนาคามีเป็นอบายมุขของอรหัตตมรรคที่จะต้องทำให้สิ้นเกลี้ยง สภาพนรกสวรรค์มีแต่ในตัวคนเท่านั้นนอกจากในตัวคนไม่มีสภาพที่จะเปิดปฏิบัตินรกสวรรค์ได้ นรกสวรรค์ผีเปรตพรหมที่บอกว่ามีสถานที่ มันไม่มีสถานที่ที่เป็นรูปร่างหรอกแต่ในภาษาวิชาการของพุทธศาสนาเรียกว่า หทยรูปที่ต่อจากสภาวรูป ๒ ที่ไหนที่มีกายยาววาหนาคืบกว้างศอก มีสุรภาโวสติมันโตนี่แหละ ให้จับอ่านอาการที่เกิด มันไม่อยู่ไกลไปจากตัวคุณหรอกแต่มันไม่ได้อยู่ที่สมองที่จมูกที่ใส่ที่หัวใจห้องที่4หรอก สวนธรรมกายก็บอกว่าอยู่ที่เหนือสะดือ 2 นิ้วก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ถ้าเรารู้ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น มันเป็นสภาวะที่จิตของคุณสัญญากำหนดได้อยู่ที่ไหนเมื่อไหร่ก็อยู่ที่นั่นมันไม่มีที่กำหนด แต่กำหนดได้ รู้ได้เมื่อเกิดสัมผัสมีเหตุปัจจัยครบก็กำหนดให้รู้ได้ มโนมยอัตตาคือคนที่มิจฉาทิฐิก็ไป เห็นเป็นรูปร่างเรื่องราวมีตัวตน เห็นเป็นกระทะทองแดงมีต้นงิ้วเป็นนรก แล้วสวรรค์ก็มีทั้งโลกมีทั้งเสียงมีทั้งบรรยากาศ อาตมาเล่นไสยศาสตร์พวกนี้ก็ไปมาหมดไปเที่ยวสวนนันทวัน ไปนรกก็ไปก่อสร้างกลับบ้านเราได้พบคุณจะรู้สึกเป็นจริงได้ เหมือนของจริงเลยเป็นมโนมยอัตตา แต่ความจริงแล้วการที่เราไม่มีรูปไม่มีร่างนี่แหละถูกแล้ว ถ้าไปไปปั้นแล้วเป็นรูปเป็นร่างติดในภพก็จะล้างได้ยาก พวกที่ไปนั่งตามสำนักต่างๆเห็นนรกสวรรค์หรือไปกับธรรมกายก็เห็นตามที่เขาปั้นเขาสร้างเป็นวิมานลวงคน เคยมีสิกขมาตุพวกเราก่อนบวช เคยไปนั่งกับเขาก็ไม่เห็นรูปร่างอย่างเขา

๖. สอนว่านิพพานคือช่องว่างในที่แคบ นิพพานคือรอยต่อระหว่างจิต จิตดวงหนึ่งเกิดถ้าเรารู้ทันก่อนมันจะดับ นั่นแหละคือนิพพาน ตอบ ...คุณช่วยค้นมาให้หน่อยของอ.คึกฤทธิ์ ว่าเอาคำสอนนี้มาจากไหน ข้อสรุปว่ามันเป็นจินตนาการเป็นตรรกะคิดเอาขอยืนยันว่าในสภาพของนิพพานไม่ใช่ตรงกลางอย่างนี้ เพราะกลางของนิพพานคืออีกหนึ่งฟากฝั่งของกามอีกหนึ่งฟากฝั่งของอัตตา เอามาจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตรตามพุทธวจนคำว่ามัชฌิมาแปลว่ากลางต้องทำให้กามหมดไปแล้วอัตตาหมดไปหมดเกลี้ยงแล้วก็คือกลางไม่ใช่กลางระหว่างช่องแคบอะไรหรอก ต้องดับอัตราให้หมดไปกับการให้หมดไปอย่าให้มีส่วนปลายอันตาเหลืออยู่ ตอนปลายจะมีสังโยชน์เบื้องสูงเลยอยู่ รูปราคะ อรูปราคะ ท้ายสุดจะมีมานะ อุทธัจจะ อวิชชา อยู่ก็ต้องดับให้หมดเกลี้ยง อัตตาเป็นตัวท้าย อนาคามีดับหยาบกามภพแล้วเหลือแต่ในภพเท่านั้นกิเลสส่วนตนเป็นโสมนัสโทมนัสไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว หมดกามคือผู้มีนิโรธแล้วก็เหลืออันตาของอัตตา ท่านมีนิโรธแล้ว ภพกามหมดแล้วเหลือแต่สังโยชน์ที่เหลือ ถ้าดับรูปภพอรูปภพที่เหลือหมดก็เป็นอุเบกขาสมบูรณ์แบบไม่มีกามไม่มีอัตตาเป็นกลางที่ไม่มีอันตาเลย ไม่ใช่กลางช่องแคบไม่ใช่สถานที่ มันเป็นส่วนผู้ที่หมดภพทั้งกามภพ ภวภพ มีแต่วิภวภพ เป็นตัณหาไม่มีภพ เป็นมโนสัญเจตนาหารของพระอรหันต์ของพระอาริยะของพระพุทธเจ้าเป็นมโนสัญเจตนาที่ไม่มีกิเลสเป็นเหตุนำให้เกิดภพชาติ อสังขาริกังแล้ว

๗.สอนว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสมาธิ นิโรธคือดับขันธ์ทั้งหมด ตอบ...ถ้าดับหมดเป็นอาริยะไม่ได้หรอก ดับหมดก็ตาย บรรลุปุ๊ปตายปั๊บ จะเรียกว่าอรหันต์สมสีสี คือบรรลุแล้วตายเลย ก็ไม่ใช่หรอก อรหันต์ของพระพุทธเจ้าบรรลุแล้วหมดอุปาทานขันธ์ ๕ แต่ขันธ์๕ก็ยังอยู่ คือดับอุปาทานในขันธ์ ๕ ทั้งหมด ดูแล้วคนที่เขียนมาจะตู่ท่านคึกฤทธิ์หรือเปล่า อันนี้มันผิดหยาบนะ จะไปดับทั้งหมดได้อย่างไร การนั่งสมาธิต้องสัมมาทิฏฐิจะนั่งได้ผล แต่ว่ามิจฉาทิฏฐิไปนั่งก็จะได้แต่มิจฉาผล นั่งสมาธิได้ประโยชน์คือ ได้พักจิต ได้ศึกษาจิตในภพ จะเป็นสัญญาหรือแกล้งปรุงเองก็ได้ เกิดอาการได้นะ คนที่มันเกิด ก็เป็นการศึกษาในภพ และก็ทำเตวิชโช ตรวจสอบสิ่งเกิดสิ่งดับที่ผ่านมาแล้ว ตั้งแต่ชาติก่อนถ้าระลึกได้ หรือเอาชาตินี้ย้อนเท่าที่ระลึกได้ทบทวนได้ เกิดเหตุการณ์เราได้ปฏิบัติธรรม เราลดกิเลสได้ไหม ลงบัญชีของเรา เราสมบูรณ์แบบก็จะรู้ความเกิดดับของกิเลสชัดเจน ว่ามันไม่เกิดไม่ดับแล้ว จนหมดอาสวะ มั่นคงแข็งแรงแล้ว ทีเผลอทีรู้ตัวอย่างไรก็ทบทวนดู แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิไปนั่งหลับตาก็ไปใหญ่เลย สมาธิทั่วไปคือ meditation หรือ concentration แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น supra concentration เป็นความพิเศษกว่าสามัญคือกิเลสหมดได้ อย่างที่ถูกกระทบกระเทือนด้วยโลกธรรมใดๆก็ไม่เปลี่ยนไม่สั่นสะเทือนไม่เคลื่อนแข็งแรงมั่นคงอย่างไม่ได้หลับตาเข้าภพเลย

๘.สอนว่าก่อนตายได้ฟังธรรม จะบรรลุอนาคามี สังเกตุจากตอนตายจะตัวเหลือง ตอบ ...แล้วอันนี้เป็นพระพุทธพจน์เล่มไหนบทไหนอยากรู้ จังเลยหรือไปอธิบายตัวเหลือง ว่าพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าสรีระเราจะผ่องใส 2 ครั้งครั้งหนึ่งตอนตรัสรู้ ครั้งที่สองก็ตอนปลงอายุสังขาร หรือไม่นะ

0850860xxx กราบนมัสการพ่อครูอยากถามพ่อครูว่า หยุดคนในคน หรือ น้ำโอชะบาลที่พ่อครูเทศมาแปลว่า หยุดการปรุงแต่ง ใช่หรือเป่ลาคะ หรือว่ารู้ทันกิเลสของตัวเองใช่หรือเปล่าค่ะ ตอบ ...ใช่หยุดการปรุงแต่งไม่ใช่แค่รู้ทันเท่านั้น

0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯกับธรรมาธรรมะสงครามดับความเศร้าหมองในใจตน! seufaasinผู้สูญเสียหลาน สาวด้วยไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่เมื่อ10กว่าปีที่แล้ว ข่าวไข้เลือดออกทำให้ภาพหลานสาวที่เลือดสีดำออกหูจมูกปากก่อนสิ้นลมผุดขึ้นมาในใจตน!ภาวนาขออย่าให้เกิดกับครอบครัวเด็กสัมมาฯฤาครอบครัวใดเลย!ขอให้ปลอดภัยทุกคน!skk 0893867xxx ความเสียใจดีใจทุกข์ใจจริงๆมันไม่มีแต่เราไปแบกรับมันทำให้มันมีความรู้สึกเอง!ใจคือธาตุรู้รู้อะไรรู้สุขรู้ ทุกข์นั่นแหละคือใจ!skk ตอบ. ..รู้สึกรู้ทุกข์คือใจที่โลกมันพาเป็นแล้วคุณก็ไม่เป็นไรกับเขา สามารถที่จะทำให้จิตไม่ต้องสุขต้องทุกข์ได้ ซึ่งแต่ก่อนก็เคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่เป็นได้ก็คือความบรรลุถ้าทำได้ก็คือบรรลุ แปลว่าคุณเข้าใจอุเทสบัญญัติถ้าทำได้ก็เป็นผู้บรรลุได้มากได้น้อยตามจริง

0818557xxx กราบนสก.พ่อท่าน ท่านแรงอย่างนี้ ถูกต้องแล้วค่ะ ความจริงคือความจริงและสามารถพูดได้ดังๆๆดังมากๆๆได้ค่ะ

มาสู่บทเรียนในพรหมชาลแปลว่าตาข่าย ครอบคุมอยู่ ออกไม่ได้ เหมือนลิงแก้แห แล้วคำว่าพรหมก็คือภพชาติของจิต สร้างภพชาติเป็นข่ายแห เพราะฉะนั้นที่ท่านจะอธิบายทิฏฐิจะได้ขยายความ เกรินไปอีก ในยุคที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านเห็นแล้วว่าการปฏิบัติธรรมให้มวลของอาจารย์ต่างๆปฏิบัติย่อมอยู่ในสภาพนั่งหลับตาสมาธิอยู่ในป่านี้ออกจากสังคมไปป่าเขาถ้ำพูดง่ายๆว่านี้โลกนี้กามคุณมีโลกธรรมออกไปเข้าป่าเข้าถ้ำแล้วก็ไปมีวิธีนั่งหลับตาสะกดจิตนั่งหลับตาแล้วก็จะเข้าไปเย็ดในอดีตเย็ดในอนาคต ตัวอย่างเก่งก็ระลึกอดีตของจริงได้ ที่ผ่านมาก็เป็นอดีต 18 อย่างส่วนอนาคตนั้นปั้นเองสร้างเองมีเยอะแล้วปั้นเองสร้างเองที่มันเคยมีในโลกซึ่งตนเองอาจไม่เคยได้พันแต่ปั้นเองเป็นเองในโลกก็เป็นได้กลับที่ปั้นเองแล้วไม่มีในโลกเลยรวมแล้ว ท่านก็ บอกว่ามี 44 อย่างรวมทั้งหมดเป็น 62 มี18 เป็นอดีตอนาคตเป็น 44 ก็มี 2 อย่างอดีตกับอนาคตไม่ได้อยู่ในปัจจุบันซึ่งนักปฏิบัติธรรมในยุคโน้นนั่งหลับตาเข้าไปก็มีแต่อดีตกับปัจจุบันอนาคตปัจจุบันไม่มีเพราะไม่มีสัมผัสแต่ต้องทางตาหูจมูกลิ้นกาย มีแต่สัญญากำหนดเอาระลึกสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แม่จำได้ก็เป็นสัญญาหรือสร้างขึ้นมาใหม่ ตักกีวิมังสีโหติ นี่คือทิฏฐิ 62 ท่านก็บอกว่าทั้งหมดคือมิจฉาทิฏฐิมีเท่านี้แหละ ผักใส่กระโจมในอดีตอนาคตก็เป็นคนนอกรีตหมดเลยการนั่งหลับตาออกป่าเขาถ้ำนี้ หนีออกจากกาม จากสรรเสริญโลกียสุข หนีจากโลกโลกีย์ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยเช่นผัสสะเสียไม่มีฐานะที่จะเป็นได้นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิหมด ก็เป็นมิจฉาทิฐิได้หมดที่พูดนี้อยากจะให้เข้าใจอาตมาก็เคยไปหลงนั่งหลับตามาทั้งนั้นแล้วก็รู้ในอุปาทานที่เคยเป็น ที่อธิบายมานี้ไม่ได้เอาตำรามาอธิบายแต่เอาของเก่ามาอธิบายทั้งนั้นเป็นผมรู้ของอาตมา เพราะฉะนั้นน่าสงสารศาสนาพุทธ เพราะจมอยู่ในทิฏฐิ 62 ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ขออภัยที่อาตมาพูดเหมือนใหญ่เหลือเกินแต่นี่เป็นวิชาการ เพราะอาตมารู้ว่าอาตมาไม่ได้มีเครดิตอะไรมากมายแต่มีจิตปรารถนาดีที่จะบอกความจริงที่จะยืนยันอย่าหาว่าอวดเลย ภาพผู้ฟังมีปรโตโฆษะมีโยนิโสมนสิการก็จะได้สัมมาทิฏฐิไป จะได้เกิดปัญญาในการปฏิบัติไม่ใช่ว่าปัญญาเกิดมาเองจากการนั่งหลับตาไปไม่มีเหตุให้เกิดเลย

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนจะชมเราต้องชมเรายังเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ด้วยศีลแต่เป็นคำชมที่อย่างต่ำต้อยนะเพราะยังมี สมาธิมีปัญญามีพิรุธวิมุตติญาณทัสสนะอีกแต่แค่ละเว้นศีลทางกายวาจาใจหลุดพ้นจึงเรียกว่ามีศีลคือกายกรรมไม่ละเมิดมโนกร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน