591201_พุทธศาสนาตามภูมิ ทำไมต้องตำหนิพุทธแบบสะกดจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
591201_พุทธศาสนาตามภูมิ ทำไมต้องตำหนิพุทธแบบสะกดจิต โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2559 วันนี้เป็นวันครบรอบทำบุญ 50 วันปัญญาสมวาร ชีวิตเราควรจะมีคุณค่าให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นเสมอๆ ที่สันติอโศกเป็นจุดศูนย์กลาง ที่จะส่งเสบียงไปให้โรงบุญสนามหลวง สันติอโศกเหมือนเป็นแหล่งส่งวัตถุดิบ แต่มีพื้นที่แคบ ส่วนปฐมอโศก ก็เป็นพื้นที่กว้าง ก็จะพัฒนาเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบ ที่ราชธานีอโศก มีคนออกความคิด ให้เอาเมล็ดผักบุ้งไปหว่านที่ดินเลน ริมแม่มูล ก็จะได้ผักบุ้งมาก แต่อาตมาบอกว่า กว่าที่ผักบุ้งจะเดินทางมา ก็เหี่ยวพอดี มีสถานที่ของคุณพิภพ ก็มีที่ปลูกผักเป็น 10 ไร่ วันหนึ่งเราใช้ผักบุ้ง 100 กก. และอยู่ใกล้ปฐมอโศก อยู่ใกล้โรงงาน Biogas เป็นปุ๋ยชั้นดี มีสถานที่และอุปกรณ์ครบพร้อม ขาดแต่เพียงคนจะทำเท่านั้นเอง ขอฝากบอกพวกเรา ใครจะมีความชำนาญหรือไม่ชำนาญก็ได้ ก็ไปดูแลผักได้ พื้นที่ 10 ไร่ ก็เพียงพอปลูกผัก ส่งสนามหลวง พ่อครู…มองว่า โรงบุญของเรามีเสน่ห์ ที่พืชผักไร้สารพิษ ที่พิมายปลูกมันส่งเข้าสนามหลวงหมดเลย ปลูกเป็น 10 ไร่เลย และได้รับความนิยมมาก ก็เพิ่งเคยเห็นมันเทศพันธุ์แครอต เนื้อสีส้ม เอาไปเลี้ยงกัน ก็ได้รับความนิยมมาก เพราะรสชาติหวาน ปฐมอโศกมีโรงเต้าหู้ใหญ่ด้วย ถ้ามีโรงเต้าหู้มีแปลงผัก ก็มีองค์ประกอบเป็นแหล่งสร้างวัตถุดิบ ส่งข่าวถึงญาติธรรม ใครจะมาช่วยกันทำ ปฐมอโศก มีต้นพุทรา 200 กว่าต้น ปกติไม่ออกผล แต่ปีนี้ออกผลมาก เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน ก็ต้องช่วยกันเก็บ เก็บไม่ไหวเลย ปีนี้พวกเราไม่แน่ เราตั้งใจปลูกพืชผัก สำหรับงานพระบรมศพโดยตรง อาจจะให้ได้เห็น สิ่งที่มหัศจรรย์เกิดขึ้น วันนี้เป็นวันครบรอบ ทำบุญ 50 วันปัญญาสมวาร ก็ควรได้เกิดปัญญา ก็ขออาราธนาพ่อค
อ่านต่อ
รู
พ่อครูต้องกล่าวตำหนิพุทธแบบทำไมสะกดจิต พ่อครูว่า...ทุกคนก็คงจะยอมรับ และเข้าใจว่า ศาสนามีความผิดและความถูก ถ้ามันไม่ถูก มันก็ไม่ได้ประโยชน์ นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้ว มันก็เป็นโทษด้วย เป็นโทษภัยต่อชีวิตตน เป็นอกุศลเป็นวิบากบาปแก่ตน แก่ท่าน ผู้ที่สาธยายธรรม ต่างก็อ้างว่าของพระพุทธเจ้ากัน แต่ผู้ที่มิจฉาทิฐิเข้าใจผิด โดยที่เขาเอง ก็ไม่รู้ตัวว่ามันผิด เขาก็นึกว่ามันถูกต้อง แต่แท้จริงมันก็ผิดไป อาตมาที่พูดนี้ ก็จำเป็นต้องพูด จำเป็นอะไร จำเป็นที่จะต้องบอกว่า อะไรผิดอะไรถูก เพราะว่า ที่บรรยายธรรมะ เทศนาธรรม ก็เพื่อจะให้รู้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อะไรเป็นสิ่งที่ผิด 2500-2600 ปีผ่านมา ศาสนาพุทธเกิดมาถึงวันนี้ ก็ 2,000 กว่าปีแล้ว 2559 ถ้านับบวกกับ ศาสนาพุทธที่เกิดมา 45 ปีเข้าไปอีก มันก็จะถึงแล้ว 2600 กว่าปีแล้ว มันเพี้ยน ผิดไป นี่พูดอย่างจริงใจ ไม่ได้มีอคติ โกรธเคืองอะไร ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่เป็นการพูดความจริง สิ่งที่ผิดก็ต้องถูกข่ม อย่างนี้ต้องไม่ให้เกิดขึ้นมา ก็เป็นธรรมดา ของการกล่าวสิ่งที่ไม่ดี ก็ต้องข่ม เป็นการข่มด้วยภาษาสำนวน ด้วยน้ำเสียง ท่าทางลีลากายกรรม สื่อให้คนเข้าใจ เช่น พ่อแม่เรา เวลาจะตำหนิลูก เพราะเห็นว่าผิด ไม่ถูกต้อง ไม่ค่อยดี ก็จะใช้เสียงดัง ออกท่าทีลีลาหน้าตาขึงขัง เอาเป็นธรรมชาติธรรมดาของคนที่จะต้องประกอบ นัจจะ (ท่าทางลีลา) คีตะ (สุ้มเสียงสำเนียงที่ออกไป) เป็นน้ำหนักเน้นด่าว่าตำหนิ ถ้าชมหรือยก ก็มีสำเนียงอย่างหนึ่ง สำเนียงหวานๆพริ้วๆ แต่สำเนียงที่จะตำหนิ ข่มในที ก็จะมีสำเนียงอีกอย่างหนึ่ง อาตมาก็สื่อตาม นัจจะ คีตะ วาทิตะ คือคำที่เลือกเฟ้น มาใช้ให้เหมาะสม ไปถึงขั้นเลือกเป็นกลอนกวีต่างๆ ก็เรียกว่า วาทิตะ คือคำที่สรรหามา เพื่อให้สื่อได้ชัด คำที่สื่อไปบางที คำตำหนิก็จะหนัก เพื่อสื่อสภาวะให้ชัดเจน คนที่ไม่รู้ก็บอกว่า การพูดว่า หรือตำหนิเป็นการใช้คำหยาบ เมื่อเราจะสื่อ ถึงความผิดที่หยาบต่ำ แล้วเราจะใช้คำสูงมาว่ามันก็สื่อไม่ได้ ถ้าเราไม่ใช้ภาษาสื่อ ให้ตรงสภาวะ คนก็จะไม่เข้าใจชัดเจน อันนี้จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องพูด บอกว่าทำไมต้องพูดหยาบ ก็เราสื่อความหยาบต่ำ ก็ต้องสื่ออันนั้นออกไป ส่วนสิ่งที่ไม่ดีนั้นก็คือ จิตของเรา ถ้าจะพูดตำหนิหรือ ข่ม หรือด่าว่าสิ่งที่ผิด ใจของเรานั้น ไม่มีเมตตา ใจของเราเกลียดชัง ใจของเรามุ่งทำร้าย ถ้าอย่างนั้นก็เสีย อย่างนั้นก็ไม่ดี ไม่ดีที่ตนเองนั่นแหละ ไม่รู้จักการฝึกฝนจิตใจตนเอง จะไปตำหนิคนอื่น ก็ไม่ตำหนิด้วยเมตตา ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เป็นความหวังร้าย เพราะฉะนั้นก็ ขี้มักจะตำหนิ ด้วยการใส่ร้ายเกินจริง ก็กลายเป็นสิ่งผิดเพี้ยนเป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม ถ้ามีความเมตตาปรารถนาดี อยากให้คนที่ผิด คนที่เขาต่ำ แต่รู้สึกได้เข้าใจได้แก้ไขปรับปรุง เป็นเจตนาอย่างนั้น ก็เป็นคนสื่อ เทศน์ตำหนิติเตียนได้ด้วยดี เพื่อให้เกิดประโยชน์คุณค่า เกิดการเปลี่ยนแปลงคนผู้นั้น อาตมาบอกตัว บอกตนเองบ่อยว่า อาตมาไม่ได้โกรธคนที่ผิด แต่ต้องตำหนิคนที่ผิด และมันเป็นความจำเป็นมากที่สุด ทุกวันนี้ ความผิดพลาดในศาสนามีเยอะ ถ้าให้ตำหนิเข้าไปอีกแล้ว อาตมาตำหนิไปได้หมดเลยในเถรสมาคม ถ้าตำหนิไปเขาก็จะหาว่า ถล่มเถรสมาคม แต่ที่ตำหนิก็เพื่อจะให้แก้ไข ไม่ใช่ถล่มทลาย แต่คนฟังก็ไม่เข้าใจ ว่าควรฟังอย่างไร รับฟังแล้วก็โกรธเกลียดชัง ไม่รับฟังเสียเลยก็มี อาตมาก็ปวารณาว่า อาตมาตำหนิไปข่มไป หรือใช้ภาษาไทยว่าด่าว่า ที่รู้ฟังว่าอาตมาด่าผิด ก็กรุณาท้วงมา แจ้งมาให้อาตมาทราบด้วย ก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้เป็นยอด ที่จะรู้ถูกต้อง ก็จะต้องมีผิดพลาดบ้าง ผู้ใดที่จะรับฟังอยู่ ถ้ารู้ว่าอาตมาผิด แล้วเอาความผิดไปตำหนิสิ่งผิด ก็ยิ่งแย่ อาตมามีใจไม่ได้ถือโทษโกรธคนที่ตำหนิมาเลย ยกตัวอย่าง สิ่งที่เกิดผ่านมาแล้ว ท่านเจ้าคุณที่ตอนนี้ ท่านเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แล้ว ท่านเคยตำหนิอาตมา ตั้งแต่ท่านอยู่ในฐานะเจ้าคุณชั้นราช หรือเจ้าคุณชั้นต้น ท่านเขียนหนังสือ ตำหนิอาตมา อาตมาก็อ่านที่ท่านตำหนิ เสร็จแล้ว อาตมาก็เขียนจดหมายขอบคุณท่าน อันนี้ขอยืนยัน มีหลักฐาน ท่านเองหากฟังอยู่ ก็จะชัดเจน อาตมามีจดหมาย ขอบคุณท่านไป ไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดชัง อะไรที่อาตมาเห็นว่า ตำหนิถูก ก็ขอยืนยัน ในเนื้อหาจดหมาย ก็เขียนไปอย่างจริงใจ ขอบคุณท่านจริงๆ เสร็จแล้ว ท่านก็เขียนตำหนิ เล่มที่ 2 หรือ 3 อาตมาก็ไม่ได้เขียนขอบคุณท่านอีก อาตมาเขียนไปว่า ท่านตำหนิได้ ก็ขอบคุณท่านจริงๆ อาตมา ไม่ได้ถือโทษ โกรธคนตำหนิ แม้แต่มหาระแบบ ท่านก็เล่นงานอาตมาหนัก อาตมาก็รู้ว่า ท่านเองมีจิตส่วนที่ไม่ชอบใจอาตมาบ้าง เท่าที่อาตมาเข้าใจ ก็คิดว่าไม่ผิดหรอก ถ้าผิดก็เป็นบาปของอาตมาเอง อาตมาไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรท่าน พูดไปแล้วเหมือนแก้ตัว เหมือนเอาดีใส่ตัว อาตมาว่า อาตมาปฏิบัติธรรม ยิ่งโกรธเกลียดใคร อาตมาถือว่าขั้นต่ำ ถ้าโกรธเกลียดใครอยู่ จะไปหลุดพ้นอะไร ขั้นสูงสุดนั้น ไม่รักไม่ชัง ปฏิบัติธรรมต้องเกิดปัญญา รู้อาการจิตจริง แล้วปฏิบัติ อย่าให้เกิดอาการดูดหรือผลัก ชอบหรือชัง มีใจเป็นกลางๆ อาตมาที่เทศน์อยู่นี้ อาตมาเกิดมาเพื่อตำหนิ เพราะมันผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้า มากต่อมาก หาที่ถูกแทบจะไม่เหลือ อาตมาไม่ได้เสแสร้ง แกล้งถล่มทลาย ถ้าจะให้พูดเต็มที่ ก็แหลกราญ มันกลายเป็น สิ่งที่ไม่ถูกมากมาย เช่น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เป็นศาสนาที่เอาแต่สวดมนต์ การสวดมนต์ ไม่ใช่ของศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลี่ยงการสวดมนต์ แต่เป็นการสวดสังคีติ กับสังคายนา ไม่ใช่สวดอย่างมนตรยาน ที่เป็นลัทธิท่องบ่น สวดมนต์เป็นหลัก แต่ก่อนเป็นมหายาน แต่เดี๋ยวนี้ก็เถรวาทเอาด้วย ธรรมกายนั้น ให้มาสวดมนต์ ล้านเที่ยวเดี๋ยวนี้เอา 13 ล้านเที่ยว คือลัทธิสวดแต่มนต์ ลัทธิสวดมนต์ก็คือ การสวดมนต์ แล้วจะทำให้เกิดอะไรขึ้นมาได้ จะได้สวรรค์วิมาน อะไรขึ้นมา ด้วยการสวดมนต์ โดยไม่ได้ปฏิบัติอะไร สวดท่องอย่างไม่ได้อธิบายด้วย เอาธรรมบทมาสวด อาตมาพูดย้ำว่า เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวด 2 คนขึ้นไป ต่อหน้าฆราวาส ก็ผิดพระวินัย เขาไม่ฟัง เพราะเขาสวดกันเป็นธรรมดา พระไม่สวดมนต์ไม่ใช่พระ เขาว่าอย่างนั้น สวดสังคีติคือ สวดท่องจำ สมัยโบราณไม่มีหนังสือ ก็ต้องท่องจำเอา สวดอีกอย่างคือ สังคายนา มีคนสวดอยู่คนเดียว ผู้อื่นที่รู้ก็ฟัง ว่าอันไหนผิดก็แก้ไข แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ตกลงเป็นมติที่ประชุม ในผู้ที่ร่วมฟังอยู่ด้วย เช่นการท่องปาฏิโมกข์ เป็นต้น ก็ฟังกันให้จำได้ ทบทวนและท้วงกัน ก็คือสวดมนต์ คือสวดสังคีติ สังคายนา แต่มาใช้เป็นมนตรา ให้มีความขลัง จะได้อะไรเป็นภพชาติ คือสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธแล้ว ศาสนาพุทธก็เลย มีแต่ไปสวดมนต์กัน รับนิมนต์ไปแล้วก็ท่องสวดมนต์ เป็นการนอกศาสนาพุทธ ได้วิบากบาป ได้อกุศล ชาวอโศกเราไม่เคยไปทำ ไม่เคยรับไปสวดมนต์ มีแต่รับไปเทศนา ไปสาธยายธรรม ยกบทธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นภาษาบาลีก็ได้ แล้วก็สาธยายอธิบายให้ฟัง พระพุทธเจ้าบอกว่า การอธิบายธรรมะที่เป็นบาลี เวลาจะสาธยาย ก็ต้องสาธยายด้วยภาษาถิ่น ให้คนในท้องถิ่นนั้น เข้าใจด้วย เพราะว่าธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ดั้งเดิม เป็นภาษาบาลี สันสกฤต ถ้าจะยกอ้างมาก็ยกได้ แต่เวลาจะสาธยาย ต้องใช้ภาษาถิ่น ภาษาพื้นที่ ประชาชนฟังรู้เรื่อง นี่เป็นคำกำชับกำชา คำสอนของพระพุทธเจ้า เอาแต่ภาษาบาลีมาสวด คนไทยฟังก็ไม่รู้เรื่องหรอก สวดไปก็เสียเวลา เสียเวลามาท่องบทสวดมนต์ เป็นล้านเที่ยว 13 ล้านเที่ยว เลอะเทอะ ออกนอกรีต นอกทางไปใหญ่ ไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ธรรมกายนี้
มาอ่านบทความหน่อย ในนสพ.แนวหน้า คอลัมน์ เลียบวิภาวดี : ผู้วิเศษ “ผู้วิเศษ” คือมนุษย์ที่มีฤทธิ์เดช มากกว่าคนทั่วไป นอกจากเรียกลม เรียกฝน และเรียกฟ้าผ่าได้ ยังอาจมีคาถาอาคม รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกชนิด และอาจเหาะเหิน เดินอากาศ ไปพบพระอินทร์ในชั้นฟ้า ไปเจรจากับ ยมทูตในนรกได้อย่างเท่ๆ ทุกตำนานของชาติต่างๆ ล้วนมีเรื่องของ “ผู้วิเศษ” เจือปน ในวรรณกรรม และ ในพงศาวดารทั้งหลาย ก็มีเรื่องของ “ผู้วิเศษ” ปนเจือ ในพงศาวดาร “สามก๊ก” ฉบับ “หล่อก่วนตง” มี “ผู้วิเศษ” มากมาย ขอยกมากล่าวถึง สัก 3 ราย คือ
“อิเกียด” เป็นผู้วิเศษ ที่เป่าคาถา รักษาให้หายขาดได้ทุกโรค แล้วยังเรียกฝน เรียกลม เรียกพายุได้ วันหนึ่งไปแสดงอิทธิฤทธิ์ ในเมือง “กังตั๋ง” จนเป็นที่ “ถูกใจ” ของชาวเมือง แต่ “ไม่เป็นที่ถูกอารมณ์” ของ “ซุนเช็ก” เจ้าเมืองขี้อิจฉาริษยา จึงหาเหตุจับตัว “อิเกียด” ไปตัดคอ แต่ศพกลับเหาะขึ้นฟ้า หายไปกับสายลม “โจจู๋” ชายพิการที่เป็น “ผู้วิเศษ” สามารถเสกของหาย ถอดหัวได้ และแปลงกายได้สารพัด แต่ไปขัดใจ “โจโฉ” จอมเผด็จการ จึงถูก “โจโฉ”สั่งตัดหัว อย่างไร้เหตุผล แต่แล้ว “ผีโจจู๋” ก็หิ้วหัวที่ถูกตัด ไล่ฟาด “โจโฉ”จนล้มลง แล้วนอนป่วย อย่างยาวนาน และไม่ยอมให้ “หมอฮั่วโต๋” รักษา “โจโฉ” จึงถึงแก่กรรม ในโอกาสต่อมา “หมอฮั่วโต๋” เป็นหมอผู้วิเศษ ที่รักษาทุกโรคหายได้ เคยผ่าตัด “กวนอูแห่งจ๊กก๊ก” จนรอดตาย เคยรักษา “จิวท่ายแห่งง่อก๊ก” จนมีชีวิตใหม่ ครั้นถูกเชิญมารักษา “โจโฉแห่งวุ่ยก๊ก” ที่ถูก “โจจู๋ผีหัวขาด” เอาหัวฟาด จนล้มป่วย “หมอฮั่วโต๋” จะรักษา “โจโฉ” ด้วยการ “ผ่าตัดสมอง” “โจโฉ” หาว่า หมอเป็นไส้ศึกของจ๊กก๊ก และง่อก๊ก มาคิดฆ่าตนเอง จึงไม่ยอมให้รักษา แล้วส่ง “หมอผู้วิเศษ” ไปขังคุก ปล่อยให้อดอาหารจนตาย ส่วน “โจโฉ” ก็ป่วยตาย ตามหมอผู้วิเศษไปในไม่ช้า จะเห็นว่า “ผู้วิเศษ” ทั้งหลาย มักจบท้ายต้องตาย เพราะ “บทบาทผู้วิเศษทำพิษ” เหลียวมาดู “ท่านจานบิน ผู้วิเศษของเหล่าสาวกจอมงมงาย” บ้าง ณ วันนี้ DSI และตำรวจ ยังรวบตัวไม่ได้ จบท้าย ท่านจะต้องรับกรรม เหมือนผู้วิเศษ รายอื่นๆ หรือไม่? กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
พ่อครูว่า...หมายความว่า ความวิเศษทำให้ผู้อื่นหมั่นไส้ แล้วผู้ที่หมั่นไส้ เป็นผู้ที่มีอำนาจ ก็จัดการ ก็ตาย ตายด้วยตัวเองแสดงความวิเศษ ก็ขยายความอีก อย่าง “ธัมมชโย” ก็แสดงความวิเศษว่า จับข้าไม่ได้ ก็แสดงฤทธิ์อำนาจ ว่าจะมีอำนาจ ศักดิ์ศรีขนาดไหน ก็จับข้าไม่ได้ ข้าสามารถหายตัว หลีกเร้นได้ ล่องหนหายตัวเลย ตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน ขนาดลูกศิษย์ในวัด ก็ไม่มีใครรู้ว่า อยู่ไหน พระเดชพระคุณอาจารย์ อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาว่าอย่างนั้นเลยนะ ล่องหนหายตัวจริง
อีกอันคอลัมน์เส้นใต้บรรทัด ของคุณจิตรกร บุษบา “จะเอายังไงกับธัมมชโย” พรุ่งนี้ (30 พ.ย. 2559) แล้ว ที่สำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องดำเนินการ ตามถ้อยแถลง ที่กล่าวไว้ว่า
“โดยมีความเห็นสั่งฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่ เรือนจำกลางบางขวาง ผู้ต้องหาที่ 1 นางศรัณยา มานหมัด อดีตรองผู้จัดการสหกรณ์ฯ คลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน กันล้อม อดีตรองประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งอัยการนัดให้ผู้ต้องหากลุ่มนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวมาให้อัยการแล้ว มาฟังคำสั่งคดีในวันที่ 30 พฤศจิกายน เพื่อส่งฟ้องต่อศาล”
แต่มีผู้ต้องหาอีก 2 คน ที่ยัง “หลบหนี” ซึ่งอัยการแถลงว่า “อัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง “พระเทพญาณมหามุนี” หรือ “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ซึ่งผู้ต้องหา 2 คนนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่ได้ส่งตัวให้อัยการ จึงแจ้งให้อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ติดตามตัว พระธัมมชโย และ นางสาวศศิธร มาให้อัยการเพื่อดำเนินการ ตามขั้นตอน ก่อนขาดอายุความ 15 ปี”
นางสาวศศิธรนั้น ข้อมูลชี้ชัดว่า หลบหนีไปต่างประเทศ ส่วนธัมมชโยนั้น นายองอาจ ธรรมนิทา แถลงวันก่อนว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไม่มีหนังสือเดินทาง และในภาวะนี้ ที่มีการดูแลเข้มงวด คงไม่สามารถรอดหูรอดตา ออกนอกประเทศได้ ยืนยันท่านป่วยจริง และยังอยู่ในวัด” แต่เพราะกลัวการแถลงของตนจะ “ผูกมัด” และกลายเป็นน้ำหนัก ให้ DSI ใช้เป็นคำยืนยันหลักแหล่ง ของ “ธัมมชโย” เพื่อขอหมายค้นจากศาล หรืออย่างไรไม่ทราบใด ไม่กี่วันถัดมา องอาจก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ เสียแล้วว่า “...ถ้าตอบตามความรู้สึกตน ก็อยู่ในใจลูกศิษย์ทุกคน ตนไม่ได้กราบท่านมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2559 ประมาณ 6 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ พาสื่อมวลชนไปพิสูจน์ ว่าท่านอาพาธจริง จากนั้นมา ตนก็ไม่ได้พบเห็นท่าน ปกติท่านก็อยู่ที่วัด แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกศิษย์ทุกคนมาที่วัด แม้ไม่เจอหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อ ก็อยู่ในใจเสมอ...” ถามต่อว่า แสดงว่าไม่ยืนยันว่า พระธัมมชโยอยู่ในวัด นายองอาจ กล่าวว่า “อย่าใช้คำว่า ยืนยันไม่ยืนยันดีกว่าครับ เพราะปกติท่านก็อยู่ที่วัด แต่เป็นอย่างที่บอกว่า ผมได้เจอท่านครั้งล่าสุด เมื่อวันที่พาสื่อมวลชนไป หลังจากนั้น ก็ไม่ได้มีโอกาส พบท่านด้วยตัวเอง แต่อย่างที่บอก ว่า หลวงพ่อยังอยู่ในใจพวกเรา แล้วก็เชื่อมั่น ในความบริสุทธิ์ ของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อเสมอครับ” แต่เอาเถอะ ไม่ว่าองอาจจะเล่นลิ้นไปอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของ DSI และตำรวจ (ซึ่งถือหมายจับอยู่ 2 หมาย) จะต้องยืนยันต่อศาลให้ได้ ว่าธัมมชโย ยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย หากจะขอ “หมายค้น” ซึ่งถ้าไม่มีหมายค้น ก็ถือหมายจับเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้ามิได้ เหลืออยู่แค่ว่า วันพรุ่งนี้ พ้น “ขีดเส้นตาย” ที่ตำรวจบอกให้ธัมมชโย มามอบตัวแล้ว บวกรวมกับ หมายจับ ของ DSI คงมีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะกำหนดให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษและตำรวจ ได้รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ด้วยการดำเนินการ เข้าจับกุมโดยไว
คำถามของผู้คนในสังคมที่หนาหูมาก อยู่ในเวลานี้ก็คือ เหตุใดกรมสอบสวนคดีพิเศษและตำรวจ ยังคงรีๆ รอๆ ต่อการดำเนินการตามกฎหมายกับธัมมชโย ผู้ต้องหาในคดี ร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร กับคดีรุกป่าอีก 2 จังหวัด ตามที่มีหมายจับ ออกโดยศาลอาญา (DSI เป็นผู้ถือ) ศาลจังหวัดเลย (ตำรวจเป็นผู้ถือ) และศาลจังหวัดสีคิ้ว (ตำรวจเป็นผู้ถือเช่นเดียวกัน) ถ้าตั้งโจทย์ผิด ด้วยการมัวแต่รอคอยว่า “ธัมมชโยจะเอาอย่างไร” ย่อมมีผลว่า กฎหมายบ้านเมือง และพระธรรมวินัย ถูกงดเว้นแน่นอน และโจทย์ที่ถูกต้อง ก็คือ “จะจัดการอย่างไรกับธัมมชโย” ต่างหาก!
นานแค่ไหนแล้ว ที่ DSI รอคอยการเข้ามอบตัว ของ “ธัมมชโย” แล้วเขาเคยมาไหม? กี่ครั้งที่เขาเลื่อนการเข้าให้ปากคำ และทุกครั้งที่ขอเลื่อนนั้น มีเหตุผลอันควรหรือไม่? โดยเฉพาะการป่วย ที่สุดท้ายเป็น DSI เองที่ “จับได้” ว่า ใช้ใบรับรองแพทย์ไม่สุจริต คือ ออกใบรับรองแพทย์ โดยที่คนไข้ ไม่เคยเดินทางไปรักษา ที่โรงพยาบาล ค่ายภาณุรังษี จังหวัดราชบุรี จนนำไปสู่การขออนุมัติต่อศาล เพื่อออกหมายจับ หลังได้หมายจับ DSI ก็ขอ “หมายค้น” ก่อนจะขอกำลังตำรวจ ดำเนินการตรวจค้น วัดพระธรรมกาย แต่ก็ไม่ได้รับความสะดวกนัก เพราะศิษย์วัดพระธรรมกาย ทั้งพระและโยม ต่าง “ทำที” เป็นนั่งสวดมนต์ กลางฝน กลางถนนเสียอย่างนั้น และถูกขัดขวาง เมื่อจะต้องผ่านประตูวัด ไปยังเขตสังฆาวาส จนต้องถอยกลับออกมา ในเวลานั้น โฆษกวัดและศิษย์ทั้งหลาย ต่างตะแบงว่า อัยการยังไม่มีความเห็นว่า จะฟ้องหรือไม่ฟ้องเลย จะมาจับตัว พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไปทำไม ขืนยอมให้จับแล้ว อัยการมีความเห็นไม่ฟ้อง จะไม่เป็นการจับฟรี เช่นนั้นหรือ
ฟังเผินๆ ก็อาจคล้อยตามได้ แต่หากใช้ “สติปัญญา” เข้าครุ่นคิด จะรู้ได้ด้วย “ความมีสมอง” ว่า การออกหมายจับในเวลานั้น เพราะธัมมชโย ไม่ให้การร่วมมือ ในการเข้าพบกับ เจ้าหน้าที่ DSI ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน ตามกฎหมาย เพื่อให้ปากคำ เรื่องจึงต้องถลำไปถึงขั้น “หมายจับ” ซึ่งมีแล้วก็ต้องจับ ไม่จับก็เข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็เท่านั้นเอง ครั้งนี้ยิ่งไม่มีข้ออ้างใหญ่เลย ว่าจะมาจับทำไม เพราะอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว จึงอยู่ที่ว่า DSI กับตำรวจจะ “ลงมือ” เมื่อไหร่ ลงมืออย่างไร นี่ไม่ใช่เวลาคอยให้ธัมมชโย เป็นฝ่าย “ตัดสินใจ” แต่เป็นเวลาที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ต้องตัดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรกับธัมมชโย!!
มาอ่านคอลัมน์ คิดเหนือกระแส ของ ดร.เสรี “ความจริงเชิงประจักษ์” ใครจะมองธรรมกายเป็นศาสนา เป็นลัทธิในศาสนาพุทธ หรือเป็นลัทธิที่เป็นเอกเทศในตัวเอง ก็เป็นความเชื่อของแต่ละคน ใครจะศรัทธาอะไร เป็นเรื่องของความเชื่อของแต่ละคน ตามความเป็นปัจเจก ดังนั้นใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ คำสอนของเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ก็ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล เพราะจะว่าไปแล้ว การบริหารจัดการของวัดนี้ ก็ดูเข้มแข็งดีมีวินัย สามารถจัดระเบียบคนหมู่มาก ให้มารวมตัวกันจัดกิจกรรม ทางศาสนาได้เรียบร้อยดี อย่างไรก็ตาม สำหรับคนบางคน ที่ติดตามข่าวสาร เกี่ยวกับกิจกรรม การกระทำ และคำสอน ของเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ที่เคยเชื่อถือและศรัทธา ก็อาจจะเสื่อมศรัทธา และถอยห่างออกมา เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นจาก ที่เคยไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา ก็เริ่มไม่ไป ที่เคยบริจาคก็เลิกบริจาค ที่เคยศรัทธาก็เสื่อมศรัทธา ที่รู้สึกเฉยๆ ก็เริ่มไม่ชอบ
สาเหตุที่ทำให้คนที่เชื่อถือ และศรัทธาวัดธรรมกาย เกิดความเสื่อมศรัทธาน่าจะมาจากสาเหตุ หลายประการ ประการแรก น่าจะเป็นเรื่องของคำสอน ที่มีหลายเรื่อง แตกต่างไปจาก คำสอนของพุทธศาสนา ที่เป็นความเชื่อที่ยั่งยืน ของคนจำนวนมาก ประการที่ 2 น่าจะเป็นเรื่องของพุทธพาณิชย์ นั่นคือการจัดกิจกรรม ที่ให้มีการบริจาคบ่อยครั้ง มีการขายสิ่งของ ที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ ในราคาแพงๆ การทำการตลาด แบบให้คนที่ศรัทธาและบริจาค ไปหาคนอื่นมาบริจาค และการสอนว่าทำบุญมาก ก็ได้บุญมาก ตีราคาบุญตามเงินที่บริจาค ซึ่งเรื่องนี้ทำบ่อยมาก หลายสิ่งหลายอย่าง ประการที่ 3 น่าจะเป็นการได้รับข่าว เรื่องการไล่ที่ชาวบ้าน เพื่อที่จะขยายพื้นที่วัด เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ไม่มีใครรู้ได้ แต่สำหรับ คนที่เสื่อมศรัทธาและไม่ชอบวัดนี้ เป็นทุนอยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อ ประกอบกับยุคนี้ เวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็จะภาพถ่าย มีคลิปที่เป็นเหมือนประจักษ์พยาน ให้คนที่มีแนวโน้ม ที่จะเชื่ออยู่แล้ว เชื่อตามนั้น ประการที่ 4 การได้รับรู้ข่าวสาร เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน และการลงทุนต่างๆ ของเจ้าอาวาสและคนอื่นๆ ที่ใกล้ชิดกับเจ้าอาวาส ที่ดูเป็นเรื่องที่น่าเคลือบแคลง เป็นที่สงสัยว่า เป็นธุรกรรม ที่มีความโปร่งใสหรือไม่ มีใครได้ผลประโยชน์จากธุรกรรม ซื้อขายเหล่านี้หรือไม่ เพราะเหล่าบรรดาสาวก คนใกล้ชิดนั้น บางคนก็เป็นนักเล่นหุ้น บางคนก็เป็นนักธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ จึงทำให้ประชาชน จำนวนมาก เคลือบแคลงสงสัย พฤติกรรมของเจ้าอาวาส และคนใกล้ชิด ประการที่ 5 น่าจะเกิดจากการที่มีข่าว เรื่องสาวกที่ศรัทธา อย่างเปี่ยมล้น ใช้เงินทองบริจาค จนหมดเนื้อหมดตัว หรือมีความขัดแย้ง กับคนในครอบครัว เรื่องราวของคนในครอบครัว ที่ได้รับความเสียหาย จากการที่มีสมาชิกบางคน หลงใหลศรัทธา แบบสุดลิ่มทิ่มประตู เกิดความเสียหาย กับครอบครัว อย่างน่าสงสาร ประการที่ 6 ก็คือ การอวดอุตริมนุสธรรม เล่าเรื่องการไปสวรรค์ เจอคนนั้นคนนี้ เล่าเรื่องแม่ชีปัดระเบิด ไม่ให้ลงประเทศไทย แต่ให้ไปลงที่ญี่ปุ่น เรื่องการใช้ฆ้องเคาะ พร้อมคำสวดแล้วจะร่ำรวย และอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งคนที่พิจารณาคำบอกเล่าเหล่านี้ ด้วยตรรกะแล้ว ไม่อาจที่จะเชื่อได้ และเริ่มมองไปไกลว่า การเล่าเรื่องเหล่านี้ น่าจะเป็นการหลอกลวง จึงเกิดความรู้สึกไม่ชอบ จนถึงขนาดชิงชัง และทนไม่ได้ ประการที่ 7 ก็คือการแต่งตัวของเจ้าอาวาส ที่ดูออกจะแปลกกว่า การแต่งกายของสงฆ์ มีทั้งการใส่เสื้อแขนยาว การใส่หมวก ซึ่งดูแล้ว มันต่างไปจาก การแต่งกายของสงฆ์ ที่เราคุ้นตา ประการที่ 8 ก็คือการที่มีคนที่โกงเงินสหกรณ์ มาเป็นผู้บริหารการเงิน ให้กับวัดธรรมกาย และถูกจับติดคุก ในฐานะฉ้อโกง และเรื่องนี้พัวพันถึง เจ้าอาวาสวัดธรรมกายด้วย และทางการก็สามารถติดตามเส้นทางของการเงิน พบว่าเจ้าอาวาส และบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับคดีฉ้อโกงนั้น มีการเกี่ยวพันกัน จึงทำให้ความรู้สึกชิงชัง รุนแรงขึ้น ประการที่ 9 ก็คือ เมื่อโดนข้อกล่าวหาแล้ว ไม่ยอมมารับฟัง ข้อกล่าวหา หลบหลีกไปมา มีโฆษกของวัด ออกมาพูดชี้แจง แถลงข่าวต่างๆ นานา แต่ผู้คนฟังแล้ว ไม่น่าเชื่อถือ และรู้สึกว่า วัดธรรมกายกำลังอาศัยความนิยม ที่มีคนศรัทธามาก เล่นเอาเถิด กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อย่างไม่กลัวกฎหมาย ทำตัวเหนือกฎหมาย เพราะคิดว่าตัวเองนั้น มีโล่มนุษย์ที่จะปกป้องตนเองได้ การกระทำเช่นนี้ ยิ่งทำให้คนที่รักความถูกต้อง และเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ไม่พอใจมากขึ้น
ณ บัดนี้ อัยการได้สั่งฟ้องแล้ว และมีการแถลงชัดเจนแล้วว่า สั่งฟ้องด้วยข้อหาอะไร ก็อยากจะถาม คนที่เคยเชื่อและศรัทธา จะฟังคำแถลงของอัยการ ของ DSI ของตำรวจหรือไม่ เพราะหมายจับคราวนี้ มีถึง 3 หมายจับ มีทั้งของตำรวจ ที่จังหวัดเลย ตำรวจที่จังหวัดนครราชสีมา และของ DSI มีทั้งเรื่องการบุกรุกที่ดิน การฟอกเงินและรับของโจร เนื้อหาที่เป็นข้อกล่าวหาในคราวนี้ ไม่ใช่เรื่องความเชื่อ หรือความศรัทธาใดๆ แต่เป็นความจริงเชิงประจักษ์ ท่านทั้งหลายยังจะกล่าวหา เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ว่ากลั่นแกล้ง หรือมีวาระซ่อนเร้นอะไร ในการจัดการกับ เจ้าอาวาสวัดธรรมกายอีกหรือไม่ ท่านจะยอมทำตัว เป็นโล่มนุษย์ ไปปกป้อง ผู้ต้องหาอีกหรือไม่ คราวนี้ไม่ใช่ความเชื่อ ในคำสอนทางศาสนาแล้วนะ คราวนี้เป็นสาระ อันเป็นข้อเท็จจริง ตามกฎหมายบ้านเมืองนะ ท่านได้เห็นอาคารปลูกสร้างบนที่ดินบุกรุกหรือไม่ ท่านยังปฏิเสธ ว่าเขาไม่มีความผิดอีกหรือ ท่านเห็นเส้นทางการเงิน ที่ทำให้พวกเขาโดนข้อกล่าวหา ฟอกเงินและรับของโจร หรือไม่ เมื่อท่านได้รู้แล้ว ท่านยังจะคิดว่า เป็นการกลั่นแกล้งอีกหรือไม่
คงถึงเวลาแล้วที่ท่านทั้งหลาย ที่เคยเคารพนับถือ เจ้าอาวาสวัดธรรมกายเพราะศรัทธาในคำสอน หรือแนวทางในการปฏิบัติธรรมของท่าน โดยไม่เคยกังขาเรื่องพุทธพาณิชย์ หรือการอวดอุตริมนุสธรรม จะได้ลองหันมา พิจารณาข้อเท็จจริง เชิงประจักษ์ ที่อยู่ในการแถลงข่าว ของทางการ แล้วพิจารณาความถูก ความผิด ของเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย กับบุคคลที่ใกล้ชิด เพื่อท่านจะได้ตัดสินใจ ได้ถูกต้องมากขึ้น ในเวลาที่เจ้าหน้าที่ของทางการ ออกไปบุกจับ เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ท่านจะปล่อยให้เป็นไป ตามกระบวนการของกฎหมาย หรือว่าท่านจะยังคงปกป้องคนที่เป็นผู้ต้องหา ตามตัวบทกฎหมายไทย โดยไม่พิจารณาความจริง เชิงประจักษ์ที่ทางการได้แถลงไปแล้ว
การสะกดจิตไม่ใช่สมาธิพุทธ พ่อครูว่า...อาตมาเชื่ออย่างชัดเจนว่า คนเหล่านั้น ที่เชื่อฟังธรรมกาย เขาไม่เปลี่ยนหรอก เพราะเขางมงายจัด ถูกครอบงำด้วยการสะกดจิต ไปหมดแล้ว เขาจะต้องเชื่อ เพราะเขาถู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive