590610_ทวช.อโศกรำลึก#35 อย่าเป็นโยมโง่เง่า พระเต่าถุย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข11 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590610_รายการทำวัตรเช้าอโศกรำลึก#35 ที่สันติอโศก เรื่องอย่าเป็นโยมโง่เง่า พระเต่าถุย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2559 จริงๆแล้ววันนี้คือวันเกิดของสมณะอโศก กลับมาอีกครั้งเมื่อวานนี้ 9 มิถุนายน เราก็ทำพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ปีนี้ประเทศไทยฉลองกันยิ่งใหญ่เพราะครบรอบในหลวงคลองราชย์ครบ 70 ปี เป็นผู้ที่ทำลายสติครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกขณะนี้ในยุคนี้ เอกภพนี้ไม่ได้มีแค่นี้มีมานับไม่ถ้วน เกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เอกภพนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ โรงบุญงานอโศกรำลึกครั้งที่ 35 มีโรงบุญ 190 โรงบุญ มีเจ้าภาพ 109 เจ้าภาพ ( เจ้าภาพบางคน บางทีมแจกหลายครั้ง) สัตว์เดรัจฉานหากินของตัวเองแล้วก็พัก มีเวลาเหลือมาก แต่คนสามารถทำกินใช้อาศัยของตนเองแล้วมีเวลาเหลือก็ทำเพื่อคนอื่นด้วย จึงเป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ต่อโลก ตนเองกินใช้น้อยแล้วสร้างสรรมาก เป็นนักเศรษฐศาสตร์ยอดของโลก ประเทศไทยนี้จะไม่รวยแต่จะอุดมสมบูรณ์ คนในสังคมที่ต้องช่วยคือ เด็ก คนแก่ คนพิการ คนเจ็บป่วย คนไร้สมรรถภาพ คนที่รู้จักจังหวะการวน 1 วนไม่ขึ้นไม่ลง ไม่มีทศนิยม ถ้าวนขึ้นก็สูงขึ้น แต่ก็ไปซ้ายขวาๆ เหมือนคนขาวกับดำ ดำกับขาว แต่มันไม่ได้วนอยู่ที่เก่ามันวนสูงขึ้นๆ การวนนั้นถ้าเริ่มเคลื่อนก็เริ่มเป็น 2 เดิมเป็นแนวระนาบไม่ออกไปไกล ก็ค่อยเพิ่มองศาออกไปเป็น 3 เส้าที่ได้สัดส่วน พีชนิยามจะวงวน 3 ส่วนนี้เจริญไป ถ้ามากขึ้นเป็น 4 ก็จะเริ่มขยายตัว เป็น 5 เป็น 6 ก็เกิดเส้าใหม่ของตนเองอีก เกิด 7 เป็นเลขเกิดที่นิยตะ ไม่มีถอย มีแต่จะไปถึง 8 9 ตัวเลข 9 เป็นเลขสูงสุด แล้วตัดรอบวงวน ก็ไปหา 0 ใหม่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดจากตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แล้วมารวมเป็นว

อ่านต่อ

จีสังขาร (ไม่ใช่วจีกรรม) ยังไม่ออกมาเป็นคำพูด วจีสังขารบางสภาพยังไม่มีอธิวจน เป็นอรูป เป็นพลังงานสังเคราะห์ได้สำเร็จในจิต ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะเป็นฐานปัญญา ส่วน สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นฐานเจโต ทำพร้อมแล้วเป็นวจีสังขารที่ยังไม่ได้ออกมา บางอันนี้ยังไม่มีชื่อเรียกแต่มีสภาวะของเราก็ต้องตั้งชื่อจึงเสนอออกมาเป็นคำพูดหรือท่าทางเป็นกายกรรม หรือเป็นวจีกรรม

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 107 [107] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลาประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ธรรมเหล่านั้นพวกเธอเรียนแล้ว พึงส้องเสพ พึงให้เจริญ พึงกระทำให้มากด้วยดี โดยประการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืน ดำรงอยู่ได้นาน เพื่อประโยชน์ของชน เป็นอันมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ธรรมที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ... เหล่านั้นเป็นไฉน คือสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โภชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่เรา แสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ... ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมความปรินิพพานแห่งตถาคต จักมีในไม่ช้า โดยล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน ฯ พ่อครูว่า… พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ ตรัสพระคาถา ประพันธ์ต่อไปอีกว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าดำเนินมากว่าครึ่งแล้ว ได้เสื่อมไปมาก อาตมามาเป็นผู้กอบกู้เป็นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) โลกหน้าของเทวนิยมเป็นอัตตวาทุปาทาน พูดได้แต่ไม่เคยสัมผัสสภาวะจริง แต่ของพระพุทธเจ้าจับอัตตาในตัวเราในปัจจุบันได้ ให้รู้จักอัตตาอกุศลนี้ แยกตัวอกุศลได้ ทำให้ออกไป เรียกว่า ผาเลติ แยกผลได้ เสร็จแล้วก็กลายเป็นผลเมื่อได้เป็นผล โลกหน้าคือไม่เหมือนโลกโลกีย์ที่หลงเสพติดเทวดา 6 ชั้น แต่ของพระพุทธเจ้านี้ดับเทวดา 6 ชั้นกลายเป็นพรหม สะอาดบริสุทธิ์จากเทวดา ผู้ที่สามารถรู้โลกหน้า เอาโลกหน้ามาขยายให้คนเข้าใจ บอกให้รู้ว่าจะไปจมกับโลกนี้อีกนานเท่าไหร่ วนเวียนไม่รู้จักออก แต่เราสามารถออกมาได้เรื่อยๆ เนกขัมมะได้ จนออกมาสุดได้ เราก็เป็นคนเหมือนกัน มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โลกธรรม สัมผัสเหมือนกัน ขณะนี้เราไม่ได้ไปอยู่ในฐานที่มีโลกธรรมมาก ถ้าแค่ 100 ล้าน 1,000 ล้านไม่เอา แต่ถ้า 10,000 ล้านก็ทนไม่ไหวก็เอาบ้าง ก็เป็นไปตามแต่ละคนที่จะมีพลังสู้ได้ อาตมาเลยต้องอยู่ให้นานเพื่อทำงาน เราทำสิ่งที่ถูกต้องให้ดีเถิด สักวันเราจะต้องไปทำงานเพื่อประเทศชาติแน่นอน เพราะเป็นผู้ทำงานอย่างไม่เห็นแก่ตัว เสียสละด้วยบริสุทธิ์จริงใจ เรามีเจตนาแต่อย่าอยาก ทำสิ่งดีเสียสละสร้างสรรไป เราอาศัยกินใช้อย่างพอเพียง บุญนี่คือเครื่องชำระกิเลส เราได้ส่วนบุญนี้คือไม่ได้อะไรมานะ การที่จะแบ่งส่วนบุญให้คนตายไปแล้วหรือแม้คนเป็นก็ไม่ได้หรอก มีแต่จะหั่นออก บุญไม่ใช่ความมี บุญเป็นเรื่องความไม่มี คนเอาบุญมาเป็นวิมานหลอกล่อจึงบาปหนักหนา ในเมืองไทยก็มีนายไชยบูลย์นี่แหละที่ทำ ให้คนกู้เงินจากสหกรณ์ กู้เอามาทำทานหมดแล้วส่งต้นส่งดอกนะ ทำไมอำมหิตขนาดนี้ ใจดำใจร้ายเห็นแก่ได้ คนจะทรมานเท่าไหร่กูไม่รู้ คิดวิธีการขนาดนี้ อาตมาคิดไม่ถึงเลย

เส้นใต้บรรทัด จิตกร บุษบา โยมโง่เง่า...พระเต่าถุย!! เมื่อเวลา 10.20 น. ของวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะสงฆ์จากจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้ง 20 จังหวัด จำนวนกว่า 300 รูป เดินทางมายังอาคารสภาธรรมกายสากล บ้านแก้วเรือนทองคุณยาย รวมทั้งศิษยานุศิษย์จำนวนกว่าหลายพันคน เข้าร่วมพิธีถวายกำลังใจแด่พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ พระครูชินวรวิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลหนองกุงทับม้า เลขาฯ เจ้าคณะอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ได้กล่าวถึงกรณีที่พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยระบุว่า “ถ้าพระธัมมชโย ไม่รอดในคดี คณะสงฆ์ไทยทั้งปวงก็จะไม่รอดเหมือนกัน เฉกเช่นกับทำหมันพระพุทธศาสนา” อีกทั้งยังระบุต่อว่า “ถ้าหลวงพ่อธัมมชโยถูกดำเนินคดี ต่อไปพระทั่วประเทศก็อาจถูกตั้งข้อหารับของโจรเช่นกัน” นี่เป็นความโง่เขลาเบาปัญญาหรือว่า “ผิดหลง” เพราะเห็นแก่พวกพ้องกันนะ ตถาคตคงเศร้าหมอง ที่พบว่าศิษย์ไม่แสวงหา “ปัญญา” มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต กลับปล่อยให้ตนเองตกอยู่กับความโง่งมอย่างหาที่เปรียบมิได้ เป็นบัวเหล่าใหม่ที่เรียกว่า “บัวเต่าถุย” คือ หมกอยู่ใต้เลนตม เป็นอาหารของเต่าปลา แต่รสชาติเลวจนขนาดที่ว่า เต่ายังต้องถุยทิ้ง! ประเด็นที่นักบวชรูปนี้พึงแสวงหาข้อเท็จจริงมา “ยกปัญญา” ของตนให้สูงขึ้นก็คือ 1) ไปไต่สวนทวนความดูว่า เงินที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร นำมาถวายธัมมชโยกับเครือข่ายของพระลูกวัด มูลนิธิ และวัดพระธรรมกายนั้น เป็นแบบใด เหมือนกับที่ญาติโยมอันเป็นสุจริตชน เป็นพุทธศาสนิกชนทั่วๆ ไปเขานำมาถวายไหม หรือมาในแบบ “โจร” เช่น ยักยอก คดโกงเขามา มาเอาถวายทีเป็นสิบล้านร้อยล้าน ถวายแล้วถวายเล่า ทั้งๆ ที่พระ วัด โยม ต่างก็รู้ “หัวนอนปลายตีน” ว่ามีสัมมาชีพอะไร จึงดลให้มีเงินมาทำบุญมากมายขนาดนั้น 2) วิธีการได้มาซึ่งเงิน วิธีการ “เปลี่ยนเงินเป็นทรัพย์อื่น” หลังรับไว้แล้ว มันส่อความสุจริต ความเป็นปกติ เหมือนวัดวาอารามทั่วไปไหม มีไหม เอาไปลงทุนในธุรกิจ เอาไปผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อนำไปซื้อที่ดิน แล้ววกนำที่ดินกลับมาถวาย มีกระบวนการที่ทำให้ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า “สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร” หรือไม่ 3) กรณีนี้ แทนที่จะทำให้พระดีๆ รู้จักโมทนาสาธุ ว่าดีใจนัก ที่เห็นการตรวจสอบ เพื่อลดความแปดเปื้อนโสมมในวงการสงฆ์ ที่มีอสรพิษร้ายคือ “เงินกับความโลภ” เข้ามาทำลาย เพราะหน้าที่หลักๆ ของ พระกับวัด คือการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำปัญญาอันค่อยๆ รู้แจ้งนั้น มาบอกกล่าว ถ่ายทอด นำทางญาติโยมไปสู่การหลุดพ้น ตามหนทางที่ตถาคตตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ใช้มาบิดเบือนคำสอน ว่านิพพานมีตัวตน มีดินแดน ที่เรียกว่า อายตนะนิพพาน มีพระรูปหนึ่งทำตัวเป็นเหมือนพราหมณ์ผู้ติดต่อกับเทพเจ้าได้ นี่ก็อ้างว่า นำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าในอายตนะนิพพานได้ ซึ่งไม่ควรมีสงฆ์อุบาทว์รูปใด เห็นชอบด้วย กับการสอนที่บิดเบือนเช่นนั้น และเป็นการสอนในหลายๆ รูปแบบ ที่บั้นปลายท้ายสุดคือ “กระบวนการโน้มทรัพย์” อันเป็น “การลักทรัพย์ด้วยการเอาบุญเอาสวรรค์เข้าล่อ” พระดีๆ จึงควรโสมนัสยินดี ที่เห็นฝ่ายโลก เอาจริงเอาจังในการตรวจสอบ ซึ่งหากรูปใดบริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็ย่อมพ้นจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนั้นในที่สุด

พ่อครูว่า… อายตนะคือสะพาน ถ้าไม่มีผัสสะ อายตนะไม่เกิด ถ้ามีแต่นามรูป แต่ไม่มีผัสสะอายตนะก็ไม่เกิด เมื่อหมดผัสสะอาตนะก็หายไป อายตนะจะไม่ตั้งอยู่ที่ไหนๆ จะเกิดมาเป็นนามธรรมเมื่อมีผัสสะ เช่นอายตนะ 2 สุดท้ายคืออสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งตัวสัญญาตัวนี้กำหนดรู้จนไม่มีอะไรจะต้องไปกำหนดรู้อีก รู้จบหมดสิ้นแล้ว แต่สัญญาไม่ได้ดับไป คำว่าอสัญญีนี้ไม่ได้ดับสัญญาและเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้นกำหนดรู้แบบที่ไม่มีสิ่งที่ไม่รู้แล้ว ซึ่งความไม่มีกับความมีเหลือน้อยที่สุดนี้แยกยากมาก

4) พระจึงไม่ควร “ทิ้งหลักการ” ไปสอพลอ “หลักกู” คือ พวกกู ประโยชน์กู แต่ควรยืนยันความสุจริต แล้วใช้ความสุจริตนั้นเป็น “ธรรมาวุธ” เข้าต่อสู่กับหมู่มารที่เข้ามาผจญ “สุจริตคือเกราะกำบัง” ไม่ใช่กบดานเงียบ เอาลูกศิษย์มาแห่ห้อม เอาพระสอพลอมาให้กำลังใจ แต่ควรใช้ “ความกล้าหาญทางธรรม” เข้าพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมโดยไว เพื่อลดความขัดแย้งให้หมู่พุทธบริษัท พระดีควรห่วงพุทธบริษัทมากกว่า หุ้นส่วน” ที่ “เอื้อประโยชน์” หรือ “ถูกจริต” ของตน

5) ญาติโยมควร “ตัดขาด” พระไม่แท้ เห็นพระใดตกอยู่ในเหล่า “เต่าถุย” ก็ควรขจัด โดยไม่ต้องทำลาย เพียงแต่ “ปล่อยไป ตามยถากรรม” ข้าวน้ำไม่ต้องขุนต้องให้ พระดีๆ มีอีกมากมาย วัดดีๆ มีอีกมากล้น ที่ต้องการให้คนไปทำนุบำรุง ไม่ใช่ปล่อยวัดหนึ่งวัดใดในกระบวนการทางการตลาด เข้าครอบงำวัดอื่นๆ ราวกับบริษัทใหญ่เข้าเทคโอเวอร์ หรือยึดเป็น “หน้าร้าน” เพื่อขายบุญขายสวรรค์ ดึงคน ดึงเงิน มาอยู่ในเครือข่ายของตนจนหมด

เช่นเดียวกับ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. 2559 นายประสิทธิ์ สันจิตร ประธานเครือข่ายพิทักษ์พุทธ พร้อมด้วยกลุ่มชาวพุทธ จำนวนกว่า 20 คน เดินทางมายังหอสมุดวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร อ.เมืองนครปฐม เพื่อยื่นหนังสือต่อพระเทพมหาเจติยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม โดยมีพระครูสุธีเจติยานุกูล พระเลขา เป็นตัวแทนของเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เป็นผู้รับมอบหนังสือ ทั้งนี้ เพื่อขอให้เจ้าคณะจังหวัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยตามกฎนิคหกรรม ด้วยข้อกล่าวหาต้องอาบัติปาราชิก ต่อพระพุทธะอิสระ หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จากกรณีที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2559 ให้พระพุทธะอิสระพร้อมพวกแกนนำกลุ่ม กปปส. ร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท กรณีบุกรุกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2557 ทำให้สถานที่ราชการได้รับความเสียหาย “ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อให้ตรวจสอบว่าผิดธรรมวินัยร้ายแรงหรือไม่ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาฟ้องร้อง ทางโลกที่ทางสงฆ์จะต้องมีการสอบสวนเพราะคำตัดสินของศาลแพ่งยืนยันชัดเจนอยู่แล้ว ตนเองไม่อยากเห็นพระสงฆ์ทำผิดพระวินัย และไม่อยากเห็นพระพุทธศาสนาเสื่อมถอยหลัง พระเณรไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ หากเป็นเช่นนี้ศาสนาเราก็จะเสื่อมถอยหลัง ขาดความเชื่อถือต่อสาธุชน ทางพระเลขาได้รับเรื่องเพื่อจะนำเสนอเจ้าคณะจังหวัดอีกทอดหนึ่ง เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบพระวินัยกับพระสุวิทย์” จากนั้นทางเครือข่ายพิทักษ์พุทธได้เดินทางไปยื่นหนังสืออีก 2 แห่ง คือ วัดนิมมานรดี ที่เจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะภาค 14 ดูแลพื้นที่ จ.นครปฐม กับวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ซึ่งเป็นเจ้าคณะใหญ่หัวหน้ากลางในเขต กทม.ต่อไป ความหรรษาของเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ ก่อนที่บุคคลคณะนี้จะไปร้องให้มีการตรวจสอบเอาผิดพระพุทธะอิสระนั้น เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 4 มี.ค. 2559 ที่หอประชุม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระสุวิทย์ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ทางสำนักพุทธศาสนาเอาผิดกับตัวเอง และดำเนินการลงโทษตามพระธรรมวินัย กฎหมายคณะสงฆ์และกฎหมายบ้านเมือง จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่า กรรโชกทรัพย์จากโรงแรมเอาซีปาร์คและชุมนุมทางการเมือง ตอนจนบุกรุกสถานที่ราชการเอาไว้แล้ว ในวันเดียวกันนั้น ยังร้องขอให้มีการตรวจสอบ เอาผิด กับพระธัมมชโยที่อวดอุตริมนุสธรรม กรณี “สตีฟ จ๊อบส์” ตายแล้วไปไหนด้วย โดยก่อนหน้านั้น คือวันที่ 12 ก.พ. 2559 ที่ สภ.เมืองนครปฐม พระพุทธะอิสระ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช ผบก.ภ.จว.นครปฐม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อ มหาเถรสมาคม ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผิดจรรยาพระสังฆาธิการ ฝ่าฝืนอำนาจมหาเถรสมาคม และไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ซึ่งมีหลายมาตรา กรณีเกี่ยวกับเรื่องการปล่อยปละละเลย ให้พระธัมมชโย เดินเรี่ยไรเงินไปทั่วประเทศ ทั้งที่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่า ห้ามสงฆ์ออกเรี่ยไรเงินนอกพื้นที่ของตน ปล่อยให้ธรรมกายยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยน ทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนหลายราย แต่ก็ไม่เคยสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังอวดอุตริ อ้างว่า สตีฟ จ๊อบส์ ตายแล้วเกิดเป็นเทพบุตร ซึ่งเรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ในข้อวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ข้อความที่เป็นเท็จเผยแพร่ลงสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ย้อนความเรื่องทั้งหมดให้ทราบกันเพื่อจะบอกว่า พระพุทธศาสนานั้น จะเจริญก้าวหน้า เป็นที่พึ่งให้แก่พุทธบริษัทสี่ได้ ต้องอาศัยโยมดี และพระดี ทำหน้าที่ปกป้องและจรรโลงไป แต่หากคราวใดเจอโยมโง่เง่า พระเต่าถุยเข้าละก็ การปกป้อง ในนาม “ปกป้องพระพุทธศาสนา” ก็จะเป็นแค่ “ปกป้องพวกพ้องของตัวเอง” เสียมากกว่า เช่นเดียวกับ “การตรวจสอบ” ก็มิได้มุ่งหมายตรวจสอบเพื่อรักษาหลักการแห่งความจริงแท้ บริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนา หากแต่มุ่งตรวจสอบเพื่อข่มขู่ ทำลาย ฝ่ายตรงข้าม เสียมากกว่าซึ่งก็น่าคิดว่า การไปแจ้งความเพื่อเอาผิดต่อพระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) ก็ดี เอาผิดกับ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ในขณะนี้ ของเครือข่ายลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย มุ่งหมายปกป้องพระพุทธศาสนา หรือปกป้องเพียงตัวคนบางคน ที่ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าเข้ามา “รับทราบข้อกล่าวหา” ตามกระบวนการปกติทางกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์อื่นใดกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ สังคมเขารู้สึกสมเพชว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อของตัวเอง เที่ยวยื้อเวลา ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ลุกศิษย์ก็บิดเบือนว่าดำเนินคดีซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง หรือบ้างก็ว่า ถูกการเมืองเล่นงาน ไยกลับเอากระบวนการทางกฎหมายที่ดูเหมือนพวกตนไม่เชื่อ ไม่ร่วมมือ ไปจัดการกับคนอื่นเขาล่ะ หรือหวังให้เขา “กลัว” เหมือนที่ “หลวงพ่อ” ของตัวเองกลัวอยู่?!?!?

พ่อครูว่า… นี่แหละอสูรตัวพ่อเลย เป็นจอมอสูร นี่คือความไม่กล้าที่มากเลย คำว่า“กาย”เป็นธรรมะ 2 ของรูปกับนาม ในมูลกรรมฐาน 5 นี้เป็นหลักฐานชัด เล็บของเรา ส่วนใดจะเป็นกายส่วนใดไม่เป็นกาย กายจะต้องมีจิตเข้าไปร่วม รู้สึกได้ ถ้าไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วย ส่วนนั้นไม่ใช่กาย ศาสนาพระพุทธเจ้าจับตัวอาการกิเลสแม่น ว่าตัวนี้คือกิเลสกาม ตัวนี้คือกิเลสพยาบาท มี 2 ขั้วผลักกับดูดๆ ก็กำจัดไปจนสิ้นเกลี้ยง การรู้กาย ถ้าหยาบเรียกว่ารูป ถ้าไม่หยาบก็เรียกนาม พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนามกาย รูปกาย เราสัมผัสเงาะ ลองกอง เมื่อเอามาสัมผัสลิ้นเลย ใครประสาทไม่เพี้ยนก็รับรสเดียวกัน เป็นความรู้สึกของธรรมชาติว่า มันมีรสเช่นนี้ แต่คนอวิชชาก็จะรู้สึกชอบใจไม่ชอบใจ นั่นแหละคือเวทนาที่เป็นกิเลส เป็นธรรมะ 2 ทั้งที่จะชอบหรือไม่ชอบก็มีธาตุอาหารนั้นๆ จะเอาหรือไม่เอาล่ะ แต่คนที่ติดยึดก็จะเอาหรือไม่เอาตามที่ต้องการในรสอร่อย หรือไม่เอาเพราะว่าไม่อร่อยไม่ชอบ ก็อยู่ที่คุณไปกำหนดไว้ อุปาทานไว้ สเปคไว้กำหนดไว้เลย ต้องเป็นอย่างนี้ๆ ถ้าอย่างนี้ใช่ตามสเปค เช่นคนนี้แหละใช้ แต่พอ 2 ปีเองไม่ใช่แล้ว บางคนก็ไม่ถึงสองปีก็ไม่ใช่แล้ว เจอมากี่คนแล้ว นามกาย รูปกาย จะรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่า“อุเทส”คือเอามาขยายความเช่นที่กำลังอธิบายนี้ อาการเป็นความเคลื่อนไหว เราก็อ่านมันได้ เรียกอาการนี้ว่า เศร้า ดีใจ สุข ทุกข์ ดูดดึงเอามาให้แก่ตนหรืออาการปล่อยคลายออกไป จะแยกแยะอาการออก แล้วกำหนดเครื่องหมายเอาเอง เราใส่ชื่อเข้าไป อาการปล่อย อาการเอา อาการอร่อยสมใจ ไม่อร่อยหรืออาการกลางๆ แต่ก่อนอาตมาอร่อยกับพริกจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้อาการอร่อยนี้หายไปแล้วนะ ไม่เกิดในปัจจุบัน แต่อาจจำได้บ้าง นิมิตคือการกำหนดลงไปในความแตกต่างลิงคะนี้ คุณดำคุณขาวขนาดนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ สิ่งที่ถูกรู้นี้เป็นนาม ได้รับการตั้งชื่อแล้วเช่นอาการเศร้า อาการโศก คืออย่างไรตั้งชื่อแล้วอาศัยชื่อไปหาอาการ แต่ถ้าไม่มีอาการไม่รู้อาการก็ไปตั้งชื่อไม่ได้หรอก วันนี้ไก่ก็เตรียมจะบินก็ฝากฝังไว้ว่า ตั้งใจเรียนรู้ สัจธรรม โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเกิดในเมืองไทยแล้ว เกิดมามีวิบากพบกันแล้ว ถ้าไม่ตั้งใจเรียนเอา วิบากอาจทำให้ชาติหน้าได้เกิดเป็นหมาอย่าประมาท กว่าจะได้ร่างมาเป็นมนุษย์แล้วได้มามีมิตรดีสหายดีแล้ว ได้แล้วอย่าช้าอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง อย่าไปหลงโลกีย์ที่หลอกเลยต้องรู้จักกาละอันควรแล้วเราจะได้ประโยชน์จากสิ่งนั้นมหาศาล จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน