590914_พุทธศาสนาตามภูมิ นรกก็คือสวรรค์ ๖ ชั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
590914 พุทธศาสนาตามภูมิ นรกก็คือสวรรค์ 6 ชั้น โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 14 กันยายน 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศกทุกอย่างในโลกนี้มีแต่กรรมกับกาละเท่านั้น ผู้ใดที่รู้จักกรรม ทำให้กรรมของเราเป็นกรรมดี กรรมประเสริฐ ทำให้เกิดกุศลที่ถึงขั้นเป็นบุญ ให้ถึงขั้นกำจัดกิเลสได้ให้มากกรรมที่สุด นั่นคือกรรมกับกาละอันกำไร เป็นโชคมหาโชค อภิมหาโชคเลย เป็นคนที่ได้ดี ชีวิตนี้อาตมาไม่เห็นว่าจะมีสิ่งที่ควรได้ควรมีคนเป็น นอกจากว่าให้ทุกกรรมกิริยาของเรา ตั้งแต่ที่เรายังไม่บรรลุเป็นอาริยะบุคคล ให้เป็นผู้บรรลุ สามารถกำจัดกิเลสได้ตั้งแต่เริ่มต้นไป จนกระทั่งเป็นอรหันต์ จัดการเรื่องกรรมเรื่องเดียวตราบที่เรายังไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน เราก็ยังมีกรรม เป็นอัตภาพ เป็นสัตว์โลก เรายังมีกิริยา กายกรรม วจีกรรมมโนกรรมอยู่ หากเราเป็นอรหันต์ก็จบได้ กรรมทุกกรรมไม่มีบาปเกิด ทุกกรรมเป็นกุศลตลอด เพราะเราได้ทำจิตให้บริสุทธิ์ชำระกิเลสจากจิตสะอาดสิ้นหมดแล้วบริบูรณ์แล้ว สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระกิเลสออกจากจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เป็นทฤษฎีที่คนสามารถค้นพบได้ เป็นทฤษฎียิ่งใหญ่ที่สุด คนๆ นั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นทฤษฎีที่มีรายละเอียดมากมายยิ่งกว่าศาสดาใดที่จะมีรายละเอียดแห่งคำสอนเช่นนี้ ศาสดาใดๆ ก็ไม่ละเอียดเท่า ธรรมชาติ ธรรมฐีติ ธรรมนิโรธ ธรรมชาติ คือสิ่งยังมียังทรงไว้อยู่ แต่อรหันต์ท่านไม่มีชาติแล้ว แต่ธรรมฐีติคือสิ่งที่ยังตั้งอยู่ทรงอยู่ยังไม่หายไป ธรรมนิโรธ คือสิ่งที่ตั้งอยู่แต่มีนิโรธแล้ว เป็นผู้ที่ทำนิโรธได้สำเร็จในใจตนแล้ว คำว่าธรรมะ คือธรรมชาติที่ชอบพูดกัน ซึ่งเป็นการกล่าวตู่กัน เพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่
อ่านต่อ
ใช่โลกีย์ เพราะว่าธรรมะของศาสนาเทวนิยมเป็นธรรมชาติมีนรกมีสวรรค์ ส่วนศาสนาพุทธนั้นมีธรรมะที่ไม่ชาติแล้วดับชาติได้ จึงไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นธรรมนิโรธ ธรรมฐีติคือมีความหมายสองนัยคือ แบบไม่ดับภพจบชาติก็ตั้งอยู่ได้ แต่ผู้บรรลุธรรมนิโรธ มีธรรมะอันดับภพจบชาติได้จริง แต่ก็ยังตั้งอยู่ได้ มีสองนัย ส่วนธรรมชาติมีนัยเดียว ดับการเกิดไม่ได้ ส่วนธรรมนิโรธนั้นดับการเกิดได้ สิ่งไหนควรเกิดก็ให้เกิดได้ สิ่งไหนไม่ควรเกิดก็ไม่ทำให้เกิดได้ เช่นอกุศลต่างๆ ถ้าสิ่งดีสิ่งเป็นกุศล ประเสริฐไม่เป็นโทษภัยเป็นประโยชน์เกื้อกูลก็ควรเกิด ผู้ใดทำสิ่งไม่ควรเกิดไม่ให้เกิดได้นิรันดรคือความบรรลุสูงสุดของศาสนาพุทธ มาอ่าน sms sms13 กันยายน 2559 _ 0893867xxxกิเลสดังคุก!ตัณหาดุจเรือน จำ!ยิ่งอยากยิ่งติดกรงวิบาก!หยุดอยากหลุดพ้นแดนวัฏฏะฯกบหมายนิพพานดุจกระต่ายหมายจันทร์!เอ๋??? _0893867xxxพ่อครูบอกว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ผู้น้อยขอความเมตตาจากท่านช่วยพาตนพ้นวิบากชี้นำจิตวิญญาณเมื่อถึงวาระนั้นมาเกิดแดนชมพูทวีปได้ไหม?หากบุญบารมี ยังมิมากพอสู่นิพพาน? ตอบ…คุณก็ต้องเรียนรู้ปฏิบัติด้วยตัวเอง อาตมาก็นึกสงสาร คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวพุทธที่เข้าใจว่า คนบรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบัน เขาก็มีนิพพานขั้นหนึ่งของตน ดับกิเลสไ ด้เป็นระดับๆ อาริยะของพระพุทธเจ้า คือผู้กำจัดกิเลสได้จริง เริ่มตั้งแต่โสดาบัน มีโสดาปัตติผล ถ้าโสดาปัตติมรรคคือเริ่มต้นเดินทาง จนถึงเขตสกิทาคามี อนาคามี เป็นผู้ไม่เวียนกลับอีกแล้ว ทำเศษที่เหลือก็เป็นอรหันต์ได้ อยู่ในร่างคนเป็นๆ ได้เลย อาตมาทำหน้าที่ชี้นำชี้ทาง แต่ไม่ถึงกับเหมือนพระพุทธเจ้า นะ อาตมาก็ประกาศตนเป็นโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ไปเท่าที่ประกาศ อาตมามีหน้าที่ชี้ทางแนะนำคนอื่น ประโยชน์ตนเองอาตมาไม่ต้องมีแล้ว มีแต่ประโยชน์คนอื่น มารื้อขนสัตว์คือนำพาคนให้พ้นวัฏฏสงสาร พาให้บรรลุนิพพาน ทุกวันนี้อาตมาก็ช่วย ซึ่งคุณเองก็เกิดในชมพูทวีปแล้ว ชมพูทวีป คือแดน พื้นที่ของคนมีพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า แดนไหนมีคนเป็นเช่นนั้นเป็นมวล มีผู้บรรลุอาริยธรรมของพุทธเป็นปึกแผ่นอยู่ ที่ไหนที่นั่นคือแดนชมพูทวีป เป็นหลายที่หลายประเทศก็ได้ แต่จะนับว่าที่ไหนเป็นที่หนึ่งก็แดนไหนที่มีคนบรรลุอาริยธรรม ได้นิพพานมากที่สุดก็เป็นที่หนึ่ง มีจริงไหม? มีจริงก็อันนั้น ในเมืองไทยนี่แหละ อินเดียก็ไม่มีแล้ว ไปก็สู้เทวนิยมในอินเดียเขาไม่ได้ แม้ในเมืองไทยนับถือพุทธกว่า 95% นี้ก็เทวนิยมกันมาก.. ยังพูดกันยากเลย ก็ค่อยศึกษาไป
_ 0893867xxxประทับใจจิตอริยะอันประเสริฐ!ยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน!ยิ่งกว่าสวรรคาลัย! ยิ่งกว่าอธิปไตยใดในโลกทั้งปวง!ชาตินี้จะได้ถึงจิตพระโสดาฯไหมหนอ?สกก. ตอบ…อาริยะของศาสนาพุทธเหมือนคนธรรมดานี่เองไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่พิสูจน์ได้ เช่น คนที่เคยไปติดยึดในอบายมุข แล้วก็มาจัดการกับกิเลสเหล่านั้นได้ แล้วก็ไม่ได้หนีไปไหน แต่อยู่กับโลกปกติ แต่ท่านไม่วุ่นวาย กับสิ่งที่หลุดพ้นมาแล้ว ตั้งแต่ในโลกอบาย โลกกาม ไม่เสียเวลา ทุนรอน แรงงาน สามอย่างนี้ไม่สูญเสียไปกับสิ่งเหล่านั้น หลุดพ้นมาแล้ว ไม่เสียแรงกายแรงสมอง ไม่เสียทรัพย์สินวัตถุกับอันนั้น ไม่เสียเวลาด้วย สามอย่างนี้เป็นความหลุดพ้น ท่านแตะต้องสัมผัสแต่ก็ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ได้ดูด ไม่ได้ผลัก ก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ในโลก ไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือต้องไปแสดงฤทธิ์เดช อ่านใจคนได้ ตาม concept ของคนทั่วไป ที่ว่าต่างจากคนทั่วไป คือท่านต่างที่ท่านไม่ไปเสพเสวยสิ่งเหล่านั้น แต่ก็สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ ดีไม่ดีต้องไปทำงานร่วมไปสอนเขาช่วยเขา แต่ไม่ได้ไปส่งเสริมเขาหากสิ่งเหล่านั้นต่ำ ให้เขาเลิกละมาด้วยซ้ำ แต่ก็ไปร่วมอยู่ก็อนุโลมปฏิโลมตามสัปปุริสธรรม มหาปเทส เช่นต้องไปร่วมวงกินข้าวกับเขาด้วยมีอุ้งตีนหมี ปลาทอดดิ้นได้ แต่ท่านไม่เสพกับเขา ไม่กินกับเขา ก็นั่งร่วมวงกับเขาได้ เขาอาจดื่มเหล้าเฮฮา แต่ท่านก็ไม่ได้ดื่มกับเขา ไม่รังเกียจรังงอนอะไรด้วย คนก็อาจสงสัยว่าทำไมไม่เสพเหมือนคนอื่น สิ่งใดเราร่วมได้ก็ร่วม สิ่งใดร่วมไม่ได้ก็ไม่ร่วม ในอาริยะต่างๆ ที่คุณว่าจะเป็นขั้นไหน อาตมาก็ไม่อยากพยากรณ์หรอกว่าจิตคุณถึงโสดาบันแล้ว ต้องอ่านเอง อาตมาก็อ่านจากคุณส่งความเห็นมา ก็มีลักษณะเจโตร่วมกับตรรกะเหตุผล อาตมาก็พอรู้ ประมวลแล้ว คุณยังไม่ชัดเจนตัวเองก็อ่านใจตนเอง ไม่รู้ขนาดมาตรวัด คนเป็นโสดาบันไม่น้อยหรอกในเมืองไทย แต่ตัวเองไม่รู้ตัว คนไม่รู้ตัวก็ไม่รู้กรอบตนปฏิบัติก็เวียนกลับได้ เพราะไม่มีปัญญาวิมุติ คนอื่นเขาสนุกสนาน แต่ตนไม่สนุกกับเขาแล้ว จิตมันไม่เอา แต่ปัญญามันไม่รู้ว่าจิตของตนหลุดพ้นแล้ว ดีไม่ดีก็วนเวียนไปเสพกับเขาอีก ปัญญาเป็นตัวตัดสินเลยว่าไม่เวียนกลับแล้ว เจโตก็ไม่ชัดก็เวียนวนกับเขา หนักเข้าไปมีอุปาทานติดกับเขาอีกด้วย เจโตนี่เวียนกลับได้เก่ง ถ้าตรรกะก็เวียนกลับอีก แต่ปัญญาจริงไม่เวียนกลับ ก็พยายามอ่านจิตตนให้ดี อาตมาก็พยายามบอกความเป็นจริง ให้ไปตรวจตัวเอง เราจะไปพยากรณ์คนมันไม่ง่าย คนอื่นมารู้จิตเราไม่ได้เท่าเรา อ่านอาการลิงค นิมิต อาการจิต เจตสิก อ่านให้จริง อ่านให้ออก แล้วจะรู้ขนาด ต้องอ่านอาการของกายให้ออก เล็บนี่ ตัดออกไปได้ ไม่เจ็บ แต่ถ้าติดอยู่ก็มีส่วนไม่เจ็บเป็นพีชะ มีสัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนา ไม่ใช่กาย มันเป็น พีชะเท่านั้น เมื่อไม่ใช่กายเราก็เหลือแต่จิต คุณก็มาทำจิตที่ถูกรู้ที่เหลือ ก็มาเข้าใจเวทนา 2 ต้องเข้าใจกายในกาย แล้วมาสู่เวทนาในเวทนา ก็ทำเวทนาให้เป็นหนึ่งอีก แล้วก็ทำรูปจิต ทำอรูปจิต จากสองให้เป็นหนึ่งได้ อ่านอาการหรือพลังงานที่เป็นกิริยาของจิต กายคือจิต มโน วิญญาณ อ่านจากของจริงให้ออกถ้าออกแล้วทำออกได้เลยจริงๆ ถ้าเนกขัมมะได้จริงก็ได้จริง รู้ด้วยเห็นด้วยสัมผัสปัจจุบันได้ด้วย ไม่ใช่ไม่มีธัมมวิจัยไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธแยกแยะวิตกวิจารได้ชัดเจน
_0893867xxxวันนี้ฟังธ.บ่ต่อเนื่องฝนตกฟ้าร้องไฟติดดับ2พรึ่บ!นึกถึงตอนชุมนุมปักหลักพักค้างที่ชมัยมรุเชษมีระเบิดปิงปองประทัดยักษ์ปืนมั่ง!คนอื่นสดุ้งตื่นพรึ่บแต่ตัวเองหลับอุตุนอนถอดหูเทียมบ่ได้ยินเสียงบึ้ม!มันน่ากลัวฤา?กลัว รถฉีดน้ำแรงดันสูง ม๋าต๋าจะทำหูเทียมเสียยิ่งกว่าแก๊สน้ำตาอีก! หูยรบ.หน้าอย่าเจอ อีกเล๊ย!สกก. : _0893867xxxกราบขอบคุณพ่อครูบุญนิยมกับธ.ผมขนเล็บฟันหนังเป็นรูปรูปตัดบ่เจ็บก็บ่มีจิตมโนวิญญาณเป็นแค่มหาภูตรูป4บ่นับเป็นกาย!พรุ่งขอดูเทปซ้ำต่อสาธุ! ตอบ...มูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนังนั้น ทั่วไปเขาก็สอน แต่ไม่รู้เนื้อหาแท้จริง อย่างอาจารย์ชาก็สอน แต่ไม่รู้พลังงานตอนไหนที่ไม่ใช่กาย ก็ไม่รู้โสดาบันเพราะต้องรู้กายก่อน ศาสนาพุทธปัจจุบันเข้าใจกายว่าแค่ดิน น้ำไฟ ลม ไม่ได้เข้าใจว่าคือ จิต มโน วิญญาณอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ต้องรู้ว่าความเป็นกายคืออย่างไร ณ ขณะนี้จิตของเราไม่เป็นกายแล้ว เหลือแต่จิต แม้กายหมดไป มี แต่จิตแล้วเป็นอนาคามี ก็ไม่มีกายในกามแล้วก็เหลือแต่กายในรูปจิต ในอรูปจิต ก็กายในกายไม่มีกายแล้ว เวทนาในเวทนาไม่มีเวทนาแล้ว จิตในจิตก็ไม่มีจิตแล้ว ทำเวทนาเป็นหนึ่งได้ จิตก็ทำให้เป็นหนึ่งได้ ธรรมในธรรมก็เป็นหนึ่งได้แล้ว เป็นเอกธรรมไม่มีธรรมแล้ว ผู้รู้ชัดหมดในกาย เวทนา จิต ก็ไม่มีทรงไว้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นแล้ว ทรงไว้แต่พรหมกายหรือธรรมกายที่สะอาดแล้ว เป็นธรรมกายที่ไม่มีภพชาติ ตรงกันข้ามกับสำนักธรรมกาย สำนักธรรมกายที่เต็มไปด้วยภพชาติ ธรรมกายของพระพุทธเจ้า คือธรรมกายที่สิ้นภพจบชาติ พระพุทธเจ้า ตรัสว่าธรรมกาย พรหมกาย คือชื่อของเรา แต่ธรรมกายของสำนักธรรมกายที่ทุกวันนี้ใหญ่มากเต็มไปด้วยภพ เต็มไปด้วยขยะชาติ มีแต่เกิดกับเกิด แม้นิพพานก็เป็นแดนอัตตา มีแต่ภพชาติเต็มบ้องเลย แล้วซับซ้อนหลอกคนหลงอย่างหนัก คนเรามักไปยึด อุตุว่าเป็นเรา กายก็เป็นของเรา พีชะว่าเป็นเราเป็นของเรา แม้ข้าวของต่างๆ ก็ไม่ใช่ของเรา เพชรนิลจินดาก็ไม่ใช่ของเรา . แม้พีชะเราก็ทำใจไม่หลงใหลได้ แม้จิตเราก็ละเว้นได้ แต่นี่ไม่ได้ศึกษาเลย อุตุก็เป็นตัวกูของกู สัตว์ คนก็ของกูหมด ลูกกู หลานกู หมด อะไรเป็นต้น สิงสาราสัตว์ช้าง ม้า วัว ควาย ของกูหมด ไม่ได้ศึกษาเป็นขั้นตอน จนสุดท้ายเหลือแต่จิตเป็นอนาคามีก็ไม่มีสิทธิ์รู้ได้เลย
_0891169xxxพ่อครับช่วยอธิบายตก_วิตกและวิตก_วิจารให้ละเอียดด้วยครับจักขอบคุณมากครับ ตอบ...ตักกะพอจิตเริ่มดำริ ตริหรือตรึก เริ่มมีจิตขึ้นมา ในจิต สังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คือภาคปัญญา ส่วนอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือภาคเจโตเป็นสมาธิควบแน่น เป็นสมถะเป็นผลที่ปฏิบัติได้ผล ควบแน่น ไม่ใช่สะกดจิต ฝ่ายปัญญา ฝ่ายธัมมวิจัย เรียนรู้อาการจิต ส่วนฝ่ายเจโตคือผลสำเร็จ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นี้ เราต้องพยายามอ่านจิตให้ทันให้เร็ว จิตเริ่มมีอะไรขึ้นมา เราก็มีธัมมวิจัย ออกว่า จิตเรามีอะไรมาปนด้วย เป็น. สสังขาริกัง (มีตัวนำพาไปในทางชั่วก็คือกิเลสผสมมาด้วย) เราต้องอ่านตัวนี้แยกแยะจับกิเลสตัวนี้ให้ได้ แยกกิเลสออกมา จับกิเลสออกมาอย่างไม่สงสัยไม่วิจิกิจฉา รู้สักกายะ รู้องค์ประชุมรูปนามว่าตัวนี้คือกิเลสแท้ เป็นสมุทัยอาริยสัจ รู้อย่างไม่สะเปะสะปะ ไม่ใช่ในห้องประชุมนี้มีโจรอยู่ แต่มีคนเป็นพัน ก็เผาทั้งหมดเพื่อเผาโจร ไม่ใช่ ต้องจับเฉพาะโจร นอกนั้นคนบริสุทธิ์ ไม่ใช่เหมาเข่งเช่นนั้น ศาสนาพุทธมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกแยะจับสักกายะ อ่านจับตัวมันได้ จนพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ มีปหาน 5 กำจัดให้ได้ ถ้าจับโจรได้แล้วแต่ซูเอี๋ยกับโจร เล่นๆ หัวๆ ลูบคลำไม่เอาจริง เรียกว่าสีลลัพพตปรามาส คือรู้กิเลสจับกิเลสได้ แต่ไม่ได้จัดการ ไม่มีพลัง ไม่สามารถพอ วิธีการเราไม่เก่งพอก็ไม่พ้นสีลพตปรามาส ต่อเมื่อกำจัดกิเลสได้ก็แล้ว มีส่วนแห่งบุญ ถ้ายิ่งดับได้หมด ข้างนอกดับได้หมดกายข้างนอกขาด เหลือแต่ในก็เป็นอนาคามี เราอ่านของจริง รู้ของจริงก็พ้นสังโยชน์ 3 เป็นโสดาบันแล้ว ก็ไล่จัดการกิเลสที่เหลือต่อ ตักกะ เมื่อทำสำเร็จก็กลายเป็นวิจาระ หรือวิตักกะ จารคือพฤติกรรม ความประพฤติของจิตที่ทำได้ดีและวิเศษแล้ว ก็คือ วิตักกะ เป็นวิเศษแล้ว ได้ดีแล้วก็เป็นจิตที่ได้ทำสังกัปปะให้เป็นสัมมาสังกัปปะ เมื่อทำได้บริบูรณ์ก็รักษาผลให้เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนาตั้งมั่นแข็งแรง
_เรืองบุญ มั่นเมืองพุทธ กราบนมัสการค่ะ... เมื่อวานฟังพ่อครูแล้วมีข้อสงสัย...ขออนุญาตถามได้ไหมคะ...ประเด็นไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับวิบากของสัตว์เพราะจะทำให้สัตว์ไม่ได้ใช้วิบาก หรือวิบากหมดช้า...แต่สำหรับคนด้วยกันทำไมถึงให้ช่วยเหลือก่อนถ้าช่วยไม่ได้ค่อยอุเบกขา...คนที่ไม่มีเมตตาไม่คิดช่วยผู้อื่นก็จะอ้างได้ว่าเดี๋ยวจะไปขัดขวางวิบากเขา...ให้เขาทุกข์ทรมานดีแล้วจะได้หมดวิบากไวๆ การช่วยเหลือคนกับช่วยเหลือสัตว์ที่เดือดร้อนมีผลดีผลเสียต่างกันอย่างไรในแง่ของเป็นสิ่งมีชีวิตมีจิตวิญญาณเหมือนกัน. ตอบ...เทศน์สอนคนให้บรรลุนี้ก็ยากขนาดแล้วไม่ไปสอนสัตว์ให้ไปนิพพานไม่ได้หรอก คนที่สุดวิสัยช่วยไม่ได้ก็ปล่อย เหมือนกับสัตว์ เราช่วยไม่ได้ก็ปล่อยเขา คนขนาดไหนเรารู้ว่าช่วยไม่ได้ก็ปล่อย ขนาดคนเราก็ยังช่วยไม่ได้มากเลย ยิ่งสัตว์ยิ่งช่วยไม่ได้ใหญ่เลย อาตมาไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรไปช่วย อาตมาเป็นสมณะมีหน้าที่ช่วยคนให้ไปนิพพานเท่านั้น นอกเกณฑ์ที่จะช่วยก็ไม่ช่วย เราควรช่วยคนก่อนหรือสัตว์ก่อน สัตว์มันก็รับวิบากไปอีกนาน ในร่างกายของคนบางคน จิตบางคนเลวกว่าสัตว์ อย่างนี้เราก็ไม่ช่วย หนึ่ง สัตว์มันก็รับวิบากของมันไป สอง อย่าไปต่อเชื่อมวิบากกับสัตว์อีก ไม่ว่าเชิงกุศลหรืออกุศล เช่นกามนิตกับวาสิฏฐีอย่านึกว่าเขาทำดีนะ เป็นเวรานุเวร จะไปเกิดร่วมกันที่ทางช้างเผือก ที่แดนสุขาวดี เป็นเรื่องผูกพันจะเป็นทางกุศลหรืออกุศลก็ตาม มันก็ผูกพันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องทำหน้าที่ บาปก็ต้องคุมให้ได้ อยากเป็นนักในเรื่องของกุศลอกุศล ในกุศลนั้นก็จะมีบุญด้วย ถ้าทำได้ถูกต้อง ถ้าทำไม่ถูกต้องบุญก็ไม่เกิด ถ้าทำบุญอย่างสัมมาทิฏฐิได้จริงผลกุศลก็จะเกิดด้วยเป็น 2 ส่วน อุภยัตถะ สาม อาตมาไม่มีเวลาพอที่จะไปช่วย ช่วยคนแค่นี้เวลาก็ไม่พอแล้ว สี่ เมตตา การเมตตา คือต้องการให้คนพ้นทุกข์ แต่คนพูดไม่ครบทั้งหมดว่าพ้นทุกข์แค่โลกีย์ ดีไม่ดีไปบำเรอเสพสุขด้วย แต่แท้จริงนั้นให้พ้นทุกข์อาริยสัจ เวลา ทุนรอน แรงงานเราไม่พอที่จะเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเกินไปช่วยสัตว์ เราไม่ช่วยสัตว์ก็ไม่เป็นไร ไม่ผูกพัน คุณทำให้คนเป็นมิตรได้ทั้งหมดก็ทำก่อนเถอะ แต่ใครจะช่วยทั้งคนและสัตว์เก่งก็ทำไป อาตมาไม่เก่งอย่างนั้นก็ทำได้ประมาณหนึ่ง ตอนนี้เจาะลึกเรื่องทาน ในโลกมีพลังโลกีย์กับโลกุตระ ยุคนี้พลังโลกีย์มีมาก มวลเขามีมาก มีฤทธิ์อิทธิพลแรงจริงๆ ยืนยันความเป็น “พลังโลกีย์” อำนาจกระแสโลกีย์ที่มีมวลมากในยุคทุกวันนี้ มันมีฤทธิ์มีอิทธิพลแรงจริงๆ แต่ก็ยังมีผู้รู้ได้อยู่ ดังนั้น ผู้สามารถเอาชนะพลังอำนาจโลกีย์ได้นั้น จึงแข็งแกร่งแกล้วกล้าอาจหาญจริงๆ สำหรับยุคนี้ ที่สามารถชนะพลังแรงฉกาจฉกรรจ์ของโลกีย์ได้ สำเร็จ ข้อแรก “มรรค 8” มี “ทิฏฐิ” เป็นประธาน ก่อน มีมรรคองค์ 8 ได้ต้องมีแสงเงินแสงทอง จากสุริยเปยยาลสูตร [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .
เช่น “ทิฏฐิ 10” ก็ยังเป็น “นัตถิ ทินนัง -นัตถิ ยิฏฐัง -นัตถิ หุตัง -นัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก -นัตถิ อยังโลโก -นัตถิ ปโรโลโก -นัตถิ มาตา -นัตถิ ปิตา -นัตถิ สัตตาโอปปาติกา -นัตถิ โลเก สมณพฺราหฺม ณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อมัญจ โลกัง ปัญจ โลกัง สยัง อภิญฺญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนฺตีติ” ซึ่งมี 10 ทิฏฐิ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 255 “มหาจัตตารีสกสูตร” เป็นต้น ก็ยังไม่เห็นวัดไหนสอนกันชัดๆ เจนๆ ให้ทำทานแบบละภพชาติตามทานสูตรเลย ต้องให้ละภพชาติ ในเทวดา 6 ชั้นนั้น จตุมหาราช นี้ภพหยาบ ที่จริงคือสัตว์นรก เดรัจฉาน จอมยักษ์ จอมมาร จอมเดรัจฉาน แต่อธิบายกันเพี้ยนว่าเป็นเทวดา มันซ้อน ความเป็นเทวดาคือจิตไปหลงภพชาติได้เสวยบำเรออัตตาเป็นสุข เรียกว่าเทวดาดาวดึงส์เป็นอาการ 33 อาการสุขเก๊ ที่คนไม่มีหรอก แต่ปั้นเอาเอง ศาสนาใดๆ ก็เอาภพชาติทั้ง 6 มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอนให้ล้างภพ 6 นี้ เพราะภพ 6 นี่คือนรก สวรรค์อยู่ที่ไหนนรกอยู่ที่นั่น มันเป็นธรรม 2 มันเป็นเมถุนธรรม ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นอ ทุกขมสุข อุเบกขา สุญญตา แต่มันลึกซึ้งอยู่ คนไม่เคยได้ยินหรอก ที่อาตมาพูดไปนี้ เขาจะว่ามาพูดอะไร ภพ 6 คือนรก เขาฟังไม่รู้เรื่อง อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน? ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่สอนให้ดับภพจบชาติ ศาสนาไหนๆ ก็มีภพมีชาติเป็นปรมาตมัน พาไปสวรรค์ มีศาสนาอุจเฉทิฏฐิ พวกนัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิพวกนี้ก็ไม่มีอะไร ศาสนาพุทธนี้ ไม่สอนไปสวรรค์แต่รู้ไปตามลำดับ ที่จริงดับภพจบชาติหมดสวรรค์หมดนรก ซึ่งปุถุชนคนอวิชชาที่ยัง “มิจฉาทิฏฐิ” อยู่ทั้ง 10 ข้อนี้ ก็ย่อม“ไม่มีผล”(นัตถิ)นั่นคือปฏิบัติอย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุผลธรรม แน่นอน เพราะ“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ) ไม่เป็น หรือทำไม่ถูกต้องตามทฤษฎีของพุทธ ซึ่ง“การทำใจในใจ” (มนสิการ) ก็คือ “ทำฌานหรือทำสมาธิ” นั่นเอง แต่เขาทำไม่เป็น ไม่ถูกต้องตามแบบพุทธ เพราะไม่ง่าย ฌาน แปลว่า เผา คือเผากิเลส แต่เขาไปแปลฌานว่าเพ่ง แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพ่ง วิจัย การเพ่งเป็นลักษณะทำกสิณที่นอกรีตพุทธ สะกดนิ่งจดจ่อ เพ่ง แต่ของพุทธมีวิจัย มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ analysis ไม่ใช่ hypnosis เขายึดผิดเป็นถูกมานานแล้ว คำว่าฌาน คำว่าสมาธิทุกวันนี้เข้าใจผิดไปมาก เป็น meditaion ไปหมด ไม่ใช่ supra concentration แม้อาจารย์บางคนพอเข้าใจ ว่าของพุทธไม่ไช่ไปนั่งสะกดจิต ต้องสัมผัสสัมพันธ์กับโลกด้วย แต่ไม่ได้รายละเอียดไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิ แม้แต่การทำทาน หรือยิตถังก็ไปแปลตามภาษาว่า ยัญพิธีที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล ก็เลยเข้าใจยัญพิธีแบบการบูชายัญเอาคนมาต้ม ไปโน่น จริงๆ แล้ว ยิตถังคือวิธีการใดๆ ก็แล้วแต่ที่เป็นไปเพื่อให้ลดละกิเลสได้ ไม่ใช่พิธีกรรมโบราณ ก็อย่างนั้นก็ทำได้แต่ไม่ใช่ไปทำผิดๆ พิธีของพุทธคือ ศิล สมาธิ ปัญญา หุตัง แปลว่า มี หรือมีผล มีสิ่งสำเร็จเป็นผลหรือไม่ ปโหติ ถ้าทานหรือศีล (ยิตถัง) วิธีปฏิบัติปฏิปทา ไม่มีผล ก็ตรวจสอบหุตังว่าทำแล้วไม่เกิดผล จริงๆ ก็คือ ทาน ศีล ภาวนา คือการเกิดผล เกิดจากกรรม สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ต้องรู้ถึงการทำใจ มนสิการ เปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ใจ เปลี่ยน DNA ที่ใจเลย เปลี่ยนจากอยังโลโก เป็นปโรโลโก เปลี่ยนจากสัตว์โลกโลกียะเป็นสัตว์โลกุตระได้ ต้องรู้ความแตกต่างของโลกนี้กับโลกหน้า หรือโลกอื่น คนละโลกกัน ไปดำเนินชีวิต สุกตะ ไม่ดำเนินเส้นทางโลกีย์แล้ว ไม่เอาแล้ว แต่ก็อยู่กับโลกเขา เดินไปเดินมากับโลกเขา แต่เราไม่ไปเสพสุขกับเขาแล้ว คนต้องรู้โลกโลกียะ รู้โลกโลกุตระ แล้วประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง ต้องรู้แม่ รู้พ่อ รู้สัตว์โอปปาติกะ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย (เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) มีภูมิธรรมของตนเอง ตามขั้นตอน ปัจจัตตัง สยังอภิญญา สยังอภิญญา อาตมานั้นมีภูมิสยังอภิญญา ไม่ใช่ภูมิสยัมภู ตอนแรกที่อาตมาประกาศ พตต.อนันต์ เสนาขันธ์ทำหนังสือบอกว่าเป็นศาสดามหาภัยเลย ซึ่งภูมิรู้อาตมาไม่เหมือนที่เขาถือกันด้วย ก็เลยเหมือนรู้เองคนเดียว อาตมาก็เลี่ยงสัจธรรมไม่ออกต้องพูดสิ่งที่ถูก การนั่งสมาธิ เขาก็ว่าต้องนั่งหลับตาปฏิบัติ ลืมตาไม่ใช่ แต่อาตมาโชคดีมีพระไตรปิฎกยืนยันให้ รอดตัวได้เพราะพระไตรปิฎกแท้ๆ อาตมาอวดตัวอวดตนว่าเป็นสยังอภิญญานะ แล้วอาตมาต้องมาทำในยุคนี้ด้วย ต้องมา กอบกู้ในยุคนี้ มีอาจารย์พร รัตนสุวรรณที่ท่านเข้าใจสัตว์โอปปาติกะว่าเป็นผี เป็นวิญญาณเป็นเทวดา ภูติผี เป็นตัวตนไปเกิดตรงนั้นตรงนี้ ก็เลยไปสร้างเจดีย์ให้ ไปนั่งสมาธิแล้วก็บอกว่าเจอสัตว์โอปปาติกะ ที่นั่นที่นี่แล้วก็ไปสร้างที่อยู่ให้ ท่านหลงว่าตนมีภูมิรู้อย่างนั้น จนตั้งโรงพิมพ์ของตนเองชื่อว่าโรงพิมพ์วิญญาณ แต่เข้าใจแบบภิกษุสาติ ยิ่งกว่าภิกษุสาติอีก เข้าใจวิญญาณล่องลอยไปที่ไหนๆ ไปเข้าใจวิญญาณอย่างนี้จริงๆ มีอีกคนหนึ่ง ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ บวชมาจากเมืองจีน เข้าใจจิตวิญญาณแบบอาจารย์พร นั้นซึ่งยาก ผู้ที่เข้าใจแบบนี้แล้วไปนั่งสมาธิเห็นมโนมยอัตตา คือ รูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นรูปร่าง เป็นตัวเป็นตน สายนั่งหลับตาส่วนมากจะเห็นอย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น ก็เลยยาก เพราะมีอัตตาสำเร็จเป็นรูปแล้วไม่อ่านนาม เห็นสัตว์นรกก็เป็นรูปร่าง เห็นพระพรหมก็เป็นรูปร่าง เห็นเทวดาเป็นสัตว์มีรูปร่าง เลยเห็นความใสว่าเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นอรหันต์ ไม่เอารูปร่าง แต่เอาความใสเลย อย่างธรรมกาย แล้วปั้นพระพุทธเจ้ามีหัวแหลมหัวปุ้มต่างกันเลยทะเลาะกัน เลยแยกเป็นสองธรรมกาย ก็เป็นของปลอมทั้งคู่ ทั้งที่สัจจะนั้นมีหนึ่งเดียว แต่ก็เลยคิดว่าของตนเองถูกก็เลยแตกเป็น 2 ประเภทของธรรมกาย เข้าใจกายไม่ได้ เลยเป็นธรรมกลาย ต้องอ่านอาการกายของสัตว์นรก หยาบๆ ให้ออกก่อน สัตว์ที่เป็นโทษ พระพุทธเจ้าแยกเป็นสองสัตว์ใหญ่ๆ คือ สัตว์กามสุขขัลลิกะ คือเทวดาขิฑฑาปโทสิกะ คือยึดกามที่เป็นโทษ สัตว์อัตตากิลมถะคือเทวดา มโนปโทสิกะ คือยึดอัตตาที่เป็นโทษ คำว่าแม่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขา แต่หมายถึงภาวะของเพศ ที่ต่างกันในอาการ ลิงค นิมิต ว่าอาการเช่นนี้เป็นอิตถเพศ อาการเช่นนี้เป็น ปุริสภาวะ เพศที่ยังมีสงครามกระดุ๊กกระดิ๊กอยู่ คือเพศแม่ พระพุทธเจ้าท่านเป็นพ่อ สารีบุตร โมคคัลลานะ หรืออิสีติสาวกเป็นแม่ ก็เพื่อช่วยกันทำคลอด สร้างลูกสัตว์โอปปาติกะทางจิตวิญญาณ เป็นพ่อแม่ลูกทางจิตวิญญาณ เหตุปัจจัยที่เป็นลักษณะสองแบบนี้ ทำให้เกิดอธิจิต เช่นศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เป็นต้น จะเป็นลักษณะเด่นดีเป็นพ่อ ลักษณะยุ่งยากหลากหลายเป็นลักษณะแม่ ยังไม่เป็นหนึ่ง ไม่สง่าผ่าเผย แม้ในวัตถุก็มีเชิงนี้ อย่างภาษาฝรั่งเศสก็แยกเพศของภาษา สัมมาทิฏฐิ 10 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในข้อที่ 10 มีว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมามาประกาศโพธิสัตว์ เอาของเก่าที่มีมาเปิดเผย แต่คนก็ว่าไม่มีหรอก อรหันต์ยุคนี้เขาว่าไม่มีแล้ว โสดาบันจะมีหรือเปล่าไม่รู้ ที่พูดกันนี่ปุถุชนทั้งนั้น คนนี้หมิ่นคำตรัสพระพุทธเจ้าข้อนี้ ถ้าคุณเชื่อว่าไม่มีก็สิ้นแล้ว ปิดประตูตัวเอง ก็ไม่เชื่อใครเลย มันหลงตน บอกว่ากูยังไม่ใช่แล้วใครจะเก่งกว่ากูล่ะ พวกนี้ที่ไม่เชื่อว่ามี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ตัวเองไม่มีดวงตาเห็นเอง ในยุคกลียุคหนักคนชั่วมากเป็นอเวไนยสัตว์ แต่โลกก็ยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ แม้กลียุคก็มี ไม่ขาดหรอก ไม่ขาดจากสมณะพราหมณ์ แต่คนรู้ไม่ได้ไม่ยอมรับ เพราะไม่รู้ ดีไม่ดีหาว่านอกรีตอีก แม้แต่ “ทำทาน” ก็ ทำใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive