350619 ฤทธิ์ของกรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์360 KB
วันที่แก้ไข20 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350619 ฤทธิ์ของกรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

ฤทธิ์ของกรรม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

มีระเบียบ มีแบบแผน แล้วก็เป็นระเบียบแบบแผนที่จะก่อให้เกิดวัฒนธรรม ที่จะให้เกิดวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนกลุ่มหนึ่ง จะมีการกิน การอยู่ การหลับ การนอน มีการดำเนินชีวิต ซึ่งการดำเนินชีวิตนี่แหละ ทุกคนก็พยายามที่จะให้ชีวิตดำเนินไปดี เรียกว่าสุคโต หรือสุคติ สุคโต หรือสุคติ ดำเนินไปดี แต่ละวินาทีที่จะเดินไปกับกาละ เดินไปกับเวลาที่มันดำเนินไปด้วย ชีวิตของแต่ละคน แต่ละคน จนกระทั่งชีวิตของกลุ่มหมู่ทั่ว ... มีการดำเนินไป ด้วยการหายใจแล้วก็ต้องมีการเคลื่อนไหว มีการกระทำเรียกว่า กรรม มีการงานก็เรียกว่า กรรม เราก็จะต้องทำการงาน เราจะมีการกระทำ มีพฤติกรรมแต่ละคนๆ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เราก็จะต้องทำการงาน เราก็จะมีการกระทำ มีพฤติกรรมแต่ละคนๆ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันก็จะเกิดตามที่ เกิดจิตวิญญาณเป็นประธานของแต่ละคน จิตวิญญาณจะเกิดการเรียนรู้ เรียนรู้แล้วก็ยอมรับ ยอมรับแล้วก็ฝึกฝนอบรม จนกระทั่งมันเป็น เป็นพฤติกรรม ที่รับการอบรมฝึกฝนได้รับการเรียนรู้ดี มีทฤษฎีดี มีหลักการดี มีคำแนะนำดี ฟังแล้วเข้าใจแล้วเห็นดีเห็นชอบ เชื่อถือ เราก็เอาไปปฏิบัติตาม เรียกว่าเชื่อฟัง ปฏิบัติตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดผล เราจะเป็นอยู่อย่างนี้ ตัวเรามีกายกรรมอย่างนี้ วจีกรรมอย่างนี้ จิตใจเราก็ ให้จิตใจเรานำพาให้เป็นอย่างนี้ ให้ทำอย่างนี้ แล้วเราก็จะเกิดผลสะท้อนตอบ ผลสะท้อนตอบมา เราก็ได้รับ ได้รับ แล้วก็เราจะรู้สึก จะรู้สึกอย่างไร ก็สอนแนะนำ ได้รับผลสะท้อนตอบมาเป็นยังไง แล้วเราจะรู้สึกยังไง จะรับยังไง เราก็ฝึกหัด ฝึกหัดอบรมไปเรื่อยนั่นแหละ ฝึกฝ

อ่านต่อ

นไป จนกระทั่งเราได้เกิด ได้เป็น ก็อยู่ไปเป็นพฤติกรรมที่เราได้อบรม พฤติกรรมที่เรามี หรือว่ากรรมที่เรามี การกระทำที่เรามี มันก็ประกอบไปเป็นกิจกรรมส่วนตน ส่วนร่วมกันกับหมู่ เป็นพิธีกรรม ที่เกิดกับหมู่ พิธีกรรมที่เกิดกับหมู่ ตนเองทำก็ได้ เราไปทำส่วนตัว บางทีเราก็ทำไหว้พระ สวดมนต์ ก็เป็นพิธีกรรมของตนเอง จะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ส่วนหนึ่ง ก็เป็นกิจจะลักษณะมีตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งเป็นพิธีกรรมใหญ่ๆ หรือเป็นงานการที่จัดเป็นงาน การ เป็นพิธีกรรมอย่างปลุกเสกฯ อย่างนี้เป็นต้น หรือพุทธาภิเษกฯ หรืองานนั่นงานนี่ เป็นพิธีกรรมอะไรขึ้นมา ซึ่งมันจะเกิดเป็นวิธีที่ทำให้คนมารวมกัน หรือว่ามาศึกษา มาอบรม มาประพฤติ มากระทำ กระทำให้เกิดการเจริญ เรามาปลุกเสก มันก็เกิดให้เกิดความเจริญอะไรขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่จัดงาน งานปีใหม่ จัดงานนั่น งานนี่อะไร ต่ออะไร จัดให้เป็นพิธีกรรม อโศกรำลึกมั่ง ปีใหม่มั่ง มันก็มีรูปแบบ มีองค์ประกอบ มีลักษณะที่เราจะโน้มเน้นในรายละเอียด ให้มันมีแนวโน้ม ที่จะโน้มไปในลักษณะนั้น ลักษณะนี้ มากเรื่องบ้าง น้อยเรื่องบ้าง เน้นไปในทางนั้นมาก เน้นไปในทางนี้มากบ้าง แต่แกนหลักเราก็มี เราจะต้องไปงานนั้นจะเกิดเพื่อที่จะเกิดสามัคคีธรรม จะเกิดรวบรวม จะเกิดการผัสสะ มีผัสสะ มีการก่อเกิดผัสสะ แล้วก็จะมีผลสะท้อนให้เราได้ฝึกจิตฝึกใจ ให้เราได้ทำอะไรต่ออะไรให้เกิดความชำนาญ ให้เกิดความรู้ มันก็รู้ซ้อนเพิ่มขึ้นไป เกิดญาณ เกิดรู้ ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างนี้ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ กรรมเก่าได้ทำไปเรื่อยๆ เกิดความรู้ เกิดปฏิภาณ มันก็พยายามทำให้เราเกิดรู้เพิ่มรู้เติม แล้วก็พยายามสร้างอะไรขึ้นมากับจิต จิตตัวที่จะเกิดความรู้สึกเวทนา ความรู้สึกที่เราศึกษาของพวกเรานี่เวทนาแบ่งเป็นเวทนา 3 รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ แล้วก็รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ของโลกเขา คนโลกๆเขานี่ คือความเฉยเมย รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์นี่ เป็นความเฉยเมย เขาถึงเรียกวางเฉย ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรหรอก มันไม่สุขไม่ทุกข์ มันเหมือนกับ... มันไม่มีรสสุข แล้วก็ไม่รู้สึกทุกข์ ทั้งๆที่บางทีก็รู้สึกทุกข์ได้เหมือน กันนะ แต่ก็ไม่รู้สึกทุกข์ วางไปเฉยๆ ดื้อๆ ไป ไม่ได้คิด ไม่ได้พิจารณา ไม่ได้เรียนรู้ แต่ทำเป็น ทำเป็นโดยธรรมชาติ ธรรมดามา มันเฉยๆ คือสุข คือทุกข์ เราไม่สุขไม่ทุกข์ เราก็เฉยๆ เด๋อๆ ไปอย่างนั้นแหละ เรียกว่าเป็นอุเบกขา อพยากฤตของคนโมหะ อพยากฤตของปุถุชน อพยากฤตของธรรมดาโลก ทีนี้ เมื่อเรามาปฏิบัติธรรมแล้ว โลกุตระนี่ จะต้องเรียนรู้เวทนา คือ ความรู้สึก อย่างนี้เราเรียกว่าสุข สุขอาตมาก็อธิบายแยกลงไปอีก ให้ฟังว่า สุขอย่างเสพสม สุขอย่างโลกียสุข หรือสุขัลลิกะ สุขอย่างนี้ มันมีกิเลสเป็นต้นเหตุ มีกิเลสตัณหาเป็นต้นเหตุ แล้วมันชอบใจ พอใจ สมใจ สมใจในโลภ สมใจในโกรธ สมใจในโลภ สมใจในโกรธนี่ เราเรียกว่าโมหะอยู่ในตัว แล้วเป็นความหลงรสของโลก เป็นโลกียธรรมดา ปุถุชนก็เป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดา เมื่อสมใจในสิ่งที่ต้องการมาให้แก่ตนได้ นี่เราเรียนทุกข์ที่เป็นปกิณกทุกข์นี่ พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ถ้าสมใจในสิ่งที่รักก็สุข เราได้มาสมใจในสิ่งที่เราต้องการ ต้องการผลักออก หรือต้องการได้มาเสพมาสมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มามีไว้เป็นของตัวของตน ถ้าได้สมใจก็สุข พอใจ ยินดี เอร็ดอร่อย เรียกว่าอัสสาทะ รสเอร็ดอร่อยพอใจสุข เพราะฉะนั้น สุขเวทนา แบบนี้เป็นธรรมดาของปุถุชน เป็นทุกคน รู้ทุกคน ทำเป็นทุกคน สัตว์ก็ทำเป็น สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น ไม่ได้ดีกว่า สัตว์เดรัจฉานเท่าไหร่หรอก คนก็ทำเป็น แล้วทำได้มากด้วย ทำมากด้วยคนนี่ หาเรื่อย แสวงหาอยากได้สุขแบบนั้น ถ้าไม่ได้สมใจ ดังที่ต้องการ ตรงกันข้ามกันก็ทุกข์ ก็ทุกข์ๆสุขๆ อยู่อย่างนี้ ไม่รู้แล้วอยากได้มากๆ ก็ทำทุจริตหยาบคาย ทุจริตหยาบคาย ก็เป็นอกุศลต่างๆแหละ เอาแต่อำนาจอำเภอใจ ทุจริตอย่างไรก็แล้วแต่ ฆ่าแกงเอา แย่งชิงเอา ปล้นจี้เอา โลภโมโทสัน เอาเปรียบเอารัดต่างๆนานาสารพัด ที่มันได้ด้วยฤทธิ์แรงของตนเอง ที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมก็ตาม ใช้กำลัง กำลังกาย กำลังเล่ห์เหลี่ยม กำลังวิธีการที่เขาจะต้องยอม หรือเขาต้องให้เราให้ได้ เราต้องเอาจนได้ ก็ทำกันไปอย่างนั้น ทำมาแต่ไหนแต่ไหน ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานมันทำ จนกระทั่ง คนก็ทำตามกันแบบเดียวกัน แล้วมีเล่ห์เหลี่ยม มีวิธีการมากกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วย ไอ้สัตว์เดรัจฉานมันไม่จับอาวุธ จับมีด จับปืนไม่เป็น แต่คนนี่หาสร้างมีด สร้างปืน สร้างอาวุธสร้างไอ้โน่นไอ้นี่มา หาวิธีทำลายคนอื่นด้วยวิธีการต่างๆนานา สารพัดสารเพที่จะทำร้ายทำลายผู้อื่นได้ เป็นการทรมาน ทรกรรม อำมหิตนานาสารพัด เพื่อให้มาได้สมใจตน เรื่องเอามาสมใจตน นี่แหละ ไม่ว่าจะสมใจตนในวัตถุหยาบ นอกตัวแล้วก็เอามาเป็นของตัว ได้สมใจตนทั้งได้กระทบทางตา สมใจตน สมมุติเคยขึ้นมาว่ากระทบทางตา รูปอย่างนี้ เป็นสีอย่างนี้ กระทบทางเสียง กระทบทางจมูก กระทบทางลิ้น กระทบทางกาย หรือแม้แต่ในใจ ตั้งภพเอาไว้ สมใจตน แล้วก็ได้สมที่เราตั้งใจไว้จะปั้นรูป ปั้นร่าง หรือไม่ปั้นรูป ปั้นอะไรก็แล้วแต่เถอะ อยากจะคิด อยากจะนึก อยากจะฝัน อยากจะมีรูป มีร่างนั่นๆนี่ๆ ปั้นสร้างขึ้นมา เอาจนสำเร็จในจิต เรียกว่า มโนมยอัตตา แล้วเป็นอัตตาตัวตนได้สมใจตน เป็นสุข ถ้าไม่สมใจตน ไม่ได้มาก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ ก็มีสัญญาจำไว้ จองล้าง จองผลาญ จองจะต้องได้เมื่อนั่นเมื่อนี่ สั่งสมลงเป็นเจตสิก เป็นวิบาก วิบากในเจตสิก ในจิต เป็นวิบาก ถ้าไม่ปล่อย ไม่คลาย ไม่ลืม ไม่ถด ไม่ถอย ก็จองเวร จองภัย จองกรรมกันอยู่นั่นแหละ จะต้องเอาให้ได้ แก้แค้นให้ได้ ถ้าไม่ได้เธอชาตินี้ ฉันจะได้เธอชาติหน้า ถ้าไม่ได้เงินล้านชาตินี้ จะต้องได้เงินล้านชาติหน้า ถ้าไม่ได้บ้านหลังใหญ่ชาตินี้จะต้องได้บ้านหลังใหญ่ชาติหน้า ถ้าไม่ได้โอ่อ่าหรูหราฟู่ฟ่าชาตินี้ จะต้องได้โอ่อ่า หรูหราฟู่ฟ่าชาติหน้า ไม่ได้มีอย่างเขาไม่ได้เป็นอย่างเขาชาตินี้ จะได้เป็นชาติหน้า ไม่ได้เป็นนายกชาตินี้ จะเป็นนายกชาติหน้า ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ชาตินี้ ก็เป็นฮ่องเต้ชาติหน้า จองเวร จองกรรม อยากได้ อยากเป็นอยู่อย่างนั้น อยากใหญ่ อยากโต อยากมี อยากเป็น แต่อยากเป็นขอทาน ก็ไม่อยากเป็นหรอกนะ แต่มันต้องไปเป็น อยากเป็นไอ้ที่มันสมมุติยาก แต่ไม่อยาก มันก็จะต้องไปเป็นเหมือนกัน ในสิ่งที่ตนเองทำให้เหตุปัจจัยมันไปเป็น เพราะฉะนั้น คนเรานี่ จะเป็นด้วยอยาก หรือจะเป็นด้วยไม่อยากก็ตาม อย่างที่มันจะไปเป็นขอทาน ไม่ได้อยากเป็นเลยนะ แต่จะต้องไปเป็นขอทาน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น จะด้วยอยาก หรือไม่ได้ด้วยอยาก สรุปแล้ว มันก็ต้องเป็นตามเหตุปัจจัย ตามวิบากกรรม เพราะฉะนั้น อยากหรือไม่อยาก ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เกิดเป็นเรา หรือไม่เป็น จริงมันมีแรงบ้าง อยากเป็นมันก็มีแรง มันก็พยายามให้เรากระทำไป แต่ถ้าเผื่อว่าเราโง่ ยิ่งอยากเป็นมากๆ จะไปโลภโมโทสันมากๆ แทน ที่จะได้เป็นฮ่องเต้ มันจะได้มาเป็นขอทานนั่นแหละก่อน แล้วคนมันเป็นขอทานนั่นแหละมาก ก่อนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ ไอ้ที่ได้เป็นฮ่องเต้จริงๆนั่นน่ะน้อย อยากเป็นฮ่องเต้นั่นมาก อยากนะ อยากเป็นฮ่องเต้มาก โลภโมโทสันทำทุจริตมากๆๆ เพราะทุจริตที่ตัวเองทำมากจึงไม่ได้เป็นฮ่องเต้ แต่ไปเป็นขอทาน เพราะวิบากมันเป็นอกุศล ด้วยตัวเองอยากมาก แต่ไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจว่าทำยังไง จะได้เป็นฮ่องเต้ ถ้าทำสุจริตจะได้เป็นฮ่องเต้ ทำเป็นกุศล เสียสละ สร้างสรรไปนะ พยายามที่จะฉลาด ไม่มีปัญญาฉลาด ไม่ได้เป็นหรอกนะฮ่องเต้ อยากเป็นให้ตาย ก็ไม่ได้เป็น โง่ๆเง่าๆ จะเอาเปรียบเอารัด จะฆ่าแกง หาอำนาจบาตรใหญ่ เหมือนอย่างสมัยปัจจุบันธรรม อยากเป็นอะไรใหญ่โตนี่นะ โดยที่เราเองโง่ นึกว่าตัวเองฉลาด ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้โน่นใช้นี่ รุนแรงไป จริงๆไม่ได้เป็นไม่ได้ อย่าถือว่าเป็นนะ แม้กระทั่งจะใช้วิธีการ จนกระทั่งเหมือนกับบังคับให้ตัวเอง จะต้องได้รับตำแหน่งยศศักดิ์อะไรขึ้นมา แต่เสร็จแล้วไม่ได้เสพ ไม่ได้เป็นทุกข์ร้อนมา จนสุดท้ายก็เป็นอย่างนั้น นั่นแหละวิธีการที่มันไม่ฉลาด อยากเป็นฮ่องเต้ แล้วก็ใช้วิธีการที่อกุศล ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น ส่วนมากนี่จะโลภโมโทสันจัด มันก็มีวิธีการที่เลยขอบขีดกุศล เป็นขอบขีดอกุศล เพราะฉะนั้น จะบุญของคนจะได้เป็นใหญ่เป็นโต จะได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขึ้นไป จนกระทั่งเป็นฮ่องเต้ อย่างว่า หรือว่าเป็นนายก มันต้องมีตัวบุญที่จริง ถึงแม้ว่าไม่มีตัวบุญ เป็นตัวบาป ก็ไปเป็นนายก ด้วยวิธีบาปๆ มันก็ไม่ได้สุข ไม่ได้อะไรหรอก ยิ่งก่อบาปกลับไปใหญ่ แล้วก็ไปเข้าใจกรรมวิบากแล้ว จะยิ่งลงไปใช้หนี้มากมายก่ายกอง ไปเสวยตำแหน่งหน้าที่ได้เป็นนายก สมมุติว่าได้เป็นสัก 3 ปี 5 ปี แต่จริงๆแล้ว จะไปใช้บาป ใช้เวรอยู่นัปกัปนัปกัลป์ ไม่ใช่ว่าไปนับกัปนับกัลป์ด้วยวิธีการตายไปแล้ว ไปเป็นนรกหมกไหม้อะไร มาเกิดนี่แหละ มาเกิดเป็นคน มาเกิดเป็นสัตว์ มาเกิดเป็นอะไรที่มันหมุนเวียนขึ้นมาใช้หนี้ใช้สิน ทรมาน ทรกรรม ทุกข์ยากหนักหนาสากรรจ์ ที่จะไม่ได้รับสมใจไปอีก ทนทรมานไปอีกนานนับกัปกัลป์ กรรมวิบากมันเป็นอจินไตย ที่อธิบายยากชี้ยาก ชี้อันนั้นมาเป็นอันนี้ ชี้อันนี้มาเป็นอันนั้นน่ะยาก แต่ถ้าเข้าใจเสียว่ามันมีความทุกข์ร้อน เรียกว่านิรยภูมิ มันมีความทุกข์ร้อน เป็นคนนี่ก็ทุกข์ร้อน ไม่ใช่ว่าไปเกิดในภพในภูมิอะไรที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรที่ไม่รู้เรื่อง มาเกิดเป็นคน ต่อให้มาเกิดเป็นคน ต่อให้มาเกิดเป็นสัตว์ ต่อให้มาเกิดเป็นคนนี่แหละ พูดกันง่ายๆ ก็เป็นคนที่จะต้องรับบาป รับเวร รับวิบาก ทุกข์ร้อน นิรยภูมิ เรียกว่าทุกข์ร้อน ทุกข์ร้อน เดือดร้อนลำบากลำบน ทุเรศทุรังการ เท่าที่มันจะทุเรศได้ เท่าที่มีวิบาก มันจะหมุนเวียนอยู่อย่างนั้น เรียกว่ากรรมวิบาก ตายๆเกิดๆ นับชาติไม่ถ้วน นับไม่ถ้วนจริงๆ นับไม่ถ้วนหรอก แต่เราจำไม่ได้ ไอ้จำไม่ได้นี่ดี ถ้าจำได้แล้ว ทรมานตายเลย มีคนถามว่า ทำไมเกิด คนเราเกิดแล้ว ทำไมไปจำชาติเก่าไม่ได้ ก็เรากินข้าว เมื่อเดือนที่แล้ว กินข้าวกับอะไร จำได้ไหม ปัดโธ่ ยังไม่ทันข้ามปีเลยแล้วนี่ข้ามชาติ แล้วมันจะไปจำได้ยังไง คำตอบง่ายๆ อย่างนี้ นี่อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งธรรมชาติที่มันมีมา ที่มันลึกซึ้ง ธรรมชาติที่มันวิจิตร ที่มันทำให้หมุนเวียนอยู่ได้นี่ มันทำให้คนหมุนเวียนอยู่ได้ ตั้งอยู่ได้ ถ้าคนจำได้นี่ หัวแตกตาย จำได้ว่าชาติก่อนนี่นะ เราไอ้โน่นเป็นนี่ ไอ้นี่ไอ้นั่นนะ แล้วส่วนมาก ก็จะเป็นทุกข์ด้วย เป็นเวรเป็นภัยด้วย จองเวรจองภัยมีไอ้โน่นไอ้นี่ รักมาก ห่วงมากก็ทุกข์ พยาบาท อาฆาตมากก็ทุกข์ นี่เป็นกิเลส ขนาดเท่าที่เราจำได้ เราอาฆาตแค่ชาตินี้ แล้วมันก็มีวิบากต่อเนื่องมา มันก็มีโดยที่เราไม่รู้ตัว มันก็ยังมาอาฆาตเห็นหน้ากันก็อาฆาตกันแล้ว เห็นหน้ากันก็ไม่ถูกตาแล้ว เห็นหน้ากันก็สอนศีลไม่กินกันแล้ว มันก็ยังขนาดนี้นะ นี่ไม่ค่อยรู้ตัวนะ ถ้ารู้ตัวแล้ว มันจะหัวแตกตายขนาดไหน เพราะฉะนั้น ธรรมชาตินี่ มันจะจัดสรรขึ้นมา ซึ่งเราเอง เรานึกไม่ถึงธรรม- ชาติ มันก่อให้เกิดอย่างโน้นอย่างนี้ละเอียดลออ มันปรุง มันสร้าง มันแต่ง มันเป็นไปโดยธรรม โดยมันเอง โดยเราไม่ได้ไปทำให้มันยิ่งวิจิตร เพราะฉะนั้น อันนี้ ก็เหมือนกัน ธรรมชาติจะจัดสรรไม่ให้จำได้ให้สัญญามันแค่นี้ จำได้แค่นี้ ถ้าขืนไปจำได้มากกว่านี้ ตายกันพอดี แต่สัญญานี้ แม้ว่จะไม่เที่ยง จำไม่ค่อยได้ แต่สัญญาก็มีสิ่ง พระพุทธเจ้าพามาพิสูจน์ พิสูจน์ยังไง พิสูจน์ให้สร้างสัญญา ให้สร้างความจำ ระลึกย้อนความเก่า ระลึกย้อนสิ่งที่เกิด บุพเพนิวาสานุสติญาณ จิตที่ระลึกย้อนความเก่า ความที่ผ่านมาแล้ว อดีตที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้น ชาตินี้เราก็ฝึกหัด ฝึกหัดย้อนอดีต เมื่อวานนี้ เรามีกรรมกิริยาอะไรบ้าง ทำกุศลอันใดบ้าง ทำอกุศลอันใดบ้าง แล้วก็แก้ไขปรับปรุง อกุศลจำไว้ เอ๊ะ อย่างนี้ไม่ดีนะ ต้องแก้ไข ไม่ทำนะ อย่างนี้ต่อไปไม่ทำ ตั้งใจมีสติสัมปชัญญะ อย่าทำอกุศลอย่างนี้อีก มันเคยตัว มันเคยชิน ก็ต้องลดลง อย่าให้เคยชิน สังวรระวัง มีสติกำราบตัวเอง กำชับตัวเอง ตั้งกรรมฐาน ตั้งฐานตนเองให้ได้ว่า อย่างนี้เราไม่ทำ ไอ้ที่จำได้ ระลึกได้นั่นแหละ ย้อนทวนไป อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว ทบทวน ตรวจสอบ ถ้ามันมีดี มีญาณที่ลึกซึ้งได้ มันก็จะจำได้ ชาติก่อน ชาติโน้นไป จน 5 ชาติ 8 ชาติ 10 ชาติ 100 ชาติ หมื่นชาติอย่างพระพุทธเจ้านี่ระลึกได้ถึงเป็นแสนชาติ อย่างนี้เป็นต้น แสดงว่ามันไม่หมดสัญญาเจตสิกที่เป็นวิบากนี่ มันไม่หมด มันยังอยู่ที่เรา สัญญาคือความจำ จำได้ผ่านมาแล้ว มันไม่ได้หายไป สัญญาไม่ได้สูญ ย้อนไอ้ที่มันลืมมันระลึกไม่ออก ก็ยังไปสามารถย้อนระลึกตามความจริงนั้นได้ แสดงว่ามันยังไม่สูญหรอก แต่เรามันย้อน ดึงขึ้นมา ทบทวนขึ้นมารู้ไม่ได้ ถ้าฝึกจิตดีๆ แล้วก็จะตามวิบากเก่า ตามกรรมเก่า ตามสัญญาเก่า หรือตามอดีตนั้นมารู้ได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่ธรรมชาติ ทำให้เราไม่รู้ได้ก่อนน่ะดีแล้ว หัวไม่แตกตาย อย่างที่ว่านี่ แล้วมันก็มีมากกว่านั้นเช่นว่า นอกจากจะหัวแตกตายแล้ว ก็จะวุ่นมาก คนที่เกิดมานี่ เกิดมาเป็นผัว เป็นเมียกันไม่รู้กี่ชาติ หลายชาติ เกิดมาเป็นคู่แค้นคู่อาฆาตกันไม่รู้กี่ชาติหลายชาติ เพราะฉะนั้น มันจะนัวเนียไปหมดเลย เจอหน้ากัน ไอ้นี่ ก็คู่แค้น ไอ้นี่ก็คู่อาฆาต แหม มันจะไปทำยังไง ไม่ต้องทำมาหากิน ประเดี๋ยวจะแก้แค้น คนนี้ก็คู่อาฆาตข้า ไอ้นี่ก็แม่นละนะ ทั้งๆที่จริงๆ มันจำไม่ได้แม่นก็ดีแล้ว มันลืมๆเลือนๆไป ก็ยังพอคบกันได้ ไอ้ที่มันลึกๆ ไอ้ที่มันอาฆาตกันมากบอกแล้วว่า เจอหน้ากัน ก็สอนศีลไม่กินกันนี่ก็เหลือน้อย แต่จริงๆนะ มันคู่อาฆาตกันนี่มากมายนั่งอยู่นี่ หรือคู่รัก ไอ้นี่ก็เมียเก่า ไอ้นี่ก็ผัวเก่า อะไรนี่ตายละหว่า นัวเนียกันใหญ่เลย ทีนี้ ยุ่งกันใหญ่เลย ไอ้นี่ก็พ่อเก่า ไอ้นี่ก็แม่เก่า เคยเป็นพ่อเป็นลูกกัน ไอ้นี่ก็ลูกเก่า พ่อเก่า ชาตินั้นเคยเป็นลูกชาตินี้ก็เกิดเป็นแม่ ชาตินี้เกิดเป็นเมีย ชาตินี้เกิดเป็นผัว อะไรกันยุ่งไปหมด โอ้โห คิดดูซิ มันจะยิ่งกว่าไหมยุ่ง ไหม อีรุงตุงนังกันไปหมด แล้วจะนับญาติกันยังไง คู่แค้นก็ไม่รู้จะแก้แค้นใครก่อน มันมากคน ไม่รู้จะแก้แค้นใครก่อน ใครก็มีแต่ศัตรู มันก็อยู่ไม่ได้เท่านั้นคนน่ะ มันจะเป็นยังไง... เพราะฉะนั้น ธรรมชาติมันจัดสรรอย่างนี้ มันดีแล้ว อย่าไปอยากจำได้เลยถ้าขืนจำได้มาแล้วก็จิตใจไม่ดีด้วย อาฆาตก็ยังไม่อภัย คู่รักก็ยังไม่ปลง ไม่วางผัวกู เมียกูอยู่อย่างนั้นแหละ คิดดูแล้วมันจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้น มาปฏิบัติธรรมให้จิตใจ เออ เลิกปล่อยวาง ไม่ยึดติด ไม่เอาว่านี่ก็คู่แค้น ไอ้นี่ก็คู่รัก ไม่เอา คู่ชัง คู่ชอบไม่เอาทั้งนั้น คู่ผลักคู่ดูด อะไรไม่เอา ลดลงไปให้ได้ แล้วค่อยมารู้แล้วค่อยมาศึกษา ปฏิบัติระลึกจิตดีๆ มันก็จะไปรู้เอง แม้รู้แล้ว มันก็ไม่ติดใจ มันก็วาง ก็ปลง มันก็อยู่ได้ แต่ไอ้ไปรู้เข้า แล้วก็ไม่วาง ไม่ปลง ยังไปติดใจอยู่นี่ ปัดโธ่!ขนาดไม่ต้องรู้เท่าไหร่ มาสร้างใหม่ก็ยังจะตาย มาสร้างใหม่ ก็ยังจะตายอยู่แล้ว นี่ก็ของเก่าด้วย ไม่ต้องหายใจพอดี นี่คือธรรมชาติจัดสรรให้เราเป็นอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดนึกว่าเราทำไมไม่เป็นอย่างโน้น ไม่ได้อย่างนี้ไม่ต้องไปคิดไปนึกอะไรมากปฏิบัติเข้าหาทางที่เจริญที่พระพุทธเจ้าท่านพาเราปฏิบัตินี่แหละ มรรคองค์ 8 นี่ จะทำให้ชีวิตของเราสุคติ สุคโต ดำเนินไปดี ตามวิถีทางนี่แหละเรียนรู้ แล้วก็ดูกรรม กรรมนี่แหละ เป็นหลักแกนวิเศษที่สุด ที่เราจะต้องปรับปรุงกรรมตั้งแต่กายกรรม วจีกรรม โดยมโนกรรมที่สำนึกที่เกิดปัญญา เกิดรู้ว่าถ้าให้กายกรรมเป็นอย่างนี้ มันเป็นบาป เป็นอกุศล เป็นทุจริตไม่ดี ให้กายกรรมอย่างนี้เป็นกุศล เป็นสุจริตดี ทำเข้ามากๆ เป็นกรรมอันเป็นของเรา เป็นอันทำ เป็นกัมมัสสโกมหิ แล้วจะเป็นมรดกไปอีกนานเท่านาน จนกว่าจะปรินิพพานโน่นแหละ ยังไม่ปรินิพพานตราบใดออกผล แต่ให้พระพุทธเจ้ายังไม่ออกผลเลย ออกผลอกุศล หรือออกผลกุศลนั่นแหละ ออกผลจริงๆ แต่ให้ฤทธิ์ของกรรม เป็นกุศล มีฤทธิ์มาก ก็จะได้อาศัย เป็นกัมมปฏิสรโณ เป็นสุขอยู่กันอย่างราบรื่น อยู่กันอย่างสบายกว่า ถ้าให้เป็นอกุศลแล้วมันเป็นทุกข์ อยู่ไม่ราบรื่น อยู่ไม่สบาย พิสูจน์ไป ถ้าเชื่อก็สั่งสม เพราะฉะนั้น ใครพยายาม สังวรระวัง แข็งแรง สัมมาวายามะ รู้ให้ได้ แล้วเรียนรู้ด้วยปัญญา วิจัย มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยให้ได้ว่า กรรมกิริยาอย่างนี้ ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี มันก่อบาป ก่อภัย ก่อโทษ ก่อทุกข์ อย่าสั่งสม ละเว้นเลิกให้ได้ สังวรจริงๆ พยายามทำจริงๆ ตั้งใจทำก็ได้ ได้ จะมีความแข็งแรง จะมีความรู้ที่ชัดเจนขึ้น ลึกซึ้งขึ้นว่านี่เป็นกุศลที่ลึกซึ้ง อย่างนี้เป็นอกุศลที่ลึกซับซ้อน รู้เท่าทันไม่ทำ อย่างนี้เป็นกุศลที่สูงขึ้น เจริญขึ้น ซับซ้อนก็ตาม มันจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เยอะเหมือนกัน เราก็ศึกษารู้ ปัญญาก็เจริญขึ้น แรงที่จะทำได้ แรงวิริยะ หรือแรงปัญญา ที่จะทำได้ง่ายขึ้น ทำกุศลได้ง่าย อกุศลก็เลิกได้ง่ายจะไปทำอกุศล ก็ทำยาก มันจะเป็นอย่างนั้น สั่งสมขึ้นไป มันจะทำอกุศล ทำยาก แต่ทำกุศลง่ายขึ้นๆ ง่ายจนกระทั่งเป็นอัตโนมัติ เราไม่ต้องสังวรระวัง มันก็เป็นเอง เป็นในตัวเรา นี่เราจะสั่งสมถ้าอยู่ดีๆ ให้มันเกิดเอง ขออ้อนวอนพระเจ้าให้มาบันดาลให้เราเป็นเอง มันไม่เป็นหรอก พระพุทธเจ้านี่ เกิดในยุคที่มีพระเจ้าเหมือนกัน ศาสนาที่มีพระเจ้าเต็มอินเดีย มีพระเจ้า มีพระพรหม มีพระนารายณ์ มีพระศิวะ มีพระอะไรต่อพระอะไร โอ๊ เยอะแยะ ลัทธิศาสนาบางศาสนา ก็นิยมพระกฤษณะ บางศาสนาก็นิยมพระนารายณ์ นิยมราม นิยมอะไรต่ออะไรสมมุติกันไปเต็มไปหมด ซึ่งตั้งชื่อตั้งเสียง ที่อาตมาไม่รู้ชื่อกับเขาอีกก็เยอะแยะ สมัยพระพุทธเจ้ามีมาทั้งนั้น ในยุคท่าน มีมากมาย มีพระเจ้าบันดาล มีพระเจ้ายิ่งใหญ่ อ้อนวอนศาสนาเป็นพระเจ้า เป็นปรมาตมัน พระพุทธเจ้าเกิดในยุคนั้น เข้าใจถึงจิตวิญญาณ เข้าใจพระเจ้า อ๋อ มันเป็นพลังแห่งกรรม พระเจ้านี่คือ พลังของกรรม แล้วพระเจ้าจะบันดาลให้ดีให้ชั่ว ก็อยู่ที่กรรมของเรามีนั่นเอง ถ้าเรามีกรรมเป็นกุศล ก็บันดาลให้เราดี ไม่ใช่บันดาลหรอก มันเป็นฤทธิ์ของกรรม เป็นอำนาจของกรรมให้เราดี ถ้ากรรมของเราเป็นอกุศล มันก็ชั่ว มันก็ทุกข์ มันก็เป็นโทษ เป็นภัย มีแรงมีฤทธิ์ กรรมมีฤทธิ์ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าถึงจับต้นเค้าได้ว่า อ๋อ ไม่ใช่พระเจ้า พระเจ้าเองบันดาลไม่ได้จริงๆหรอก ไปอ้อนวอนขอร้องยังไงก็ไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น คำสอน ทางสายพระเจ้าถึงบอกว่าพระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตนเองก่อน เอ้า ก็เราทำเองก่อนแล้ว เราทำได้แล้ว พระเจ้าไม่ได้ช่วย มันก็ไอ้เท่ากันแหละ แป๊ะเอี้ยะ The same the same ก็เราช่วยตัวเองได้แล้ว ทำได้แล้ว อย่างนี้แล้ว พระเจ้าไม่ได้ช่วย มันก็ไอ้เท่ากันแหละ ก็บอกว่า พระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตนเองก่อน ตนเองก็ช่วยตนเองได้แล้ว จะให้พระเจ้ามาช่วยทำไม... ฉลาดสอนนะ มันเป็นเชิงฉลาด เป็นวิธีการที่ฉลาดสอน พระเจ้าจะช่วยคนที่ช่วยตนเองก่อน ก็จริง ตรงกัน ถ้าจะว่าไปแล้ว เขาก็สอนตรงกัน สอนให้ช่วยตนเอง ก็คือทำกรรมให้แก่ตนเองดีๆ เมื่อทำกรรมให้แก่ตนเองดีแล้ว ก็เท่ากับพระเจ้าช่วยเขา ก็จบเรื่อง เพราะฉะนั้น พระเจ้าจะช่วยก็คือ กรรมนี่แหละ ของตนเองช่วยตนเองนี่แหละให้มันได้ เมื่อทำ ได้แล้ว มันก็เท่ากับพระเจ้าช่วย เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสรู้สัจธรรมตรงนี้ได้อย่างตรง อย่างชัด ท่านว่ากรรมนี่แหละเป็นเอก กรรมนี่แหละเป็นสำคัญของชีวิต แต่ละชีวิต เพราะฉะนั้น เราก็มาสั่งสมกรรม เมื่อเข้าใจกรรมดีแล้ว เราก็พยายามกระทำ พยายามสั่งสมไป เมื่อทำกายกรรมอยู่ สังวรให้ทำกายกรรมอย่างไรให้ดี เรารู้ด้วยปัญญา มันก็เป็นจิต จิตนี่แหละ เป็นธาตุรู้ นี้เป็นความเฉลียวฉลาดของเราว่าอันนี้ดี วิเคราะห์วิจัยถูกต้อง เสร็จแล้วมีกำลัง จิตมีกำลังทำได้ อันนี้ดีเราก็ทำได้ทำสำเร็จ มีอำนาจกิเลสก็ชนะกิเลส นั่นก็จิตเหมือนกัน เสร็จแล้ว กำลังของกิเลสอ่อน กำลังของจิตแท้ๆของเราแข็ง ชนะเหนือกว่า เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติธรรมมานี่ เราจะรู้ว่า โอ๊ เราชนะกิเลสไม่ค่อยได้ นั่นเรียกว่า เรายังไม่ฝึก หรือฝึกไม่พอ แต่ดีแล้วก็ที่เรารู้ รู้ก็ฝึกเข้า เอาชนะเข้า ด้วยกำลังด้วยเหตุผล ด้วยทุกอย่างเลยว่า เออ ไปทำทำไมอย่างนั้น มันชั่ว มันเลว มันไม่ดี มันไม่เจริญ ทำอย่างนี้ดี หาเหตุผลเข้ามาเติมให้มันเป็นความเฉลียวฉลาด ที่เป็นสัจจะ มีเหตุมีผลต่างๆคุณคิดไปเถอะ มันดียังไง มันวิเศษยังไง มันวิเศษยังไง หาเหตุผลทุกอย่าง มองในเหตุผลที่ดีของมัน เชิงดีของมันให้ออกว่า ถ้าเผื่อว่าเราทำอย่างนี้ดี อย่างเราไม่ต้องมีเงินมีทองมันดียังไง หาเหตุผลไปหมดเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เราไม่หลงเป็นทาสรสอร่อยทางกินก็ตาม ทางตา หู จมูกก็ตาม แรงหรือว่าเบา เราไม่ต้องไปติดไปยึดหาอันนี้ด้วยปัญญาเรารู้ว่ามันดีแล้ว เราควรรับ รับไม่ต้องไปขึ้นกับเหม็นกับหอม ไม่ต้องไปขึ้นกับหนักหรือเบา ไม่ต้องไปขึ้นกับแดงเขียว ไม่ต้องไปขึ้นกับอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เข้าใจให้ได้ เมื่อเข้าใจสารัตถะมันจริงแล้ว แล้วเราก็ทำว่า เออ อย่างนี้มันดี มันจะขมก็ดี รู้ว่ามันดีคือยังไง เออ มันขม มันก็เป็นธาตุที่ดี ก็รับเอา แต่ถ้ามันไม่ดี ขมก็ไม่เอา หวานก็ไม่เอา มันไม่ดีอย่างนี้ รับเข้าไปแล้ว มันเป็นพิษ เป็นภัย อย่างคนเป็นเบาหวาน กินแต่หวานมากๆอีก ไม่ได้ไม่ดีก็ไม่เอา เป็นต้น แม้มันจะอร่อย มันจะชอบ มันจะติด อย่างนี้เป็นต้น ถ้ามันดีแดงก็เอา ถ้ามันดีเขียวก็เอา สีเน่าๆก็เอา ถ้ามันดี ไม่ใช่ว่าสีเน่าๆไม่สวยไม่เอา ไม่พอใจไม่ชอบใจ สีแดงเราไม่เอา เราไม่ชอบ เราชอบเขียว ก็ไม่เอาไม่ใช่ แดงก็เอา ถ้ามันดี ถ้ามันเป็นคุณค่าประโยชน์ เหมาะ-สมกับกาละนี้ เหมาะสมกับฐานะ เอา เราหมายถึงประโยชน์ใช้สอย ประโยชน์ที่จะอาศัย ไม่ใช่ไปนึกถึงแต่ว่าเราชอบเราไม่ชอบ ต้องเอาอารมณ์ต้องสมมุติต้องกับอุปาทานของเรา นี่เราวิเคราะห์วิจัยเป็น หัดออก หัดรู้สาระแก่นสารเข้าไป เสร็จแล้ว โลกที่สมมุติอะไรต่ออะไรให้เราหลงติด หลงยึด หลงถือ อยากได้ อยากมี อยากเป็น มันมาก มาปลดปล่อยออกแล้ว โอ้โห ชีวิตนี้ง่าย วนเวียนอยู่ในสิ่งที่ง่ายๆ ซ้ำซากด้วยซ้ำ คนเรามันอยากได้มากได้มาย มันก็หาใหม่ไปเรื่อยๆ หาแต่ใหม่ๆ มีใหม่มาก ก็ใหม่ไปเรื่อยๆ ยิ่งบานเบิกกันไป อันเก่ามีหนึ่งแล้ว ใหม่สอง พอสองแล้วจะมีอีกใหม่ก็สาม สามแล้วก็สี่ สี่แล้วก็ห้า ใหม่ไปเรื่อยๆ จะซ้ำวนมาหาหนึ่ง หาสอง ถ้าลืมก็จะลืมก็หลงว่าใหม่ได้ ถ้าไม่ลืมก็นึกว่าปัดโธ่ ซ้ำเก่าหนึ่งก็ดีแล้ว เต็มแล้วไม่เอา จะหาห้า หาหก หาเจ็ด หาแปด ไปเรื่อยๆ มันก็เลยต้องหนัก ต้องหนา บริการตัวเอง บำเรอตตัวเองหนัก แต่พอมาศึกษาธรรมะแล้ว ไอ้ที่เป็นสาระที่ยืนยงคงได้พอแล้ว ไม่ต้องไปสังขารมากกว่านี้ ไม่ต้องไปมีมากกว่านี้ ไอ้ที่ไปเฟ้อไปหลงมากมายตัดออกๆ ตัดออก พิสูจน์แล้ว โถ แค่นี้เอง นิดเดียว ตัวเร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน