590328_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โสณทัณฑสูตร ๓.docx
เนื้อหาในไฟล์
590328_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ โสณทัณฑสูตร 3
พ่อครูว่า...วัน นี้วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม 2559 ที่ราชธานีอโศก ตอนนี้น้ำหนักอาตมาลดลง อาตมาตั้งใจจะอยู่นานๆ ไม่ได้อยู่เพื่อได้ลาภยศสรรเสริญหรือแย่งชิงอะไรนะ อาตมาชัดเจนว่าอาตมาก็อยู่เพื่อมุ่งมั่นมากที่สุดคือต้องการเปิดเผยธรรมะพระพุทธเจ้า
สื่อธรรมะพ่อครู (โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน รู้กายผิด หมดสิทธิ์บรรลุอรหันต์ พ่อครูว่า… อาตมามั่นใจจริงๆ ว่าอาตมามีธรรมะพระพุทธเจ้าที่ถึงขั้นบรรลุ โดยไม่ได้คิดว่าอยากอวดอยากโอ่นะ เพราะอาตมาคิดว่าคนไม่เชื่อมีเยอะ แต่คนเชื่อก็มี แม้อาตมาบอกไปแล้วก็เชื่อว่าคนมีจิตผลักจะมี เพราะเขาไม่เข้าใจว่าผู้บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าคือโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์นั้นเป็นอย่างไร แม้คำสอนพระพุทธเจ้าอยู่ครบพยัญชนะมีอยู่ แต่เขาอ่านจิตไม่ออก ไม่รู้อาการลิงคะ นิมิต อุเทส ที่ต้องรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 อย่างนี้คือ จิตทั้งนั้น และมีสภาวะ สสัมภาระ และอารัมมณะ อย่างไร สมมุติเรียกว่ากาย นั่นคือจิต ตามที่ตถาคตเรียกว่า กาย บ้าง จิตบ้าง มโนบ้าง ท่านผู้แปลในพระไตรปิฎก ภาษาไทย อาตมาก็รับรองว่าถูกต้องไม่ผิดเลย แล้วท่านก็แปลถูกด้วย กายนั้นตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง กายท่านไม่ได้ตรัสว่าแค่คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อาการอย่างไรมีจิตร่วมอยู่ที่เรียกว่ากาย เพราะกายคือจิต เน้นจิตเป็นหลัก แต่คำว่ากายนั้นขาด ดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ได้ ถ้าขาดดินน้ำไฟลมไป จิตร่วมกับดินน้ำไฟลมนั้นไม่ได้ขาดตรงนี้ ถ้าดินน้ำไฟลมส่วนใหญ่ขาดจิตไปร่วมด้วยอันนั้นไม่ใช่กาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มันไม่มีจิตไปร่วม อันนั้นตัดทิ้งได้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนที่ไม่เจ็บไม่รู้สึก อันนั้นไม่ใช่กาย แต่ภาษาไทยคำว่ากายนี้ ทั่วไปเลย ภาษาพระ ภ
อ่านต่อ
าษาธรรมะก็เพี้ยนไปแล้ว มูลกรรมฐาน 5 นี้ผิดเพี้ยนไปแล้ว นักปฏิบัติธรรมทั้งนั้น แม้ส่วนที่ตัดขาดจากร่างเราไป เขาก็เรียกว่า กาย ซึ่งตรงกันข้ามกับสัจจะความจริง ส่วนที่ตัดออกไปไม่ใช่กาย เมื่อไม่รู้จักคำว่า กาย ก็ไม่รู้สักกายทิฏฐิ กายในกาย ไม่ได้ ไม่รู้อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส อย่างไร มันคือกาย ไม่ถูกต้อง เข้าใจผิดแน่นอน เมื่อเข้าใจผิดแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ เมื่อเข้าใจผิดตั้งแต่กายไปแล้ว ที่สุดพระพุทธเจ้าว่า ต้องรู้ว่าตนบรรลุธรรม จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีกายสักขี ต้องมีกายสักขี สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาตมาว่าสับสนหมดเลย อาตมาจึงกล้าพูดโดยผ่าเต็มรูปแบบเลยว่า ไม่มีใครบรรลุธรรม ไม่มีอรหันต์ ตั้งแต่ภาษาไทยที่ได้บัญญัติว่า กายคือร่าง คือดินน้ำไฟลม แต่เมื่อได้เรียนรู้กายแล้วอย่างถูกสัมมาทิฏฐิ จึงปฏิบัติบรรลุได้ คือต้องรู้ สักกายะก่อนอื่น ถ้ารู้คำว่ากายนี้ก่อนไม่ได้ก็หมดสิทธิ์บรรลุอรหันต์ เมืองไทยจึงไม่มีอรหันต์มานาน เท่าที่เข้าใจคำว่ากายผิดไปนี่ โดยเฉพาะในวงการศาสนาพุทธ ที่เข้าใจผิดเพี้ยนเป็นสัญญาวิปลาส จิตก็วิปลาสด้วย จะไปปฏิบัติอย่างไรก็วิปลาสหมด จะเข้าใจความเที่ยงไม่เที่ยง มีตัวตนไม่มีตัวตน สุภะหรืออสุภะก็ผิดหมด จะไปเข้าใจว่าทุกข์ว่าสุขไม่ได้ อาตมาบอกว่าสุขนี่เป็นของเท็จ มีบัญญัติว่า สุขขัลลิกะ ผู้รู้ในเมืองไทยหาว่าอาตมาพูดผิด แต่อาตมารู้สภาวะว่าสุขนี่เป็นเท็จ ทุกข์มันจริงกว่า ต้องปฏิบัติพ้นทุกขอาริยสัจ แต่เข้าใจทุกข์สุขไม่ได้จะไปรู้ อาริยสัจได้อย่างไร ที่ว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนั้นจะได้อย่างไร เขาฟังไม่ขึ้นว่าสุขเป็นเท็จ อาตมาประกาศว่าอาตมาเป็นอรหันต์เขาหัวร่อเลย เขาจะเข้าใจลักษณะอรหันต์คนละอย่างกับอาตมาเลย อาตมาพูดตำหนิด่าว่า เขาว่าดูเหมือนโกรธ เขาอ่านจากกิริยาข้างนอกเท่านั้น แต่อาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีชอบหรือชังเลย ถ้าอาตมาประกาศอรหันต์ไปนี่ หนึ่งจะมีเสียงด่า หรือว่าจะไม่มีคนฮือฮาเลย เพราะว่าถ้าพระพุทธเจ้าอุบัติในโลก เสียงเล่าลือกันไปมากมาย แต่ยุคนี้อรหันต์ประกาศ เหมือนพระพุทธเจ้าประกาศก็ประกาศเฉยๆ อย่างนี้แหละ แต่ถ้าความเชื่อของสังคมเขาก็ไม่ต่อต้าน แต่อาตมาไม่ได้ยกตนเทียบพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าท่านมีบารมีพร้อม อาตมาไม่ได้มีบารมีเช่นนั้น ถ้าอาตมาบอกไปนี่ หนึ่ง จะมีผลสะท้อนด่าว่ามา สอง จะไม่ฮือฮาคนไม่ตื่นเต้นเพราะเขาไม่เชื่อ ตกลงอาตมาประกาศไปเป็นจริง ไม่ตื่นเต้นไม่ฮือฮา และสอง ที่ว่าจะด่ามานี่ผิดคาดนิดหน่อยว่า ไม่มี เพราะว่ากว่าอาตมาจะประกาศก็ใช้เวลานาน อาตมาประกาศปี 2558 ที่งานพุทธาภิเษกฯ เดือนมีนาคม ที่ไพศาลี อาตมาทำงานศาสนามา 45 ปีย่างเข้า 46 จึงประกาศ ไม่ใช่อาตมาไม่รู้ตัว แต่อาตมารู้ตัวเองมานาน อาตมาเคยเล่าแล้ว ว่าเคยบอก น้องสาวคือขวัญดี กับ อ.แสง จันทร์งามไป ไม่ได้พูดไปเล่นๆ เรื่อยๆ เลย แต่เหมาะสมแล้วจึงบอก แม้แต่ตอนอาตมาจาริกไปโคราช ปี 2517 หลังบวชปี 2513 ไปปักกลดที่ศาลากลาง ท่านเจ้าคุณ เจ้าคณะจังหวัดมาถามจะเอาเรื่องอาตมา อาตมาก็ว่าเผยแพร่ธรรมะ ท่านก็ถามว่าเอาอะไรมาเผยแพร่ อาตมาก็ว่าเอาความรู้ทางธรรมะ ท่านก็ว่าจบอะไร อาตมาก็ว่าเอาธรรมะที่เป็นการบรรลุธรรมของอาตมา ท่านก็ว่า อ๋อ บรรลุหรือ แต่ในยุคนี้ก็ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยมาปฏิบัติจนได้ผล เกิดเป็นหมู่กลุ่ม เช่นทุกวันนี้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก สงบ อย่างคล่องแคล่ว เช่น กายปัสสัทธิ ไม่ได้หมายถึงนั่งนิ่งไม่กระดิก แต่กายปัสสัทธิคือ เจตสิกสาม คือ เวทนา สัญญา สังขาร มีความสงบจากกิเลสแต่แคล่วคล่องว่องไว เป็นกายปาคุญญตา ทำงานได้คล่องแคล่วปราดเปรียว เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อน ไม่ใช่สงบแบบที่ว่า ผู้นิโรธจะเชื่องช้า ไม่ใช่นะ แต่จะยิ่งคล่องแคล่ว เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะทุกวันนี้เข้าใจไปแบบฤาษีชีไพร เข้าใจอาริยะคือพวกพระป่าฤาษีชีไพร เป็นพระนั่งหลับตาเอานิโรธแบบมิจฉา มันไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นมโนมยอัตตา ไม่ใช่ธาตุรู้ที่รู้ความเป็นจริงอย่างปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ จะทำให้เกิดนิโรธที่จะมีปัญญาเจริญ ยิ่งรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งเป็นผู้รู้ผู้ตื่น ไม่ใช่ว่ารู้อย่างหลับๆ แล้วหลับไม่รู้ ไม่ใช่ แต่ยิ่งเบิกบานปราดเปรียว Active ไม่ innert ที่อาตมาได้ประกาศโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้รู้จะพยายามศึกษา แต่ ผู้ไม่เชื่อ ก็อาจหมั่นไส้ก็ต้องขออภัย หรือท่านไม่ฟังเลยก็ดีจะไม่ได้เกิดอาการทางจิต
มาอ่าน SMS 27 มี.ค.59 _ 0893867xxx หลวงปู่พุทธะอิสระปกป้องพระลิขิตฯในสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงรักษาพระธรรมวินัยในพระศาสดาที่สากลโลกยอมรับในจริยวัตรสมถะสันโดษเป็นเลิศ! คนโลภเห็นไม่ง่าย แต่คนพอเห็นไม่ยาก _0893867xxx ธรรมะพ่อครูฯ มีแต่คนพอเพียงพ้นโลกธรรมเท่านั้นที่เชื่อ!คนโลภไม่รู้จักพอหลงอำนาจลาภยศเงินตราจมโลกธรมไม่เชื่อพ่อครูฯ ช่างหัวมันเถอะ _0893867xxx ธรรมอโศกมีแต่คนใจพอเข้าถึงจนหมดสิ้นทุกข์โศกได้!ืแต่คนไม่รู้จักพอเข้าถึงยากจนหมดทางสิ้นทุกข์โศกโดยอยู่กับสุขหลอกตัวเองทุกวัน! _0893867xxx สมาธิหลับตาปิดกั้นการรับรู้สุขทุกข์แต่สมาธิลืมตาเปิดรับรู้ทุกผัสสะเป็นปัจจัยจากการสำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคเป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด skk _0893867xxx สุขดาวดึงส์สุขสุขาวดียากนิรันดร์! สุขชมพูทวีปสุขจากพ้นจากทิฎฐิ10 สงบนิรันดร(วูปสมสุขฤาปรมังสุขัง)!
_0897224xxx นมก พ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงวันนี้ได้รู้ธรรม2 หรือพลังงาน2 กลายเป็น1ของฟิสิกส์ทางจิต สาธุ
_0890015xxx ธรรมะรับใช้โลกหรือโลกรับใช้ธรรม พ่อครูว่า...ธรรมะรับใช้โลกนั้นถูกแล้ว ธรรมะกับโลกไม่ได้ขัดแย้งกัน ธรรมะมีแต่ช่วยโลก จึงเรียกว่ารับใช้โลก โลกานุกัมปายะคือรับใช้โลก
_0890015xxx บวชเณรฤดูร้อนคือแผนการตลาดพระหาเงิน พ่อครูว่า...ถูกต้อง ขอพูดผ่าหัวเลย การบวชเล่นบวชหัวคือการทำลายศาสนาอย่างร้ายแรง แม้บวชตามประเพณีก็ตาม จะตั้งใจอย่างไรมันก็ปลอม แต่การเอาเด็กมาบวชเป็นสังคมศาสตร์ก็ไม่ดี ต้องมาบวชอย่างเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติเพื่อนิพพานจริงๆ คนเป็นหนี้ก็มาบวชไม่ได้นะ พระมีเงินไม่ได้นะ หรือพระรับเงินเดือนก็ไม่ได้ ก่อนบวชเขาก็ถามว่าเป็น ราชะภะโต หรือไม่? คือเป็นข้าราชการหรือไม่? ถ้าเป็นข้าราชการจะรับเงินเดือนอยู่ก็บวชไม่ได้
_0893867xxx ถ้าพ่อครูฯ เมื่อยปาก!หูพวก เราจะห่อเหี่ยว! เพราะไม่มีเสียงใดปลุกพลังปัญญาในใจชนได้ดีเท่ากับเสียงธรรม! ผู้ตามติดพระตปฎ.จรธ.
_คุณพิมพ์เพชรรุ้ง ถามมา กราบนมัสการ พ่อท่านฯ สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวานนี้ ขณะที่ดิฉันได้เห็นข่าวสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส ทำพิธีล้างเท้าและก้มลงจูบเท้าของผู้อพยพต่างศาสนา ทีละคน ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่หลั่งน้ำตาไปด้วย ดิฉันเองก็น้ำตาไหลตามและรู้สึกซาบซึ้งใจมาก ดิฉันคิดได้ว่า ความหวังที่จะได้เห็นสันติภาพเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ อยู่ที่การลดอัตตาตัวตนของผู้มีอำนาจนี่เอง. ( ถูกต้องหรือไม่คะ ) ถ้าผู้มีอำนาจทั้งหลายบนโลกได้เห็นภาพจากข่าวนี้ แล้วลดอัตตาตัวตน เลิกหอบหวงโลกธรรม มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์แล้ว ปัญหาต่างๆ ก็คงจะน้อยลง โลกนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ กลับมาที่ประเทศของเรา ดิฉันจะไม่ขอกล่าวถึงผู้ที่มีอำนาจในองค์กรพุทธศาสนา เพราะท่านเองยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดกันอยู่ในเวลานี้ แต่ดิฉันจะขอกราบเรียนนิมนต์พ่อท่านฯ กรุณาชี้ว่า เราในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมจะหลีกเลี่ยงภัยจากการหอบหวงโลกธรรมได้อย่างไรบ้าง ดังที่เราได้เห็นตัวอย่างจากทั่วโลก ที่มีผู้ที่ทุกข์ยากเพราะได้รับผลกระทบแบบลูกโซ่ มาจากผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน ที่ตกเป็นทาสของโลกธรรมนี่เอง กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งคะ พ่อครูว่า...พระสันตะปาปาองค์นี้มีคุณธรรมที่น่าเคารพเป็นอย่างมาก ขอขยายความ ศาสนาคริสต์เทวนิยมกับของพุทธ ประเด็นที่ต่างกันมากคือโลกุตระของพระพุทธเจ้าต้องรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ข้อสำคัญคือจับสักกายะคือกิเลสตัวตน อ่านได้แม้ไม่มีสีสันรูปร่างก็อ่านออก มันมีอาการนิมิต ที่กำหนดรู้ได้ ของตนเองกำหนดเอง มันเป็นอรูป แล้วสามารถทำอกุศลจิตให้ลดลงได้ เป็นปรมัตถธรรมสุดยอดของพระพุทธเจ้า ส่วนการควบคุมตนเองลดกายกรรม วจีกรรมให้เป็นคนมักน้อยสันโดษ รับใช้สังคมทำได้ก็ดีเช่นเดียวกัน ในสภาพแสดงออกทางรูปธรรม ทำได้ นามธรรมก็สามารถเข้าใจ แล้วทำให้ตนเองมีกายกรรม วจีกรรม ที่มีสภาพที่ฤาษีดาบส เทวนิยมก็ทำได้เหมือนพุทธ แต่ต่างกันที่ไม่รู้อ่านไม่ได้ในจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้ เวทนา สัญญา สังขาร ไม่รู้รูป 28 ไม่สามารถดับกิเลสให้ไม่เกิดอีกเลยตลอดกาลถาวร นิรันดร์ ส่วนทางโน้นมีนิรันดร์ เช่น จิตดีที่สุดคือพระเจ้า แต่ไม่รู้จักอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส ของพระเจ้าจริง สรุปอีกทีว่า ตนเองต้องปฏิบัติจนหลุดพ้นได้ ทำงานที่ไม่มีโทษภัยอีกเลย เพราะมีปัญญาเลือกเฟ้น
_คุณ ศีลสนิทฝากมา กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ขอฟ้องค่ะ สมาชิกไลน์ของกลุ่มอโศกใช้ไลน์ไม่รู้จุดประสงค์ของกาละ เทศะ. บุคคล ยิ่งกว่าคนไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็มี ส่งตะพึดตะพือ ทั้งธรรมะ ข่าวสาร ภาพ วิดีโอ อยู่สิบกลุ่ม ส่งสิ่งเดียวกันมันสิบกลุ่ม เลย รกไปทุกกลุ่ม บางทีสมณะจัดกลุ่มให้แล้ว แจ้งวัตถุประสงค์แล้ว แต่ก็ไม่ฟัง กราบนิมนต์พ่อท่าน ลงมาปราบให้ราบคาบ ด้วยค่ะ แต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์ชัดเจน หรือเสนอให้โพสต์เรื่องขึ้น timeline. ของตนเองไปเรยยยย!!! กราบขอบพระคุณค่ะ.กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า...พวกเล่นไลน์นี้ก็ อาตมาไม่รู้เรื่องกับเขาหรอก
_มาดูคนสุดท้ายนะ … กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ สืบเนื่องจากการแสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ มีนาคม ศกนี้เกี่ยวกับอาการที่เป็นของหลอกสี่ประการทำให้เกิดความเสื่อม หนึ่งในนั้นคือ "ปปัญจารามตา" " ณ ที่แห่งนั้น สะอาด สงบ สะดวกด้วยที่อาศัยและการบริโภคเช่นมีอาหาร มีน้ำปานะหรือน้ำหวานให้ดื่มตลอดวัน มีห้องให้พักอย่างสบาย เรานั่งทำภาวนาเจโตสมถะจนเกิดความสงบ เบา จิตดิ่งนิ่งลึกรู้สึกสบายจน อยากอยู่ณ ที่นั้นนานๆ เพื่อทำภาวนาแบบนี้ " ขอกราบเรียนถามว่านี่คือ"ปปัญจารามตา"ใช่ไหมคะ กราบขอบพระคุณค่ะกราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูง โพธิบุตรี พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้ว ใช่ ที่ไปสำนักบางสำนัก ไปปฏิบัติสะอาดสงบสะดวก เราก็นั่งเจโตสมถะภาวนา ยิ่งตอนตายไปแล้วนิโรธดับแบบฤาษีได้สนิทเท่าไหร่ยิ่งจมอยู่นานเท่านานเมื่อตายไปแล้ว ป่านนี้อาฬารดาบส อุทกดาบสยังไม่มาเกิดเลย
สื่อธรรมะพ่อครู (พระสูตรอื่นๆ ที่สำคัญ) ตอน โสณทัณฑสูตร ตอน 3/4 พ่อครูว่า… มาเข้าสู่บทเรียนโสณทัณฑสูตร ต่ อ [183] เมื่อพราหมณ์โสณทัณฑะกล่าวอย่างนี้แล้ว พวกพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า ท่านโสณทัณฑะกล่าวชมพระสมณโคดมถึงเพียงนี้ ถึงหากท่านพระโคดมพระองค์นั้นจะประทับอยู่ไกลจากที่นี้ตั้งร้อยโยชน์ ก็ควรแท้ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาจะไปเฝ้า แม้จะต้องนำเสบียงไปก็ควร พราหมณ์โสณทัณฑะกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เราทั้งหมดจักไปเฝ้า พระสมณโคดม ลำดับนั้นพราหมณ์โสณทัณฑะพร้อมด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ ไปถึงสระโบกขรณีคัคครา เมื่อผ่านพ้นราวป่าไปแล้ว ได้เกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้ว่า ถ้าเราจะถามปัญหากะพระสมณโคดม หากพระองค์จะพึงตรัสกะเราอย่างนี้ว่า พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ท่านไม่ควรถามอย่างนั้น ที่ถูกควรจะถามอย่างนี้ ดังนี้ บริษัทนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะเป็นคนเขลาไม่ฉลาด ไม่อาจถามปัญหาโดยแยบคายกะพระสมณโคดมได้ ผู้ที่ถูกบริษัทดูหมิ่นพึงเสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศก็พึงเสื่อมโภคสมบัติ เพราะได้ยศเราจึงมีโภคสมบัติ ถ้าพระสมณโคดมจะพึงตรัสถามปัญหาเรา และเราแก้ไม่ถูกพระทัย ถ้าพระองค์จะพึงตรัสกะเราอย่างนี้ว่า พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ ท่านไม่ควรแก้อย่างนั้น ที่ถูกควรจะแก้อย่างนี้ ดังนี้ บริษัทนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด ไม่อาจแก้ปัญหาให้ถูกพระทัยพระสมณโคดมได้ ผู้ที่ถูกบริษัทดูหมิ่นพึงเสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศก็พึงเสื่อมโภคสมบัติ เพราะได้ยศเราจึงมีโภคสมบัติ อนึ่ง เราเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้แล้วยังมิได้เฝ้าพระสมณโคดมจะกลับเสีย บริษัทนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด กระด้างด้วยมานะ เป็นคนขลาดไม่อาจเข้าเฝ้าพระสมณโคดมได้ เข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่ทันเฝ้าพระสมณโคดม ไฉนจึงกลับเสีย ผู้ที่ถูกบริษัทดูหมิ่นพึงเสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศก็พึงเสื่อมโภคสมบัติ เพราะได้ยศเราจึงมีโภคสมบัติ.
[184] ลำดับนั้น พราหมณ์โสณทัณฑะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฝ่ายพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครจัมปา บางพวกก็ถวายอภิวาท บางพวกก็ปราศรัย บางพวกก็ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค บางพวกก็ประกาศชื่อและโคตร บางพวกก็นิ่งอยู่ แล้วต่างก็นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งๆ ได้ยินว่า ในขณะนั้น พราหมณ์โสณทัณฑะนั่งครุ่นคิดถึงแต่เรื่องนั้นว่า ถ้าเราจะพึงถามปัญหากะพระสมณโคดม หากพระองค์จะพึงตรัสกะเราอย่างนี้ว่า พราหมณ์ปัญหาข้อนี้ท่านไม่ควรถามอย่างนั้น ที่ถูกควรจะถามอย่างนี้ ดังนี้ บริษัทนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด ไม่อาจถามปัญหาโดยแยบคายกะพระสมณโคดมได้ ผู้ที่ถูกบริษัทดูหมิ่นพึงเสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศ ก็พึงเสื่อมโภคสมบัติ เพราะได้ยศเราจึงมีโภคสมบัติ ถ้า พระสมณโคดม จะพึงตรัสถามปัญหาเรา ถ้าเราแก้ไม่ถูกพระทัย ถ้าพระองค์จะพึงตรัสกะเราอย่างนี้ว่า พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ท่านไม่ควรแก้อย่างนั้น ที่ถูกควรจะแก้อย่างนี้ดังนี้ บริษัทนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะ เป็นคนเขลา ไม่ฉลาดไม่อาจแก้ปัญหาให้ถูกพระทัยพระสมณโคดมได้ ผู้ที่ถูกบริษัทดูหมิ่นพึงเสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศก็พึงเสื่อมโภคสมบัติ เพราะได้ยศเราจึงมี โภคสมบัติ ถ้ากระไร ขอพระสมณโคดมพึงตรัสถามปัญหาเราในเรื่องไตรวิชา อันเป็นของอาจารย์เรา เราจะพึงแก้ให้ถูกพระทัยของพระองค์ได้เป็นแน่.
[185] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดในใจของ พราหมณ์โสณทัณฑะ ด้วยพระหฤทัย แล้วทรงดำริว่า พราหมณ์โสณทัณฑะนี้ลำบากใจตัวเองอยู่ ถ้ากระไร เราพึงถามปัญหาเขาในเรื่องไตรวิชาอันเป็นของอาจารย์เขา ต่อแต่นั้น จึงได้ตรัสถามพราหมณ์โสณทัณฑะว่า ดูกรพราหมณ์ บุคคลผู้ประกอบด้วยองค์เท่าไร พวกพราหมณ์จึงบัญญัติว่า เป็นพราหมณ์ และเมื่อเขาจะกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย พราหมณ์โสณทัณฑะดำริว่า เราได้ประสงค์จำนงหมายปรารถนาไว้แล้วว่า ถ้ากระไร ขอพระสมณโคดมพึงตรัสถามปัญหาเรา ในเรื่อง ไตรวิชาอันเป็นของอาจารย์เรา เราจะพึงแก้ให้ถูกพระทัยของพระองค์ได้เป็นแน่นั้น เผอิญพระองค์ก็ตรัสถามปัญหาเรา ในเรื่องไตรวิชาอันเป็นของอาจารย์เรา เราจักแก้ปัญหาให้ถูกพระทัยได้เป็นแน่ทีเดียว.
พราหมณ์บัญญัติ [186] ลำดับนั้น พราหมณ์โสณทัณฑะจึงเผยอกายขึ้นเหลียวดูบริษัท แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลประกอบด้วยองค์ 5 ประการ พวกพราหมณ์ย่อมบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย 5 ประการเป็นไฉน? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ในโลกนี้ 1. เป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด 7 ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยอ้างถึงชาติ. 2. เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ คัมภีร์เกตุภะพร้อมทั้งประเภทอักษรมีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5 เป็นผู้เข้าใจตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ และมหาปุริสลักษณะ. 3. เป็นผู้มีรูปงาม น่าดูน่าเลื่อมใส กอปรด้วยผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก มีพรรณคล้ายพรหม มีรูปร่างคล้ายพรหม น่าดูน่าชมไม่น้อย. 4. เป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน. 5. เป็นบัณฑิต มีปัญญาเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของพวกปฏิคาหกผู้รับบูชาด้วยกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลประกอบด้วยองค์ 5 เหล่านี้แล พวกพราหมณ์ย่อมบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้ โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย.
[187] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาองค์ทั้ง 5 เหล่านี้ ยกเสียองค์หนึ่งแล้ว บุคคลประกอบด้วยองค์เพียง 4 อาจจะบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ ได้หรือไม่ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย? พราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่า ได้ พระโคดมผู้เจริญ บรรดาองค์ทั้ง 5 เหล่านี้ ยกวรรณะเสียก็ได้ เพราะวรรณะจักทำอะไรได้ ด้วยเหตุว่าบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ 1. เป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ หมดจดดีตลอด 7 ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยอ้างถึงชาติ. 2. เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ คัมภีร์เกตุภะพร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5 เป็นผู้เข้าใจตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์ โลกายตะ และมหาปุริสลักษณะ. 3. เป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน. 4. เป็นบัณฑิต มีปัญญาเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของพวกปฏิคาหก ผู้รับบูชาด้วยกัน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลประกอบด้วยองค์ 4 เหล่านี้แล พวกพราหมณ์ย่อมบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้ โดยชอบ ทั้งไม่ต้องมุสาวาทด้วย.
[188] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาองค์ 4 เหล่านี้ ยกเสียองค์หนึ่งแล้ว บุคคลประกอบด้วยองค์เพียง 3 อาจบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ได้หรือไม่ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย? พราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่า ได้ พระโคดมผู้เจริญ บรรดาองค์ 4 เหล่านี้ จะยกมนต์เสียก็ได้ เพราะมนต์จักทำอะไรได้ด้วยเหตุว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์. 1. เป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยอ้างถึงชาติ. 2. เป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน. 3. เป็นบัณฑิต มีปัญญา เป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของพวกปฏิคาหกผู้รับบูชาด้วยกัน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลผู้ประกอบด้วยองค์ 3 เหล่านี้แล พวกพราหมณ์ย่อมบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย.
[189] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาองค์ 3 เหล่านี้ ยกเสียองค์หนึ่งแล้ว บุคคลประกอบด้วยองค์เพียง 2 อาจจะบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ ได้หรือไม่ และเมื่อเขาจะกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย? พราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่า ได้ พระโคดมผู้เจริญ บรรดาองค์ 3 เหล่านี้ ยกชาติเสียก็ได้ เพราะชาติจักทำอะไรได้ด้วยเหตุว่าบุคคลผู้เป็นพราหมณ์. 1. เป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน. 2. เป็นบัณฑิต มีปัญญา เป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของพวกปฏิคาหกผู้รับบูชาด้วยกัน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลประกอบด้วยองค์ 2 เหล่านี้แล พวกพราหมณ์ย่อมบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ และเมื่อเขาจะกล่าวว่า เราเป็นพราหมณ์ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย.
[190] เมื่อพราหมณ์โสณทัณฑะทูลอย่างนี้แล้ว พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า ท่านโสณทัณฑะอย่าได้กล่าวอย่างนั้นเลย ท่านโสณทัณฑะอย่าได้กล่าวอย่างนั้นเลย ท่านโสณทัณฑะกล่าวลบหลู่วรรณะ กล่าวลบหลู่มนต์ กล่าวลบหลู่ชาติ กล่าวคล้อยตามวาทะของพระสมณโคดมถ่ายเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า ถ้าพวกท่านคิดอย่างนี้ว่า พราหมณ์โสณทัณฑะอ่อนการศึกษา พูดไม่ดี มีปัญญาทราม และไม่สามารถจะโต้ตอบกับพระสมณโคดมในเรื่องนี้ได้ พราหมณ์โสณทัณฑะก็จงหยุดเสีย พวกท่านจงพูดกับเราเถิด แต่ถ้าพวกท่านคิดอย่างนี้ว่า พราหมณ์โสณทัณฑะเป็น ผู้พหูสูต พูดดีเป็นบัณฑิต และสามารถจะโต้ตอบกับพระสมณโคดมในเรื่องนี้ได้ พวกท่านจงหยุดเสีย พราหมณ์โสณทัณฑะจงโต้ตอบกับเรา.
[191] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์โสณทัณฑะได้กราบทูลว่า ขอพระโคดมผู้เจริญทรงหยุดเถิด ขอพระโคดมผู้เจริญทรงนิ่งเสียเถิด ข้าพระองค์เองจักโต้ตอบเขาโดยชอบแก่เหตุ แล้วจึงกล่าวกะพราหมณ์พวกนั้นว่า ท่านทั้งหลาย อย่าได้กล่าวอย่างนี้ๆ ว่าท่านพราหมณ์โสณทัณฑะ กล่าวลบหลู่วรรณะ กล่าวลบหลู่มนต์ กล่าวลบหลู่ชาติ กล่าวคล้อยตามวาทะของ พระสมณโคดมถ่ายเดียวอย่างนี้เลย ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวลบหลู่วรรณะ หรือมนต์หรือชาติเลย.
ว่าด้วยคุณของมาณพอังคกะ [192] สมัยนั้น อังคกะมาณพหลานของพราหมณ์โสณทัณฑะ นั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วยพราหมณ์โสณทัณฑะได้กล่าวกะพราหมณ์พวกนั้นว่า ท่านทั้งหลาย นี้อังคกะมาณพหลานของข้าพเจ้า พวกท่านเห็นหรือไม่ พราหมณ์เหล่านั้นตอบว่า เห็นแล้วท่าน พราหมณ์โสณทัณฑะ กล่าวต่อไปว่า อังคกะมาณพเป็นคนมีรูปงาม น่าดูน่าเลื่อมใส กอปรด้วยผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนักมีพรรณคล้ายพรหม มีรูปร่างคล้ายพรหม น่าดูน่าชมไม่น้อย ในบริษัทนี้ยกพระสมณโคดมเสียไม่มีใครมีวรรณะเสมออังคกะมาณพเลย อังคกะมาณพเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพทพร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ คัมภีร์เกตุภะ พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5 เป็นผู้เข้าใจตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ และมหาปุริสลักษณะ ข้าพเจ้าเป็นผู้บอกมนต์แก่เธอ เธอเป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาบิดามีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด 7 ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ ด้วยอ้างถึงชาติ ข้าพเจ้ารู้จักมารดาบิดาของเธอ ถึงอังคกะมาณพจะพึงฆ่าสัตว์บ้าง จะพึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้บ้าง จะพึงคบหาภริยาของบุคคลอื่นบ้าง จะพึงกล่าวเท็จบ้าง จะพึงดื่มน้ำเมาบ้าง ในเวลานี้ ในฐานะเช่นนี้วรรณะจักทำอะไรได้ มนต์จักทำอะไรได้ และชาติจักทำอะไรได้ ด้วยเหตุว่าบุคคลผู้เป็นพราหมณ์เป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน และเป็นบัณฑิต มีปัญญา เป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของปฏิคาหกผู้รับบูชาด้วยกัน บุคคลผู้ประกอบด้วยองค์ 2 เหล่านี้แล พวกพราหมณ์จะบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ก็ได้ และเมื่อเขาจะกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ ก็จะพึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึง มุสาวาทด้วย.
[193] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาองค์ 2 นี้ ยกเสียองค์หนึ่งแล้วบุคคลผู้ประกอบด้วยองค์เพียง 1 อาจจะบัญญัติว่าเป็นพร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive