350807 ความเป็นกลาง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350807 ความเป็นกลาง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ความเป็นกลาง ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
วันนี้ จะได้เทศน์ถึงเรื่องมัชฌิมา ความเป็นกลาง ให้ฟังชัดๆขึ้น เพราะว่าเป็นความสำคัญมาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้นี่ ท่านตรัสรู้มัชฌิมาปฏิปทา หรือมัชฌิมาตัวคำว่ากลางนี่ คำว่าลงตัว คำว่าพอดี คำว่าพอเหมาะพอสม คำว่าได้สัดส่วนที่สูงสุด บริสุทธิ์บริบูรณ์ มัชฌิมานี่ เพราะฉะนั้น ลัทธิของพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าลัทธิแห่งความเป็นกลาง แล้วก็ไม่ใช่ไปเป็นกลางอย่างตื้นๆง่ายๆ ความเป็นกลางอย่างตื้นๆง่ายๆ บอกว่าเอาเรื่องระนาบเดียว มิติเดียวตื้นๆแค่บอกว่า ถ้าเผื่อว่า มีหัว มีหาง กลางก็คือบวกลบคูณหารเข้า มีสิบอยู่ระหว่างห้านี่ คือกลางอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ถูก ไอ้อย่างนั้น มันเป็นระนาบเดียว มันเป็นมิติเดียว เป็นแบบตื้นๆ กลาง ความเป็นกลางก็อยู่ระหว่างกลางของสองสิ่ง นั่นมันเป็นการวัดกันในระนาบตื้นๆ ก็ถูก แต่ว่า ความหมายของมัชฌิมา หรือความเป็นกลางของพระพุทธเจ้านั่นน่ะ มันลึกซึ้งมากกว่านั้น ไม่ใช่ความเป็นกลางง่ายๆแค่นั้น ถ้าขืนเอาความเป็นกลางง่ายๆแค่นั้น มาตีความ แล้วก็มาพยายามให้กระทำ ผู้ที่อยู่ ถ้าเผื่อว่า เราวัดความสูงความต่ำแล้ว เราจะวัดโดยระนาบธรรมดา เรานับมิติตื้นๆว่า ความสูง 100 เมตร กลางก็คือ 50 เมตร ถูก แต่ถ้าเผื่อว่า ความสูงนั้นคือ "ความดี" ผู้มีดีถึง 100 ผู้ที่ไม่ดีที่สุด ก็คือศูนย์ เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำความเป็นกลางก็คือ ให้คนที่สูง 100 มีคุณธรรม 100 ค่า 100 ลดลงมาเหลือ 50 จึงจะเรียกว่า ผู้มีความเป็นกลาง ย่อมไม่กระทำโต่งเกินไป คือเขามีสูงเต็ม 100 เพราะฉะนั้น เวลาเขาจะเป็นอยู่ก็ต้องเป็นอยู่อย่างเป็นกลาง ก็ลดความสูง ควา
อ่านต่อ
มดีของเขา ร้อยหน่วยลงมาเหลือ 50 เท่านั้น เรียกว่ากลาง อย่างนี้ผิด หรือแม้แค่จะให้แก่ผู้ที่ไม่มีความดี คือศูนย์นี่ มีความดีเป็นศูนย์ จะให้ความเป็นกลาง ให้เขาทำความดีให้ได้ 50 เหมือนอย่างคนที่เขาทำดีตั้งร้อย เมื่ออยู่ด้วยกันก็ต้องเป็นกลาง คนที่มีความดีศูนย์ ทำความดีแค่หนึ่ง แค่ห้าก็ยังทำไม่เป็น ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำความดีถึง 50 เป็นกลางนั้นมันทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเป็นกลาง มันถึงไม่ใช่ความหมายแค่นั้น อย่างนี้เป็นต้น นี่ความหมายที่ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟังนี่ เป็นความหมายที่เราจะต้องทำ ความเข้าใจให้สูง ให้ละเอียดหลายระนาบ หลายมิติด้วยกัน เราเรียนรู้ยังไม่พอ ก็เลยเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ ว่ากันตู่กันไปว่าความเป็นกลาง จะต้องอนุโลมกันบ้าง แล้วการอนุโลมปฏิโลม ก็มีเหมือนกัน เพื่อผู้อื่น เราก็ลดลงมาให้บ้าง เป็นบางครั้งบางคราว มาทำตามๆด้วยกัน หรือว่าสังขารลงมาปรุงตามเขาบ้าง แต่ไม่ใช่เพื่อตน ไอ้นี่เป็นความลึกซ้อนแล้ว ไอ้นี่เป็นความอนุโลมปฏิโลมของผู้ที่สูง จะอนุโลมให้แก่ผู้ที่ต่ำ แต่ตัวเองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องบำเรอตน หรืออนุโลมตน โดยสังขารปรุงแต่งมาเสพให้แก่ตน ไม่ต้อง แต่สำหรับผู้อื่นก็เอา อย่าไปดึงเขา หรือว่าไปแข็งขืนเขาขนาดนั้น ปล่อยให้เขาขนาดนั้นละ ถือว่าพอดีแล้ว ไม่เช่นนั้นก็เมื่อไม่เข้าใจอย่างนี้แล้วก็ มันเคร่ง มันโต่ง แล้วมันก็ทำให้คนอื่นอึดอัด มันทำให้คนอื่นเขาลำบากใจมากเกินไป มันเป็นความบีบคั้นมาก อันนี้พวกเราก็มีประสบการณ์กันอยู่ ถ้าเผื่อว่าฟังแล้วเข้าใจนะ เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักความเป็นกลาง หรือคนเป็นกลาง โดยเฉพาะจิต จิตใจที่เป็นกลาง มันจะหมายความว่าอย่างไร เดี๋ยวเราจะได้ฟังกัน มีผู้เอาสูตร สูตรหนึ่งมาให้พอดีเลยจากพระวินัย สูตรนี้เป็นตัวอย่างที่จะขึ้นต้น จะอ่านให้ฟัง เรื่องพระอัชชุกะ เมืองเวสาลี ว่าอย่างนี้น่ะ พระวินัยเล่ม 1 ข้อ 172 ใครไปเปิดดูก็ได้น่ะ พระวินัยเล่ม 1 ข้อ 172 ก็โดยสมัยนั้นแล คฤหบดี อุปัฏฐากของท่านพระอัชชุกะ ในเมืองเวสาลี มีเด็กชายสองคน คือบุตรชายคนหนึ่ง หลายชายคนหนึ่ง ครั้งนั้นท่านคหบดี ได้สั่งคำนี้ไว้กับท่านพระอัชชุกะว่าพระคุณเจ้าข้า บรรดาเด็กสองคนนี้ เด็กคนใดมีศรัทธาเลื่อมใสพระคุณเจ้า พึงบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่เด็กคนนั้น ดังนี้ แล้วได้ถึงแก่กรรม หมายความว่า ที่เมืองเวสาลีตอนนั้น ก็มีคฤหบดีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของท่านพระอัชชุกะ ทีนี้คฤหบดีผู้นี้นี่ มีลูกกับหลานอยู่สองคน มีลูกชายคนหนึ่ง มีหลานชายคนหนึ่งอยู่ด้วย ทีนี้ท่านคฤหบดี นี่ก็เลยสั่ง สั่งพระอัชชุกะไว้ให้เป็นทนาย หรือให้เป็นผู้คอยจัดการมรดก ว่าอย่างนั้นเถอะ พูดง่ายๆ ผู้จัดการมรดก สั่งพระอัชชุกะ เอาไว้ว่า ให้ดูช่วยเด็กสองคนนี้ด้วย ว่าเด็กคนใดมีความเลื่อมใสในตัวพระอัชชุกะหรือว่ามีปัญญา พระอัชชุกะก็คงไม่ได้หมายความว่า จะเป็นคนที่ว่าผู้ใดจะประจบประแจงตัวเองหรอก ถ้าผู้ใดมีปัญญา คือคฤหบดีนี่มีศรัทธาเลื่อมใส พระอัชชุกะว่าเป็นพระที่น่าเคารพนับถือ แล้วก็ให้เป็นผู้ที่เป็นกลาง เป็นคนเป็นกลาง เป็นคนที่คอยตัดสินว่าควรจะแบ่งทรัพย์นี้ให้แก่ใคร ในลูกกับหลานสองคนนี่ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดดี ถึงจะให้ทรัพย์นี้นี่ เป็นการตัดสินอย่างเป็นกลาง เป็นคนเป็นกลางเป็นผู้ที่มีความเป็นกลาง เพราะฉะนั้น ให้ช่วยดูด้วย ถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระคุณเจ้า ก็ค่อยบอกสถานที่ฝังทรัพย์ให้แก่เด็กคนนั้น นี่ก็หมายความว่าก็คือให้ทรัพย์สินนั่นแหละ แล้วก็คฤหบดีก็ตายไป ครั้นสมัยต่อมา หลายชายของคฤหบดีนั้น เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส จึงท่าน พระอัชชุกะ ได้บอกสถานที่ฝังทรัพย์นั้นแก่เด็กหลานชาย หลายชายนั้นได้รวบ รวมทรัพย์และเริ่มบำเพ็ญทาน ด้วยทรัพย์สมบัตินั้นแล้ว ก็สุดท้าย ดูไปก็พระอุช-ชุกะก็เห็นว่า คนหลานดีกว่าคนลูก ก็เลยตัดสินบอกคนหลาน คนหลานก็ได้รับมรดกไป เมื่อคนหลานได้มรดกแล้ว ก็ใช้มรดกอย่างเป็นบุญ ไปบำเพ็ญทานอะไรต่างๆนานา ใช้มรดกอย่างเป็นประโยชน์ ทีนี้ต่อมาภายหลังบุตรชายคฤหบดี ได้เรียนถามเรื่องนี้กับพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ใครหนอเป็นทายาทของบิดาบุตรชายหรือหลานชาย ตอนนี้ บุตรก็เจ้าลูกชายก็เดือดร้อน ไม่ได้มรดกก็ไปถามพระอานนท์ เล่นเรียกว่าเล่นตามกติกาเลยนะ เล่นตามกติกาธรรมเนียมเลย ในลูกชายนี่น่ะ เล่นตามกติกาธรรมเนียมเลย ไปถามพระอานนท์ ก็หวังพึ่งพระอานนท์เป็นตุลาการว่าอย่างนั้นเถอะ ไปถามพระอานนท์ เอ๊! ท่านธรรมดาแล้วนี่ ลูกหรือหลานเป็นคนได้มรดก ใครจะเป็นทายาทของบิดาว่าอย่างนั้น ท่านพระอานนท์ตอบว่า "คุณ! ธรรมดา บุตรชายเป็นทายาทของบิดา พระอานนท์ก็ตอบพั้วะเลย ธรรมดาก็อ่านว่า ทำ-มะ-ดา บอกลูกชายของคฤหบดี ก็ธรรมดาก็ลูกซิเป็นผู้ต้องได้รับมรดก บุตรชายก็ว่าอย่างนั้น บุตรชายก็ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้าอัชชุกะนี้ได้บอกทรัพย์สมบัติของกระผมให้แก่คู่แข่งของกระผม เจ้าลูกชายก็ต้องต่อว่า เรียกว่าต้องฟ้องร้องนะ ทวงทรัพย์คืนน่ะนา บอกว่าท่านพระอัชชุกกะนี่เป็นตุลาการที่ใช้ไม่ได้ ตัดสินให้ทรัพย์แก่คู่แข่งของกระผม ก็คือให้แก่หลานชาย ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับมรดกตามกติกาว่าอย่างนั้นเถอะนะ ตามธรรมเนียม พระอานนท์ก็ว่า คุณ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านพระอัชชุกะ ไม่เป็นสมณะ นั้นซัดเลย พระอานนท์ก็ซัดเลย พระอัชชุกะก็ไม่ใช่สมณะ ว่าเลย พระอัชชุกะก็โดนไป พระอานนท์ก็เป็นตุลาการซ้อนเข้าให้ เรื่องของเรื่องอย่างนี้ มีมาตามธรรมดาในสังคม พระอานนท์ ก็เป็นคนเป็นกลาง แต่ความเป็นกลางของพระอานนท์ ก็มีภูมิปัญญาเท่าพระอานนท์นั่นเอง มีข้อมูลเท่าพระอานนท์ มีความเป็นกลางเท่าพระอานนท์ พระอานนท์ก็ต้องตัดสินตามภูมิปัญญาของพระอานนท์ ลำดับนั้น ท่านพระอัชชุกะ ได้กล่าวคำนี้แก่ท่านพระอานนท์ว่า อาวุโสอานนท์ ขอท่านได้โปรดให้การวินิจฉัยแก่กระผมด้วยเถิด พระอัชชุกะก็บอกว่าท่าน ท่านลำเอียงแล้วนะ ท่านตัดสินไม่ถูกแล้ว ท่านใส่ความผมเสียแล้วละ ท่าน พระอัชชุกะก็ต่อว่าพระอานนท์ ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเป็นฝักฝ่ายของท่านพระอัชชุกะ ท่านจึงถามท่านพระอานนท์ว่า เพราะว่าพระอุบาลนี่ เป็นฝักฝ่ายของพระอัชชุกะ ก็ไม่ใช่หมาย ความว่า พระอุบาลีนี่เป็นคนลำเอียงในความหมายของพระไตรปิฎก ในความหมายของคำที่บรรยายไว้ บันทึกไว้นี่มันหมายความว่า ท่านพระอัชชุกะ นี่มีภูมิเท่ากับพระอัชชุกะ เป็นกลางเหมือนกัน มีภูมิเท่ากันกับพระอัชชุกะ จึงมีความเข้าใจเหมือนกัน ก็อยู่ฝ่ายเดียวกัน มีภูมิเท่ากัน มีภูมิความเข้าใจ มีปัญญา มีภูมิปัญญา หรือมีภูมิธรรมเท่ากัน พระอุบาลีก็จึง...พระอุบาลี อย่าลืมว่าเป็น ตุลาการใหญ่น่ะ พระอุบาลีนี่ เป็นผู้ที่ได้รับเอตทัคคะทางด้านเป็นเจ้าแห่งวินัย เจ้าแห่งตุลาการ เจ้าแห่งนิติศาสตร์ พระอุบาลีนี่ อย่านึกว่าพระอุบาลีนี่ ไม่ใช่ ไม่เป็นคนไม่เป็นกลางน่ะ พระอุบาลีนี่ เป็นคนเป็นกลางที่สุด เรียกว่าเป็นยอดประธานศาลฎีกา ในสมัยพระพุทธเจ้าเลยนะ เป็นผู้ที่เป็นกลางที่สุด รับรอง ตัดสินความไม่มีผิดพลาด ไม่ลำเอียง เป็นคนเป็นกลางที่สุด พระอุบาลีนี่ก็ ความหมายท่านบอกว่า พระอุบาลีนี่เป็นฝักฝ่ายของท่านพระอัชชุกะ ก็ไม่ได้หมายความตื้นๆแค่ว่า อ้อ! นี่มันเข้าข้างกันนี่ มันเป็นฝ่าย ไม่ใช่ ถ้าเราเข้าใจว่าพระอุบาลีเป็นหลัก พระอุบาลีนี่เราต้องเข้าใจ ต้องรู้จักพระอุบาลีว่าเป็นยอดประธานศาลฎีกา เป็นผู้ที่ซื่อตรงที่สุด เป็นกลางที่สุด ไม่ใช่เป็นคนที่คดโค้งแน่ เพราะฉะนั้น พอบอกว่าเป็นฝักฝ่ายพระอัชชุกะ ก็หมายความว่า พระอัชชุกะจะต้องมีภูมิธรรมเสมอด้วยพระอุบาลี พระอุบาลี จึงถามท่านพระอานนท์ว่า อาวุโส! อานนท์ ภิกษุใดอันเจ้าของทรัพย์สั่งไว้ว่า ขอท่านได้โปรดบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชื่อนี้ แล้วบอกแก่บุคคลนั้น ภิกษุนั้นจะต้องอาบัติด้วยหรือ พระอุบาลีเล่นหลักเหมือนกัน เล่นกติกาเหมือนกัน เอากติกา หรือหลักมาพูดกับพระอานนท์ ก็พระอานนท์มีข้อมูลเท่านั้นน่ะ พระอานนท์ก็ อาตมาถือว่า พระอานนท์ก็เป็น กลางนะ แต่พระอานนท์เป็นกลาง แต่ก็เป็นกลางเตี้ยหน่อย พระอานนท์นี่เป็น กลางเตี้ยหน่อย อาตมาเชื่อว่า พระอานนท์ไม่มีอกุศลจิตหรอก พระอานนท์ก็มีกุศลจิต แต่เตี้ยหน่อย ภูมิธรรมและมีข้อมูลเท่านั้นก็จึงตัดสินไปอย่างนั้น ทีนี้ พระอุบาลีก็เลยพอได้รับคำนี้จาก พอได้รับเรื่องมาจากพระอัชชุชะแล้ว ก็เลยมาตัดสินความแล้วก็มาถามพระอานนท์ว่า ถ้าเผื่อว่า เจ้าของทรัพย์เขาให้ดูแล ให้ช่วยเหลืออย่างนี่แหละ นี่เป็นแต่เพียงว่าท่านๆพูดสั้นๆบอกว่า ก็เจ้าของทรัพย์เขาสั่งไว้ว่า ได้โปรดบอกสถานที่ฝังทรัพย์แก่บุคคลชื่อนี้ คล้ายๆกับว่าในสำนวนนี้ ในสำนวนพระไตรปิฎกนี้ คล้ายๆกับว่า ขอท่านได้โปรดบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชื่อนี้ ที่จริงไม่ได้เป็นอย่างนี้ใช่ไหม เรารู้เรื่องมาแล้วว่า ที่จริงน่ะ พระอัชชุกะ ได้ตรวจสอบมาแล้วว่า ผู้ใดมีศรัทธาเลื่อมใส ศรัทธานี้จะต้องสมบูรณ์ไปด้วย บริบูรณ์ไปด้วยองค์ 10 นะ ศรัทธาไม่ใช่ศรัทธาธรรมดา แต่ถ้าเผื่อว่ารู้จักภูมิธรรมของศาสนาพุทธแล้วละก็ พระอัชชุกะ ก็จะต้องเทียบศรัทธาของหลานชาย จะต้องมีศีลไหม จะต้องเป็นพหูสูตไหม จะต้องเป็นธรรมกถึกไหม จะต้องเป็นอะไรด้วยนะ ต้องบริบูรณ์ด้วยองค็์นั้นดวยนะศรัทธานี่ ไม่ใช่ศรัทธาขี้หมูขี้หมา ศรัทธาฉันเอาอะไรมาให้ฉันกินคนเดียวอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ศรัทธากันตื้นๆ ไม่ใช่ศรัทธานี่ต้องมีองค์ธรรม ต้องมีองค์คุณที่สมบูรณ์นะ ต้องตรวจสอบว่าศรัทธานี้สมบูรณ์ มีความเลื่อมใสและศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละอย่างไร แต่ว่าตอนนี้พระอุบาลีรู้แล้วละ กับพระอัชชุกะแล้ว จึงมาถามพระอานนท์ พระอานนท์ก็ตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติสักน้อย ก็พระอุบาลีถามว่าก็เจ้าของทรัพย์เขาบอกอย่างนี้ บอกกับบุคคลชื่อนี้อย่างนี้ บอกกับบุคคลนั้น เหมือนกับไปบอกตามที่เจ้าของทรัพย์เขาบอก ภิกษุนั้นจะต้องอาบัติด้วยหรือ พระอานนท์ก็บอก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุนั้น ไม่ต้องอาบัติสักน้อย โดยที่สุดแม้เพียงอาบัติทุกกฎ ไม่อาบัติหรอก แม้แต่ทุกกฎก็ไม่อาบัติ พูดไปไยมีนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่อาบัติ คืออาบัติทุกกฎนี่อาบัติต่ำที่สุดแล้ว พระอุบาลีจึงบอกว่า อาวุโส ท่านพระอัชชุกะนี้ อันเจ้าของเขาสั่งไว้ว่า ขอท่านได้โปรดบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชื่อนี้ จึงได้บอกแก่บุคคลนั้น ท่านพระอัชชุกะ ไม่ต้องอาบัติ ผู้พิพากษาก็ตัดสินตูมเลย ก็เมื่อท่านก็ตอบถูกแล้วว่าพระอัชชุกะไม่อาบัติแล้ว ไม่มีความผิดหรอก ไม่ลำเอียงอะไรหรอก เพราะเหตุอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นคำตัดสินของพระอุบาลี ก็บอกว่าท่านพระอัชชุกะไม่ต้องอาบัติ ไม่ผิดอะไรนี่ ในสูตรมีอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ในรายละเอียดแค่นี้แหละ มีความเป็นกลางที่หลากหลาย หลากหลายด้วยภูมิธรรม หลากหลายด้วยฐานะ หลากหลายด้วยความจริงอยู่ในนี้แค่นี้ ความเป็นกลาง และแม้แต่กติกาธรรมเนียม เห็นไหมมันก็ยังมีลักษณะให้เห็นว่าความเป็นกลาง และความจริงที่ถูกต้องนี้ มันอย่างไรหลานควรได้มรดกมากกว่าลูกก็เป็นได้แฮะ เพราะหลานเป็นผู้มีภูมิธรรมควรจะได้ และความต้องการของเจ้าของทรัพย์จริงๆเขาก็ต้องการให้แก่ผู้ที่ควรจะได้ทรัพย์นี้ไปเป็นประโยชน์คุณค่าโดยไม่ลำเอียง เจ้าของทรัพย์ก็เป็นกลาง แม้แต่คหบดีเองก็เป็นกลางที่แฟร์ (FAIR) ที่สุดเลย ลูกหรือ? เรื่องเล็ก ความถือความเป็นลูกไม่เอาความเป็นหลาน ถ้าหลานดีกว่าลูก ให้หลาน ไม่ให้ลูก แม้ลูกจะเป็นผู้ควรได้รับมรดกสายตรงชั้นที่หนึ่งก็ตาม ก็ไม่ควรจะได้มรดก ควรจะไปให้หลานที่ควรจะได้ทรัพย์นี้ไปเป็นประโยชน์คุณค่า อย่างนี้แม้แต่คฤหบดี ก็เป็นคนเป็นกลางที่มีภูมิธรรม นี่มันลึกซึ้งอย่างนี้ ความเป็นกลาง เพราะฉะนั้น เรื่องความเป็นกลางนี่ เราจะต้องเข้าใจ เดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ความเป็นกลางเข้าใจกันเพี้ยน เข้าใจกันตื้น เข้าใจกันไม่ได้สัดได้ส่วน โดยเฉพาะดื้อๆง่ายๆ อย่างทุกวันนี้ เป็นสมัยที่มีความเฉลียวฉลาดกันมาก แต่เสร็จแล้วก็เข้าใจความเป็นกลางนี้ไม่ได้ง่ายๆ ก็เอาความเป็นกลางตื้นๆมาทำให้บ้านเมืองหรือสังคมเดือดร้อนวุ่นวายอยู่มาก แล้วก็ไม่พัฒนาด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆในสมัยอย่างนี้ แม้แต่ตอนนี้ เป็นหน้าเลือกตั้ง หน้าหาเสียง หน้าอะไรนี่ ให้คนเป็นกลาง แต่ก็ไม่เข้าใจความเป็นกลางที่ดี นี่ขณะนี้มีองค์กรกลาง หรือมีผู้ไปทำความเป็นกลางอะไรนี่ แม้แต่ไปปิดกั้นผู้ที่ควรจะได้สนับสนุนประชาธิปไตยให้เสียด้วยเพราะผู้มีความรู้ไปปิดกั้นเสียนี่ ไม่ ไม่ให้ไปเสนอแนะ ไม่ให้ไปพยายามที่จะให้ความรู้อันนั้นอันนี้อะไรต่างๆนานา ผู้ที่มีภูมิรู้ เขาจะมีตามที่เขามี ผู้ที่ไม่มีภูมิรู้ เขาก็จะมีตามที่เขาไม่มี เพราะฉะนั้น ในสังคมนี่ มันจะเป็นบทบาทที่ทำกันไปตามลำดับ ผู้ที่มีปัญญาดีจะกระทำได้สัดส่วนที่ดูพอเหมาะก็จะได้คนดี คนดีไปเลือกคนดี คนชั่วไปเลือกคนชั่ว มันจะบอกค่าของมันออกมาหมดเลย เพราะฉะนั้น คนชั่วเขาก็ทำชั่ว คนดีเขาก็ทำดี ค่าของมันก็จะออกมาได้สัดส่วนที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าสังคมประเทศชาตินี่มีคนชั่วมาก ผลออกมาเราก็จะได้คนที่ชั่วออกมาทำงาน แต่ถ้าคนดีออกไปช่วยมาก ผลออกมาก็เป็นส่วนดี ถ้าเข้าใจถูกต้องนะ ผลที่ได้ก็จะเป็นส่วนดี คนชั่วไม่ออกไปทำงานเท่าไหร่หรอก คนชั่วนี่ทำงานจะน้อย แต่คนดีจะทำงานมาก แต่ทุกวันนี้นี่คนดีก็ไม่อยากทำงาน เพราะคนดีได้รับการสั่งสอนผิด คนดีกลายเป็นคนขี้เกียจ กลายเป็นคนท้อแท้ กลายเป็นคนอ่อนแอ ไม่สู้คนชั่ว แล้วคนก็ไปยกย่องคนชั่ว ไปส่งเสริมคนชั่วมาก คนชั่วก็ระเริงได้ใจ แทนที่จะให้กำลังใจแก่คนดีให้มากกว่าคนชั่ว ก็ให้กำลังใจคนชั่วมากกว่าคนดี คนชั่วก็เลยมีกำลังใจมากกว่า บ้านเมืองก็เลยมีบทบาทของคนชั่วมากกว่าคนดี แล้วคนดีก็ไม่ดีจริง แม้ไม่ให้กำลังใจก็ควรจะมีกำลังใจเอง หรือควรจะต้องรู้ว่า เราควรจะทำอะไร เราควรจะขยันหมั่นเพียรขวนขวายอะไร อย่างเหตุการณ์คราวที่แล้ว มีคนดีกระเตื้องขึ้นมาบ้าง ก็เลยรู้สึกว่าความดีจะดีขึ้นทุกๆคนเข้าใจ คนดีชักมีแรง มีเรี่ยวขึ้นมาก็ดีนะ แม้แต่ในเรื่องชี้ดีชี้ชั่วชี้ผิดชี้ถูก เราก็เข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ บอกว่าคนเป็นกลางนี้ชี้คนชั่ว ชี้คนดีไม่ได้ ไอ้นั่นก็ผิด คนเป็นกลางนี่ จะต้องเป็นคนมีภูมิปัญญา มีความจริงใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ลำเอียงหรอก แต่ว่าควรจะชี้คนดีบอกว่าดี ดีอย่างนี้ คนชั่วก็บอกว่าชั่ว ถ้าบอกว่าจะเลือกตั้งล่ะ ถ้าเขารู้เขาแน่ใจแล้วว่า คนนี้ดี เราก็บอกคนนี้ดี ควรจะเลือกคนดี ถ้าเขาถามต่อไปนะ คนเป็นกลางนี่น่ะ บอกว่า เอาพูดตอนแรก ขยักแรก เราก็บอกไปเลือกคนดีๆ นะ นี่พูดทั่วๆไปสาธารณะ คนไหนที่ดี ก็ให้อ่านเขา ให้ติดตามเขา ให้ศึกษาเขาให้ดี คนดีก็ค่อยไปเลือก อย่าไปเลือกเอาคนชั่วเข้าไป นี่ภาษากลางๆ ถ้าเขาถามต่อว่า แล้วพระคุณท่านละ แล้วท่านล่ะท่านเห็นว่าคนไหนดีละ เราก็ตอบได้ ถ้าเราบอกว่า ตอบไม่ได้หรอก มันจะไม่เป็นกลาง นี่ก็แสดงว่า เราเอง เราไม่เป็นกลางแล้ว ถ้าเราไม่ตอบ เขาถามอีกต่อไปว่า ท่านละ เราก็บอกอีกว่า ถ้าความเห็นของเราน่ะ เราได้ติดตาม เรามีข้อมูล เราได้ศึกษาว่า เออ!คนนี้เราเห็นว่าคนนี้ดี เราก็บอกได้ว่า คนนี้ดี ด้วยความจริงใจ ถ้าคนนั้นจะบอกให้ ถ้าเราจะบอกคนที่เขาถามนี่ให้ลึกขึ้นไปอีกก็ เพราะว่าเป็นคนที่ใหม่ หรือเป็นคนที่เขาจะเข้าใจผิดได้ง่าย ก็บอกว่าคุณก็ไปศึกษาของคุณเองนะ ให้แน่ใจ อย่ามาเชื่อตามเรา อย่ามาเชื่อตามอาตมา เพราะอาตมานี่ เป็นความเห็น คุณถามความเห็นของอาตมา อาตมาก็บอกความเห็นของอาตมา ส่วนคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มันอาจจะไม่ตรงกัน คุณไปศึกษาเขาให้ดี เราก็บอกไปให้ละเอียด ลอออย่างนั้น เขาก็ไปศึกษา (มีเสียงพูด) เป็นธรรมดา คนชั่วต้องชิงชัง ต้องไม่ชอบ ก็ต้องให้เขาได้รับบทผู้ใหญ่รักคนที่ดี ผู้ใหญ่ที่รักคนที่ดี คนที่ชั่วก็ไม่ได้รับความรักเป็นธรรมดา ไม่กระทบกระเทือนหรอก ศาสนาจะเจริญรุ่งเรือง แล้วจะขัดเกลา แล้วเราต้องมีศิลปวิทยาที่จะสอนคนชั่ว คนชั่วต้องได้รับบทเรียน คนดีก็ได้รับบทเรียน นี่เป็นสัจจะ มันอยู่ที่ศิลปะว่าเราเอง เราควรพูดขนาดไหน แค่ไหน? ละเอียดลออแค่ไหน? แล้วเราก็จะรัก คนชั่วจะทำชั่วได้รุนแรงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาดีๆ ต้องใช้ ต้องศึกษาต้องฝึก- ฝน ถ้าไม่ศึกษา ไม่ฝึกฝน ไม่ใช้บทบาทพฤติกรรม พฤติกรรมกลายเป็นความดีนี่ ถูกความชั่วรุกราน แล้วสังคมจะเสื่อมลงๆๆๆ อย่างที่มันเป็นมาแล้ว เพราะความดีของคนหรือ เพราะคนดีไม่เชี่ยวชาญพอ จึงแพ้พฤติกรรมหรือบทบาทของสังคมที่มีคนชั่วมาก สังคมจึงเสื่อมลง เพราะฉะนั้น สังคมถ้าจะเสื่อมลงเรื่อยๆ ก็เพราะว่าความจริงของสัจจะตัวดีนี่ไม่มากพอ และไม่กล้าพอ ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น คำว่าพระธรรมกถึก แกล้วกล้าแสดงธรรมกับบริษัทอะไรพวกนี้ เป็นเรื่องของความจริงของศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น ถ้าทุกวันนี้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จึงลำเอียง ตกลงคนชั่วนี่ มันมีความกระตือรือร้นมันมีความหลงลาภ หลงยศ หลงถูกปลุกเร้า คนชั่วก็จึงมีบทบาทปลุกเร้า คนดีควรจะปลุกเร้า แต่คนดีกลับเฉื่อย เพราะความเข้าใจผิดเอนเอียงอยู่ทุกวันนี้ มีมากเลย คนดีไม่กระตือรือร้น เข้าใจว่า คนดีนี่คือคนไม่มีพลังคนดีคือคนอยู่เฉยๆ วางเฉย อุเบกขาน่ะเป็นเรื่องลึกซึ้งมากตามที่ผมเคยพูดแล้ว อธิบายมามากมาย แต่คนที่เป็นคนดีที่มีอุเบกขามีพลัง มีไฟ มีความขวนขวาย มีบุญ-กิริยาวัตถุ มีเวยยาวัจมัย แล้วก็มีปัญญา มีศิลปวิทยาที่จะต้องทำให้ได้สัดส่วนดี จะไม่เกิดภัย เหมือนผมพาพวกเรามานี่ พอสมควร ผมพาพวกเรามาได้นี่ มีปฏิ- กิริยาอย่างนี้ แต่ว่าเราเอง จะต้องรู้ว่าเราทำได้แค่ไหน อันนี้มีเนื้อหาที่ได้เขียนเอาไว้นะ บรรยาย เขียนบรรยายเอาไว้ในเรื่องทรัพย์แท้ จะอ่านอันนี้ให้ฟังก่อน แล้วก็จะได้อธิบายให้ฟังด้วย อ่านนี่ก็คงจะใช้เวลาเกือบหมดเวลา ก็จะอ่านก่อนแล้วก็อธิบายให้ฟังต่อไป คือในนี้ขยายความเรื่อง ความเป็นกลาง หรือ คนเป็นกลางไว้ซับซ้อน ละเอียด ซึ่งมันลึกซึ้งมาก ถ้าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อะไร คำตอบคำหนึ่งพระพุทธเจ้านี่ตรัสรู้ มัชฌิมาปฏิปทา ตอบได้เลยว่า พระ พุทธเจ้าตรัสรู้มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทา คือความเป็นกลาง ความประ- พฤติที่เป็นกลางนี่ มันยิ่งใหญ่ซับซ้อนลึกซึ้งมาก ไม่ใช่เรื่องตื้นน่ะ เรื่องยิ่งใหญ่ มีความรู้ความเข้าใจ มีความหมายที่ละเอียดลออ ซับซ้อนมากเลยในมนุษยชาติ มัชฌิมาปฏิปทา นี่ ความสมดุลที่สมบูรณ์ มัชฌิมาปฏิปทา เป็นความสมดุลที่สมบูรณ์ของแต่ละคน แต่ละเหตุการณ์ แต่ละพฤติกรรม แต่ละองค์ประกอบทั้งหมด เป็นความสมดุลที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น มันยังเอียงโต่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสตั้งแต่ธรรมจักรกัปป- วัตนสูตรนั่นแหละ ก็โต่งไปฝ่ายใด ข้างใด ก็คือความไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทาทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ เรื่องยิ่งใหญ่ ลองฟังดู เมื่อกี้บอกแล้วว่า ผู้เป็นกลางนี่อย่าว่าแต่ชี้ดีชี้ชั่วเลย แม้แต่มีคนมาด่ามาตำหนิกัน พูดกัน ว่ากันอะไร พูดได้ คนเป็นกลางก็ว่าคน ตำหนิคนนั้นตำหนิคนชั่ว ข่มคนชั่ว แล้วก็ยกย่องคนดี ตามที่พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนเราไว้ นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง นี่ก็ติซิ ข่มซีคนชั่ว ไม่ข่มไม่ได้หรอกในโลก เพราะฉะนั้น คนชั่วจะได้รับคำอย่างที่คุณถาม บอกว่าคนชั่วเขาก็ไม่มาศรัทธาเรา ไม่มาก็ไม่เป็นไร คุณจะมีศิลปะให้คนชั่วเขาติ หรือว่าให้เขาทำอย่างไรได้รับกระแสอันนี้ โดยที่เขาเองเขาไม่เกลียดชังเรา หรือเราจะต้องใช้วิธี-การ ศิลปวิทยาอย่างไรให้คนชั่วนี่อย่าเข้ามาใกล้เราก่อน ถ้าขืนเข้ามาใกล้เรา เรายังทำอะไรเขาไม่ได้ อย่างนี้ก็เป็นศิลปวิทยาด้วยซ้ำ อย่าให้เขามาทำร้ายเรา อย่าให้เขาเข้ามาใกล้ หรือว่าเข้ามาใกล้ก็อย่ามานัวเนีย เป็นศิลปะทั้งนั้น ทำอย่างไร เขาจะไม่เข้ามานัวเนียเรา เขาศรัทธาเลื่อมใสมาก เราจะมีการติหรือการข่ม หรือว่าการยับยั้งอย่างไรนี่ เป็นศิลปวิทยาทั้งนั้น ถ้าไม่เช่นนั้น โอ! นัวเนีย ติดผูกพันมาก- มายจนกระทั่งไม่ได้เรื่อง นี่เป็นลักษณะหลายลักษณะที่เราจะต้องศึกษาอย่างดี ทีนี้ เมื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ที่จริงนี่ คนที่เป็นกลางนี่ ยังตำหนิ ยังด่า ยังว่าคนอื่นอะไรต่ออะไรก็ยังได้ แต่ข้อสำคัญ ใจต้องเป็นกลาง จะตำหนิ จะว่า จะด่าใครๆ หรือว่าจะข่มใครๆ ก็ข่มได้โดยที่คนเป็นกลางนั้น คนเป็นกลางจริงๆแล้ว สิ่งที่ควรตำหนิก็ตำหนิซิ สิ่งที่ควรด่ าด่าซิ สิ่งที่ควรข่ม ข่ม แต่ว่าใจไม่มีกิเลส ใจไม่มีชอบ ไม่มีชัง ใจไม่มีลำเอียง ไม่มีฉันทาคติ ไม่มีโทสาคติ ไม่มีโมหาคติอะไรหรอก ใจไม่มีกิเลส โลภ โกรธ หลง ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว จะติ จะด่า จะว่าอะไรนี่ ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ถ้าใครยังด่า ยังตำหนิคนอื่นด้วยโกรธ ด้วยชัง หรือ ด้วยโลภ ด้วยหลงอยู่นั่นน่ะ ผู้นั้นก็ยังมีพฤติกรรมในจิตใจที่ดำเนินไปด้วยโกรธ หรือด้วยโลภ ด้วยหลงนั้นๆอยู่ ก็เป็นโทสาคติ ฉันทาคติ โมหาคติ ภยาคติ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือว่าไม่หลายอย่าง คือดำเนินไปไม่ดี จิตดำเนินไปไม่ดี มันมีอคติต่างๆ นั้นน่ะ แซมปนอยู่ในจิต ดำเนินไปไม่ดี ยังมีพฤติกรรมทุคติแท้ๆ นั่นเอง คือจิตที่ลำเอียง ก็ยังถือเป็นทุคติ เป็นจิตที่ไม่ดี มันก็มีจริง เกิดจริงที่ใจ เมื่อใดมันเกิดมีจริงเมื่อใดก็เป็นทุคติ คือนรกแท้ๆนี่แหละ คือบาปจริงๆนี่แหละ จิตที่เป็นจิตที่ยังมีทุคติ หรือว่ามีจิตโลภโกรธหลงผสมอยู่ในจิตสังขารอยู่ในจิต หรือมีไม่แค่ลำเอียงจะอคติอย่างใดเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ เกิดจริงที่ใจเมื่อใด ก็เป็นทุคติคือนรกแท้ๆ คือบาปจริงๆอยู่ในปัจจุบันนั้นเมื่อนั้น และสั่งสมเป็นวิบากต่อไปจริงทันที กรรมนี่เป็นของทันที เมื่อใดก็เมื่อนั้นทันที นี่คือนรกตัวจริง คืออบาย นรก หรืออบาย คือความเสื่อมของจิตวิญญาณนั้น ความไม่ดีของจิตวิญญาณ นี่แหละคือ นรกตัวจริง หรืออบายตัวแท้ มีกรรม มีพฤติจริงๆ มีวิบากมีการสะสม มีการสืบทอด มีการดำเนินคตะ หรือคติ หรือคโตนี่ แปลว่าดำเนินไป มีการดำเนินไปชนิดที่ไม่ดี คือทุ ทุนี่แปลว่าไม่ดี ก็คือ ยังดำเนินไป หรือว่ายังมีการเป็นอยู่ไปไม่ดี นี่เป็นเรื่องแท้ๆ ตรงๆอย่างนี้ เป็นทุคติหรือว่ามีการดำเนินไปไม่ดีแท้ๆ ตรงๆ นี่แหละ เจ้าตัวต้องพยายามรู้ พยายามรู้ตัว โดยเฉพาะตัวทุคติ หรือตัวโทสะ ตัวโกรธนี่ หรือโลภ หรือตัวราคะก็ตาม โมหะ ภยะ ภยะก็คือ พวกความเป็นภัย หรือความกลัวพวกนี้แหละ ที่ไม่ควร ต้องรู้ต้องพยายามรู้ตัวพวกนี้ ตัวพวกนี้คืออัตตา คือตัวตนของกิเลสอยู่ในตัวเรา นี่เป็นตัวทุคติ หรือตัวโทสะ ตัวโลภะ ตัวโมหะ ตัวภยะอะไรพวกนี้ ซึ่งเป็นลักษณะอคติ 4 มีฉันทาหรือว่าโลภะ ราคะนี่เราจะเอียงไปในข้างรักคือฉันทะ ในข้างโทสะ ในข้างโมหะ ในข้างภยะ ภยาคตินี่ เราต้องรู้ตัวพวกนี้ให้ได้ที่ไม่ควร และต้องไม่ให้เกิด ไม่ให้ดำเนินไป ไม่ให้มันดำเนินไป ก็คือต้องให้อคติ ต้องไม่ให้มีให้ได้ อคติตัวนั้นจึงไม่ได้หมายความว่า เป็นตัวที่จะแปลความหมายก็ได้ว่าเป็นตัวไม่ดีอยู่ มันเป็นตั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive