590611_เอื้อไออุ่น แพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ ๓ คลอง ๓.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข11 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590611_รายการเอื้อไออุ่น แพทย์วิถีธรรม ที่สวนป่านาบุญ 3 คลอง 3 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ (ค่าย พระไตรปิฎก ครั้งที่ 15 รุ่นสมาธิพุทธ สุดยอดศิลปะแห่งอุดมมงคล)

พ่อครูว่า… อาตมามานี่วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2559 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก วันนี้โปรแกรมว่า วันที่ 12 ก็มาเย็น วันนี้ให้เอื้อไออุ่น แต่ว่าที่ผ่านมาถามไปถามมาก็ไปเรื่องธรรมะทุกที แทนที่จะคุยกันไปกันมา ก็ลองดูใครจะมีคำถามอะไรก็ถามเลย ยกมือ ไมค์ลอยไป แต่ถ้าไม่ถามสดก็เขียนมาได้ คำถาม _สัมมาทิฏฐินี้ นี้มีความลึกซึ้งมาก แตกต่างจากแค่ความเห็นชอบเท่านั้นแต่ก็ปฏิบัติด้วย เพราะในสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ข้อแรกต้องทำทานแล้วสละกิเลสด้วย หรือคำว่าพ่อมีแม่มีก็ตาม พ่อครูว่า… คำว่า“ทิฏฐิ” แปลว่าเห็น ในภาษาสันสกฤติ ก็ใช้คำว่า “ทฤษฎี” คนไทยเราเข้าใจคำว่าทฤษฎีหมายความว่าอะไร ทิฏฐิก็หมายถึงอันนั้น เป็นหลักการ เป็นความเห็น องค์รวม แล้วก็เข้าใจ แม้จะมีหัวข้อหลักเกณฑ์เป็นสูตรทฤษฎี คนเราก็จะปฏิบัติตามความเข้าใจหรือทิฏฐินี้เป็นประธาน ทุกวันนี้ เขาไม่ได้เรียนกันเลยในวงการพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้เรียนกัน หรือมีแต่เรียนเอาไปสอบแบบท่องจำ พวกสมาธินั่งหลับตา ศีลก็ไม่มีอธิ ปัญญาก็ไม่มีอธิ จิตก็ไม่อธิ เพราะไม่มีผัสสะ อาตมาพูดมาหลายปีแล้วก็ไม่เปลี่ยนกัน อาตมาก็เอาพระไตรปิฎก มหาจัตตารีสกสูตร ตั้งแต่ข้อ 252-281 มีทั้งหมด 30 ข้อพอดี ท่านบอกเลยว่า สัมมาสมาธิประกอบด้วยมรรค 7 องค์ เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิซึ่งเขาเรียนกัน เขาก็ไม่ค่อยพูดกัน ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิหรือสัมมาสังกัปปะ เขาก็ไม่ค่อยพูดถึงกันเลย ส่วน มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา นั้นมี อยู่ในศีล 5 เขาก็พอพูดกันบ้าง มิจฉาอาชีวะ 5 เขาไม่ค่อยได้กล่าวถึงกันเลย ในวงการศาสนาไม่มีการปฏิบัติเลย จนในวงการศาสนา มี

อ่านต่อ

กุหนา ลปนากันเลย ทำเป็นอาชีพเลย ถ้าศึกษากันก็จะเข้าใจแล้วจะไม่เป็นเช่นนี้เลย ศีลเอง ท่านก็ตรัสว่าจะมีอานิสงส์ไปตามลำดับ ตั้งแต่ปฏิบัติแล้วลดความเดือดร้อน มีอวิปฏิสาร ไม่มีความเดือดร้อนใจ ในพระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 1 กับข้อ 208 เลย เขาพูดถึงศีล ปฏิบัติแล้วจะเป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่า ศีล ปฏิบัติแล้วก็จะทำให้จิตบรรลุเป็นอรหัตตผลไปโดยลำดับ ท่านบอกไว้เลย ศีลนี่ปฏิบัติแล้วจะทำให้จิตบรรลุเป็นอรหันต์ไปโดยลำดับ ไม่เคยบอกว่า ปฏิบัติศีลแล้วจะมีอานิสงส์ให้แค่กายวาจาดีเท่านั้น ไม่มีคำสอนพระพุทธเจ้าว่าเช่นนี้เลย ศีลเขาก็เลยถือเป็นแค่ศีลลัพพตุปาทานทุกวันนี้ ที่พูดนี้ไม่ได้พูดด้วยส่อเสียด แต่ว่าพูดโดยวิชาการ ต้องพูดถึงความบกพร่องความผิด แต่ว่าเรื่องที่ทำถูกต้องแล้วก็ไม่ต้องพูดกันมาก แต่ว่าต้องแก้สิ่งที่ผิดกันก่อน ถ้าไม่แก้จะปฏิบัติถูกได้อย่างไร ความผิดต้องแก้ไขกันก่อน จึงจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งผิด ทิฏฐิ 10 เป็นประธานของมรรคองค์ 8 หากเข้าใจทิฏฐิ 10 นี้ไม่ได้เลย ไปปฏิบัติธรรมอย่างไรก็แล้วแต่ เช่น ทิฏฐิ 10 นี้เริ่มต้นด้วยทานแล้วมีศีล มีภาวนา 4 กรรม 4 โลกนี้ 5 โลกหน้า 6 ผลของกรรม พ่อ 7 พ่อ 8 แม่ 9 สัตตาโอปปาติกา 10 สมณะพราหมณ์ ถ้าไม่รู้จักสัตว์โอปปาติกะแล้วก็ปฏิบัติไม่ได้ ไปคิดว่าเป็นวิญญาณล่องลอยไปโน้น อ่านอาการของจิตนี้ไม่เป็น เช่น อาการจิตอยากเล่นไพ่ อยากฆ่าสัตว์ อาการนี้มันอาการสัตว์นรกแล้ว เขาไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยบอก ไม่ค่อยสอนกันเลย แล้วก็ให้แก้ไขสัตว์นรกนี้แหละ กำจัดสัตว์ในจิตนี้แหละ ไม่ใช่เข้าใจว่าคือวิญญาณล่องลอยไปนอกร่างอะไร ต้องอ่านอาการเรากำลังดีใจ เศร้าใจ ราคะ โทสะ โมหะ นั้นคือสัตว์นรก มันชื่นใจดีใจเป็นเทวดา เดือดร้อนวุ่นวายใจเป็นสัตว์นรก การปฏิบัติธรรมจึงโมฆะไปหมดแล้ว ศีลกับปัญญาไม่รู้เรื่อง ปฏิบัติแต่สมาธิที่จะทำให้อธิจิต แล้วก็ไปเข้าใจว่าสมาธิคือนั่งสะกดจิตหลับตา ตกลงศีลกับปัญญาคืออย่างไร เขามีทิฏฐิผิดตั้งแต่แรกแล้ว สัมมาทิฏฐิ ต้องเข้าใจตามหลักทฤษฎี ให้ถูกต้องว่าทิฏฐิทั้ง 10 ข้อนี้ ทานอย่างไรจึงลดกิเลส ปฏิบัติศีลอย่างไรจะลดกิเลส เกิดผลลดกิเลสจริงไหม แล้วท่านก็สรุปไว้ว่า เกิดผลกรรมอย่างไร กรรมถูกหรือกรรมผิด สุกตทุกฏานัง กัมมานังผลังวิปาโก ก็ไม่ได้เรียนกัน เมื่อไม่ได้เรียนกันก็ไม่รู้ว่าโลกโลกีย์เป็นอย่างไร ทำให้กิเลสลดก็เข้าสู่โลกโลกุตระ เป็นอย่างไร ปโรโลโก คือโลกโลกุตระก็ไม่เข้าใจ ไปเข้าใจว่าโลกหลังความตายไปอีก แท้จริงคือโลกที่เราวนเวียนอยู่กับโลก ล่าโลกธรรม กาม อัตตานี่คือโลกเก่า อยังโลโก ล่าให้ตนเป็นเทวดาเก๊ 6 ชั้นนี้ ทำตนเป็นยักษ์มาร จตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี พวกนี้คือภพชาติ เทวดาพวกนี้เป็นพวกที่เลวทั้ง 6 เท็จทั้ง 6 ยิ่งจาตุมหาราชิกานี้เลวสุด อยากได้ลาภยศสรรเสริญ แล้วใช้ความรุนแรง เขาถึงปั้นรูปปั้นเป็นยักษ์เขี้ยวใหญ่ ตาโปน มีง้าวมีกระบอง ก็ยังไม่สะดุดใจว่าเป็นยักษ์ มันมีอำนาจ แย่งเขาได้สิ่งเหล่านี้เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ

_การปฏิบัติธรรมแบบง่ายมีไหม? พ่อครูว่า… การปฏิบัติธรรมง่ายทั้งนั้น ข้อสำคัญคือต้องปฏิบัติตามลำดับ แต่คนมักไม่รู้ตัวเอาสิ่งสูงมาปฏิบัติก็เลยยาก ต้องกำหนดให้ถูก ตัวเราก็เท่านี้อย่าไปเอาอรหันต์ทันที เอาตั้งแต่อบายก่อน ถ้าเราดูไม่เป็นว่าเราจะเอาอันไหนก่อน เราก็เอาศีล 5 ก่อน พื้นฐาน

_ปกติ เรียนกับพ่อครูมีบาลีเยอะยิ่งเรียนก็ยิ่งยาก แล้วเทคนิคการสอนที่จะทำให้ปฏิบัติธรรมง่ายทำอย่างไร พ่อครูว่า… ที่อาตมาต้องพูดภาษาบาลีมากเพราะจำเป็น เนื่องจากบาลีเป็นคำสอนบัญญัติหลักของพระพุทธเจ้า อาตมาก็เลยต้องอ้างตามพระพุทธเจ้า เพราะสถาบันศาสนาเขาตราว่าอาตมานอกรีต สอนผิดจากพระพุทธเจ้า อาตมาก็เลยยกพระไตรปิฎกมาเพื่อให้เขาตรวจสอบได้ว่าอาตมาไม่ได้พูดเอาเอง ก็ต้องพยายามวางใจว่า ฟังธรรมอาตมาก็ต้องแบบนี้แหละ

_ตอนปฏิบัตินี้ตั้งฐานปฏิบัติแล้วก็มีวิบากมาทดลอง พ่อครูว่า… นั่นแหละปฏิบัติถูกแล้ว ถ้าไม่มีสิ่งที่มาสัมผัสแล้วเกิดกิเลสก็ไม่ได้พัฒนา หากสัมผัสแล้วเฉยจะได้พัฒนาอะไร มันต้องตั้งตนบนความลำบากมีการต่อสู้จึงถูกต้อง ถ้าปฏิบัติแล้วสบายๆไม่ได้ปฏิบัติธรรม ต้องมีสิ่งที่ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ถ้าตั้งตนบนความสบาย อกุศลธรรมเจริญยิ่ง

_เราต้องค้นหากรรมฐานหรือรูปแบบที่เหมาะกับตัวเราหรือไม่? พ่อครูว่า… ต้องค้นหาตัวเราว่าเราติดยึดอะไร เช่นเดี๋ยวก็เดินไปฆ่าสัตว์ เดี๋ยวก็เดินไปหาเอาของคนอื่นโกงทุจริต คอรัปชั่น เป็นต้น ก็ต้องรู้ว่าอันนี้ผิดศีล ถ้าพูดเรื่องเพศ หรือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราติดอะไร จนมากไปแล้ว ถ้ารู้ตัวเองก็ลดลง จะต้องฟังเสียงอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องฟังเพลง เสียทีละ 5,000 หรือ 10,000 อย่างนี้มากไปต้องลดละ มันถือว่าหยาบ แต่ทีนี้มันเข้าใจยาก คุณไปหลงติดนักร้องชั้นสูง นักกีฬาชั้นสูง พวกนี้อบายทั้งนั้น ค่าตัวแพง พวกนี้ยกนรกมาทั้งนั้น ไม่ได้ฟังแล้วเสียชาติเกิด อย่างนี้หลงผิดกันทั่วโลก นี่ฟุตบอลโลกกำลังจะมา ถ้าไม่ได้ดูก็ไม่ได้ ถ่างตาดูตั้งแต่ตี 2 ตี 3 เป็นต้น ศาสนาพุทธไม่มีเกมส์ ไม่มีพนันขันต่อ แต่ถ้าสู้กับตัวเองกับกิเลสนะ กิเลสมันอยู่ในจิตวิญญาณเรามันขี่หัวเราอยู่ พระพุทธเจ้าว่าเรียนรู้ให้ถูกต้องตามมรรคองค์ 8 ไม่ต้องไปหาวิธีใหม่ อย่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือแข่งกับพระพุทธเจ้า การสร้างจิตคือทำให้กิเลสลดลง ไม่ใช่สร้างจิตใหม่ แต่ให้เอาความชั่วหรือกิเลสออกจากจิต จิตก็บริสุทธิ์ไปตามลำดับ ถ้าแค่สร้างความสุขมากลบเกลื่อนก็แค่สะกดจิต ศาสนาพุทธให้หาเหตุ ทำไมจิตเราเศร้าหมอง เราอยากได้อันนี้แล้วไม่ได้ เราไม่สมใจก็เลยทุกข์ ถ้าสมใจก็ฟูใจเป็นเทวดา การฆ่ากิเลสนั้นฆ่าด้วยปัญญา ไม่ได้ฆ่าด้วยจิตกดข่ม เราพิจารณาว่าอาการอย่างนี้มันจริงหรือ มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง มันจริงหรือ? มันไม่ใช่ตัวจริง เราหลงว่ามันมีเอง เช่น เราจะต้องได้อันนี้แล้วเราได้อันนี้มา เอามาสัมผัสทางตา สมใจ ฟังเสียงอย่างนี้สมใจ ถ้าสมใจก็ดีใจ ถ้าไม่สมใจก็เศร้าใจ ควรทำจิตเราไม่เศร้าใจดีใจ นั่นคือนิพพาน คือเนกขัมสิตอุเบกขา เห็นเลยว่าเราหมดอาการดีใจเสียใจเลย เช่นนี่เราเจอหอมหัวใหญ่อันนี้ เราก็ดูว่า น่าจะรสดี ตามที่เรามีในจิตไว้ กลิ่นเช่นนี้ ถ้าได้กลิ่นได้รสเช่นนี้ก็ได้ขึ้นสวรรค์เป็นเทวดา นั่นคือความไม่จริง สวรรค์กับนรกไม่มีจริง จิตเรามันเป็นแสดงว่าเรามี เราต้องทำให้จิตเวลาสัมผัสแล้วไม่ดีใจเสียใจ นิพพานก็ง่ายๆแค่นี้ไม่ได้ยากอะไรเลย ทำความเข้าใจให้ชัดแล้วทำให้เป็น

_อย่างนี้ก็สัตว์นรกทั้งโลกเลยสิ ที่บ้านผม ผมมาคนเดียว ที่บ้านไม่ได้เข้าใจ พ่อครูว่า… เราทำได้ปฏิบัติได้ก็เป็นตัวอย่าง ทำคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง อย่าไปว่าเขามากชีวิตจะไม่รอด อาตมานี่ว่าเขาแต่ก็อยู่รอดนะ อาตมาเก่ง พวกคุณอย่าเผลอนะ

_เห็นในภาพของพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงไว้ผมยาวแบบมวยผม แต่สาวกโกนผมหมดเลย ทำไม พ่อครูว่า… เพราะว่าเพี้ยนไป เพราะว่าพระพุทธเจ้าเป็นสมณะโล้น โกนผม เพราะยุคพระพุทธเจ้าพวกปฏิบัติศาสนาพุทธเพี้ยนไปเป็นพราหมณ์ ที่จริงพุทธกับพราหมณ์นั้นอันเดียวกัน ภาษาเดิมของพระพุทธเจ้ามีมาแต่อธิบายกลับกันหมดเลย ศาสนาพุทธสมัยพระพุทธเจ้าเป็นพราหมณ์ ท่านก็ได้ลูกศิษย์ใหญ่ๆเป็นพราหมณ์ มีคนมาลองของท่าน ท่านก็ให้เขาพูด ก็หลักเดียวกัน แล้วท่านก็แก้สิ่งที่ผิดให้ พราหมณ์ทั้งหลายก็เห็นว่าจริงก็มาเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า อาตมาก็เอาพุทธมาอธิบาย พวกคุณก็เหมือนพราหมณ์ เข้าใจเพี้ยนไปหมด คนไหนฟังอาตมาเข้าใจว่าของอาตมาถูกเขาก็มา คนไม่เข้าใจก็ไม่มา ส่วนใหญ่ตกจากพุทธไปหมดแล้ว อาตมาไม่มีฤทธิ์มากอย่างพระพุทธเจ้าก็เลยได้มาน้อยแค่นี้ สมาธิแปลว่าตั้งมั่น แข็งแรงไม่หวั่นไหว มั่นคงแน่วแน่ แล้วก็มีปัญญารู้สิ่งกระทบสัมผัส ไม่ได้หวั่นไหวไปกับเรื่องโลกๆข้างนอก เอาเงินมาฟาดหัว เอายศมาฟาดหัว เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านอย่างไรก็ไม่ได้ผลักหรือดูด นั่นคือสมาธิ เป็นสมาธิลืมตารับรู้สัมผัสทวาร 6 ได้หมด สัมผัสแล้วก็ช่วยคนอื่นเขาให้ได้รับประโยชน์สูงสุด จึงถือว่าเป็นศิลปะ ศิลปะนั้นสูงกว่าศาสตร์ คนที่รู้แต่ไม่เผยแพร่ให้คนอื่นรู้เลยเป็นศาสตร์ ถ้าเผยแพร่ให้คนอื่นคือศิลปะ ถ้าทำให้คนอื่นลดละกิเลสก็เป็น ศิลปะอันเป็นอุตตมะหรือโลกุตระ สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่การนั่งหลับตา meditation ในพรหมชาลสูตรท่านว่าไว้ ว่านั่งหลับตามีแต่อดีตกับอนาคต มีแต่สัญญา ความนึกคิดไม่มีความจริงเลย ไปแต่ในอดีต 18 อนาคต 44 ทิฏฐิ แต่ทุกวันนี้ปริญญาเอกทางศาสนาไม่ได้สอนเรื่องนี้กันเลย ถ้าจะนั่งหลับตาต้องรู้อานิสงส์ว่าให้อะไรบ้าง เช่น นั่งหลับตาเพื่อพักผ่อน เพื่อศึกษาจิตที่อยู่ในภพว่าอาการนิวรณ์ 5 เป็นอย่างไร ศึกษาจิตในภพ ไม่ใช่ของจริงมีแต่สัญญา แต่ก็ศึกษาไปได้ จะเป็นกาม พยาบาท โทสะ ฟุ้งซ่านอย่างไรได้แต่ก็ระลึกแค่ของเก่ากับอนาคต ไม่ใช่ของจริงที่ปฏิบัติ

_เมื่อเราเห็นว่าร่างกายทำงานได้เองแล้วเราจะพัฒนาองค์ความรู้อย่างไรต่อไป พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่ากายนี่ทำงานได้เองนะ กายนี่มีจิตเป็นประธาน มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตเป็นต้นเค้า แล้วค่อยมาพัฒนาเจริญขึ้น มีแต่จิตพาเจริญ ไม่ใช่แค่กายพาเจริญ ถ้ากายทำงานได้คล่อง คุณคล่องดีหรือเลวล่ะ เป็นแค่โลกีย์แต่ถ้าคุณทำได้คล่องอย่างไม่มีกิเลสบงการนี่แหละดี แต่ถ้ามีกิเลสบงการทำได้คล่องนี้คือซวย ทำได้คล่องคือมุทุภูตธาตุ จิตคล่อง แล้วเวทนาสัญญาสังขารคล่อง จึงควบคุมภายนอกได้ ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร เรียกว่า กาย กายคือหมวดเจตสิกของเวทนา สัญญา สังขาร นี่เป็นนาม ถ้าคล่องแคล่วเป็นกายปาคุญญตา ออกไปเป็นกายกัมมัญญตา ทำงานได้คล่องแคล่ว จะรวมออกเป็นกายกรรม ที่อาตมายกไม้ยกมือนี่ก็เช่นกัน ก็มาจากใจ พูดก็มาจากใจทั้งสิ้น แล้วเป็นกายคล่อง(องค์รวมคล่อง)ก็ต้องทำที่จิตที่เป็นต้นทางให้คล่องกัน แต่ถ้าคล่องแต่จิตที่เป็นประธานนี้ชั่วก็ทำชั่วได้คล่องมากเท่านั้นเอง

_ขั้นตอนปฏิบัติธรรมถึงนิพพานโดยเร็ว มีขั้นตอนอย่างไร พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าอัศจรรย์เพราะว่าลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ถ้าคุณมีแต่กิเลสหนาๆ ก็จะทำให้เป็นอรหันต์เลยได้อย่างไร ต้องเอาส่วนหยาบก่อนออกไปตามลำดับ โดยทำมีสัมมาทิฏฐิ หากทำได้ถูกต้องก็จะรู้ทฤษฏีมรรคองค์ 8 แล้วคู่กับโพชฌงค์ 7 ทั้งมรรคและโพชฌงค์นี่จะเกิดโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นโลกุตระ 37 ทำแล้วได้ผลโลกุตระของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นตรวจตนเอง ถ้าไม่มีหลักอะไรก็เอาศีล 5 ก่อน ไม่ฆ่าแกงทำร้ายสัตว์ มีใจเอื้อเอ็นดูสัตว์โลก ไม่เอาของๆคนอื่น ไม่เอาเปรียบเขา นอกจากไม่เอาแล้วก็ต้องสละเผื่อแผ่เขาด้วยเป็นทาน ศีลข้อ 3 ก็เรียนรู้กามคุณ 5 ศีลข้อ 4 วจีกรรม ศีลข้อ 5 มโนกรรม พ่อครูว่า… ต้องใช้สมาธิแบบเจโต ว่าจะทำ แต่อาตมาต้องสะพัดพลังงานตลอดก็เลยไม่ได้ทำ

_จะทำอย่างให้ให้ภาครัฐปฏิบัติหรือส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแบบนี้ พ่อครูว่า… อาตมาไม่ไปคิดนะ เป็นแต่เพียงว่าอาตมาจะสร้างคนนี้ไปให้คนมีคุณธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยรัฐ แต่ช่วยเอกชนไป ถ้ารัฐเขาเห็นคุณค่าให้เราไปช่วยก็ดี แต่ถ้ารัฐเขาไม่เห็นคุณค่าเราก็มีคนให้ช่วยต่อไปอยู่ดี เราไม่ง้อคนด้วย เขาไม่อยากให้เราไปช่วยเราก็ไม่ง้อ ถ้ามาเชื่อมต่อเราเราก็ไป แต่ถ้าไม่มาเราก็ไม่ไป

_เหตุใดพ่อครูจึงตั้งชื่อ ให้ชาว พวธ. ว่าที่สถาบันวิชชารามครับ พ่อครูว่า… อาตมาไม่ได้มีลิขสิทธิ์ในการตั้งวิชชาราม ทางนี้ก็เอาได้

_ก็อ่านกิเลสว่ามันเป็นรักทางไหน ก็ผูกพันทั้งนั้น ยิ่งรักทางเพศก็ยิ่งจัดจ้าน คุณพอใจรักทางเพศก็ต้องเป็นไป แต่ถ้าจะเลิกก็ออกมา ต้องเข้าใจว่า รักร้อยทุกข์ร้อย รักเท่าใดทุกข์เท่านั้น ไม่รักเลยไม่ทุกข์เลย นี่เป็นคำสอนพระพุทธเจ้า อาตมาก็เขียนความรัก 10 มิติ ความรักเรื่องเพศเป็นความรักต่ำสุดทุกข์สุด ความรักของพ่อแม่ลูก ที่คลายจากความรักของเพศมาบ้าง ทำปัญญาให้เข้าใจ เห็นเหตุ เมื่อเจอเรื่องราวนั้นๆ เช่นเขามาชื่นชมเราเราก็สุข สุขไม่มีจริงหรอก สุขคือความทุกข์ที่หลอกเรา สุขในโลกนั้นไม่มีหรอก ถ้าคุณดับเหตุ ที่คุณไปหลงว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็น นั่นคือสุขหลอก หากไม่อยากได้ไม่อยากมีอยากเป็นนั้นเลย นั่นคือไม่สุขไม่ทุกข์คือ นิพพาน _มีอรหันต์เกิดในเมืองไทยนี้หรือไม่ ตั้งแต่ต้นมา ชมพูทวีปมีอรหันต์เกิดใช่ไหม มีพุทธบริษัท 4 ครบบริบูรณ์ ใช่ไหมหรือว่าเพราะว่ามีโพธิสัตว์ใหญ่น้อยมีสัปปายะ 4 พ่อครูว่า… ก็มีอรหันต์จริง แล้วต่อมาก็เสื่อมเป็นอรหันตฺ์เก๊ จนทุกวันนี้ฟันธงเลยว่ามีแต่อรหันต์เก๊ หลงผิดหลงทิศทางเป็นฤาษี เขาก็ว่าเขามีอรหันต์ แต่ไม่เข้าใจสัจจะจริง พุทธบริษัท 4 นี้เป็นอาริยบุคคล ฆราวาสชาย หญิง นักบวชชาย หญิง ต่างกัน พุทธมามกะหรือพุทธศาสนิกชนซึ่งคนไทย 95% คือพุทธศาสนิกชน แต่ไม่ได้ศึกษาได้ประโยชน์จากศาสนาพุทธที่แท้จริง มีแต่ไปติดสินบนพระให้ตนได้ขึ้นสวรรค์ได้บุญมากบุญใหญ่เลอะเทอะ พุทธบริษัท 4 คืออาริยบุคคล นี่ ส่วนพุทธมามกะคือคนมาขอปฏิญาณตนเข้าศาสนาพุทธ ยังไม่ได้บรรลุ แต่ได้ตั้งใจพากเพียรปฏิบัติ ถ้าบรรลุก็เข้าสู่พุทธบริษัท แม้มาบวชแล้วไม่ได้เป็นอาริยะแม้โสดาบันก็ไม่เป็นพุทธบริษัท ผู้มีคุณสมบัติเป็นอาริยะ มีขั้นตอน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น เถรวาทเข้าใจผิด เป็นอุจเฉทิฏฐิว่าอรหันต์ตายแล้วต้องสูญ ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมก็เพราะความเห็นผิดแบบนี้ ขณะนี้บอกได้ว่าไม่มีอาริยบุคคลในประเทศไหนแม้อินเดียวก็ตาม แต่มีในประเทศไทยที่เป็นชมพูทวีป มีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มีภาวะจิตที่แข็งแรงไม่เพลี่ยงพล้ำแข็งแรงต่อสู้กับโลกีย์ได้มีสติเป็นสติปัฏฐาน 4 ควบคุมดูแล มรรค 7 องค์ให้สัมมาได้ ต้องเป็นดินแดนมีสัปปายะ 4 ดินแดนไหนมีแต่สัตว์ต้องฆ่าสัตว์มากิน ไม่มีพืชขึ้นได้อย่างนี้ไม่ไปไม่สัปปายะ

_อยากให้พ่อครูทวช.มากกว่าทวย. พ่อครูว่า… ก็ดีเหมือนกัน เป็นความเห็นที่ดี แต่คนฟังน้อยกว่า แต่ก็เป็นการคัดคน ว่าใครรักกันจริงก็มาฟังกัน .... ตอนเย็นก็รีรัน

_จากการปฏิบัติสังเกตว่าเราจะมีพลังปรุงกิเลสได้เยอะ แต่ถ้ากินข้าวโรยเกลือเราจะปรุงกิเลสน้อยกว่าจริงไหม? อาหารมีผลต่อเรา พ่อครูว่า... ไม่จริงหรอก อยู่ที่จิตเรา เราควรกินอาหารให้ครบธาตุอาหารมากกว่า

_ถามว่า กรรมถ่ายทอดจากพ่อแม่ได้ไหม พ่อครูว่า… กรรมเป็นของๆตน กรรมไม่ต่อทอดทาง DNA ที่เป็นเรื่องสรีระ จิตวิญญาณไม่มีการต่อทอดทางพ่อแม่พี่ต้องทางสรีระ จะบอกว่าเอาชั่วมาจากแม่ไม่ได้

_อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา พ่อครูว่า… ไปพร้อมกันแบ่งแยกกันไม่ได้ เกื้อหนุนกันอย่างปฏิสัมพัทธ์ คุณสังวรศีล สัมผัสกับสัตว์ อ่านจิตเรามีจิตไปรักสัตว์หรือไม่ ชอบสัตว์โกรธสัตว์ ถ้าชังก็ร้ายใหญ่แต่ถ้าสัมผัสเอ็นดูเมตตาก็ไปชอบสัตว์ ไม่ต้องไปชอบสัตว์ เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเขา แค่วิบากกับคนด้วยกันนี่ก็หนักแล้ว อย่าไปมีวิบากกับสัตว์ อย่าเอามาเลี้ยงหรือกินสัตว์ มันมีสัตว์ที่มีวิบากจะมาเกี่ยวกับเรา เราต้องรู้ตัวแล้วตัด เราอย่าไปต่อ ผู้ใดรักสัตว์หมาตัวไหนชอบ นี่แหละตัวจริงเลย อย่าไปต่อให้ตัด แค่คนก็เหลือแล้วที่ต้องมาอโหสิ อภัยกัน สัตว์มันไม่รู้อภัยหรอก ต้องติดยึดไปอีก เมื่อไหร่จะพ้นเวรภัยสิ่งผูกพันกัน ทรัพย์สินก็เช่นกัน มันไม่ผลักมันจะเอา หรือแม้กาม ศีลข้อ 3 ก็เช่นกัน เพราะว่า 3 ข้อนี้ทำให้คนพูดปด คนพูดปดก็เพื่อโทสะ ราคะ โลภะ เท่านั้น ที่ต้องทำให้โกหก

_คนที่ฟังจากสัตบุรุษแล้วไม่เอาไปทำ จะเกิดอะไรขึ้น พ่อครูว่า… ก็ไม่เกิดผลสิ

_การทำผิดทั้งๆที่รู้เกิดผลเช่นไร พ่อครูว่า… ก็ซวยไปเลยได้อกุศลไป

_กรณีธรรมกายเราควรปฏิบัติอย่างไรจึงช่วยได้ เห็นว่าการตามข่าวไม่น่าจะพอ การแสดงออกทางเฟสบุคควรระวังอะไร พ่อครูว่า… อาตมาก็พูดบอกด้วยปรารถนาดีเมตตา แต่ก็บอกด้วยเมตตา ตอนนี้เขาจะฟ้องคนว่าเขา ขนาดพระพยอมก็ถูกฟ้อง แต่ก็ถอนฟ้องแล้วเห็นไปขอขมากัน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะฟ้องอาตมาหรือไม่ อาตมาเห็นเป็นสิ่งควรตำหนิก็ต้องทำ สิ่งควรชมก็ชม อาตมาก็สาธยายความชั่ว ว่ามันไม่น่าทำ มันน่าขยะแขยง ว่ามันน่าเกลียด ไม่น่าเป็นน่ามีก็ให้คุณรู้สึกรังเกียจ แล้วหาว่าอาตมาว่าเขา จะโง่ไปถึงไหน เขามาบอกความไม่ดีให้ชำระเสีย แต่ไม่รู้จักบุญคุณ กลับมาโกรธเราอีก ก็ซวยตนเอง คนอื่นเขาบอกให้ดีๆ แม้แต่จะตำหนิหรือด่าแรงก็ตามเพราะพูดถึงความชั่วที่มากต่ำหนัก ก็ต้องพูดแรงสิ ถ้าเราพูดไม่จริง เขาไม่ได้หนักขนาดนี้แต่เราพูดหนักไปเราก็บาป แต่อาตมาว่าเราพูดไม่ถึงด้วย ความชั่วของเขาหนักเกินกว่าภาษาที่จะเอามาพูด เป็นอวินิปาตแล้วไม่มีนรกลึกกว่านี้อีกแล้ว

_จิตกับกายต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า… จิตกับกาย อันเดียวกันเลยไม่ต่างกัน แต่จิตที่มีประสิทธิภาพรู้ถึงข้างนอกด้วยก็เป็นกาย ถ้าคุณไม่มีจิต กายคุณไม่มี เล็บของคุณที่พ้นจากประสาทออกมาแล้วไม่ใช่กายเป็นพีชนิยาม เพราะฉะนั้น กายคือส่วนที่ต้องมีจิตร่วม เพราะฉะนั้นกายอยู่ที่ไหนจิตอยู่ที่นั่น ถ้าพ้นความเป็นกายไม่มีจิตแล้ว จิตนั้นไม่มีภายนอกก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนพาลหรือบัณฑิตก็ตามหากไม่บรรลุแล้วตายไปก็มีกาย ตายไปแล้วถ้าคุณหลงว่าภายนอกยังมียังต้องเสพอยู่จะทรมานมาก เพราะหลงลมๆแล้งๆ เช่นคุณบอกว่าผลไม้นี้สุกสวยก็คว้าเอามากิน แต่ตายแล้วไม่ได้กินสักทีวะก็อยู่อย่างนั้น แล้วก็เชื่อสนิทว่ามันมีโง่อยู่อย่างนั้น จนไม่ไหวก็พักไปพออยากอีกก็ไล่คว้ามาอีก ยิ่งกว่าคนตกนรก คนเสี้ยนยา แล้วต้องเอาให้ได้ ตื่นมาก็อยากอีกแล้ว คว้าลมคว้าแล้วเป็นสัตว์นรกที่ตกนรก คุณจะตกนรกอย่างนั้น ตามวิบาก อีกกี่หมื่นปี จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน