581130_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก King of Kings.docx
เนื้อหาในไฟล์
581130_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก King of Kings
อ.กฤษฎาบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วงนี้ก็มีข่าวที่มีนักการทูตอเมริกัน ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอย่างไม่ถูกต้องทำให้ประชาชนต่างลุกฮือขึ้นมาหลายกลุ่มในการต่อต้านกรณีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงครองแผ่นดินโดยธรรมมาโดยตลอด อยากจะให้พ่อครูอรรถาธิบาย พ่อครูว่า...เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นเรื่องของมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องที่เหมาะสมทั้งทางวัตถุและจิตใจ ซึ่งคำว่าความเป็นจริงนั้นภาษาของพระพุทธเจ้ามีอยู่ 2 คำ ความจริงนั้นเรียกว่าสัจจะมี 2 อย่างคือสมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ ความจริงสองคำนี้ยิ่งใหญ่มากเป็นความยิ่งใหญ่ที่อยากที่จะอธิบายให้ระดับสามัญเข้าใจได้ง่ายๆ แม่เข้าใจได้ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติได้เลยจะลองขยายความถึงคำว่าความจริงนี้ต่ออีกสักนิด ในจูฬวิยูหสูตร พระสูตรนี้ตรัสถึงความจริงไว้เป็นความจริงที่ต้องขอท้าวความก่อน แม้จะยาก ก็เป็นความสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจ ในจูฬวิยูหสูตร ล.๒๕ ข. ๔๑๙ มีประเด็นที่สำคัญมาก ในเรื่องสัจจะที่มีสามบัญญัติ ซึ่งเป็นความหมายที่ยากหากเอาไปตีกินสำหรับพวกนักรู้นะคิดเอาไปใช้ประโยชน์ใส่ตัวเองเป็นความเห็นแก่ตัวก็ได้มากก็เป็นความเร็วของใครของมันแต่ที่จะพูดนี้เป็นเรื่องของสัจจธรรมที่จะขยายสู่ฟัง หนึ่งท่านบอกไว้ว่า สัจจะหรือความจริงนี้มันไม่มีหรอกในโลก หมายความว่าความจริงที่บอกว่าอันนี้ถูกอันนี้ปิดอันนี้ดีๆนี้ชั่ว มันไม่มีหรอกความจริงนั้นมันไม่มี อีกประเด็นหนึ่งก็คือบอกว่าความจริงมีสิ่งเดียวเท่านั้น 2 ประโยคนี้ขัดแย้งกัน อันหนึ่งบอกว่าความจริงไม่มีในโลก อีกอันนึงบอกว่าควา
อ่านต่อ
มจริงมีสิ่งเดียวเท่านั้นแล้วมันจะมีหรือไม่มีกันแน่ในเรื่องความจริง ที่นี้ก็มีอีกคำหนึ่งมีพยัญชนะว่า สัญญายะ นิจจานิ หมายความว่าการกำหนดหมายหรือสัญญาของแต่ละคน คุณจะรู้จักทำมาหรือไม่ก็แล้วแต่แต่คุณมีการใช้สัญญาทั้งนั้น ยิ่งคุณมีอวิชชาก็ใช้สัญญาทั้งนั้น เช่นคุณยึดอันนี้ว่าเป็นจริงว่าของฉันถูก แต่อีกคนหนึ่งจะบอกว่าของฉันถูก คนละอย่างคนละขั้วเลยก็ได้ มันเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างยึด แล้วความจริงอยู่ที่ไหนตอนไหน ก็จริงอยู่ที่คนเดียวเท่านั้น ตอนนี้ล่ะ สมมุติสัจจะคือความจริงที่ร่วมรู้ แล้วรู้กันทั่วในโลกเรารู้กันอยู่ในกลุ่มใหญ่เป็นความรู้ของเยภุยสิกา คือความเห็นโดยรวมส่วนใหญ่เอาคะแนนเสียงส่วนใหญ่ คือเอาความจริงที่เกิดจากสมมุติของส่วนใหญ่ เข้าที่ประชุมเป็นที่ตัดสินเป็นส่วนรวมมาวิเคราะห์วิจัยกันสุดท้ายก็ตัดสิน เป็นหลักสุดท้ายของสังคมมนุษย์โลก ความเห็นของคนด้วยกันนี่แหละ ตกลงความเห็นของทุกคนเห็นด้วยกันอย่างนี้แล้วก็เอาอันนี้เป็นความจริง ความถูกต้องแม้แต่ผู้พิพากษาก็ถือเอาความเห็นส่วนรวมนี่แหละตัดสิน ความจริงอันนี้เกิดจากคนที่มีความยึดถือยึดมั่นถือมั่นเช่นคน 25 คนก็มีความยึดถือว่านี้ถูกแล้วอีก 24 คนก็คิดว่าอันนี้ถูก ซึ่งต่างกัน คนที่ชนะคือพวกที่มี 25 คน นี่คือความจริงที่ยืนยัน เป็นความจริงที่มีหนึ่งเดียว เป็นความเห็นที่ถึงความจริง ส่วนรายละเอียดว่าความจริงใน 25 คนหรือ 24 คนจะมีอคติจะรับจ้างจะขี้โกงอะไรก็แล้วแต่ให้คะแนนเสียงนี้มากกว่า อันนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นความจริงเป็นต่อไม่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่มันเกินวิสัย ก็ต้องหาทางแก้ไขอีกแล้วมันมีอะไรแทรกแซงแล้ว เมื่อตัดสินว่าใครถูกต้องฝ่ายที่ 25 เสียงชนะฝ่ายที่มี 24 เสียงก็ต้องให้ความเห็นของฝ่ายที่มี 25 เสียงเป็นความถูกต้องที่จะใช้ปฏิบัติ แล้วก็เหลือปรมัตถสัจจะ สมมุติว่า คน หนึ่งใน 49 คนนี้ สมมุติว่า คนที่เป็นผู้ที่เข้าถึงปรมัตถ์ สูงสุดทางจิตเจตสิก แล้วเป็นคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตนเอง หมดตัวตนแล้ว สมมุติว่าท่านอยู่ในฝ่ายเสียงข้างน้อยท่านก็เป็นฝ่ายแพ้ สมมุติอีกว่า ความเป็นของท่านนี้ที่เป็นอรหันต์นี้ท่านก็จะยอม เพราะสมมุติสัจจะที่จะใช้ในโลกนี้มีหนึ่งเดียว ของประเทศอเมริกาก็เป็นอย่างประเทศอเมริกาไม่เหมือนกับประเทศไทยจะไปแย่งเขาไม่ได้ เขารวมคะแนนเสียงกันอย่างนั้นเป็นความถูกต้องความดีงามที่เขายึดถือแบบเขาเช่นเขาถือว่ามี free sex เป็นเรื่องธรรมดาแต่คนไทยไม่เอา ก็ของใครของมัน เขาถือว่าถ้าพ้นไปแล้วบรรลุนิติภาวะแล้วก็ปล่อยให้เขาทำอิสระเสรีได้แต่ของคนไทยบอกว่าวัฒนธรรมไทย ก็ต้องดูแลเลี้ยงดูรับผิดชอบกันจนตายเป็นพ่อเป็นลูกกันจนตายปล่อยให้เละเทะไม่ได้ ไม่อาจจะระบุในกฎหมายว่าไม่ต้องรับรองเพราะเขาบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ในความจริงของวัฒนธรรมในจิตวิญญาณทั้งเอเชียแม่ในประเทศไทยนี้ไม่ได้เป็นพ่อเป็นลูกกันทำอย่างนั้นได้อย่างไรแม้กฎหมายบอกว่าไปได้แต่ยิ่งใหญ่ของความเป็นลูกเป็นพ่อเป็นญาตินั้นสูงกว่าความเป็นกฎหมายเป็นความรู้สึกสัญญายนิจจานะ คนไทยจะยังยึดถือแต่อเมริกันไม่ยึดถือ ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วเข้าใจสมมุติสัจจะ ท่านรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เมื่อท่านรู้หลักเกณฑ์ของสังคมตัดสินอย่างไรแล้ว สมมุติสัจจะก็มีหนึ่งเดียวถูกต้องก็ต้องใช้อันนั้นเป็นหลักการ แล้วตัวพระอรหันต์นั้นท่านจะแพ้ก็แพ้ แต่ท่านไม่ทุกข์ไม่ร้อนไม่มีวิบาก แต่ถ้าสมมุติว่าความเป็นจริงที่เขาเข้าใจในฝ่ายที่ชนะ มี 25 เสียง มันมีผลดีก็ดีไปแม้มันไม่มีผลดี เขาก็ต้องกลับมาอีกอันหนึ่ง เพราะมันอาจจะผิดจริงๆมันล้มละลายเขาก็ต้องมาเอาอันนี้ พระอรหันต์จะรู้ถึงกาละถึงวาระมีกาลัญญุตาปริสัญญุตา หมู่กลุ่มนี้จะเอาอย่างนี้มันมีความลึกซึ้งซับซ้อนนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นอาตมาความเห็นของอาตมาหลายอย่างหลายครั้งว่าควรจะเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้ดีกว่า ก็แสดงความเห็นไปแต่หมู่สมณะฟังแล้วท่านก็ตัดสินกัน แต่ไม่เห็นด้วยกับอาตมาและขัดแย้งอาตมาก็ต้องยอม อาตมาไม่ยอมดันที่จะทำ ก็จะยากต้องฝืนกับหมู่ใหญ่ที่เขายืนยัน สมมุติว่าอาตมายืนยันอยู่คนเดียว แต่หมดรวมทั้งหมดไม่เอาด้วย ต่อให้ทั้ง 48 คนมีความรู้ทำได้เท่านี้ตามกลุ่มของ 48 คน แม้ของอาตมาจะถูกกว่า 48 คน อาตมาก็ต้องทำคนเดียว อีก 48 คนเขาทำไม่ได้อาตมาก็ต้องยอมไปก่อน อย่างนี้เป็นต้น มันยังไม่ถึงเวลามันได้เท่านี้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องทำคนเดียว จะไปยืนหยัดยืนยัน เป็นเผด็จการเอาแบบฉันคนเดียว แล้วคนเหล่านั้นจะต้องฝืนทำมันไม่สนุกไม่ราบรื่นไม่เรียบร้อยไม่สมบูรณ์จะเกิดความวุ่นวายนี่คือไม่ใช่สัจจะไม่เกิดความสงบเรียบร้อย นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้า แต่บางครั้งคะแนนชนะนี้เกิดความล่อแหลมเสร็จแล้ว(อาตมาไม่เคยใช้)ผู้คนที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยคะแนนใกล้เคียงกันแต่ต่อมาไม่เคยใช้ต้องให้คะแนนต่างกันมาก ก็ไม่ทำ ต้องเอาความเห็นหมู่ใหญ่เป็นหลัก ความเห็นของผู้ที่ไม่มีอัตตาจึงทำงานกับสังคมได้อย่างเรียบร้อยตลอด จะต้องคำนึงถึงสมมุติสัจจะสำคัญที่สุด ส่วนปรมัตถสัจจะเป็นของแต่ละคนเป็นส่วนตัว อย่างที่อาตมาได้สอนพวกเรา คนถูกตัดสินให้หยุดทำ แต่คนที่ถูกตัดสินก็ยังยึดอยู่ สัญญายนิจจานิ ของตนว่าจะต้องทำอยู่ก็เลยถูกบางทีก็ประชดประชันทำอะไรควรอยู่ในนั้นโดยไม่รู้ตัว สำคัญที่สุดก็คือคนคนนั้นทุกข์เพราะยึดดีลองดีเป็นอัตตาตัวตนเป็นมานะ ไม่เห็นปรมัตถสัจจะเห็นแต่สมมติสัจจะว่าต้องมีถูกมีผิดตนเองยังยึดอัตราตนเองเป็นสัญญาที่ยึดถือไว้ว่าเป็นหนึ่งเดียวแต่ต้องเป็นของมนุษยชาติ ส่วนตนนั้นต้องมีสัปปุริสธรรม 7 เมื่อได้สัดส่วนก็เป็นมัตตัญญุ ตาเป็นองค์ประกอบทั้งหมดกลุ่มเป็นปริสัญญุตา อ.กฤษฎาว่า….สมมุติทั้งสองอย่างเป็นตัวฆ่าอัตตาเลยนะ พ่อครูว่า...ถ้าคนไม่เข้าใจแล้วยังยึดก็จะกลายเป็นตัวรวนอยู่ในนี้ในหมู่กลุ่มต่อไป อ.กฤษฎาบอกว่าเหมือนพ่อแม่ที่ไม่ติดการเล่นหม้อข้าวหม้อแกงแต่ก็ลงไปเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกๆ ที่ผ่านมาได้ทำงานกับหมู่ใหญ่ เราเป็นหัวหน้า จะมีอัตตาก็จะทุกข์ แต่ว่าทำแบบพ่อครูบอก ก็ไม่ยึดก็ผ่อนคลายมาก เราเป็นผู้นำจะเอาแต่ใจตัวไม่ได้ พ่อครูว่า...การที่จะอยู่กับกลุ่มหมู่มวลเราจะต้องไม่มีตัวเราแล้วเราก็ทำงานกับหมู่ไป อันนี้อาตมาเห็นว่าในหลวงเราไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ท่านลงพระปรมาภิไธยให้ เพราะท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวเองท่าน จึงทำได้เพราะองค์ประกอบตอนนั้นปริสัญญุตาตอนนั้นบุคคลตอนนั้น กาละเวลาตอนนั้น จะต้องประมาณอย่างมาก ถ้าไม่เป็นอย่างนี้จะยุ่งมากกว่านี้นะประเทศไทยนักหนาสาหัสคนนั้นมาก อ.กฤษฎาว่า...ผมเคยเถียงกับพ่อว่าลูกบอกว่าลูกควรทำอย่างนี้เราก็รับฟังแต่พอถึงเวลาแล้วพ่อกลับทำอีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกับที่บอก วันนี้เข้าใจแล้วก็เพราะพ่อเป็นพ่อ เพราะเราไม่ได้ได้เป็นพ่อ อันนี้เป็นความรู้ที่สุดเลยถ้าใครเข้าใจสัจธรรมของคำว่าสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะที่เป็นธรรมชาติ 2 แล้วเราเองจะต้องเป็นคนที่แยกอารมณ์และความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนาของเราให้เป็นหนึ่งให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ในพระไตรฯล.๒๕ ในจูฬวิยูหสูตร จะอ่านให้ฟัง คนที่ไม่เคยได้ยิน ได้ฟังครั้งแรก ฟังแล้วไม่งงเลยก็ตาม คนที่ยึดแต่ของตนถูกเท่านั้น คนอื่นผิดหมด ไม่เอาของหมู่ ก็จะทำงานไม่ได้ลำบาก เพราะจะมีหลายครั้งที่ความเห็นของคุณไม่ตรงกับหมู่ ก็จะทำงานไม่ได้ แต่ถ้าจะผิดจะถูกอย่างไรก็ร่วมกันทำ แม้ผิดก็เร่ิมทำใหม่ ทั้งหมู่เลย ทำไปแล้วมันเสียก็ต้องรับผิดชอบด้วยกัน ก็จะกลับมาเอาอย่างที่คนที่ว่าแพ้นี่แหละมาทำใหม่ ก็ทำได้สงบ ความสงบเรียบร้อยสามัคคีเป็นเอกเป็นใหญ่กว่าอัตตา ความสามัคคีเป็นใหญ่กว่าอัตตา หลายคนไม่เข้าใจก็ยังยึด แต่ถ้าปล่อยได้ก็จะทำให้งานราบรื่นไปอีกเยอะเลย คำว่าพระพุทธนิมิตเป็นจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเอง เป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้า ว่าไว้ว่า..
จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า [๔๑๙] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิแล้วปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่าผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้ พราหมณ์ทั้งหมดนี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นคนพาลเป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้นก็จะไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้เหล่านั้นล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง(สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่าเป็นผู้เขลา ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่าสมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้ แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆกัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ (อธิบายแทรกว่า ผู้เป็นอรหันต์ หากหมู่ไม่เอากับท่าน ท่านก็ไม่มีตัวตนก็เห็นกับหมู่ก็มีแต่หนึ่งเดียวไม่มีสอง แต่ถ้าคุณไม่เห็นกับหมู่คุณยึดว่าของคุณดี แม้ว่าจะดีจริงด้วย แต่ไปทำอะไรไม่ได้ ก็เป็นสองแล้ว แล้วใครทุกข์ ก็คนยึดก็ทุกข์) พระพุทธนิมิตตรัสถามว่าเพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กันจะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า (สัญญาย นิจจานิ) สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย (คุณยึดสัญญาของคุณว่าเที่ยงอยู่คนเดียวทั้งๆที่สัจจะไม่มีอื่น นอกจากอาริยสัจะ ที่คุณทุกข์อยู่) ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลาด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐินั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่งและมัวเมาเพราะมานะมีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้วอย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทรามด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็นผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไปชนเหล่านั้นผิดพลาดและไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่าเดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตนเดียรถีย์ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าวความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมากเชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตนจะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่าเดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียวเดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็นต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละการวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาทในโลกฉะนี้แล ฯ จบจูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒
พ่อครูว่า...ถ้าใครยึดสัญญาของเราว่าถูกว่าเที่ยงคุณก็ถูกอยู่คนเดียวนอกนั้นก็ผิดหมด แต่ถ้าตัดสินไปด้วยกัน ต้องใช้สมมุติร่วมกันทั้งหมู่กลุ่มนี้ ตามกาละนี้ เนื้อหาสาระอะไรก็แล้วแต่ แต่ความสามัคคีต้องเป็นหลัก ถ้าสมมุติว่ามันไม่ดีจริงๆ ๔๘ คนนี้ตัดสินผิด ทำไปก็ต้องหยุด สุดท้ายก็ต้องมาเอาตามคนที่ ๔๙ ข้อสำคัญคุณอย่ามีมานะว่าเขาว่าสุดท้ายต้องมาเอาตามเราอีก ถ้าคุณหลงตัวว่าคุณใหญ่อีกก็บ้าของคุณ แต่ต้องเห็นใจกัน อ.กฤษฎาบอกว่าถ้าเรายอมทั้ง 48 คนแล้วเราจะเป็นผู้นำแต่เราก็ยอมหมู่สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิด ในความรู้สึกของผู้นำ ว่าในวินาทีนั้นทำไมเราไม่ใช้ความเป็นผู้นำตัดสินไม่ให้เกิดการผิดพลาด พ่อครูว่า มันทำไม่ได้ เพราะเป็นงานรวม ย่ิงงานบริหารประเทศทำคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องอาศัยหมู่ทำ สุดท้ายต้องออกความเห็นหมู่เป็นใหญ่ เยภุยสิกา ตอนนี้ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยต้องใช้หลักนี้ทั้งสิ้น อ.กฤษฎาว่าสุดท้ายก็ต้องมาทำตามหมู่และจะผิดก็ตามจะต้องกลับมาทำตามหนึ่งคนก็ต้องอย่าเย้ยหยันกัน พ่อครูว่า...ไปยึดไม่ได้ต้องเอาตามสมมุติสัจจะ ส่วนปรมัตถสัจจะคือคุณหมดตัวตน หากไม่หมดตัวตน คุณก็ยึดนิดหนึ่งก็ทุกข์นิดหนึ่ง ยึดมากก็ทุกข์มาก อ.กฤษฎาว่าแม้จะต้องกลับมาใช้วิธีของ 1 คนถ้าไปเย้ยหยันเขาอีกก็ทุกข์อีก พ่อครูว่า ต้องเอาไปตามสภาวะของสมมุติสัจจะ สามัคคียิ่งใหญ่กว่าอัตตา ถ้ายึดอยู่ก็มีอัตตา แต่ถ้าวางได้ก็สามัคคีเกิด ในโลกนี้เป็นสมมุติทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้คนลดอัตตา พระอรหันต์ทุกองค์อยู่กับสมมุติสัจจะ ต้องทำตามสมมุติ จึงเรียบร้อย ถ้าสมมุติว่าเราเองอีกอย่าง หมู่เขาเห็นว่าถูกแล้วของเขา เขาก็ทำขัดแย้งกับเราเองเราวางแล้ว แต่หมู่จะทำก็ทำไป แต่เราก็หาโอกาสไปทำของเรา ของเราก็จะเกิดสภาพขึ้นมาไปตามจริง สุดท้ายถ้าเขาไม่ทำเราก็ต้องทำเอง อย่างที่ในหลวงก็จะทำอย่างนี้มาตลอดทำมา 4 พันกว่าโครงการเขาไม่ทำพระองค์ก็ทำของท่านเป็นสุดยอดแห่งพระราชา สุดท้ายพระองค์ก็ยืนยันว่าการบริหารประเทศที่จะให้คนไปรวยคนก็อยากจะรวยก็ต้องฆ่ากันก็ต้องแข่งขันกันแย่งกัน เราจะหาความสงบมาจากไหน จะหาความร่วมมือจะเป็นหนึ่งเดียวที่ใช้ร่วมกันสร้างสรรค์ได้ผลสมบูรณ์แบบจากไหนมันไม่ได้หรอก พระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสไว้ ใครรับได้ก็ทำ ใครรับไม่ได้ก็ไม่ทำ แต่จะอโศกเอามาทำแล้วไปรอดเป็นสุขสบายดีด้วยธรรมและเป็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคมมนุษยชาติลดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้จริงๆ เราเสียนี่แหละเราได้
ทศพิธราชธรรม ทาน (ทานํ) คือ การให้ ศีล (สีลํ) บริจาค (ปริจาคํ) ความซื่อตรง (อาชฺชวํ) ความอ่อนโยน (มทฺทวํ) ความเพียร (ตปํ) คือ ความเพียร ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) ความอดทน (ขนฺติ) ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) คือ ความไม่ประพฤติผิดธรรม ข้อนี้ในหลวงตรัสหลายวาระคือเราไม่ทำผิดกฎหมาย ท่านตรัสสมมุติสัจจะ
ทานคือการให้ปฏิบัติทานเพื่อให้เกิดการจาคะ ให้เกิดผลบรรลุธรรม ปัตตะ หรือปันนะ เช่นว่าเข้าถึงความบรรลุ(สัมปทา) ท่านใช้คำว่าจาคะไม่ได้ใช้คำว่าทาน คำว่าจาคะคือการให้ที่ใจมันให้ แต่คำว่าทานคือการให้โดยรวม ทานให้โดยนอก ถ้าใจคุณให้ก็คือใจคุณมีจาคะ แต่ถ้าให้ของภายนอกไป เป็นสมบัติวัตถุ แต่ใจไม่จาคะ ก็ได้ทาน เป็นกุศลโลกีย์ แต่ถ้าจิตคุณให้มีโลกุตระปล่อยไปไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ปล่อยว่างได้มากก็เข้าสู่ปรมัตถ์ได้มากเท่านั้น สุดท้าย ปริจาคะคือสิ้นรอบเลย จิตคุณให้บริบูรณ์จบ คือทานสมบูรณ์แบบ คำว่าทานนั้นเขาถึงจิตจาคะได้ แต่คำว่าาจาคะต้องเข้าถึงจิต ทุกวันนี้คนทานกันไม่เข้าถึงจิตไม่มีจาคะ สอนการทานก็คืออยากได้อะไรก็ขอเอา ใส่ข้าว 1 ทัพพีราคา 5 บาท แต่จิตก็ตั้งความโลภไว้มากมาย ทั้งทั้งที่จะต้องตัดความโลภ 5 บาทนี้แต่ก็กลับเอาแสนเอาล้านคิดสร้างความโลภยิ่งขึ้น นี่คือสอนทานอย่างมิจฉาทิฏฐิ สอนศีลก็คือศีลพรต กรรมวิธีปฏิบัติก็สอนมิจฉาทิฏฐิ ไม่สอนให้ลดกิเลสจากการปฏิบัติยิฏฐังหลักเกณฑ์นี้ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ต้องมีปัญญารู้ว่าลดกิเลสได้อย่างไร ทำทาน ทำศีล ได้ลดกิเลสได้ เนกขัมมะอย่างไร แล้วจะทำบารมีต่อไปอีกถูกได้อย่างไร จะมีวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานได้ถูกอย่างไร แต่ถ้าทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญาได้ถูกก็จะทำวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานได้ถูกทำได้หมดก็เป็นพรหม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อรหันต์อยู่กับ อุเบกขา กับเมตตา กับทาน พระอรหันต์อยู่กับทาน อยู่กับการให้ มีเมตตา แล้วอุเบกขาเป็นตัวพัก อาชวะ ความซื่อตรงต้องมีปัญญา รู้ว่าอะไรถูกต้องตรงไหนยังทำไม่ได้ตอนนี้ก็ต้องปล่อยไปก่อนทำตามลำดับ ความอ่อนโยน (มทฺทวํ)คือจิตมุทุ อนุโลมปฏิโลมได้ เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกเหมือนอย่างที่ในหลวงบอกว่าเราไม่เคยทำผิดกฎหมายและกฎหมายก็คือสมมติฐานจากท่านก็ไม่เคยทำผิด ความเพียร (ตปํ) คือ ความเพียร ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) โกรธไปทำไมพระอรหันต์ท่านไม่โกรธแล้วมีอาการเล็กน้อยอย่างไรก็ทำออกหมดเพราะโกรธก็คือเชื้อของโทสะมูล ก็เป็นกิเลสอนุสัยอาสวะ หมดแล้วจะโกรธไปทําไมถ้าโกรธขึ้นมามันก็มองก็มัวขึ้นทันทีการจะใช้ความถูกต้องความรู้แจ้งอะไรก็ลดลงทันทีดีไม่ดีมืดหน้า เห็นช้างเท่าหนูเลย การคลอดนี้ไม่มีอะไรดีเลยถ้าเลิกได้ก็เลิกไม่ว่าการขนาดไหน ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) แต่ว่าการจะมีการขัดเกลา สัลเลขธรรมต้องขัดให้กิเลสออก ให้ใส แต่ถ้าไม่มีการขัดเกลาเลยก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นหลวงพ่อดีน้อมีอะไรก็ดีหมดอันนี้ไม่ใช่สัจจะของพระพุทธเจ้า สัจธรรมคือความจริง _สัลเลขธรรมขัดเกลา_ นิยานิกธรรม คือพ้นทุกข์ _สันติธรรม คือหลักธรรม สี่ของพจจ. แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีการขัดเกลาเลยปล่อยให้หมักหมมเน่าเฟะและกันไปทั้งมหาเถรสมาคมไม่มีการจัดการไม่มีการชำระ เพราะอะไรเพราะมันต่ำด้วยกันหมดต้องขออภัยที่ต้องพูดจริงเช่นนี้ ทำแล้วก็ต้องเข้าตัวจะไปทำได้อย่างไร มันซวยจริงๆเลยประเทศไทยเพื่อใครสามารถขจัดวันนี้ได้ก็จะดีมากเลย ความอดทน (ขนฺติ) คนที่หัดอดทนได้จนไม่ต้องอดทนก็ไม่มีตัวตน ได้กำลังของความอดทนกำลังของความกล้า แต่ไม่มีตัวตนแล้ว แต่รู้จักใช้พลังงานนี้ คือขันติส่วนผู้ไม่บรรลุ ตนเองมีตัวตนก็ต้องอดทน จนไม่มีตัวตนแล้ว ก็รู้ว่าใช้พลังงานชนิดหนึ่งจะต้องระงับยิ่งพลังงานที่ใช้ปัญญาแล้วไม่ต้องอดทนเลยว่างไปเลยนั่นคือยิ่งไม่มีตัวตนเลยไม่ต้องอดอะไรเลยไม่ต้องทนอะไรเลย ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) คือไม่ประพฤติผิดธรรมเลย อันนี้เป็นคุณสมบัติวิเศษของผู้บริหารปกครอง ตามแต่ละจะรับผิดชอบ คุณรับผิดชอบเท่านี้สังคมอนุมัติให้รับผิดชอบเท่านี้ก็จะมียศเท่านี้แต่เมื่อรับผิดชอบมากขึ้นก็จะมียศตำแหน่งมากขึ้นเท่าที่จะทำได้เท่าที่สังคมมอบให้ทำ สรุปแล้วหมายถึงจอมจักรพรรดิ คืออาณาจักรทั้งหมดที่จะเป็นผู้ที่ดูแลควบคุมจัดการถ้าจัดการได้ดีที่สุดเรียบร้อยที่สุดเมืองไทย 60 กว่าปีมานี้ที่ในหลวงเราทรงบริหารมาทรงเป็นพระราชาของประเทศเป็นวิญญาณของประเทศ และคนไทยเป็นชาวพุทธ อยู่ในระบบนี้มาตั้งแต่ประเทศไทยมีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งหลายร้อยปีจึงมาเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยเมื่อเปลี่ยนแล้วก็เข้าใจความเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงเข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างจริงจริงเลยตามที่ท่านตรัสและมีพระลิขิตท่านเข้าใจประชาธิปไตยยิ่งกว่านักรัฐศาสตร์สมัยนี้ที่เป็นครูบาอาจารย์อยู่ด้วย เสร็จแล้วท่านก็พร้อม ที่จะมอบให้ประชาชนเพราะตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ก็มีแนวโน้มเช่นนั้น ท่านจะพระราชทานประชาธิปไตยให้ประชาชนแต่ก็ไม่ทันกับความใจร้อนของคนบางพวก เมื่อพ้นจากราชการที่ 7 ก็มารัชกาลที่ 8 ที่บริหารไม่นานเท่าไหร่มาสู่รัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักในเมืองไทยนี้ในหลวงที่บริหารประเทศอย่างประชาธิปไตยถึงว่าในหลวงองค์นี้องค์แรกที่ได้ส่งงานในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ท่านบริหารได้ดี จนพระราชินีของอังกฤษบอกว่าเป็น king of king ยังประเทศอังกฤษ ก็เป็นประชาธิปไตยสองขา ไม่มีปธน. แต่อเมริกา ไม่เคยมีปชต.สองขาเลย เป็นปชต.ขาเดียวมาแต่เกิดแล้วเป็นตนแบบของปชต.เขาเดียวเป็นมา ๒๐๐ กว่าปีแล้ว ตอนนี้ประเทศฝรั่งเศสที่เคยเป็นประชาธิปไตย 2 ขาแล้วกลับมาเป็นประชาธิปไตย 1 ขาตอนนี้ก็กลับมาหวยหาอยากให้มีพระมหากษัตริย์มาปกครองแล้ว พระลึกลึกแล้วของผู้มีภูมิปัญญารู้แล้วว่าประชาธิปไตยขาเดียวมันไม่ใช่ของมนุษย์เพราะมนุษย์นั้นต้องมีกายกับใจมีรูปกับนามมีนอกกับในมีคู่เป็นธรรมชาติ 2 ตลอดเวลา สิ่งที่มีขึ้นมาในโลกเป็นชีวะต้องมีสอง ถ้ามีหนึ่งเดียวก็ผิดไปหมดเพราะฉะนั้นประชาธิปไตยขาเดียวไม่มีการสืบสันตติวงศ์ จะสืบสานทางด้านวิญญาณก็ไม่มีเพราะผู้เป็นราชาจะต้องสังวรสำนึกสำรวมในความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คำนี้ลึกซึ้งมากว่าผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินจริงแล้วความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็คือแผ่นดินผืนนี้เป็นของพระเจ้าจะต้องสร้างต้องบูรณะต้องจัดการแม้จะแบ่งเป็นประเทศใดใดแต่พระเจ้าก็คือของพระเจ้าดูแลให้เกิดความสมบูรณ์ดีงามทุกอย่าง เมืองไทยพระเจ้าแผ่นดินประชาธิปไตยที่ได้บริหารแบบประชาธิปไตยพระองค์แรกก็คือในหลวงรัชกาลที่ 9 และทรงประชาธิปไตยด้วยความเลิศยอดในโลก เพราะเจ้าแห่งประชาธิปไตยคือ queen ของอังกฤษยังยอมรับว่าเป็น king of king อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพระองค์แก่กว่าในหลวงนะสำหรับพระราชินีอังกฤษ ในหลวงของเราอายุน้อยกว่าแต่ครองราชย์ยาวนานกว่าเป็นพี่ทางการครองราชย์แล้วก็ทรงพระจริยวัตรในการครองราชย์ จนพระราชินีประเทศอังกฤษต้องตรัสว่าไม่นึกว่าจะเจอ คิงออฟคิง อยู่ในโลกเป็นความหมายสูงสุดมาก ไม่ได้หมายถึงการเป็นคอมมูนให้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานประชาธิปไตยแน่วันนี้เลิกซึ้ง เมื่อคนมีกายมีจิตวิญญาณพร้อม แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าสัจจะสุดท้ายคืออะไรท่านก็ส่งงาน อย่างดีซึ่งหลายครั้งอาตมาก็เห็นใจพระองค์ท่านมากเห็นพระจริยวัตรของในหลวงมา อาตมาอายุแปดสิบกว่าปีแล้วเห็นท่านทรงงานมา 68 ปี ก็เห็นว่ามีคณะบริหารบริหารงานประเทศแล้วก็ส่งไปให้พระองค์ท่านลงพระปรมาภิไธย เช่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive