350514 ถ้า 10 หลักนี้เป็นจริง อริยะก็มีจริง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์373 KB
วันที่แก้ไข22 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350514 ถ้า 10 หลักนี้เป็นจริง อริยะก็มีจริง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ถ้า 10 หลักนี้เป็นจริง อริยะก็มีจริง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ทีนี้เราก็มาฟังธรรม ฟังเทศน์กันต่อ เราได้เทศน์ เราได้เอาพระไตรปิฎกเล่มที่ 24 ขึ้นข้อ 20 ที่จริงเริ่มแต่ข้อ 19 อริยวสสูตรที่ 1 ข้อ 20 อริยวสสูตรที่ 2 อาตมาตั้งชื่ออันนี้ในสูตรนี้ไว้ว่า ถ้า10 หลักนี้เป็นจริง อริยะก็มีจริงนะ ในพระบาลีเขาก็แปลกันแต่เพียงว่า ธรรมเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้ว กำลังอยู่ หรือจักอยู่ หมายถึงว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะก็สั้นดีนะ ภาษา ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะก็สั้นดี แต่ว่าภาษาพอคนฟังแล้วมันไม่ รู้เรื่อง ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ คือธรรมะ หรือว่า 10 หลักที่จะว่าไปนี้แหละ 10 อย่างนี้ก็เป็นธรรมะ ถ้าใคร่ทรงไว้เป็นจริงขึ้นมาจริงๆ มันก็มีอริยะ มีความเป็นพระอริยะอยู่ ถ้าไม่มี 10 หลักนี้ เหมือนเครื่องตรวจสอบ เหมือนเครื่องทดสอบ ตรวจสอบว่าลักษณะอย่างนี้ มีคนทำไหม มีคนเป็นอย่างนี้ไหม ทำอย่างนี้ จนถึงผลอย่างนี้ไหม ถ้าทำอย่างนี้ จนถึงผลมีผลอย่างนี้อยู่จริง ก็เป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ พระอริยะจะอยู่อย่างนี้ จะเป็นอย่างนี้ เมื่อทำอย่างนี้ได้จริง นั่นแหละชื่อว่าเป็นพระอริยะ ทำได้อย่างนี้ 10 หลักนี่นะ มีอะไรบ้าง เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วนี่หมายความว่าเป็นแล้วนะ ได้แล้วนะ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้ว ได้ละนิวรณ์ ละนิวรณ์ 5 ถ้าเป็นคนที่มีรู้จักนิวรณ์ 5 รู้จักกาม รู้จักพยาบาท รู้จักถีนมิทธะ รู้จักอุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา รู้ว่าความหมายอย่างไรอาการ ลิงคะ นิมิตในจิตในใจของเรานี่ อาการอย่างนี้ เรียกว่าพยาบาท อาการอย่างนี้เ

อ่านต่อ

รียกว่าถีนมิทธะ อย่างนี้เรียกว่าอุทธัจจกุกกุจจะ อย่างนี้เรียกว่าวิจิกิจฉา แล้วเราก็ละๆ ได้ละล้างไม่ให้มันมีอาการอย่างนั้นในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นอยู่อย่างไร เป็นผู้ประกอบองค์ 6 เป็นผู้ประกอบองค์ 6 อะไร เป็นผู้ที่ประกอบองค์ 6 ก็คือเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร และเราก็ประกอบการปฏิบัติ เมื่อมีผัสสะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจแล้ว ผัสสะแล้วเราก็จะเกิดอาการไปถึงเวทนามีสุขจนเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ ไม่ใช่ว่าดับไปเลยนะ คนที่เข้าไปในภพในภวังค์ แล้วก็ดับไปไม่มีสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีปัญญาที่จะรู้อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ มีอุเบกขาว่าเรารู้อาการอุเบกขาเป็นอย่างไร หรืออทุกขมสุข หรือไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ สัมผัสทางตาก็ดี หูก็ดี จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวารได้ประกอบด้วยองค์ 6 ที่มันถึงขั้นอุเบกขา และก็มีสติ- สัมปชัญญะอยู่ นี่ ท่านยืนยันเอาไว้ชัดนั้น เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา แล้วก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี่ทั้งทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางกาย ลืมตาโพลงๆ ไม่ใช่หมายความว่า อยู่ในภวังค์เท่านั้น อยู่ในใจ อุเบกขาอยู่ในใจ ตาเป็นยังไง ไม่รู้จักรูป หูเป็นอย่างไร ไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินเสียง จมูกเป็นอย่างไร ไม่ได้กลิ่น ลิ้นเป็นอย่างไร ไม่ได้รส มีสติเหมือนกัน แต่มีสติอยู่ในภวังค์เท่านั้น ไม่เกิดจักษุสัมผัส ไม่เกิดโสตสัมผัส ไม่เกิดชิวหาสัมผัส ไม่เกิดฆานสัมผัส ไม่มีการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอย่างนี้ เรียกว่าไม่สมบูรณ์ ไม่บริบูรณ์ ที่เราได้เรียนมาในมิจฉาทิฐิสูตร สักกาย-ทิฐิสูตร อัตตานุทิฐิสูตร เป็นผู้ประกอบองค์ 6 สมบูรณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สมบูรณ์ แม้จะอยู่ในภวังค์เราเข้าไปหยั่งเข้าไปอ่านในใจของเรา มีสติรู้ในใจของเรา อ่านใจของเรา เฉพาะในใจเป็นภวังค์ เป็นองค์แห่งภพทั้งในใจ เราก็มีสติรู้ทวารใจ ทวารตาเราก็มีตารู้เห็น มีสัมผัสเป็นปัจจัย รู้จักเวทนา ท่านก็ย่นย่อไปที่การประชุมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็มีเวทนา และก็ลึกเข้าไปถึงจิต และทีนี้ก็เป็นหลักแห่งธรรมะ ตามที่เราเรียนโพธิปักขิยธรรมมา มีกาโย มีกาย มีเวทนา มีจิต มีธรรม กายก็องค์ประชุมองค์ประชุมนอก องค์ประชุมใน มีวัตถุ มีสิ่งที่ถูกรู้ และก็มีจิตเป็นนาม เวทนาก็ส่วนหนึ่งของจิต วิเคราะห์เวทนาในเวทนา รู้แม้กระทั่งทุกข์แม้กระทั่งสุข ทุกข์อย่างไร โลกียทุกข์ที่มันเป็นสภาพปฏิบัติ เดินทางเข้าไปสูความเป็นอริยะเป็นอย่างไร สุขๆ อย่างโลกียะเป็นอย่างไร และเราลำลองเรียกว่า สุขที่เป็นเป็นโลกุตระ ที่จริงสุขโลกุตระไม่มี แต่ว่ามันเป็นความสงบระงับ มันยิ่งกว่าสุขโลกีย์ วูปสโมสุขหรือ อุปสโมสุข เราก็รู้อาการอย่างนั้นจริงๆ ปฏิบัติเวทนา รู้จักเวทนา หรืออุเบกขาเป็นอุเบกขาเวทนา จิตเราก็มีจิต มีการรู้แจ้งทางเจโตปริยญาณ 16 อย่างนี้เป็นราคะ โทสะ โมหะ อย่างนี้เป็นสายที่จะละจางคลายไปสู่อราคะ อโทสะ อโมหะ เป็นสังขิตตังจิตตัง วิขิตตังจิตตัง เป็นมหัคคตะ เป็นสอุตระ อนุตตระ นี่อาตมาก็ขอพูดภาษาของเจโตปริยญาณ พวกเราต้องจำบ้างนะไม่จำอาตมาพูดนี่คุณก็ฟังออกเลย อาตมาบอกว่าสังขิตตังจิตตัง เป็นอย่างไร แม้คุณจำไม่ได้ แต่พอฟังแล้วก็เข้าใจ ฟังแล้วรู้ อาตมาขานเรียกมหัคคตจิตเป็นอย่างไร ก็เราฟังแล้วรู้ สอุตตรจิตเป็นอย่างไร พอขานชื่อออกมา แล้วจำไม่ได้ฟัง อ๋อ รู้ เป็นจิตที่ดีแล้ว สอุตตรจิต แต่ว่าดีกว่านี้ยังมีอีก จนเป็นอนุตตรจิตเป็นจิตที่ดี ดีกว่านี้ไม่มีอีก แต่จิตที่ว่า อนุตตรจิต เป็นจิตที่ดีกว่านี้ ไม่มี มีเงื่อนไขหลักองค์ประกอบอีก 2 ว่าเป็นสมาหิตจิต และเป็นวิมุติจิต และสมาหิตจิตเป็นอย่างไร อสมาหิตจิต เป็นอย่างไร วิมุติเป็นอย่างไร อวิมุติเป็นอย่างไร อ่านอาการนั้นออกเลย เราก็รู้ของเราจนกระทั่งบรรลุวิมุติ บรรลุสมาหิต บรรลุ อนุตรจิตแท้ๆ พออาตมาพูดภาษาพวกนี้เป็นภาษาธรรมะ เป็นภาษาที่พวกเราจะต้องเข้าใจ แม้จะจำไม่ได้ แต่อาตมาพูดขึ้นมา คุณยังพอฟังรู้เรื่อง ภาษานี้ แปลว่าอะไร หมาย ความว่าอาการสภาพของจิตเป็นอย่างไร เข้าใจ ก็ยังพอใช้ได้ แต่ไม่ใช่อาตมาขานชื่อมาแล้ว ก็ไม่รู้เรื่องเลย ยังงี้มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ จะให้ดีก็ต้องจำให้ได้ด้วย จำภาษาเหล่านี้ได้ด้วย เพราะว่าอันนี้ เป็นของสำคัญ โพธิปักขิยธรรม ถ้าเราไม่รู้ว่ากาโยมีอะไรบ้าง กาย เวทนา จิต ธรรม ก็ไม่รู้ภาษา หมายถึงสภาวะเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้สภาวะมัน เวทนาเป็นอย่างไร สุขเวทนา ทุกขเวทนา ก็อาตมาก็พยายามอธิบายแค่เวทนา 3 เป็นหลัก เวทนานั่นอธิบายไปจนถึง 108 เวทนาก็เคยอธิบายมาแล้ว อาการของเวทนาในเวทนา ถึง 108 เวทนา 3 เวทนากับ 6 ทวารเป็น 18 เวทนา เป็น 32 เวทนา เป็น 108 เวทนา ก็อธิบายกันมาแล้ว เวทนาที่ขยายไปจนกระทั่งถึงทวาร 6 3 เวทนานี่ จนกระทั่งถึงทวารทั้ง 6 จนกระทั่งถึงนอกถึงใน จนกระทั่งถึง 108 ก็อธิบายมาแล้ว ก็ไล่ละเอียดลงไป แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ภาษาเหล่านั้น เราจำไม่ได้ แต่สภาวะเรารู้ได้จริงๆ ย่นย่อมา 3 เวทนานี่แหละ รู้อาการมันให้ชัด เวทนาที่เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา ที่เป็นสภาพยึดเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นโทมนัส โสมนัส เป็นอุเบกขา วิเคราะห์ไป จนกระทั่งถึงเคหสิตะ แบ่งเป็นเคหสิตะ โทมนัส โสมนัส แล้วก็มีอะไรล่ะ เคหสิตะ คือเป็นสภาพอย่างชาวบ้าน เป็นอย่างโลกีย์นั่นแหละ อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่โลกียแล้วอะไรก็ยังดี ก็ยังคุ้ยมาช่วยได้ 1 เป็นเนกขัมมะ เคหสิตะ โสมนัส โทมนัส เนกขัมมะ โสมนัส เนกขัมมะโทมนัส ถึงละออกจากกิเลสอย่างชาวบ้าน เคหสิตะ ก็เป็นอย่างของชาวบ้าน มันดีใจ มันเสียใจอย่างไรมันก็เป็นแบบอย่างของชาวบ้าน จนกระทั่งออกจากแบบชาวบ้านอย่างนั้นมาได้จริงๆ เป็นเนกขัมมโสมนัส เนกขัมมโทมนัส เนกขัม-มอุเบกขา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเราก็จะต้องรู้สภาพรู้อาการของมันจริงๆ สรุปแล้ว ง่ายๆก็คือ โลกียะเป็นอย่างไร โลกุตระเป็นอย่างไร เนกขัมมะก็คือโลกุตระออกมา ออกมาจนกระทั่งมันหมด ออกมาจากกาม ออกมาจากภพ ออกมาก็คือ ละจางคลาย ไม่มีในจิตใจเรา นั่นแหละจะเรียกภาษาออกภาษาเข้า จะเรียกภาษาว่าเข้าฌาน ออกฌาน มันก็เป็นภาษาไปเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เราต้องรู้สภาวะเราออก หมายความว่าทำให้มันไม่มี ถ้าสิ่งไม่ควรมี สิ่งที่มีอยู่แล้วอาศัย เราก็อาศัยอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะที่จะต้องรู้สภาพจิต เจตสิก หรือรู้ปรมัตถ์ รู้ความจริงอย่างนั้น รู้ความจริงพวกนั้นจริงๆ ถ้ารู้แล้ว เราก็ปฏิบัติไปๆอ่านความจริงในตัวเรา ถ้าอ่านของตัวเราไม่ออกจริงๆเลย ไม่มีวันได้บรรลุเป็นพระอริยะ เป็นพระอรหันต์อะไรได้จริงๆ จะต้องอ่านออกจริงๆ ต้องมีญาณทัสสนวิเศษ อ่านอาการของมันแล้วก็ปฏิบัติสัมผัสเมื่อใด เกิดอาการเมื่อใดเราก็ลดละได้จริงๆ เมื่อใดๆ เราก็ลดละได้ จริงๆ ต้องชัดเจน จับมั่นคั้นตาย แล้วเป็นจริงๆ ต้องเป็นจริงๆ เพราะฉะนั้น หลักการที่จะว่านี่ใหญ่ๆ นิวรณ์ 5 เป็นตัวชื่อ เป็นตัวหลัก หลักธรรมะ ธรรมในธรรม ธรรมในธรรมมีอะไรบ้างละ ธรรมในธรรม ก็มีนิวรณ์ 5 อุปาทานขันธ์ 5 อายตนะ 6 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 นี่ ธรรมในธรรม หลักๆ พวกนี้อยู่นี่แหละ ถ้าเผื่อว่าเรียนโพธิปักขิยธรรมครบ นิวรณ์ 5 รู้ชัด อุปาทานขันธ์ 5 เรายังติด ยังยึดเป็นอุปาทานในขันธ์ อุปาทานในขันธ์ 5 นี่แหละในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่นย่อเข้าไปแล้ว อุปาทานคืออย่างไร ขันธ์ 5 ก็เป็นธาตุขันธ์ เป็นธาตุเป็นขันธ์ที่อาศัยเท่านั้น พระอรหันต์เจ้ายังไม่ตาย ก็มีธาตุขันธ์เหล่านี้ มีรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ 5 แต่ว่า เราไม่มีอุปาทานแม้ในรูปขันธ์ เราก็ไม่ได้อุปาทานในรูปขันธ์ ไม่ได้ยึดติดเป็นเราเป็นของเราจริงๆ เวทนาก็เป็นสักแต่เวทนา ไม่ได้ยึดติดเวทนาเป็นเรา เป็นของเรา แม้จะเป็นอุเบกขาเวทนาปานนั้น ก็ไม่หลงใหลว่าเราเป็นเรา ว่าอุเบกขานั้นเป็นเรา แต่เราได้อาศัยอุเบกขา เวทนาเป็นฐานนิพพาน เป็นฐานอาศัย เราต้องเข้าใจอาการอุเบกขาด้วย อทุกขมสุข หรืออุเบกขา ไม่ใช่อุเบกขาเด๋อ ไม่ใช่อุเบกขาอย่างมิจฉาทิฐิเฉยไม่รู้เรื่อง ไม่เอาภาระ ไม่เอาถ่านจริงๆแล้ว อุเบกขาอย่างนั้นเอาถ่าน อุเบกขาอย่างที่เรียกว่า ใจวาง ไม่ใช่วางเฉยๆเด๋อๆ ภาษาโลกๆเฉย ไม่เอาภาระ ไม่ใช่ ใจวาง แต่เอาภาระน่ะแต่ใจไม่มีอาการทุกข์ ไม่มีอาการสุข ไม่มีอาการชอบ ไม่มีอาการชัง ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ โมหะเลย เห็นแจ้งจริงอยู่นี่ เป็นผู้เอาจริง เป็นผู้เอาจังเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร เป็นผู้รู้จักกุศล อกุศล เป็นผู้ที่อนุเคราะห์โลกอยู่ สร้างสรรช่วยเขา อนุเคราะห์อยู่หนักรู้หนัก เหนื่อยรู้เหนื่อย ยากรู้ยาก เบารู้เบาเป็นผู้รังสรรค์อยู่จริงๆ เหมาะสมทำงานการอะไรก็สละสลวย มีองค์ธรรม 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิต เจตสิก อุเบกขานี้ ยังปภัสสราอยู่เลย ปริสุทธาอยู่ แม้จะปริโยธาตา แม้จะคลุกกับเหตุปัจจัยแห่งกิเลสก็ยังสะอาดอยู่ ปริโยธาตา บริสุทธิ์แล้ว ก็บริสุทธิ์อย่างยืนยันได้ว่าอย่างเหนือ แม้จะอยู่คลุกอยู่กับเหตุปัจจัยแห่งกิเลส ก็ไม่มีกิเลสเข้ามาแทรกมาซึม มาให้เกิดกิเลสได้เลย ไม่เกิดอย่างยืนหยัดยืนยัน มุทุเป็นจิตที่อ่อน จิตหัวอ่อน จิตที่แววไว จิตที่แข็งแรง จิตหัวอ่อน นี่แต่กลับใช้ภาษาว่าแข็งแรง เป็นจิตหัวอ่อน ที่ดัดได้แล้ว ปรับได้แล้ว จนกระทั่งบรรลุ จนกระทั่งมุทุเป็นธาตุที่กิเลสจับไม่ติดไม่ใช่เลี่ยงนะ กิเลสเข้าไม่ได้ กิเลสซึมซับอะไรไม่ได้เลย มุทุเป็นจิตที่แววไว และแข็งแรง เป็นจิตอ่อน และหัวอ่อน ที่เราปรับมา ถ้ามุทุภูเต ก็หมาย- ความว่าเราพยายามฝึกมาเป็นฌาน เป็นวิมุติมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นจิตอุเบกขาแล้วนี่ เป็นฐานสุดท้ายของฌานแล้ว อุเบกขานี่เป็นฐานสุดท้ายของฌาน เป็นจิตมุทุ และกัมมัญญา กัมมนิเย กัมมัญญา กัมมนิยะ ก็ฝึกให้เหมาะควรอยู่กับการกับงาน ไม่ใช่ไม่มีการไม่มีงาน มีการมีงาน มีมุทุธาตุ มีจิตเป็นมุทุภูตธาตุ แล้วธาตุที่สมบูรณ์ปภัสสรอยู่นาทั้งรู้ทั้งแข็งแรง เป็นจิตสมบูรณ์สูงสุด อย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องปรับต้องฝึกต้องทำให้ได้จริงๆ ในลักษณะของเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 นั้น เราก็พูดกันอยู่เสมอ อาตมายิ่งย้ำซ้ำซ้อนอยู่เรื่อยๆเลยเรื่องนี้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สมผัสเมื่อใด รู้เท่าทันๆ แล้วก็ปฏิบัติประกอบให้มันเกิดการอยู่เหนือ เกิดการเป็นอุเบกขาให้ได้ บอกแล้วเป็นฐานนิพพาน แล้วมีสติสัมปชัญญะอยู่ ทั้งตาก็เห็นด้วยตา ไม่ใช่หลับตากลายเป็นภวังค์แบบสมาธิฤๅษี ตานั่นก็ไม่รับรู้ตา รูปเป็นอย่างไรก็ไม่รู้รูป เสียงเป็นอย่างไร ไม่ได้ยินเสียง อยู่แต่ในภวังค์อย่างนั้น มันไม่ใช่ มีทั้ง 6 ทวารทั้ง 6 อายตนะทั้ง 6 นั่นเห็นแจ้งชัด ลืมตา หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น มีผัสสะเป็นปัจจัย รู้อยู่รู้ถึงกระทั่งเวทนา จับเวทนาได้ ปรับเวทนาได้ มันลึกซ้อนลึกซึ้งมากธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เพราะฉะนั้น ต่างกับฤๅษี ฤๅษีนี่มันง่าย เข้าไปอยู่แต่ในทวารจิตลึก ลืมตาขึ้นมาก็ไม่รู้อะไร หรือแม้แต่ฤๅษีกรุง ฟังดีๆ ฤๅษีกรุง ฤๅษีกรุงก็คือ ใช้ปัญญาเลี่ยง ใช้ปัญญาหลบ เห็นรูปด้วยตา เสร็จแล้วก็เลี่ยงหนีไป เราเห็นแล้วก็ช่างมัน ไม่รับรู้ ไม่มีสติสัมปชัญญะปัญญากำหนดรู้ด้วย ไม่มีการกำหนดรู้ด้วย ปล่อยทิ้งเลย วางลูด วางทะลูดทะลาดทิ้งเลย ฤๅษีกรุงนี่ปล่อยวางปล่อยวางๆๆนี่ก็ไม่ได้อยู่เหนือมัน แต่หนีมันเหมือนกัน แต่หนีมันแต่ว่าไม่หนีเข้าป่า หนีอยู่ในกรุง หรือหนีอยู่กับไอ้สิ่งเหล่านี้ แล้วเลี่ยงเอา พวกนี้เลี่ยงๆฤๅษีกรุงนี่เลี่ยงเอาไม่ได้อยู่เหนือหรอกไม่ได้เป็นโลกุตรจิตที่แท้ เพราะไม่รู้เท่าทันมันอย่างสมบูรณ์ และจนชนะมันอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้เป็นผู้พิชิต แต่เป็นผู้เลี่ยงๆหลบ ไม่เอาถ่าน ไม่เอาด้วยๆ ก็คือวางๆ อย่างเลี่ยงอยู่นี่ มันมาจวนแจก็หนี สู้ได้บางทีก็จำนน สู้ได้ก็เอา สู้ไม่ได้ก็โกงตัวเอง เลี่ยงหาเหตุผล หาปัญญาเสพกามด้วยจิตว่าง แต่ที่จริงจิตไม่ว่างกาม และก็ไม่รู้รายละเอียด กามที่เรายังติดยังยึดอยู่ เราก็เสพเราก็จะเลี่ยง พวกนี้มีปัญญามาก ไม่ใช่ปัญญาหรอกเฉกตามีความเฉลียวฉลาดมาก เลี่ยงพวกฤๅษีกรุงใช้ปัญญาแบบนี้ ใช้ลักษณะเลี่ยงแบบนี้ เลี่ยงด้วยเหตุผลโดยที่เขาไม่รู้เท่าทันบ้าง เลี่ยงด้วยตัวเอง เลี่ยงได้ก็เลี่ยงไม่ชน ไม่เรียนรู้ให้ลึก เจาะลึกจนกระทั่งธาตุนั้น หรือว่าสภาพนั้น อาการนั้นเป็นอย่างไร เราก็อยู่เหนือโลกุตรจิต ชนะจะเป็นรูปอย่างนี้ รสอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ เสียงอย่างนี้ สัมผัสอย่างนี้ สัมผัสนอกสัมผัสใน อย่างนี้อยู่เหนือ ทำให้เราเกิดกิเลสไม่ได้ เราสามารถปรุงร่วมได้ด้วย วิสังขารแปลว่าปรุงยิ่ง วินี่แปลว่ายิ่งก็ได้ แปลว่าไม่ก็ได้ คือมันไม่มีกิเลสเกิด แต่มันปรุงด้วยอย่างยิ่งได้ ปรุงเพื่อผู้อื่น ตัวเองไม่ได้เสพ ไม่ได้ติดอะไรนะ จุดนี้ อาตมาก็ขออธิบายย้ำ ทีนี้ ข้อที่ 3 ที่บอกว่าเป็นหลักที่ 3 ก็คือ เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว ภาษาฟังแล้วก็ฟังยากนะ เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว เอโกรักโข หรืออะไรนี่ อาตมาจำไม่แม่น ดูเหมือนจะรักโขนี่ ไม่มีอะไรมากหรอก เอโกรักโขนี่หรือยังไง เป็นผู้แต่รักษาแต่อย่างเดียวๆอย่างไร เมื่อวานนี้ อธิบายข้ามไปหน่อยหนึ่งข้อที่ 3 ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยใจ อันรักษาด้วยสติ นี่เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว แต่อย่าไป...นี่ละจุดนี้ละคนเขาเอาไปตีกิน ที่ไปปฏิบัติธรรมยังไม่เข้าใจยังไม่ทะลุ เข้าใจไม่รอบ ก็บอกว่าเป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว แต่ โอ๋ย ถ้าปฏิบัติธรรมก็รักษาแต่สติก็พอ ที่จริงไม่ใช่รักษาแต่สติ เป็นผู้ประกอบด้วยใจอันรักษาด้วยสติประกอบด้วยใจ สตินี่รักษาใจ ใจเป็นอย่างไร ใจเหมือนกะข้อ2 ใจมีอุเบกขา หรือมีสติแล้ว ก็ฝึกจนกระทั่งกระทบสัมผัสข้างนอก ก็เข้ามาหาใจๆมี เวทนา มีเจโตปริยญาณ จนกระทั่งอะไรควรละก็ละ อะไรควรเหลือที่ได้อาศัยก็เหลือเป็นสอุปาทิเสสนิพพานนั่นแหละ เป็นนิพพานที่ยังมีส่วนเหลือ ก็เหลืออะไรควรเหลืออยู่ รูปนามขันธ์ 5 เหลือแต่อุปาทานไม่เหลือ ไม่ได้ติดยึด ไม่ได้เป็นกิเลส ไม่ได้เป็นตัณหา ไม่ได้เป็นอุปาทาน สิ่งเหล่านี้ไม่เหลือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่เหลือ แต่มันก็ยังเหลือขันธ์นะ เป็นขันธ์บริสุทธิ์ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ยังเหลือ เพราะว่ายังมีรูปนามขันธ์ 5 เหลืออยู่ยังไม่ตาย มีสติที่พาปฏิบัติ ประกอบด้วยใจอันรักษาด้วยสติ ไม่ใช่ว่ามีสติอย่างเดียวๆ ไม่ใช่นะ รักษาแต่อย่างเดียวนี่ ไม่ใช่ว่ารักษาสติ เขาเอามาอธิบายกัน รักษาให้มีสติ แล้วลึกเข้าไปเป็นสติเป็นสติสัมโพชฌงค์ได้หรือไม่ เป็นสติปัฏฐาน 4 หรือไม่ สติปัฏฐาน 4 วิเคราะห์ไปจนกระทั่งถึงเวทนาเป็นอย่างไร อาการเวทนาเป็นอย่างไร และได้วิเคราะห์วิจัยไปจนกระทั่งละเวทนาที่ควรละ เหลือเวทนาที่ควรเหลือ อาศัยอย่างไร ไปถึงจิต มีเจโตปริยญาณในจิต และพยายามปฏิบัติจนกระทั่งราคมูล โทสมูล โมหมูลเกือบหมดไป หรือไม่เหลือ จนกระทั่งจิตสะอาดบริสุทธิ์ มีสตินั้นแหละเป็นตัวช่วยรักษา ไม่ได้หมายความว่ารักษาแต่อย่างเดียว คือ รักษาให้มีสติอย่างเดียว เห็นไหมมันลึกซึ้ง ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ มีสติอย่างเดียวก็พอ นี่ ให้มีสติ ให้รักษาสติอย่างเดียว และจะบรรลุธรรม เคยได้ยินใช่ไหม คนที่ปฏิบัติธรรมบอก มีสติเท่านั้นแหละ ไปมีสติ และลึกซึ้งที่จะเป็นสติปัฏฐาน 4 จะเป็นสติสัมโพชฌงค์ จะเป็นสติและยังมีองค์ประกอบสัมมาวายามะ ยังมีสัมมาทิฐิ ไม่เรียนปริยัติเพิ่ม ไม่มีพหูสูต ไม่เข้าใจอะไรลึกซึ้งเข้าไปอีก ยิ่งไม่ได้อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย ไม่ได้ฟังอย่างที่อาตมาขยายความลึกซึ้งละเอียดไปเป็นลำดับ ขณะนี้พวกคุณก็ยังรู้ยังไม่ครบหรอก ที่อาตมาเฝ้าอธิบายได้พยายามอธิบายไปแล้วไปอีก พยายามเจาะลึกแล้วๆอีกๆอยู่นี่นะ มันก็ยังไม่ครบ หลายอย่างฟังซ้ำฟังซากบางทีก็ยังตื้อๆ ยังไม่เข้าใจนักใช่ไหมนะ หลายอย่างฟังตื้อฟังซ้ำๆตั้งหลายที อธิบายแง่นั้นเชิงนี้ตั้งหลายครั้ง อ๋อ เพิ่งเข้าใจ เพิ่งจะจับสภาวะถูก เพิ่งจะรู้ละเอียด เพิ่งจะไปประกอบเอาไปปฏิบัติได้ และคนที่เขาไม่ศึกษาอย่างนี้ ที่ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีพระเถระ ผู้มัชฌิมะ ผู้นวกะอะไร คอยพร่ำสอน คอยอธิบายบรรยาย เป็นผู้ที่มีแล้วของตนก่อน แล้วก็มาสอนผู้อื่นแล้วจักได้ไม่มัวหมองอะไรจริงๆอย่างนี้ ก็ไม่คอยสาธยายด้นๆเอาคาดคะเนไปอธิบายอวดเก่งไปเรื่อย ที่จริงนะเพี้ยนไปเพี้ยนมา ก็ไม่รู้เรื่องอวดเก่งอวดดีไป ผกผันไป นั่นแหละศาสนามันเสื่อม เพราะอย่างนั้นด้วย ไม่มีของจริงนะ มันต้องมีของจริง มีผู้เป็นจริงมีผู้ได้จริง แล้วก็มาพยายามอธิบายจริง ท่านกำกับไว้ด้วยว่าถ้าเป็นพระอริยะ เป็นพระภิกษุแล้ว ต้องเป็นผู้แสดงธรรม เป็นผู้ที่ต้องช่วยกันต่อไป พระพุทธเจ้าท่านกำกับไว้หมดแหละ ถ้าผู้ที่ถึงศรัทธาที่แท้จริง เชื่อมั่นที่แท้จริงแล้ว ผู้นั้นจะมีคุณลักษณะอย่างพระพุทธเจ้าว่าจะเชื่อมั่นจะบริบูรณ์ก็ต้องเป็นพระธรรมกถึก เป็นผู้ที่เข้าสู่บริษัท เป็นผู้ที่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แล้วลึกซึ้งลงไป ทรงวินัย มีจิตที่มั่นคง มีจิตสงบนะ ก็ยินดีในจิตสงบนี่เป็นองค์ประกอบของความบริบูรณ์แห่งศรัทธาศรัทธาถ้ามีคุณลักษณะอย่างที่อาตมาว่านี่ประกอบนั่นแหละ จะเป็นศรัทธาตัวจริง จิตสงบไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีฌาน มีวิมุติ ได้โดยไม่ยากในฌาน ได้โดยไม่ลำบากในฌาน ได้จนกระทั่งมีจิตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อุภโตภาควิมุติจริงๆ เราก็จะศรัทธา ศรัทธาในสภาพสัจจะ สาระสัจจะพวกนี้ และก็จะเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า อาจจะเชี่ยวชาญ อาจจะแคล่วคล่อง อาจจะเก่งหรือไม่เก่งก็ได้นะ บางคนก็อาจจะเชี่ยว ชาญ บางคนก็อาจจะคล่อง มีจริตนิสัยในการชอบแสดงธรรม บางคนก็ไม่ค่อยชอบหรอก แต่ก็แสดงพยายามมันก็ไม่ค่อยคล่องไม่ค่อยเก่ง ก็ได้แค่นี้ๆ ก็ฝึกไป ตามบุญบารมี เป็นของจริง ศาสนาถึงจะไม่ด้วน ไม่กุด ศาสนาถึงจะสืบต่อสืบทอด และเรายิ่งแสดงนี่แหละ เรายิ่งได้ตรวจ ได้สอบ ได้ตรวจ ได้เช็ค เท่ากะควักของจริง คนที่มีธรรมะมีสภาวธรรม มีอุตริมนุสธรรม มีของจริงนี่นะ คนนั้นก็จะเอาของจริงนี่แหละ ออกมาสอน ออกมาบอก ออกมาบรรยาย มันก็เท่ากับตรวจสอบเรามีเพชร เรามีทอง เราก็เอามาดู คือเพชรก้อนนี้เป็นอย่างนี้นะ มีเหลี่ยมมีแมงมี ยังเหลือมีแมงมีรอยยังมีข่วนอะไรไหม ถ้ามันมีอีกก็ตรวจของตัวเอง ก็ทำให้สะอาดขึ้นไปอีก เท่ากะควักออกมา ตรวจเช็คตรวจถู ตรวจตรา ตรงไหนถูกไหม สะอาดบริสุทธิ์หรือยัง ยิ่งมีรายละเอียด ยิ่งมีพระไตรปิฎก นี่ แหม ยิ่งมีดีใหญ่เลย โอ๋ตรงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ในมุมนั้นเชิงนี่ โอ๋ย ยิ่งเห็น ยิ่งตรวจเพชร ตรวจทอง ว่ามันสมบูรณ์หรือเปล่า เอามาเทศน์นี่แหละ เท่ากะเราเอามาตรวจ ผู้ที่ไม่มีอะไรเทศน์ เอาแต่บัญญัติแต่ภาษาท่องได้ ท่องได้อันไหนมันลืมท่องไม่ได้ อันไหนไม่ลืมก็พยายามไปจำมาท่องมาสอน และตัวเองก็คิดผกผันประกอบควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้ ตามบัญญัติภาษาไป ก็เอาสภาวะเป็นหลัก จะสอนทีก็ควักสภาวะมา และพูดเป็นภาษาไทย มีภาษาบาลี มีภาษาหลักก็เอามาประกอบด้วย ภาษาเขาก็มีอย่างนี้ๆ เออ หมายถึงอันนี้ ก็เอามาประกอบด้วยอธิบายไป ก็เท่ากับตรวจสอบธรรมะของตนเองไป ตรวจสอบสภาวะของตนไป มันก็ดี มันก็จะได้รู้ความจริงว่า เออ เรายังเหลือน้อยหนึ่ง เรายังไม่บริบูรณ์นะ นึกว่าเรามีบริบูรณ์แล้วสมบูรณ์ มันก็พยายามจะชักออกมาเอง เอามาตรวจเอามาสอบเสมอ และมันก็จะเห็นของจริง ความจริง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีจริง ที่มีใจเมตตาเกื้อกูลด้วย และเข้าใจ เรียกว่า เราแสดงธรรมเพราะอะไร ข้อสำคัญ ต้องพยายามฝึกจริงๆ แสดงธรรมอย่าไป แสดงแต่บัญญัติ พยายามเอาสภาวะนี่อ่านมีจริงอย่างไร พยายามตรวจสอบ เป็นบุพเพนิ-วาสานุสติ แล้วจะเกิดญาณ เท่ากับระลึกถึงความเกิด ความดับ หรือว่า ระลึกถึงสิ่งที่เป็นที่มีของเราอยู่ออกมา ออกมาตรวจสอบของจริงๆ เราก็เป็นผู้ได้ชื่อว่าเราเป็นผู้ได้แสดงความจริง ไม่ใช่แสดงแต่ภาษา อันไหนเป็นภาษา ถ้าเผื่อว่า จำเป็นจะต้องพูดแต่ภาษา ไม่มีสภาวะ ก็อย่าไปแสดงให้เขาเข้าใจผิดว่า เราเป็น เรามีภาษาที่เป็นอุตริมนุสธรรมด้วย แล้วก็ไปหลอกไปลวงเขา ทำให้เขาเข้าใจผิดอย่าไปทำแล้วกันอย่างนั้น ถ้าแสดงอุตริมนุสธรรม ต้องพยายามอย่าให้เขาเข้าใจผิด อันนั่นมีจริงในตน หรืออันนั้นมีจริงในตน ทั้งที่เราไม่มี มันเป็นการหลอก และมันซ้อนคนที่ไม่มีจริงนี่นะ กิริยาความเป็นอยู่อย่างไรต่างๆมันจะอย่างหนึ่ง คนที่ไม่มีจริง คนที่มีจริง ก็จะอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งมันซ้อนลึก บอกไม่ได้เลย บอกยากที่สุดเลย แต่มันจะชัดแต่มันจะเข้าใจได้ อ๋อ นี่มันมีจริง แม้แต่สภาพปฏินิสสัคคะ สภาพที่สลัดคืนแล้ว ท่านมีจริงหรือไม่มีจริง ท่านติดหรือไม่ติด ท่านปรุงให้แก่คน ท่านก็ไม่ได้มีอะไรในใจ หรือว่าท่านปรุงอยู่ท่านก็เสพอยู่ แอบเสพอยู่อะไรพวกนี้ อยู่คบคุ้นกันไปนานๆ ถึงจะรู้มันจะเข้าใจ มันจะเห็นจริง มันจะรู้เอง มันจะลึกซึ้ง มันไม่มีภาษาจะพูดแล้ว สุดท้ายเป็นเหมือนกัน คล้ายๆพระอรหันต์เหมือนปุถุชน แต่ว่ามันจะไม่เหมือนกันตรงที่ว่า เสพหรือไม่เสพ ติดหรือไม่ติด มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้น โลกุตระนี่อยู่เหนืออยู่ด้วยกันปุถุชนนี่แหละ ก็ต้องช่วยปุถุชนนี่แหละ มันจึงจะได้รื้อขนสัตว์ มันจึงจะได้ช่วยมนุษยชาติ มันถึงจะได้เป็นโลกานุ-กัมปายะ มันจะได้เป็นที่พึ่งของโลก ไม่ใช่ได้พึ่งแต่คนที่แสวงหามาเท่านั้น คนที่ดีๆเท่านั้น ก็เกื้อกูลเขาไป เราก็ช่วยเขาๆก็ช่วยตัว คนที่แสวงหาก็ช่วยตัวเอง เราก็ช่วยเขา โดยที่ว่าแสวงหา เราก็ไปช่วยเขาบ้าง ไม่ใช่ว่าคุณแสวงหาคุณมา ฉันนั่งเอ้เตอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ฉันไม่ไปไหน ไม่ดิ้นรนอะไรละ มันเมื่อยก็ไม่ใช่อย่างนั้น เราก็พยายามบ้างนะ รักษาแต่อย่างเดียว เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว จึงลึกซึ้งซ้อนอยู่ เป็นผู้ประกอบด้วยใจ อันรักษาด้วยสติ เพราะสติของนี่ มีสติระลึกรู้สึกตัวทั่วพร้อม แล้วก็ปฏิบัติ ไม่ใช่ว่ามีสติแล้วไม่ปฏิบัติ ต้องเป็นสติสัมโพชฌงค์ ต้องมีสติปัฏฐาน 4 หรือสัมมาสติ ที่มีสัมมาวายามะ แล้วก็ปฏิบัติตามสัมมาทิฐิ พยายาม สัมมาทิฐิก็พยายามทำความเห็น ทำความเข้าใจให้เข้าใจว่า สังกัปปะเป็นอย่างไร วาจาเป็นอย่างไร กายกรรมหรือกัมมันตะ การกระทำต่างๆ การงานต่างๆเป็นอย่างไร การงานประจำ การงานอาชีพ การงานจร การงานโน่นๆนี่ๆอะไร และก็รู้ว่าเป็นอย่างไร และมันจะเกิดผัสสะเป็นปัจจัย แล้วจะเกิดเวทนาอย่างไร เกิดจิตเกิดธรรมอย่างไร ก็รู้องค์ประชุมของกาย รู้องค์ประชุมของเวทนา รู้องค์ประชุมของจิต รู้องค์ประชุมของธรรมะ เสร็จแล้วเราก็พยายามมีสติ แล้วก็มีตัวกลไก ให้รู้สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา เป็นอย่างไร แล้วก็ปฏิบัติๆ กับการปรับ ปรับสัมมาสังกัปปะ ปรับสัมมาวาจา ปรับสัมมากัมมันตะ ปรับสัมมาอาชีวะนี่แหละ จนสั่งสมองค์ 7 นี้ประกอบองค์ 7 นี้เป็นเอกัคคตารมณ์ ก็คือจิตเยี่ยมยอด จิตมันเป็นเอก มันเป็นเลิศ ฐานอุเบกขาโน่นแหละ เรียกว่าสมาธิถึงขั้นฌาน ทั้งแนบแน่น แน่วแน่ ทั้งแววไว ทั้งแววไวมีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ วจีสังขาร แววไว และก็เกิดอัปปนา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน