591205_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นรกหรือสวรรค์ก็อยู่ที่กรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
591205_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นรกหรือสวรรค์ก็อยู่ที่กรรม
สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 5 ธันวาคม 2559 จะเรียกว่า เป็นวันสำคัญของพวกเรา เป็นวันที่เราไปช่วยกันจัดโรงบุญ โรงงานผลิตความรัก ให้กระจายออกไป จนตอนนี้ บอกว่ายอด 999 โรง ก็ได้ยอดครบแล้ว ที่สนามหลวงเดิมรับจอง 99 โรง ตอนนี้ก็เหลือแล้วด้วย พ่อครูบอกว่า เหลือก็ดีกว่า อย่าให้ขาดก็แล้วกัน ชาวจังหวัดเพชรบุรี เขาช่วยกันทำข้าวต้มมัดถึง 10,000 มัด ของเรา แค่ 100-200 มัด จิ๊บจ๊อยไปเลย แล้วของเขานี้ ชาวบ้านรวมตัวกัน เริ่มต้นตั้งแต่ ปีนต้นมะพร้าว กว่าจะเอามะพร้าวมา แล้วมาช่วยกันทำ ไปรวมตัวกันที่วัด ของเราก็ไปได้เรื่อยๆ แต่พลังของชาวบ้าน ที่รวมตัวกัน ก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนกัน กว่าจะมีที่มา เป็นข้าวต้มมัด แต่สิ่งที่เหนือกว่าข้าวต้มมัด ก็คือพลังความสามัคคี พลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของประชาชน มาถึงท้องสนามหลวงได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พิเศษมาก พ่อครูบอกว่า ปรากฏการณ์อย่างนี้ จะเกิดขึ้น ไปได้อีกยาวนานได้ อย่างไร วันนี้รู้สึกว่า พ่อครูก็บอกว่า มีเรื่องจะบอก มีเทวดามารบกวนทั้งวันทั้งคืน
จิตเทวดาแท้เทวดาเท็จ พ่อครูว่า...พวกเราจะเข้าใจความเป็นเทวดา มากขึ้นนะ จะได้รับซับซาบกันได้มากขึ้น จากที่เคยเข้าใจ เป็นตัวเป็นตน อะไรที่อยู่ใน นัยยะของเทวนิยมอยู่ เราก็จะเข้าใจชัดว่า มันก็เป็นเรื่องของจิตวิญญาณเรานี่แหละ ที่เป็นจิตวิญญาณเจริญเรียกว่า เป็นเทวดา พัฒนาขึ้นไปตามลำดับ จิตวิญญาณที่เจริญคือ จิตวิญญาณเทวดา แล้วก็มีนัยะที่ลึกซึ้งด้วยว่า ต้องเป็นเทวดาอุบัติเทพ ไม่ใช่เทวดาที่เจริญแค่สมมุติเทพ ถ้าเป็นเทวดาสมมุติเทพ ก็เป็นเทวดาโลกีย์ ได้รับความสะดวกสบาย ได้ลาภยศสรรเสริญแบบโลกๆ อย่างสุจริต มีเงื่อนไขว่าต้องสุจริต พากเพียรอุตสาหะก็จะ
อ่านต่อ
ได้ แล้วก็สะสมไปกิเลสก็ยังหนา หวงแหนเป็นอัตตา กว่าจะรู้จักอัตตา แล้วลดละได้ ก็เป็นอุบัติเทพ ลดความเป็นตัวตน ลดการเสพรส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะเจริญไปตามลำดับ เป็นการเจริญแบบโลกุตระ เรียกว่าอุบัติเทพ ถ้าเป็นสมมุติเทพ ก็วนเวียนอยู่กับสุขกับทุกข์ ยิ่งอวิชชา ยิ่งไม่รู้เรื่อง ว่าความสุขความทุกข์นี้ จะสะสมไปถึงไหน ตะกละตะกลามหลงผิด ก็ตามโลกที่มอมเมา ก็ยังดิ่งลงสวรรค์จัดเท่าไหร่ ก็ยิ่งตกนรกมากเท่านั้น หลงสวรรค์มากเท่าไหร่ จัดจ้านเท่าไหร่ เอร็ดอร่อยเท่าไหร่ อาตมาเห็นแล้วก็สงสาร ด้วยความไม่รู้ของเขา ทุกวันนี้ ก็แสดงออกทางรสสุขของเขา รสทางเกมกีฬาก็ชัด แสดงออกท่าทางของ เขามันยอดมันเลิศ มันชนะ มันได้อย่างนั้น เขาก็กระหน่ำย้ำตอก ย้ำความแน่น ความยินดี ความชอบใจ อย่างอวิชชา ยิ่งเห็นแล้ว ก็ยิ่งน่าสงสาร สนุกเป็นรสชาติ romanticism ทางกาม ก็ไม่รุนแรงอย่างซาดิสซึ่ม ทางกีฬาพวกนี้ ท่าทางสนุกเพลิดเพลินระริกระรี้ ก็ไม่หนักเท่าทางกีฬา เห็นแล้วก็น่าสงสารจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาเคยพูดถึงเรื่องนี้ แต่ก่อน ไปเทศนาที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาก็ส่ง นักกีฬาฟุตบอล ชื่อปิยะ เขาก็มาฟังด้วย อาตมาก็ว่า กีฬาบอลนี้มันพาลงนรก อาตมาก็พูดไปซื่อๆ พูดเตือนสติเขา แต่คนไม่รู้ เขาก็ยึดมั่นถือมั่น จริงๆอาตมาก็เคยเป็นนักบอล รู้ว่าการเตะ มันจะเป็นรสชาติอย่างไร แต่เรารู้แล้ว ก็เลยจางคลาย ไม่ติดยึดมั่นถือมั่นอะไรมากมาย วันนี้เหตุการณ์ มันเขม็งเกลียวมันเร็ว กระชับ ทันทีมันไม่รอช้ากันเลย ชั่วก็จะเร็วดีก็จะเร็ว มันแย่งกันตายแย่งกันเป็น แย่งกันเสพแย่งกันเจริญ ความเสื่อมก็แย่งกันเสื่อมนะ ความเจริญก็แย่งกันเจริญนะ ทุกอย่างมันจ้อๆ เป็นชั่วโมงที่เร่งรัด บีบคั้นจริงๆเลย ขอตอบ sms
_รูปราคะคือการล้างเสพในสัญญาใช่ไหม แล้วอ่านอารมณ์เห็นความไม่เที่ยง อ่านเหตุคือความยึดเป็นทุกข์ สุดท้ายวางได้ก็ว่าง ทำใจในใจอย่างนี้ถูกไหม ตอบ...ใช่ _ระดับสยังอภิญญา มีระดับใดบ้าง ข้อนี้โยมถามมา ตอย...นับจากโพธิสัตว์ ระดับที่ 5 เป็นต้นไป นับจากอรหันต์ แต่ระดับห้านี้ ก็ยังไม่ถือเป็น สยังอภิญญา แต่นับเป็นปัจเจก ระดับอรหันต์ เป็นต้นไป โพธิสัตว์ระดับ 6 ก็จะค่อยๆดีขึ้น แน่นหนาขึ้น มีพลังสูงขึ้น ขั้นที่ 7 ก็เป็นขั้นที่แน่นอน เป็นสยังอภิญญาขั้นที่ 7 จากปัจเจกมาหาสยังอภิญญา ก็จะเหลื่อมกันอยู่ อรหันต์ก็เริ่มมีปัจเจก และเป็นสยังอภิญญา เป็นปัจเจกระดับกลาง ถ้าเป็นปัจเจก ระดับสัมมาสัมพุทธะ ก็เป็นระดับปลาย ก็ค่อยๆศึกษาไป รูปราคะ คือการล้างเสพในสัญญาก็ใช่ รูปราคะเข้าหาอัตตาในสัญญา กามมันอยู่ข้างนอก ไม่ใช่รูปราคะ สัญญามันอยู่ข้างใน ถ้าปัญญา จะครบทั้งข้างนอกและข้างใน อ่านอารมณ์ อ่านเหตุที่ความยึดถือเป็นทุกข์ แล้วเราจะวางโดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่ได้ มันต้องรู้เหตุที่มันยึด แล้วใช้ปัญญา สลายเหตุที่มันยึดถือได้ มันจะเข้าใจว่า มันเป็นอย่างนี้เอง ประกอบด้วยเหตุอย่างนี้ มันถึงได้ยึดมั่นถือมั่น ปัญญาเป็นพลังงานทางความรู้ที่มีมากเข้า ก็จะไปสลายเหตุของมันได้ ตามจริง เราศึกษาให้ดีตามสัมมาทิฏฐิ โดยไม่ต้องอยาก เข้าใจและก็ศึกษา ตามเหตุปัจจัย ตามวิถี ว่าทำอย่างนี้จะได้อย่างนี้ ขอให้ถูกต้องตามวิธีที่สัมมา แล้วทำด้วยความอุตสาหะไป เป็นลำดับขั้น SMS วันที่ 4 ธันวาคม 2559 (รายการวิถีอาริยธรรม) _ 0893867xxxนมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.สันติฯกทธ.ทุกพุทธส ถ.อโศก! ผู้น้อยบ่มีโรงบุญไปร่วมเสริม! เหตุญตธ.ป่วย!ทำได้เพียงแจกขนมเด็ก! โรงบุญมินิเคลื่อนที่ตามอัตภาพ เห็นพ่อฯเหมือนเห็นสัจธรรม! พ่อฯคือพุทธะแห่งโลกโลกุตรธรรม! ราษฎรใต้ร่มพระบารมีฯ พ่อฯคือพุทธะผู้รู้ทันโลก ผู้ตื่นอยู่กับสัจธรรม ผู้เบิกบานอยู่เหนือโลกธรรม! ทุกพื้นที่ๆแผ่นดินไม่ปกติสมบรูณ์ มีแต่พ่อหลวงฯ 1เดียว ทรงนำธรรมะ มารวมกับทุกสิ่งในชาติ จนเป็นธรรมชาติ ที่ปกติอุดมสมบรูณ์เกิดประโยชน์สุข ต่อมวลมนุษยชาติ ทั่วไทยทั่วโลก พ่อครูสอนถูกตรงจิตวิญญาณ! ไม่มีใครหยุดคนใจอันธพาล ที่เสแสร้งดีต่อหน้าสังคม แต่แอบระรานลับหลังสังคม!ได้ดีเท่าใจคนยอมสงบ สันติอหิงสาด้วยจิตตนเอง! 0890015xxxไปถวายบังคมพระบรมศพฯ เห็นบรรยากาศคล้ายวันอโศกรำลึก คือมีการให้ มีความอิ่ม มีจิตอาสาเสียสละ อบอุ่น ได้พักผ่อน ไม่เครียดแม้รอนาน ....... 0893809xxxปากว่าปัญญาในใจมักโง่ ถ้าคิดอย่างทำอีกอย่าง พูดอีกอย่าง อย่างนี้ก็เป็นปัญญาของคนบ้า ถ้าหากเรายึดมั่น ติดยึดอยู่กับความรู้ของตน แล้วกลับกลายเป็นอุปสรรค คือความรู้เป็นอุปสรรค ในโลกนี้คนมีความรู้มากๆ จะติดอยู่ในสิ่งที่ ตนเรียนรู้มาปล่อยใจว่าง มารับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่นไม่เป็น ตอบ... พ่อครูไอ สมณะเดินดินว่า คนโง่มักแสดงว่าตนฉลาด ด้วยการพูดแสดงความฉลาดมากๆ คนที่มาพบพ่อครู ก็น่าเสียดาย ที่ไม่มาฟังพ่อครู มาแล้วก็พูดๆๆๆ ให้พ่อครูฟัง พ่อครูไออีก ...สมณะเดินดินว่า ตอนนี้ส้มตำหมอเขียว ก็คลายความยึด ปรับรสส้มตำ ให้คนรับประทานได้ดีขึ้น เป็นสัจจะย้อนสภาพที่พัฒนา งานนี้เป็นงานทำเพื่อพ่อ ทุกคนก็ลดความยึดมั่นถือมั่นในตน เต๊นท์กองทัพธรรม แต่ก่อนพ่อครูบอกว่า ต้องแจกมังสวิรัตินะ แต่ตอนนี้ก็เปิดรับได้ทุกอาหาร แม้เป็นเนื้อสัตว์ ก็มาแจกร่วมกันได้ พ่อครูว่า...การทำใจยอมรับคนอื่น ก็เหมือนเทน้ำชา ออกจากถ้วย แต่ใจมันมักจะแย้งอยู่ภายใน ฟังไปก็เทียบเคียงของตนไปเสมอๆ
_จาก ณันมนัส สิริจิตราพร มีคนถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ เหล่านี้เป็นจริงหรือ หลวงปู่ ดูลย์ อตุโล ตอบว่า "ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง" ตอบ…ถูกต้อง สิ่งที่เขาเห็นนั้น เขาเห็นจริง เป็นอุปาทาน ที่ติดยึดในเขา แล้วเห็นไปตามอุปาทาน การเห็นนั้นเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นไม่จริง นรกสวรรค์ไม่มีตัวตนรูปร่าง อุปาทานของคนมันยึดถือ จึงเห็นอย่างนั้นจริงๆ มันซ้อนที่คนจึงเข้าใจยาก ถ้าเข้าใจแล้วก็บอกว่าจบ มันไม่จบ คุณจะต้องล้างอุปาทานนั้นจริงๆ มันถึงจะเข้าใจ ต้องศึกษาให้เข้าใจ แล้วถึงจะรู้ว่า ความยึดมั่นถือมั่น เป็นอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะผิวเผิน บอกว่าเข้าใจแล้วนี่ ก็จะไม่มีอัตตาตัวตน แล้วจะเอาอัตตาตัวตนที่ไหนไปปฏิบัติ เขาก็ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตน สัพเพธัมมาอนัตตาติ แล้วคุณจะเข้าใจจิตใจของตนเอง ว่ายึดถืออัตตาหรือไม่เล่า สมณะเดินดินว่า...ผมจำได้ ที่พ่อครูพูดโต้ตอบ กับอาจารย์ไสว ตอนเมื่อสมัยก่อน อาจารย์ไสวพูดมา 15 ปี เรื่องหมดตัวตนนี้ บอกว่า ไม่มีตัวกูของกู มันก็หมดแล้วนี่ ยิ่งพูดแล้วก็ยิ่งชำนาญในการพูด แต่พ่อครูบอกว่า คุณพูดอย่างนี้แล้วคุณทำได้ อย่างที่พูดไหม คุณไสวก็บอกว่า คำถามนี้ไม่ควรถาม พ่อครูว่า...จริงๆแล้ว เราว่าควรถามนะ พอเข้าใจเรื่องนรกสวรรค์นะ ความจริงมันไม่มีตัวตน แต่คนเห็นจริง ตามที่เขายึดถืออุปาทานไว้
_จาก หินแสง ...พ่อครูเคยบอกว่า พ่อครูแสดงธรรมซ้ำๆ มีใครเบื่อบ้างไหม กระผมได้ติดตาม ฟังธรรมจากพ่อครู มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เป็นเวลา ๓๐ กว่าปีมาแล้ว จิตของกระผม ก็ยังไม่เคยรู้สึกเบื่อ ที่จะฟังธรรมจากพ่อครูเลย แต่กลับยิ่งขวนขวาย ขยันในการฟังธรรม มากยิ่งๆขึ้น โดยการฟังธรรมที่เคยแสดงธรรมไว้แล้วซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายๆเที่ยว เพราะกระผม ได้รับประโยชน์มากมาย ได้รับอานิสงส์ ในการฟังธรรมจากพ่อครู เช่น ได้ฟังสิ่งใหม่ๆ จากสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน ได้รู้ได้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ในสิ่งที่เคยได้ฟังมาแล้ว พ้นจากความสงสัยลังเล เกิดความมั่นใจยิ่งๆขึ้น ทำให้เกิดความรู้ความเห็น ความเข้าใจได้ถูกต้อง ถูกตรงยิ่งขึ้น จิตของกระผม เกิดความเลื่อมใส มีกำลังในการลด-ละ-เลิกกิเลส กระผมจึงเห็นความสำคัญมากๆ ในการฟังธรรมจากพ่อครู เพราะบางครั้งกระผมสามารถทำจิตให้หลุดพ้น จากสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเราได้ ในขณะกำลังฟังธรรม จากพ่อครู กระผมจึงขอความเมตตา ขอความกรุณาจากพ่อครู ช่วยแสดงธรรมต่อไป ให้นานแสนนาน เพราะกระผมเห็นว่า ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้ความรู้จากพ่อครู กระผมจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ตอบ...งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา จะให้งานเลี้ยงไม่มีวันเลิกราไม่ได้ ต้องไปถามโกวเล้ง หรือกิมย้งเอา เป็นสำนวนของเขา เป็นหนังกำลังภายใน ก็จะพยายามอยู่ให้นาน เท่าที่จะนานได้ แต่ถ้ามันหมดเหตุปัจจัยแล้ว อยู่ไม่ไหวก็ไม่ได้แล้ว
มาเข้าสู่รายละเอียด ที่วันนี้จะพยายามเผยไข มันใหม่ละเอียดลึกซึ้ง น่าฟัง ถ้าได้เอามาขยายความ มันจะได้ประทับ ผนึกลงไปในความจำลงไป เพราะเดี๋ยวลืมไป มันก็เลยอยากจะอธิบาย จะได้ผนึกของตนเอง ผู้อื่นจะได้ฟังด้วย หรือว่าอาตมาลืม ผู้อื่นจะได้ช่วยเก็บตกไว้ให้
มูลสูตร ๑๐ ทบทวนมูลสูตร 10 เรามีความยินดีพอใจเป็นมูลกา มีฉันทะเป็นมูล คนไหนที่จะมาปฏิบัติธรรม แล้วไม่มีความยินดีก็ยากจะบังคับตนเองอย่างไร ก็ไปได้ไม่นาน ต้องเกิดความยินดีพอใจ มีปัญญา มีปฏิภาณรู้ว่าดี หรือว่านี่เป็นเพชรแท้ๆ ไม่เอา เราก็โง่แล้วว่ามันต้องเห็นอย่างนั้นจริงๆ ว่าเป็นเพชรแท้ จึงจะเกิดความยินดี ฉันทะวิริยะ จิตตะ วิมังสา ถ้าไม่มีฉันทะตั้งแต่ต้น วิริยะก็เข็นยาก จิตตะก็ไม่ทุ่มโถม วิมังสาก็ไม่ได้เนื้อ ไม่ได้แก่นหรอก มนสิการเป็นแดนเกิด มันไม่มีสภาวะเป็นรูปร่าง แต่มันจะรวมอยู่ตรงนี้เป็นหทยรูป เป็นองค์รวมของ พลังงานจิตตนเอง มันจะต้องทำ มนสิการ ตรงที่มันจะรวมเป็นจิตตนเอง มันไม่มีที่อยู่หรอก ไม่มีตัวตน แต่มันจะเป็นอันนั้น หทยรูปต้องทำ ต้องมนสิการ ทำมนสิการก็ไม่เป็นอันนั้น หทยรูปไม่เกิด ไม่มีญาณหยั่งรู้ หทยรูป ต้องมนสิการ เรียนดูให้ดี แล้วลงมือทำ มันถึงจะเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย การปฏิบัติจะต้องมี ผัสสะเป็นสมุทัยหรือเหตุ จัดเป็นสมุทัยในภาคของมรรค ไม่ใช่สมุทัยในอาริยสัจ 4 แต่ใช้ศัพท์คือสมุทัยเหมือนกัน อาตมาถึงย้ำแล้วย้ำอีก ว่าไปหลับตาไม่มีผัสสะ มันโมฆะ แต่ไม่รู้จะตื่นกี่คน กี่รูปกี่อาจารย์ อาตมาตอกย้ำนี่ ไปนั่งสมาธิหลับตา มันปิดประตู ไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า เมื่อมีผัสสะจะเกิดเวทนา เวทนา เป็นที่ประชุมลง ถ้าคนอวิชชา ก็จะปรุงแต่งเร็วเลย ก็จะเป็นเทวดา หรือสัตว์นรก หรือเฉยๆกลางๆ มีสามอย่างนี้ กลางๆจะน้อย ส่วนมาก จะไม่เป็นสวรรค์ก็เป็นนรก ไม่มีความชอบก็มีความชัง ไม่เกลียดก็รัก มันก็มีสองอย่างนี้ เราจะต้องรู้ลึกลงไปว่า ดูดหรือผลักไม่ดี ต้องเอากลางๆ ถ้ากลางแล้วสามารถร่วมประโยชน์ได้ก็ทำ ไม่สามารถร่วมประโยชน์ได้ ก็ไม่เอา เวทนาจึงเป็นกรรมฐานหลัก ในเวทนา 108 ก็ยืนยันว่าต้องแจกไปถึง 108 ในพรหมชาลสูตรก็ว่า ไม่มีเวทนา เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึก(เวทนา)ได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ต้องรู้มโนปวิจาร 18 ว่าอันนี้เป็นเคหสิตะ อันนี้เนกขัมมะคืออาการ ลดละจางคลาย อาการรสชาติหรืออาการยึดถือเป็นตัวตนมันลดลง จะต้องมีญาณปัญญารู้ของตนเอง เป็นปัจจัตตัง ไม่มีใครรู้ให้กันได้ แม้จะเป็นแฟน ก็ทำแทนกันไม่ได้ ต้องตัวเองเท่านั้น ไม่มีใครมีหนึ่งเดียว คนที่สองก็ทำแทนไม่ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เมื่อทำได้สำเร็จเป็นภวันติ คำสอนตรงนี้ ต้องทำที่ตั้งคือเวทนา ให้เป็นเวทนาหนึ่ง ไม่ใช่เอาลมหายใจเป็นกรรมฐาน อย่างที่เข้าใจอานาปานสติแบบผิดๆ อานา อาปานะ แปลว่าลมหายใจเข้าออก แล้วท่านก็สรุปว่า ลมคือมหาภูตรูปภายนอก ถ้าขาดจากอันนี้ไม่มีกายให้ปฏิบัตินะ ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แม้แต่นั่งหลับตา ยังโชคดีที่มีลมหายใจให้สัมผัส แต่ถ้าไม่เอาแม้กระทั่งลมหายใจ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามารู้เรื่องอะไร ท่านเตือนเท่านั้นเอง อานา อาปานะ แปลว่าลมหายใจเข้าออก เป็นการเตือนไม่ใช่เอาแค่นั้น คุณต้องทำให้รู้ครบทั้ง 6 ทวาร ให้รู้ภายนอกด้วย ไม่ใช่แค่รู้แค่ลมหายใจ จะต้องรู้ดินน้ำไฟลมภายนอกทั้งหมด มีเวทนาเป็นกรรมฐานในการปฏิบัติ มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีดินน้ำไฟลม มีกรรมกิริยาท่าทางต่างๆ เรียนรู้กายเป็นภาวะธรรมะ 2 คือ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้(object) กับธาตุรู้ (subject) ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ สิ่งจากภายนอกก่อนเป็นกาย เมื่อองค์ประชุม กระทบกันแล้ว ก็เกิดภาวะธรรมะ 2 เป็นอิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ ต้องทำให้เป็นปุริสภาวะให้ได้ เป็นภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง มันเป็นหนึ่ง ยิ่งเป็น 0 นปุงสกลิงค์ ได้ก็ยิ่งปลอดภัย ต้องทำหนึ่งได้ แล้วค่อยทำ 0 หรือจะทำให้ 0 หายไป เป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ไม่เหลือเลย กายภายนอกเราก็รู้แล้ว แต่กายนั้นต้องเน้นที่จิต ต้องรู้เวทนา เป็นเจตสิก ของจิตส่วนวิญญาณ เป็นภาษารวมของพลังงานจิต พอจะปฏิบัติ ต้องรู้เวทนาที่เป็นเจตสิก เวทนา 6 ก็คือเวทนา 6 คู่ ห้าคู่ข้างนอก คือ ตากับรูป หูกับเสียง กลิ่นกับจมูก ลิ้นกับรส กายสัมผัสเสียดสี เหลือข้างในก็มี มโน กับธรรมารมย์ ก็จะเป็นคู่หลังสุด เป็นคู่สุดท้าย ผู้ใดเอาแต่นั่งสะกดจิต เข้าไปๆ อย่างที่พูดกัน ติดมันก็ผนึกแน่น เป็นเวทนาหนึ่งเหมือนกันนะ เป็นความรู้สึกหนึ่งเหมือนกัน ก็หลับตาสะกดเข้าไป สะกดเข้าไป มันก็ไม่ผิดหรอก แต่มันไม่ถูก มันได้ 1 เหมือนกัน แต่เป็นหนึ่งชนิดที่นิ่งๆ เงียบเฉยไม่มีวิจัย ไม่มี analysis มีแต่ hypnosis มีแต่การสะกดจิต ไม่มีการวิจัยวิจารณ์สภาวะธรรมเลย ก็พยายามเข้าใจให้ถูกต้อง ผู้ที่เข้าใจแล้ว จะเข้าใจทั้งสองอย่าง อย่างแบบสะกดจิต เราก็เข้าใจ อย่างวิจัยเราก็เข้าใจ แต่ของคนเอาแต่แบบสะกดจิต พอมาธัมมวิจัยก็ไม่รู้เรื่อง แทนที่จะรู้ทั้งสอง ก็รู้อย่างเดียว มันก็ไม่ครบ จะไปหลงงมงายอยู่กับแต่มโนมย เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนมยะของคุณก็เป็นจิต รูปอัตตา ดิ่งเป็นอรูปอัตตา ก็แค่นิมิตอยู่ในกาย ที่เป็นรูปนาม ที่คุณจดจ่อนิ่ง หนักเข้าคุณดับตัวรู้อีก ดับสัญญาอีก แต่ปัญญาคือความเจริญของสัญญา ที่เจริญเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องใช้สัญญากำหนด ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ทำให้เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องทำสัมมาทิฏฐิแท้ จึงจะปฏิบัติได้ผล ทำที่เวทนาให้สั่งสมเป็นโอกกันติ ให้เป็นนิพพัตติ เป็นอาริยะเจริญขึ้นๆ ควบแน่นเป็นสมาธิ สมาธิเป็นประมุข เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นตัวบุกเบิก ถูกควบคุมใหญ่เป็นประมุข ถ้าสัมมาทิฏฐิอย่างนี้แล้ว คุณก็สามารถทำให้ถูกต้อง ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่วิเศษ ไม่ใช่สมาธิอย่างโลกีย์ที่สะกดจิต ไม่ใช่แค่สะกดจิตแบบเมดิเตชั่น meditation เขาก็รู้กันทั่ว เป็นสากล แต่อันนี้เป็น concentration ที่พิเศษ คนทั่วไปก็มี concentration เป็นสามัญ มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็รู้ให้แข็งแรงตั้งมั่น ก็เป็นธรรมดา แต่นี่มันรู้ตั้งมั่นอย่างพิเศษ เพราะว่า มันสั่งสมออกความรู้ ที่เป็นความรู้จากจิต ที่เป็นโลกุตระ ที่ทำให้กิเลสลดได้ แล้วตกผลึกแข็งแรงตั้งมั่น อย่างตื่นรู้ มีเหตุปัจจัยสัมผัส แตะต้อง แล้วสามารถมีพลังงานปัญญาอยู่เหนือ เป็นปัญญาที่เป็นโลกุตระ จึงเรียกว่าเป็น concentration ที่พิเศษคือ supra concentration เป็นวิสามัญ ที่สามารถเรียนรู้ อาการของจิต ไม่ใช่สมาธิเป็นการสะกดจิต อย่างไม่มีการวิจัยวิจารณ์ ไม่มีความรู้รอบ ไม่มีเหตุปัจจัยแล้วจึงเกิดผล เหตุก็คือการกดข่มอย่างเดียว เขาพูดกันว่า นั่งจนก้นเน่าก้นแตก แล้วก็ไปมีภพที่พิสดาร อาตมาก็เคยทำมา มันเป็นเบื้องต้นเท่านั้น ของพระพุทธเจ้านั้น ถึงบอกว่ายาก เห็นตามได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นความสงบแบบพิเศษ สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัณฑิตเวทนียา สติ เป็นอธิปไตย เป็นพลังเป็นอำนาจ พลังงานของสติ มันเปิดกว้างมันรู้รอบแข็งแรง ตื่นมาดันมันไม่ได้ มันจะรู้ยืนยันเลย สติเป็นตัวรู้ เป็นตัวที่คู่กับปัญญา ปัญญาเป็นอุตตระ มันเหนือ สติรู้อย่างไร ก็รู้อย่างเหนือ อธิปไตย คือเหนือ มันรู้อันอื่นด้วย คือรู้โลก ไม่ใช่รู้แต่เรา รู้องค์ประกอบต่างๆ ตามบารมี รู้เขารู้เรา อยากรู้แจ้งรู้จริง แล้วสามารถทำให้สิ่งเหล่านั้น ทำลายเราไม่ได้ จึงเรียกว่าเหนือ เราไม่ไปทำลายใครหรอก จะทำลายแต่สิ่งที่เป็นความชั่ว เป็นอกุศลในตนเอง อกุศล กาย วาจา จิต ถ้าจะช่วยก็ช่วยให้คุณทำลายอันนี้ สติจากการรู้รอบถ้วนแล้ว มันจะต่อไปเป็นสัมปชัญญะ มันเชื่อมต่อไป จากที่รู้ข้างนอก แล้วเป็นสัมปชานะ เป็นความรู้ที่ลึกลงไปอีก มีบทบาท มีจิตใจรู้แจ้งรู้จริง แล้วมีสัมปสติ เห็นแล้วก็พิจารณา เป็นสัมปาเทติ คือจัดแจงไม่รู้กิเลส ก็จัดแจงจัดการ ทั้งการใช้ปัญญาและการ กดข่ม จำเป็นจะต้องกดข่ม ก็ต้องทำก่อน แต่คุณจะดิ้นแรงอย่างไร ก็ทำอะไรเราไม่ได้ เหมือนคนแขนยาว กดหัวเด็กไว้ เด็กแขนสั้น จะเหวี่ยงมืออย่างไร ก็ไม่โดนหน้าเรา สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น
ที่อาตมาพยายามใช้บาลีอธิบาย และก็ใช้ภาษาไทยประกอบ ก็จะเกิดผลจริงพิสูจน์ได้ โดยมีหลักฐานยืนยัน อาตมามั่นใจว่า ไม่แปลผิด เพราะผิดแล้ว มันเป็นบาปของตนเอง ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดมันซวย มันไม่ดี เป็นการทำลายศาสนา ผู้ที่ชื่อว่ารู้ถ้วนรอบในความละเอียด แม้เป็นสิ่งที่เล็กน้อย รู้ทั้งนอกและใน ผู้ที่รู้ถ้วนรอบ ก็รู้รายละเอียดทุกอย่าง ที่มันเป็น แม้จะเล็กจะน้อยก็ตาม รู้ทุกรายเม็ด ก็ล้วนเป็นภายในภายนอกเชื่อมต่อ มีสภาวะยืนยัน สติจะชื่อว่า มีพลังอำนาจบริบูรณ์ยิ่งใหญ่ ต้องมีเหตุปัจจัยเหล่านี้ประกอบ สติก็เลยยิ่งใหญ่ เหนือโลกีย์เหล่านั้น คำว่าเหนือเหล่านั้นก็คือปัญญา ปัญญาเป็นอุตตระ ก็คือสติยิ่งใหญ่ อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น เรียกว่า เป็นปัญญา หรืออุตตระ ก็คือยิ่งใหญ่ ต่อเนื่องเป็นสภาวะต่อเนื่อง แต่ซับซ้อนสลับไปสลับมา ก็จะมีความแตกต่างในมิติ ก็ต้องใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ ความต่างทั้งหลาย สัญญาเป็นตัวหลักที่กำหนดรู้ความต่าง ตัวอื่นก็ไม่เก่ง ตัวนี้เป็นหน้าที่ของเขาเลย เป็นตัวกําหนดหมายรู้ ถ้ามันชัดจริงดีแล้ว ก็ส่งไปเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ สั ญญาก็คือการกำหนดความจริงก่อน ปัญญาจะมีศักดิ์สูงกว่าสัญญา สัญญาเป็นตัวทำงาน ส่งให้ปัญญา แต่ความฉลาดแกมโกงคือ เฉกา คือความฉลาดที่มีกิเลส ถ้ามีกิเลสมากขึ้นเท่าใด ก็มีความเป็นเฉกา มากขึ้นเท่านั้น ที่จริงแล้วฉลาด เฉกาตัวนี้ มาจากรากศัพท์ คือ ฉ หรือ 6 คำว่า ฉฬ ก็คือมีมากมายใน 6 ทวารนี้ เฉกาก็ฉลาดในทวาร 6 แต่ฉลาดเอามาเสพตัวกูของกู มันคนละทิศทาง จึงเป็นตัวที่ใช้ ฉ ไม่ไปไหน แต่ผู้รู้ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น ในพยัญชนะ ท่านก็ไปเอาตัว ป. สัญญาก็เลยเป็นปัญญา ส่วนอีกอัน ก็เป็นเฉกาไป จัดการใช้พยัญชนะเป็นตัวแทน สภาวะ คนที่ยิ่งเฉกา ก็ยิ่งมีศักดิ์ต่ำ ยิ่งปัญญาก็ยิ่งศักดิ์สูง ถ้าโลกียะกับโลกุตระ ก็คนละทิศเลย
กรรมส่งผลเป็นนรก_สวรรค์ ตอนนี้มันจะเสื่อมหรือเจริญ จะเป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตระ ก็เกิดจาก กรรมทั้งนั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยเฉพาะมโนกรรม มันเป็นประธาน มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ท่านไม่เรียกจิตหรือวิญญาณนะ ใครที่มีกรรม ใครที่มีทำ ไม่ว่า กายหรือวจี หรือมโนกรรม ทำแล้ว มันต้องเป็นของคุณ กัมมัสกะ คุณตบหน้าเขาเปรี้ยงเลยนะ แล้วคุณก็บอกว่า แบ่งไปครึ่งนึง ผมไม่ได้ตบ มันจะแบ่งได้อย่างไร เขาไม่ได้สร้างกรรมด้วย เป็นกรรมของคุณคนเดียว คุณจะทำจะพูด ก็เป็นคุณพูด คนอื่นไม่ได้พูดด้วย คำพูดนั้นก็เป็นของคุณ กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรม ก็เป็นของตน กัมมัสกะทั้งสิ้น มันเป็นของคนอื่นไม่ได้ ที่เขาสอนให้ไปแบ่งกรรม หรือแบ่งบุญ นั้นเพี้ยนไปไกล บุญเป็นอาการตัดกิเลส เป็นกรรมเหมือนกัน แต่เป็นกรรมที่ตัดกิเลส ตัดแล้วจบด้วย ไม่มีกุศลกรรมด้วย บุญมีแต่วิบัติ สูญ ทำลาย ก็จบ พอสูญแล้วบุญหมดหน้าที่ หายไปเลย จบกิจไม่เหลือ ตนเองเท่านั้น ที่เป็นทายาทของกรรมที่ตนทำ เป็นผู้รับมรดกของตนเอง แบ่งให้ใครไม่ได้ด้วย เป็นทายาทของตนเอง มรดกเป็นนามธรรม ที่เป็นเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ แบ่งให้ใครไม่ได้เด็ดขาด รู้สึกแทนกันไม่ได้ รู้สึกแทนกันไม่ได้ แต่มีละครหลงโรง ไปหลงกันว่า เจ็บปวดแทนกันได้ แม่เจ็บปวดแทนลูก เมียเจ็บปวดแทนผัว คู่รักเจ็บปวดแทนกัน ที่พูดนี้ เคยเป็นกันมาทั้งนั้น มากบ้างหรือน้อยบ้าง ก็เจ็บแทน คือการหลงผิดทั้งนั้น เป็นอารมณ์อุปาทาน เป็นอารมณ์เท็จ ที่ตนเองยึดถือมามีในตนเอง คุณไม่ได้ถูกเขาตบ คุณจะเจ็บได้อย่างไร ถ้าเขาด่าก็ด่าตัวคน แต่คุณไปเจ็บแทน จะบ้าหรือ ถ้าเขาด่าลูก ก็เจ็บทั้งแม่ทั้งลูก ถ้าเขาด่าแม่ ลูกก็เจ็บแทน คุณไปอุปาทานเอง ยึดถือเอาเองว่าเป็นของฉัน นี่แม่ฉัน ฉันก็ต้องเอามาด้วย แล้วไปอธิบายอย่างโก้เลยว่า กตัญญูกตเวที แม่เจ็บ ฉันก็ต้องเจ็บไปด้วย แท้จริงสัจจะมันไม่ใช่ ถ้าคนไม่มีปัญญาละเอียดชัดพอ จะยากที่จะเข้าใจ คนอวิชชา จึงเกิดในอารมณ์เป็นในความรู้สึก แทนกันได้ ผู้ที่อวิชชาทั้งหลาย ก็ลองเป็นกันมาแล้ว หากผู้ใดอวิชชา ก็ยังมีสังขารธรรม ก็เป็นพยัญชนะอีกสองตัว สุกต หรือทุกกฏัง สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก จะเป็นกรรม อย่างสุ หรืออย่างทุ ส่วนกต หรือกฏัง แปลว่าอันทำไปแล้ว คือสุ หรือทุ ที่ทำไปแล้ว ก็สั่งสมเป็นวิบากของคุณ สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก เป็นผลวิบาก ทั้งที่พาเกิดในภาวะที่เป็นชีวิตสัตว์ มีองคาพยพเป็นร่าง มีองค์ประชุมสอง เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นดีหรือไม่ดี เป็นเจริญหรือเสื่อม ก็เป็นธรรมะคู่ทั้งนั้น ถ้าสั่งสมเป็นตัวตนแล้ว เมื่อคุณตาย กรรมจะพาคุณไป กรรมเป็นตัวจัดการ ของอัตตาเรา เรียกว่า กัมมโยนิ ถ้าคุณยึดถือสั่งสมเป็นนรก ก็จะไปทำนรก คุณสะสมมาเป็นสวรรค์ ก็จะเป็นสวรรค์ตามอวิชชา เมื่อคุณตายลงไป สิ่งที่ควรยึดถือไว้ มันก็ไปกับคุณแน่ เลี่ยงไม่ได้ คุณก็ต้องเป็นไปตามกรรม ที่คุณทำไว้ทั้งหลาย นรกต่ำที่ชั่วหนักหนาสาหัส จึงมีจริง เพราะคุณสั่งสมด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ นอกจากไม่รู้แล้ว ยังนึกว่า สิ่งที่คุณสั่งสมนี้ เป็นสิ่งที่ดี คนไม่อยากได้นรกหรอก ทุกคนมั่นหมาย อยากได้สวรรค์ทั้งนั้น ไม่มีสักครึ่งคน ที่มั่นหมายอยากได้นรก ไม่มีใครอยากได้นรก แต่เพราะคนอวิชชาโง่ ไม่รู้ ก็เลยทำกรรมที่เป็นนรก กรรมที่ทำนั้นเป็นจริง และเป็นจริงอย่างอวิชชาด้วย ตกต่ำและชั่วอย่างไรก็เป็นจริง ก็คุณมีอวิชชา ไม่ได้ถอนอนุสัย อนุสัยจึงเป็นความจริง เพราะคุณไม่รู้ แต่คุณทำมัน แม้คุณไม่อยากได้ แต่ทำแล้วเป็นอันทำ มันก็จึงกลายเป็นอนุสัย ตกผลึกอยู่ใต้ก้นบึ้งของอัตตา เป็นสยะ เป็นตัวเรา อนุแปลว่าน้อย ตัวเล็กน้อยมาก สมณะเดินดินว่า...คนเราไม่มีใครอยากได้นรก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive