380726 เชื่อกรรมกันบ้างไหม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ อบรมนักเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

380726 เชื่อกรรมกันบ้างไหม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ อบรมนักเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก ณ สันติอโศก

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2538 เชื่อไหม นี่ว่ากรรมเป็นตัวกำเนิด กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมัง สัตเต วิภัชติ นี่ เอาภาษาบาลีของพระพุทธเจ้ามาเล่าให้ฟัง กัมมัสสโกมหิ หมายความว่า กรรมเป็นของเรา กรรมแปลว่าอะไร แปลว่าการกระทำ หรือ การงาน หรือกิริยาอาการนี่แหละ กิริยาอาการทางกาย กิริยาอาการทางวาจา ทางกายเราเรียกว่ากายกรรม กิริยาทางวาจา พูดออกไปน่ะ เขาเรียกว่าวจีกรรม คิดอยู่ในใจเขาเรียกว่ามโนกรรม กรรมพวกนี้ เป็นของจริง ทำแล้วอย่าบอกว่าไม่ได้ทำยังไงมันก็ไม่ได้ ใช่มั้ย มันเป็นของจริง พอ พูดออกไปแล้ว พูดเป็นคำทุจริต พูดเป็นคำโกหก มันก็โกหกจริงๆ จะยางลบไป ลบมันหายไหม แล้วเราทำได้รึยัง ทำแล้ว นั่นแหละ มันก็เป็นของเราทำแล้วจะบอกว่า เฮ้ย อยู่โน้นตัวโน้นของคนโน้นได้ไหม เราไม่ได้ทำกรรมดี ไปซื้อหาตามร้านดีพาร์ตเม้นต์ศูนย์การค้า ร้านไหนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หรือ ในโลก ไปหาซื้อได้ไหมละ กรรมดีแล้วไม่ได้ทำไปหาซื้อเอา กรรมชั่วคงไม่มีใครซื้อหรอกนะ (หัวเราะ) ไปซื้อก็คงซื้อกรรมดีใส่กระเป๋ามีไหม มีขายไหม ซื้อไม่ได้ ขายไม่ได้ ไปเที่ยวได้เอาของเราไปให้คน อื่น เอาของคนอื่นเขามาเป็นของเราก็ไม่ได้ แบ่งไม่ได้ด้วย เราทำกรรมขนาดนี้น่ะ ทำกรรมขนาดนี้ แรงๆขนาดนี้ แล้วบอกว่า "โอ๊ย ฉันทำนิดเดียว " โอ้โฮ ถ้าเราทำจริงแรงๆ ขนาดนี้ มันก็ขนาดนี้ เราจะไปบอกว่า แบ่งหน่อยหนึ่ง แบ่ง หน่อยหนึ่ง นะ มันก็ไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น กรรมจริงๆนี่ กัมมัสสโกมหิ กรรมเป็นของตน กรรมทายาท หรือกัมมทายาโท เราเป็นทายาทของกรรมเราเองเป็นผู้รับของกรรมของเราเอง เราตายไปอีกกี่ชาติๆๆๆ มรดกของเราน่ะ เร

อ่านต่อ

าไปปล้นจี้ เราได้เงิน แต่ได้กรรมไหม กรรมปล้น นี่ กรรมดีหรือกรรมชั่ว ได้กรรมชั่วมาด้วย ได้เงินมาด้วย แต่เวลาตายแล้วเงินไปด้วยรึเปล่า อะไรไป กรรมไปบาปกรรมที่ชั่ว ที่เราปล้นนี่ ไปกับเรา นี่มันจริงกว่าไหม อะไรจริงกว่า เชื่อไหมว่า กรรมทายาท นี่เราเป็นผู้รับมรดก ตายไปชาตินี้ ชาติหน้า ก็ต้องรับมรดกของเราอยู่แหง่กๆอยู่นั่นแหละ กรรมชั่วก็ของเรา กรรมดีก็ของเรา เรารับ เรา จะแบ่งเอาของคนอื่นมาไม่ได้ พ่อเราแม่เรา แบ่งให้เราก็มาไม่ได้ ไม่เหมือนมรดกเงินทอง มรดกเงินทองพ่อแม่แบ่งให้ได้ แต่กรรมนี่แบ่งกันไม่ได้ ทำนินัยกรรมก็ไม่ได้ กรรมทายาทเราต้องเป็นทายาทของกรรมของเราเอง กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กรรมพาเราเกิด เพราะเราสร้างกรรมดีไว้ พาเราเกิดดี เราสร้างกรรมชั่ว เท่ากับหมาขี้เรื้อนนั่นแหละ มันจะพาเราเกิดเป็นหมาขี้เรื้อนแหง๋ๆเลย กรรมพาเกิด กัมมโยนิ กรรมพาเราเกิด เพราะคนเราจะเกิดมารวย จะเกิดมาจน จะเกิดมาหล่อ จะเกิดมาขี้เหร่ จะเกิดมาสวย จะเกิดมาไม่สวย จะเกิดมาหฤูแหว่ง ตาบอด จะเกิดมายังไง ก็แล้วแต่ กรรมเป็นตัวกำเนิด เป็นตัวพาเกิด พาเป็น พ่อแม่ของทุกคนอยากให้ลูกเกิดมาสวยไหม สวย พ่อแม่ทุกคนน่ะ อยากลูกเราเกิดมาสวยเต็มครบพร้อม ดีไม่ดี พ่อแม่บางคน ส้วยสวยนะ บางคนพ่อแม่หล่อพ่อแม่สวย ลูกเกิดมาพิการ อย่าว่าแต่แค่สวยแบบเกิดมาพิการด้วย ลูกเกิดมาพิการอย่างนี้ มันก็กรรมของเขา พ่อแม่ อยากปั้นให้หล่อๆ สวยๆเลยนะ โอ้โห เวลากินอาหารบำรุงน่ะ อย่าให้อย่างโน้นอย่างนี้นะ เอ้า เอามา แหง็กตามกรรมของเขา อาจมีเชื้อพันธ์ทางสรีระบ้าง หน้าตามีส่วนคล้ายส่วนนั้นส่วนนี้บ้าง แต่มันก็ไม่คล้ายไปทีเดียวหรอก ใช่ไหม มันก็ไม่คล้ายไปทีเดียว บางทีหรือบางคนนี่ลูก ดูแล้วพ่อแม่กับลูกยังกับคนละพ่อคนละแม่เลย ไม่เห็นมันใกล้กันเลย บางคนพ่อแม่ลุก เนี่ยมันไม่เหมือนกันเลย ก็เยอะไป มันเพราะนั้นจริงๆ มันก็คือกรรมของเรา นี่เป็นตัวนำเกิด เราจะพิการ เราจะครบสมบูรณ์บริบูรณ์ เราจะเกิดในที่ดี ฐานะดี ฐานะไม่ดี ก็อยู่ที่เราบำเพ็ญ อยางพระพุทธเจ้านี่เกิดเป็นลูกเจ้าร่ำรวยฐานะดี ร่างกายรูปเต็มครบสมบูรณ์ จะเรียกว่าหล่อก็เกินหล่อ พระพุทธเจ้านี่นะ มีสัปปุริสลักษณะ 32 อย่างนี้ เป็นต้น ท่านก็สั่งสมของท่านมาไม่รู้กี่ปางกี่ชาติ อาตมาจะเกิดมาหล่อขนาดนี้ ก็เรื่องของอาตมา สั่งสมมาทำเป็นยิ้มเยาะว่าอาตมาหล่อสู้วิลลี่ ไม่ได้เถอะ (หัวเราะ) อย่างน้อยก็หล่อกว่าหม่ำจ๊กม้ก (หัวเราะ) อ้าว หรือ หม่ำจ๊กม้า หล่อกว่าอาตมาไม่รู้จักเหรอ เอ้า นึกว่าไม่รู้จัก หม่ำ จ๊กม๊ก อาตมาว่าอาตมาหล่อกว่าหม่ำจ๊กม๊กนะ หล่อกว่าไอ้เจ้าถั่วแระเอ้า อ้าว อาตมาหล่อกว่า เอ้า ไม่ชอบถั่วแระเหรอ พวกตลกนั่นแหละ พวกตลกถั่วแระ ที่มีหนวดปากมาโพกหัวอะไรเจ้าถั่วแระ (หัวเราะ) อ๋อ พอดูดขึ้นมา อ๋อ แล้วแต่เถอะ ตอนนี้ มันเรื่องเคียงข้างเคียงนะจะหล่อ หรือไม่หล่อ มันไม่ใช่เรื่องสมบูรณ์เท่าไหร่หรอก คุณธรรมคนเราไม่หล่อ ไม่สวยนี่ คุณธรรมดีได้ไหม อันนี้ สิ อาตมาว่าเนื้อหา อาตมาว่าสาระสำคัญอันนี้มากกว่า จริงๆแล้วนี่ นะคนสวยนี่ คือคนชอบก่อน ก็มีเพราะเขาสวยนะ แต่เสร็จแล้ว ก็เกิดมา โอโห เวรกรรม เคยได้ยินข่าวได้ยินเรื่องราวบ้างไหมว่า เขาสวย นี่แหละ ถูกคนปองรัก บางทีถูกปลุกปล้ำ บางที ถูกอะไรต่ออะไรใช่ไหม หลายผู้หลายคน ตามเรื่องตามราว มันมีเหตุการณ์อะไรต่างๆนานา เพราะเขาสวยจึง โอ้โห เวรกรรม ทรมานทรกรรม ได้รับวิบากกรรมทุกข์ยาก นั่นเพราะความสวยของเขาทำให้เขาลำบากกล้าขึ้น ถ้าเขาไม่สายนะ ไม่ถูกปอง ปองร้าย แบบนั้นไม่ถูกอะไรอย่างนั้น นี่มองไปในแง่เนื้อหาดีๆ อย่างนี้ ยังดีซะกว่าไม่สวยซะกว่าได้ดีซะกว่าจะได้ ไม่มีใครมา แหม อย่างนี้ เอ้อ ไม่เอา ไม่เอา เออ ดี ไม่ต้องมาปลุกมาปล้ำเราใช่ไหม ยังดีซะกว่าอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น อย่าไม่นึกว่าสวยแล้วก็ดีไม่แน่หรอก ไม่แน่หรอก สายแล้วดีไม่แน่ สวยแล้วก็ได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะต้องเกิดมาสวยแล้ว เขาจะซวยเพราะสวยนี่แหละ แต่เพราะวิบากกรรม เพราะสวยอย่าง นี้ ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น เราถึงไม่นึกไม่ต้องไปนึกหรอกจะต้องสวย จะต้องไม่สวย ไม่ต้องไปนึกหรอก สัจธรรมจะจัดสรรตามความจริงของเราเอง ข้อสำคัญ เราสร้างกรรมที่ดีเอาไว้ และกรรมจะจัดสรรมาให้ เราพอเหมาะพอเจาะดี จะเป็นประโยชน์ จะสวยหรือไม่สวย จะหล่อหรือไม่หล่อ จะเป็นยังไง ก็แล้วแต่ มันเป็นของมันเองจริงๆ มันจะเป็นของมัน จัดสรรของมันเอง อันนี้มันสำคัญกว่า เพราะฉะนั้น ตัวดีนี่นำเกิด ดีกว่าจะไปให้ตัว แหม อยากสวย ไปหาแต่เรื่องไปให้สวยๆ บำเพ็ญกุศลที่ทำให้เราสวย ทำบุญด้วยดอกไม้ เอาจริงนะ ทำบุญด้วยดอกไม้ ก็จะสวยเกิดมาสวยเหมือนกัน เอา แต่ทำบุญด้วยดอกไม้ เอาแต่ทำบุญด้วยดอกไม้ แต่ไม่บำเพ็ญคุณธรรมดีๆ เลย ได้เกิดมาสวยจริงๆ แต่คุณธรรมไม่มี กุศลไม่มสวยเลยนะ ไอ้นี่เจ็บนะเจ็บกว่า อาตมาว่าไปบำเพ็ญแต่กุศลนี่ แต่จะส่งให้สวยก็เลยได้สวยจริงๆใช่ไหม บำเพ็ญกุศลก็ส่งให้สวยได้เหมือนกัน อย่างที่อาตมาว่า นี่บำเพ็ญทำบุญด้วยดอกไม้อะไร ท่านตรัสไว้เหมือนกันพระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้อยากมาสวยก็ทำอย่างนั้ แต่สวยเสร็จแล้ว คุณธรรมเราไม่มี มีแต่บาป ไม่มีกุศลทางด้านคุณธรรม เกิดมาเลย ไอ้เวรบาปนั่แหละ ไอ้สวยนั่น พาซวยหนักเข้าไปอีก โอ๊ แบบนี้เจ็บ เจ็บแสบ นี่ฟังดีๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสั่งสมความดีเอาไว้ แล้วไม่ต้องกลัวความสวย ความงามอะไร มันจะเกิดมาตามสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่ต้องห่วง อาตมาเคยนึกเหมือนกันนะว่า เอ๊ เรานี่มันไม่หล่อเท่าพระเอกที่หล่อเค้าหล่อจริงๆ แหม เขายังได้เป็นพระเอกละคร อาตมาอยู่ในวงการทีวี แหม รูปร่างสมาร์ต สูง เราก็ไม่สูงเท่า ไม่สมาร์ทเท่าใช่ไหม สูงแค่นี้ เตี้ยแค่นี้ รูปร่างหน้าตาก็ไม่สวยเท่า แหม เรานี่มันไม่มีบุญนึกเหมือนกันนะ นึกเหมือนกัน แต่ก่อนยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ยังไม่รู้สัจธรรม มันเป็นด้อยๆของเราอยู่เหมือนกันนะ เราไม่เด่นเหมือนอย่างเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้ มาปฏิบัติธรรม แล้วถึงคิดว่า โอ๊ย มันพอเหมาะพอสมควรของเรา ถ้าอาตมาเกิดไป แหม มีหล่อ มีสมาร์ท มีงั้น ไประเริงอยู่โน้น ดีไม่ดี มีชื่อเสียงติดลมบนอยู่อย่างนั้น อาตมาเลยไม่ได้มาทางนี้เลย ไม่ได้มาบวชมาเจอกับพวกเราเลย เลยไม่ได้ทำงานที่เป็นคุณค่าประโยชน์ที่เป็นบุญกุศลขนาดนี้ ไปติดลมบน อยู่โน่นหมดเลย โอ้โห ซวยตายเลย จริงไหม เพราะฉะนั้น มันโชคดีนะ ที่อาตมาไม่จำเป็นจะต้องไปถูกดึงไว้อย่างโน้น มันเป็นโชคดึมากทีเดียว เราก็เลยไม่ต้องไปผูกไปพันอะไรไว้ทางโน้น มาอย่างนี้ดีกว่า กัมมโยนิ กรรมพันธุ ก็คือกรรมพันธุ์ กัมมพันธุหมายความว่า กรรมสะสมลงมาเป็นพันธุ์ พันธุ์ที่ว่านี้ เป็นพันธุ์อะไรรู้ไหม เป็นพันธุ์สัตว์นรก เป็นพันธุ์เทวดา เป็นพันธุ์อริยะ หรือว่าเป็นพันธุ์ปุถุชน นี่ เป็นพันธุ์อย่างนั้นจริงๆ เลย สะสมคุณธรรมลงไปอย่างนี้ เราก็สะสมสัจธรรม ถ้าเราทำความบาปความชั่วเป็นคุณธรรมที่เป็นทุจริตอกุศล เราก็สะสมพันธุ์ ให้เป็นสัตว์นรกไปเป็นเดรัจฉาน ไปเป็นอสุรกาย ไปเป็นเปรต นั่นแหละไปเกิดสะสมพันธุ์อย่างนั้น แล้วก็ไปเกิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คนจะไปเกิดในนรกเกิดเป็นสัตว์นรกเดรัจฉาน ก็เพราะเราทำเองนะ เราสั่งสมพันธุ์เองนะ รู้ไหมว่ายังไงมันจะเป็นเดรัจฉาน มันเป็นสัตว์นรก มันจะเป็นเปรตรู้ไหม เพราะเราทำตามอำนาจกิเลส กิเลสมากๆ กิเลสที่มันโกรธมากๆ ก็สัตว์เดรัจฉานเป็นสัตว์นรก รุนแรง เหมือนเขาบอกวา เป็นยักษ์น่ะ เป็นยักษ์ ยักษ์นี่ ตาโปนๆ พวกสะสมกรรมโกรธ สะสมความโทสะ ตามันก็ใหญ่ ตามันก็จะโปนมองตาเขียวอยู่ยังงั้นแหละยักษ์ เขี้ยวนะ มีเขี้ยวยังไม่พอ ให้ถือกระบองสมัยก่อน สมัยนี้มันคงต้องถือปืนเลเซอร์นั่นมันโบราณนิทานโบราณใช่ไหม นิทานโบราณ เขายังไม่รู้จักปืนเลเซอร์ เขาเอากระบอง เอาดาบ เอามีด นี่ถึงมีหอก มีดาบ ถือดาบ ถือปืน เป็นยักษ์ พวกดุร้าย เราสะสมโทสะใส่ตัวเองก็เกิดเป็นคนดุร้าย เกิดเป็นสัตว์นรก ทั้งๆที่มีร่างกายเป็นมนุษย์นี่แหละ แต่เป็นเหมือนคนสัตว์นรก หรือสะสมทางราคะมากๆ ก็กลายเป็นคนราคะน่าเกลียด อย่าพูดเลย พวกเราน่าเกลียด แล้วเขาก็นิยมชมชื่นของเขา นะน่าเกลียด ทุเรศ แล้วเขาก็นิยมชมชื่นของเขา สะสมความโลภโมโทสัน โอโห กอบโกยน่าเกลียดเอารัดเอาเปรียบเอารัด อะไรต่างๆนานา ใครสะสมอะไร ก็เป็นเช่นนั้น นี่เรียกว่า สะสมเผ่าพันธุ์ นี่ทางจิตวิญญาณนะ สะสมทางเผ่าพันธุ์ แล้วมันก็จะเกิดมานั่นแหละ เกิดตามที่เราสะสมเป็นพันธุ ตามนั้นตามนั้นตามจริง แล้วเราก็ได้อาศัยกรรม กัมมปฏิสรโณ พึ่งเป็นที่พึ่ง ถ้าเราได้ฐานที่เป็นสัตว์นรก เราก็พึ่งสภาพอย่างเป็นสัตว์นรก ทุกข์ร้อนอย่างสัตว์นรก ถ้า เราสะสมพันธุ์ดี หรือว่าบุญ กุศลดี เราก็ได้พึ่งบุญ กุศลดีนั้น เป็นเทวดา ในร่างของคนนี่แหละ ในชีวิตของคน เป็นเทวดาที่เป็นสัจจะ นี่เป็นของกรรม เพราะฉะนั้น ที่นี่ให้ถือศีล 5 มาให้บำเพ็ญให้ นอกจากจะมาเรียนเอาความรู้ยังมาเรียนรู้คุณธรรมที่นี่ ที่นี่จะได้ซับได้คุณธรรมยิ่งกว่า เรียนทางโลก นะได้กิเลสเติมเข้าไปเรื่อยๆ จริง เราได้ความรู้โรงเรียนข้างนอกนี่ เขาสอนให้มีความรู้ แต่เขาไม่เคยมาพาเราสั่งสมให้เกิดทรัพย์อันวิเศษ คือกรรมที่เป็นกุศล หัดอดลดกิเลส หัดสะสมบุญกุศล หัดเสียสละ หัดสร้างสรร นี่เราก็ทำไป ทุกวันนี้ทำวันละเล็กละน้อย วันมากก็แล้วแต่ ได้ทำไหมพวกเรา ได้ทำไหม ได้ทำ ได้สะสมแล้วเป็นของคนอื่นไหม มันก็เป็นของเรา เจตนา ที่นี่เจตนาให้พวกเราไดสะสมบุญด้วย นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้สะสมบุญไปด้วย เรียนไป 1 ปี 2 ปี 3 ปี 4 ปี 5 ปี 6 ปี เรียน 6 ปี ไม่แน่นอนหรอก บางคนอาจไม่ 6 ปี อาจจะเป็น 7 ปี 8 ปี ก็เรียนไปเถอะ (หัวเราะ) อย่างน้อย ที่นี่พาสะสมไปเรื่อยๆแน่ไม่มีปัญหา ทำไมจะรีบอยากรีบหนีเหรอ (หัวเราะ) นึกว่าอยากเรียน อยากรีบหนี อยากรีบออกนี่ คือมาอยู่ที่นี่ มาอยู่ที่นี่ จะเรียนอบรมทางศีลธรรม เพราะฉะนั้น กฎหลัก ระเบียบอะไรมันเคร่งมากกว่าเขา เรื่องประพฤติปฏิบัติจึงมากกว่าเขา ใครที่ไม่ไหว ทนไม่ได้ก็อย่างว่า นี่ออกไป นี่ออกไปกี่คนแล้วนี่ ออกไปคนหึ่ง ทนไม่ได้ก็ต้องออก ยังคิดจะออกอีกก็ไม่มีปัญหา ยังคิดจะออกอีก จะออกก็ออก เพราะที่นี่ บอกแล้วต้องมาเต็มมใจเรียน พูดกันชัดๆไม่ได้โกหก ไม่ได้มาพราง ไม่ได้มาปิดบังเอาไว้ เปิดเผย พูดกันจริงๆ ที่นี่เราจะอบรมสั่งสอนกันอย่างนี้ ทำกันอย่างนี้ ว่าดีคิดว่าเราอยู่ที่นี่เราได้ดี เอา เต็มใจเอาเราก็พากันไปสะสมกัน สั่งสอนกันไป แนะนำกันไป เท่าที่เป็นไปได้ นอกจากจะมีศีลธรรม มีสะสมบุญนี่ด้วยแล้ว เราก็ยังให้เป็นงานฝึกปรือ ให้เป็นงานเป็นการทำโน่นทำนี่ตามแต่ อยู่ที่นี่ มันมีงานอะไรบ้างก็เท่าที่ไปฝึกเป็นฐานงาน อยู่ปฐมอโศก ก็มีงานอย่างปฐมอโศก อยู่ที่นี่ มียังกับที่มีงานฐานของที่นี่ว่าไป งานฐานงานเพิ่มขึ้นก็ว่ากันไป ไม่มีงานฐานอะไรที่จะทำได้ จัดแจงได้ ก็ทำเท่าที่มันเป็นไปได้ ฝึกจริงๆนะ ฝึกให้เป็นเป็นเลย ถ้าเราจบไปแล้ว อาตมาคิดว่า ถ้าเราถึงเรียนจนจบ ม. 6 ไปแล้วนี่เราจะทำงานบางอย่างเป็น ไม่ใช่ได้ แต่วิชาการเถอะวิชาการก็สอบให้ได้ เหมือนกับโลกเขาแหละ ทุกวันนี้ วิชาการมันเฝือ คนได้ แต่วิชาการ ได้แต่ท่องพูด เป็นปากเปล่า เอ้อ จะทำอะไรก็ไม่เป็น ศีลธรรมไม่ดี ต้องพูดเลย ศีลธรรมก็ไม่ได้ แล้วอยู่ในโลกสังคมนี้ สังคมนี้ ได้เงินเดือนได้รายได้เป็นเจ้าเป็นนาย เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารอะไรไป สังคมไม่มีท่าเลยพวกนี้เอาเปรียบ ได้แต่เอาเปรียบทำก็ไม่เป็น ศีลธรรมไม่มี ก็ยิ่งโลภโมโทสัน ไปกอบไปโกย ไปขี้โกงเอาก็ได้ด้วย มันก็ไปกันใหญ่ พังเลย เพราะฉะนั้น มันไม่มีความ หวังเลยว่า สังคมมันจะดีขึ้น เพราะฉะนั้น พวกเรานี้ เป็นอนุชนรุ่นหลังเราจะขึ้นไปเป็น ถ้าเผื่อว่าเราเป็นคนที่ความจริงแล้ว ก็ปฏิบัติตนได้ซื่อสัตย์ สุจริตจริงแข็งแรงจริง ก็เป็นรากฐานเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นมวลของประเทศที่ดี ซึ่งเราเอง ก็มีเรี่ยวแรงเท่านี้ สอนกันได้เท่านี้ อบรมกันได้เท่านี้ รับคนมา รับนักเรียนมาได้เท่านี้ เราไม่มีแรงขนาดนี้ก็โอ้โห รับคนมา รับนักเรียนมาได้เท่านี้ เราไม่มีแรง ขนาดนี้ ก็หนักพอสมควร อาตมาบอกแล้วว่ายังไงๆ อย่าให้เกิน 120 โรงเรียนเรานี่ 6 ชั้น ชั้นละ 20 คนก็พอแล้ว เช่น ประมาณนั้น ม.1-ม.6 พอหนักไม่ไหว น่ะมากกว่านี้ เราตาย ตายแน่ๆ เลย ขนาดนี้ก็โอ้โห อะไรมันยิ่งกว่าปู จับปูใส่กระด้งนี่ก็ว่ามันยากแล้ว อะไรมันยากกว่าจับปูใส่กระด้ง จับพวกเรานี่ละมั้ง จับปูใส่กระด้ง แล้วก็ยากแล้ว จับพวกเรานี่ จับเด็กใส่กรงเหรอ ยากกว่าจับปูใส่กระด้งอีก แต่ก็ เอา มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เราค่อยๆ อบรมกันไป ค่อยๆเห็นใจครูบ้างสิ ไม่ใช่เบาๆนะ หนัก เหนื่อยพอสมควร เพราะฉะนั้น เราก็พยายาม ถ้าเรารู้สึกสำนึกดี แล้วเราก็พากเพียรนะ ปฏิบัติตัวเรา หัดอดหัดลดหัดทนบ้างมั่ง ปรับปรุงตรนเองขึ้นไปบ้าง อะไรต่ออะไรขึ้นไปเรื่อยๆ ครูก็เบาลงแล้วเราก็ได้ดี เราได้ดีไหม ครูก็เบาลง เราก็ได้ดีด้วย มักก็ไม่เสียหายสักฝ่าย ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่เราก็ไม่อบรมตนนะ เราก็ซนอย่างนั้นแหละ แล้วแต่กิเลสอะไรที่มันทำ ก็ทำ แต่กิเลสมัน ก็ไม่ได้ดี แล้วครูก็หนักไหม เสียทั้งสองฝ่าย ทรมานด้วยกันทั้งคู่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ต่างฝ่ายต่างเถอะ อย่าทรมานกันเลย ช่วยกันช่วยกัน มันจะเจริญขึ้น จะดีขึ้นด้วยกันทั้งคู่ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็มีอีกเรื่องหนึ่ง พวกเราร่ำร้องอยากไปเที่ยว ไอ้เรื่องไปเที่ยวนี่คน ไปเที่ยวคือคนยังมีกิเลส มีกิเลสมาก กิเลสมากก็อยากไปเที่ยวมาก ไอ้คนเที่ยวนี่ คำว่าเที่ยว นี่เป็นคำไม่ดีหรอกนะ มันเลี่ยง มันเลี่ยงนะ ทัศนศึกษา (หัวเราะ) คำว่าเที่ยว ไม่ค่อยดีนะ คำไม่ค่อยดีเที่ยว จริงๆแล้วถ้าเราปฏิบัติธรรมดีๆ เราจะไม่ค่อยอยากเที่ยวหรอก เพราะเที่ยวมันก็ไอ้เท่านั้นแหละ มันก็เป็นกิเลสที่อยาก จะไปเห็น ไปรู้ ไปกระโดดโลดเต้น ไปอะไรก็แล้วแต่เถอะ ตามเรื่องตามราวไปกับสิ่งที่จะไปประสบที่นั่นที่นี่บ้าง อย่างโน้นอย่างนี้บ้าง อย่างอาตมานี่ เขาอยากไปเที่ยวไปนั่นไปเที่ยวนี่ อาตมาไม่ได้คิดอยากจะเที่ยวเลยจริงๆ ก็สบายดีทุกอย่าง เบิกบานร่าเริงดี มีงานก็ทำ ทำโน่นทำนี่ ของเราไปนั่นแหละ มากก็วิ่งไปวิ่งมา นี่ก็วิ่งไปทำภาระ นะ วิ่งไปปฐมอโศก วิ่งไปวิ่งมาเดี๋ยวต้องวิ่งไปราชธานี บ้าง ไปศีรษะอโศกบ้าง ต้องวิ่งไปงานไปโน่นไปนี่ อู๊ย ยังวิ่งมากยิ่งเมื่อย ถ้าไม่ต้องวิ่งได้ ไม่ต้องวิ่งมาเลย โอ้โห แสนสบาย อยู่ในที่ไหน ก็อยู่มันก็มีอะไรละมีดิน มีหิน มีต้นไม้ มีลม มีแดด มีน้ำ มันก็อยู่แค่นั้นจะมีอะไร มีบ้าน มีเรือนอะไร ก็แล้วแต่ เขาจะสร้างอะไรขึ้นมา ก็สร้างไป สร้างมันขึ้นมาก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น คนที่ยังอยากออกไปเที่ยวอยู่นี่ หรือคนเที่ยวชอบ เที่ยวๆๆๆ นี่ไม่ค่อยดนัก คำว่าเที่ยว เนี่ย ฟังแล้วน่าเกลียด ผู้ชายนี่เคยได้ยินไหม เขาบอกว่านี่ไปเที่ยวผู้หญิงมาใช่ไหม เคยได้ยินไหม แปลว่าอะไร ดีไหม เอ้อ ผู้หญิงคนเที่ยว แต่มาอยู่ที่นี่ เราเข้าใจแล้วการกินมีกิเลส เพราะฉะนั้น เวลาเรากินอาหาร ถ้าเราไปติดรูป กลิ่น รส อร่อยๆ อะไรต่างๆ พวกนี้ มันเป็นกิเลสหรือเปล่า เป็น แม้มีอาหารที่ไม่อร่อย กลิ่นก็ไม่ดี เหมือนอย่างที่เราเขามาปรุงเรามาที่เราปรุงมาล่อเรานี่ แต่ที่นี่ กลิ่นไม่ล่อใจ รสชาติก็ไม่ล่อใจ แต่เป็นธาตุอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารตามโภชนาการที่ดี เราเสียหายไหม ไม่เสียหาย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราเป็นคนที่กินอย่างรู้จักสาระพวกนี้ แล้วนี่ เราจะมีกินง่าย คนที่เขาปรุงแต่งมากๆนี่ ดีไม่ดีเวลาปรุงจานหนึ่งนะ ปรุงอาหารจานหนึ่ง ปั๊บเสร็จแล้ว จะต้องแต่งสี แต่งรส แต่งกลิ่น แล่งรูป แหม มีดอกไม้ประดับ มีจัดผลไม้ มีประดับโบดอกโน่นนี่ เขาคิดราคาค่าแรงไหม แล้วมันได้ไหมละ กินเข้าไปแล้วมันได้อาหารธาตุอาหารเพิ่มไหม แต่ได้กิเลสเพิ่ม เพราะฉะนั้น คนข้างนอกเป็นไง นอกจากเปลืองสตางค์ เพิ่มเข้าไปแล้วยังแถมได้อะไรอีก ได้กิเลสอีก ซวยกี่ชั้น นี่ (หัวเราะ) เปลืองเงิน ได้กิเลส โง่อีกโง่ให้หลอกอีก 4-5 ชั้น แล้วเสียเวลาไหมก็อีกชั้นหนึ่ง เปลืองแรงงาน เปลืองเวลาเข้าไปอีก คนทำก็เปลืองแรงงานเปลืองเวลา ไอ้ผลไม้นี่นะ เวลาจะเอามากินหั่นปั๊บๆ ก็เอามากิน นี่ไม่ต้องไปจัดๆเรียงๆ แล้วเสียทั้งเศษไว้ด้วยนะ เสียตรงนั้นเสียตรงนี้ เศษทิ้งๆ เอ้า ไม่กิน ไอ้ตรงนี้อีก (หัวเราะ) เห็นไหมว่าคนเรามันไม่ได้คิดต่างๆ เอ้า นี่เรื่องการกิน ทีนี้พวกเรารู้แล้วค่อยฝึก เรารู้แล้ว ก็ยังเลยจะมาละกิเลส ก็ยังยาก แต่ยิ่งไม่รู้เลย ไม่ต้องห่วงเลย ไม่ต้องละแล้วกิเลส หนาขึ้น หนาขึ้นเต็มรูป พวกเรารู้แล้ว เราก็มาฝึกปรือ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะกิน เราจะอยู่อะไรพวกนี้ ก็ระมัดระวัง นี่พี่ ป้า น้า อา มาทำให้พวกเรากินนี่เหน็ดเหนื่อยไหม เราก็ทำเลี้ยงกันไปอย่างลูกอย่างหลาน อย่างพี่อย่างน้อง เพราะฉะนั้น บางทีเราก็จู้จี้จุกจิก แหม อันนี้ ไม่อร่อย อันนี้ไม่สวย อันนี้ไม่งาม อันนี้ไม่น่ากิน ยังโง้นอย่างนี้ ระวัง ทีหลังจะให้ถือไม้เรียว เดี๋ยวให้ถือไม้เรียวเลย แล้วที่นี้พวกเรานี่นะ อาหารก็พยายามที่จะหาอาหารดีๆ เป็นอาหารที่ไม่มีสารพิษ ผัก ผลไม้ อะไรต่างๆนานา ก็ปลอดสารพิษอะไรต่างๆ หรือว่าไม่อยากจะปลอดเลย ไร้นะ ไม่ใช่ปลอดสารธรรมดา ไร้สารพิษเลยทีเดียว มาพยายามที่จะมีกิน มีใช้อะไรต่ออะไรกัน อาตมาว่า อย่างนี้ อยู่ที่นี่ การกิน เราก็เรียนรู้ การนอนละ มีกิเลสไหม หา แต่ก่อนนี้ นี่นอน โอ้โห หลังข้างขนาดอยากนอนให้มากก็ทั้งไม่สำรวม นอนเสร็จแล้ว โอ้โห ตื่นขึ้นมาที่จริง ตอนแรก นอนหัวอยู่ตรงนี้ดีๆ ขาอยู่ตรงนี้ดีๆ ตื่นขึ้นมาไม่รู้มันหัวมันอยู่ด้านไหน ขาอยู่ด้านไหน (หัวเราะ) แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง ดีขึ้นบ้างไหมละ เหมือนเดิม ดีกว่าเก่า อะไรยิ่งกว่าเก่าได้ไง ต้องมีสติ ต้องฝึกนอน เสร็จแล้วไอ้อะไรก็ไม่ว่าหรอก นอนไม่มีสติก็ไม่ว่า ติดรสติดอร่อยนอน แหม บิดขี้เกียจกี่ทีก็ไม่ตื่น ฝึก อาตมาก็เคยรู้ นอนก็เป็นรสอร่อย นอนแล้วก็ติด อะไรก็เคยรู้ แล้วฝึกแล้ว จิตมันจะลดได้ อย่างทุกวันนี้ ไม่มีปัญหาอาตมา ถึงเวลาตื่นนอน ก็ตีระฆังด้วย ถ้าเมื่อย ก็อาจจะไม่ได้ตีมากนัก หรือบางทีมันก็ตื่นอยู่ทุกชั่วโมงแหละ แต่ว่ามันพลาดน่ะ มันตื่นนอนเลยเวลาไปหน่อยหนึ่ง เลยไป 10 นาที หรือไม่ถึง 10 นาที ก็ยังไม่ เอ้า เผลอๆไปผ่านมันก็เลยไม่ได้ตีชั่วโมงนั้นชั่วโมงนั้นมันบ้าง แต่นอน อย่างนั้นน่ะ นอนพักผ่อนหัดวางจิตวางใจ นอนแล้วเวลาตื่น ตื่นขึ้นมา ถึงเวลาตื่นก็ตื่นขึ้นมา สดใส แจ่มใส พักให้พอ เราก็นอน ขนาดนี้พอ คนเรานี่ นอนประมาณวันหนึ่งประมาร 6-8 ชั่วโมง ก็มากแล้ว 6 ประมาร 6-8 ชั่วโมง ประมาณนั้น แล้วทุกวันนี้ เรานอนกันกี่ชั่วโมงละ 7 นั่นแหละ ก็อยู่ในระหว่างนั้นกำลังดี นอนสามทุ่ม ตื่นเท่าไหร่ 4 ครึ่งเชียวเหรอ ปลุกเท่าไหร่ แหม ขาดทุนอีก10 นาทีเหรอ (หัวเราะ) แหม ขาดทุนอีก10 นาทีเหรอ (หัวเราะ) ตี 4 ก็ 7 ชั่วโมงใช่ไหม นอนสามทุ่ม ตี 4 พยายามให้เป็นวินัยให้เป็นระเบียบ ไม่ใช่ถึงเวลานอน ก็ยังเล่น ยังคุยมากมาย นี่มันไม่ดี มันไม่เป็นระเบียบ พวกเรานี่คนหมู่มาก ถ้าต่างคนต่างไม่มีระเบียบ ต่างอิเหละเขะขะ อยากจะนอนทุ่มหนึ่ง อยากจะนอนห้าทุ่ม อยากจะนอนตีหนึ่งตีสอง อะไรก็โลเอ้า ตายเลยยุ่งกันใหญ่ ไม่มีวินัย ไม่ไหวคนเราไม่มีวินัย นี่ไม่เจริญหรอก ทำอะไรก็ไม่เจริญ ถ้าไม่มีวินัย ไม่มีระเบียบ โอ๊ย ทุกอย่างมันลงตัวไม่ อย่างอาตมานี่ มันเคยแล้วตีสามครึ่ง มันก็ตื่นมาตื่นมาแล้วก็ทำงานทำการไปถึงเวลานอนๆสองทุ่ม สามทุ่ม ถึงเวลาประมาณนั้นเอ้า นอน พอฝึกดีๆ แล้วเราจะไม่เป็นคนติดแม้แต่รสการนอน แล้วเห็นได้จริงเลย มันไม่ได้รสอร่อย แต่เราไปหลงติดรสอร่อย เหมือนกับเราไปหลงรสอาหารนั่นแหละ ถ้าอาหารก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกเราจะกินอาหารไม่ได้ติดรสอร่อยนะ กินไปใช้ทำไม ก็เป็น อย่างนั้นนะ หรือรสของอาหาร อะไรมันก็เป็นอย่างนั้น ผักนี้ขม มันก็ขมผักนี้เปรี้ยว มันก็เปรี้ยว ผักนี้หวาน มันก็หวาน ผักนี้เผื่อนๆ มันก็เผื่อนๆ มันก็เป็นของมัน ผลไม้งี้ เป็นยังงี้ หรือผัดมาแกงมา เป็นอย่างนี้ มันก็เป็นอย่างนี้ของมัน ไม่ใช่ว่าเราไปสมมุติว่าต้องรสอย่างนี้ มันถึงจะอร่อย รสอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ ก็ไม่อร่อย นี่มันสมมุติเอาทั้งนั้นแหละ ไม่ตรงกันหรอก คนนี้ติดอย่างนี้ คนนี้สมมุติอย่างนี้ อันนี้อร่อย แต่อีกคนหนึ่งบอกว่า ว้า รสอย่างนี้ไม่ได้ต้องอย่างนี้เติมโน่น อย่างนี้ถึงจะอร่อย คนหนึ่งก็ไปสมมุติของเขาไปยึดของเขาคนนี้ ก็เป็นของเขา คนเรายึดเรื่องไอ้อร่อยคนละอย่างไม่เสมอกันอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้เรื่องเล่น เป็นกิเลสหรือเปล่า เป็นแน่นอน ก็เอาละ เล่นหรือว่าเราก็จะผ่อนคลายบ้าง ทีนี้คนฉลาดจะต้องเล่นหรือผ่อนคลายในการเล่นที่มีประโยชน์ ถัาเล่นในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เลย เล่นแล้ว ก็เปลืองผลาญ เสร็จแล้วก็เป็นกิเลสซ้อนซ้ำ หรือไม่ก็เล่นแล้วก้ไปโกง เหลี่ยมโกงเล่นแล้วเหลี่ยมโกง มันมีกีฬาหลายประเภท ต้องใช้เหลี่ยมโกง ไม่ไช่หรอก เล่นกีฬานี่แหละ เล่นกีฬาเล่นฟุตบอล นี่ก็ยังโกงเลย เล่นหลายอย่างนะโกง เพราะฉะนั้น อะไรที่มันใช้เหลี่ยมโกงแล้วอย่าไปเล่นเลย กีฬาอย่างนี้ เลิกเล่น กีฬาอะไรที่เราเล่น แล้ว เอ่อ ได้ออกกำลังกาย หรือว่าได้เกิดการสมานสามัคคีกัน ซึ่งอาตมาเคยยกตัวอย่างเช่นว่า เล่นตะกร้อวง หรือเล่นบอล วอลเล่ย์บอล ไม่ต้องไปเล่นข้ามเน็ตนะ โยนแล้ว ก็ให้รับแล้วก็ทุกคนก็ช่วยกันประคองนะ อย่าให้ตกดินง่ายๆ ประคอง ทุกคนมีจิตใจตรงกัน พยายามช่วยกันให้เป็นหนึ่งเดียว ประคองตะกร้อวงนี้ เอ้า ทุกคน เลี้ยงลูกให้ดีเตะไปให้แก่กันและกันให้ได้รับพอเหมาะดีๆ อย่างนี้เป็นจิตวิทยาที่ดี เป็นการสมานสามัคคีทุกคนเป็นหนึ่งใจเดียวกัน ได้ออกกำลังด้วยอะไรอย่างนี้ ผ่อนคลายบ้างได้ การเล่นที่เป็นหลัก เป็นเรื่อง บางคนเล่นเสียของเล่นซน รู้จักเล่นซนไหม เคยหลายครั้งแล้วด้วย โดนไม้เรียวมาเพราะเล่นซนมาก็เยอะแล้ว ด้วยใช่ไหม ไอ้นั่นมันไปเกิดประโยชน์อะไร เราเด็กก็จริงอยู่เราต้องมีปัญญารู้ไอ้เล่นซนนี่ มันไม่เข้าท่า เราก็อย่าไปเล่นเราก็หัดเราจะเล่นให้เป็นกิจจะลักษณะ เด็กเราจะโน่นมั่งนี่มั่ง ก็ค่อยๆ ว่ากัน ที่นี่เราไม่ค่อยมีที่เท่าไหร่ ถ้าอย่างปฐมอโศกเขามีที่กว้างพอได้ อีกหน่อยต่อไปอาจจะปรับแปรอะไรๆให้ที่ทางมันกว้างขึ้น มันอาจจะดีขึ้นที่นี่ แต่ตอนนี้ ของอะไรต่ออะไร วัสดุก่อสร้างมันเยอะ มันยังไม่เรียบร้อย ก็ค่อยๆ ว่ากันไป เอาละ ในเรื่องของการกินการอยู่ การหลับการนอน การเล่นอะไรพวกนี้ มันมีกิเลสอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เราเล็กๆนี่ ถ้าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนหรือไม่ได้รับการเรียนรู้ อย่างที่อาตมายกตัวอย่างให้ฟัง อย่างข้างนอก นี่เขาไม่เคยมาสอนเราหรอก เขาไม่เคยมาบอกเราเรื่องนี้หรอก เขาไม่ได้สังวรระวังอะไรเละๆเทะๆ ไปกินก็กิเลสบานตะโก้ไปเรื่อยๆ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน