590613_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะสองของสังคมสังฆะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590613_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องธรรมะ 2 ของสังคมสังฆะ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2559 ที่บ้านราชฯ ตอนนี้เมืองไทยเรากำลังอยู่ในช่วงธรรมาธรรมะสงคราม อาตมาก็เปิดดู DMC เขาใช้คำว่า เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย แต่อาตมานั้นก็ใช้คำว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด คำว่า “ความบริสุทธิ์”นั้น ใครก็เอาไปใช้ได้ แต่ทำไมเขาไม่มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ โลกต้องมีความจริงให้แก่โลก ที่พูดไปก็มั่นใจ ตามที่พูดไปแล้วว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่หยั่งลงสู่ความเป็นสัจธรรมเป็นตัวอย่างกับโลกในเรื่องการปกครอง บริหาร การศึกษา ความเป็นอยู่ อาตมามั่นใจว่ายืนยันได้ การศึกษาก็เปรียบเทียบกันได้ การศึกษา มันเป็นการศึกษาที่ไปหลงตะวันตก ตะวันตกนั้นไม่มีความรู้ในเรื่องของจิตวิญญาณ เขามีธรรมะเหมือนกัน แต่เป็นธรรมที่หยั่งไม่ถึงจิตวิญญาณเพราะเป็นเทวนิยมทั้งหมดที่นับถือพระเจ้าแต่ไม่รู้จักพระเจ้า เป็นอัตวาทุปาทาน เป็นอัตตาชนิดที่ตนเองมีแต่คำพูดบัญญัติภาษา ไม่มีสภาวะจริง เขาบอกว่าพระเจ้าคือจิตวิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณแห่งเมตตา ปัญญา ปัญญาทางตะวันตกก็สามารถรู้ธรรมะ 2 สูงสุดได้คือ นิวเคลียร์ฟิวชั่น กับนิวเคลียร์ฟิชชั่น เพียงแค่วัตถุเขาศึกษาชีววิทยาในระดับพืชกับสัตว์ เขาก็สามารถรู้ได้สามารถแยก DNA ของพืชได้เปลี่ยน DNA ของมันได้ด้วย แต่เขาไม่สามารถเปลี่ยนจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ ตอนนี้เขาก็หลงงมงายไปเพียงเปลี่ยน DNA ของสรีระ เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องได้แต่การที่จะเป็นจิตวิญญาณจากโลกียมาเป็นโลกุตระ อันนี้แหละศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ เขาก็พูดได้ว่าเหนือโลก แต่คำว่า “โลก” คำว่า “อัตตา”นี้อาตมาไม่เชื่อว่าเขาจะเข้าใจได้ทุกสิ่งถ้วนทั่ว การ
อ่านต่อ
เกิดวิญญาณนั้นเกิดจากการกระทบสัมผัสทางทวารทั้ง 6 ก็สามารถจับอาการตัณหาอุปาทานได้ แต่ประเทศไทยนี่ชัดเจนมากว่าศาสนาเสื่อมไปหมด ทุกวันนี้ที่เหลือในศาสนาพุทธกระแสหลักคือสายมืดกับสายสว่าง สายมืดดำก็เป็นสายสะกดจิตมืดมิดไม่มีอะไรเพราะฉะนั้นคนนั่งหลับตาสมาธิจริงๆแล้วมันมืดหลับตาแล้วไม่มีเห็นแสงสว่างจะต้องทำให้ชัดเจนว่าหลับตาแล้วมืดไม่เห็นแสงสีอะไรเลยแต่ที่เห็นเป็นแสงสีต่างๆนั้นเป็นอุปาทานทั้งนั้น ฝ่ายสายขาวนั้นก็จะเห็นเป็นความใสไปจนไม่มีที่สิ้นสุด อัปปมัญญา สร้างนิมิตสร้างสมมุติเป็นมโนมยาอัตตา เขาจะไม่เข้าใจในอัตตา 3 แม้แต่คำว่า “กาย” เขาก็ไม่เข้าใจคำว่า “ธรรมะ”เขาก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่เข้าใจคำว่าธรรมะ 2 ที่จะต้องจัดการอันที่เป็นอกุศลให้ทรงไว้แต่กุศลที่สมบูรณ์ ใช้บุญชำระแล้วก็หมดไป สายลับตานั้นเขาจะไม่รู้แม้กระทั่งกาม ยังหลงเล่นดอกไม้กันอยู่เลยลงความร่ำรวยหรูหราใหญ่โตโดยไม่รู้ว่าคือกาม นี่กำลังพิพากษากันอยู่อาตมามั่นใจว่าเขาผิดแน่เพราะเงินมันมากมายเหลือเกิน เงินเป็นร้อยล้านพันล้านไม่ใช่ธรรมดาหรอก เมื่อกี้นี้มีคนส่งหนังสือของธรรมกายเป็นนิตยสารเรียกว่านิตยสารอยู่ในบุญ ของเรานั้นมีหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรเช่นกันแต่ของเขานั้นสีสันเล่มใหญ่อาบน้ำมัน ของเขารูปเยอะเรื่องน้อยใจ ของเราเรื่องเยอะรูปน้อย เขาก็พยายามจะทำให้มันง่ายๆราบเรียบเป็นต้น
_การเป็นอภิชาตบุตรนั้นเป็นอย่างไรจะมาวัด แม่ก็ไม่ให้มาวัดทั้งที่แม่ก็ดูพระครูอยู่ แถมอยากให้ออกจากวัดไปเสียด้วย พ่อครูว่า… อภิชาตบุตรนั้นคือผู้ที่มีภูมิธรรมสูงกว่าพ่อแม่ อาตมาก็ตอบยากเพราะว่าแต่ละคนนั้นมีวิบากของแต่ละคน วิบากของบางคนนั้นถึงขั้นมาไม่ได้เลย หรือบางทีพ่อแม่ไม่เอาด้วยแต่นี้พ่อแม่ก็ยังดูอยู่ยังฟังอยู่แล้วคุณก็ยังมาได้บ้างก็ค่อยๆทำไป ก็ค่อยอนุโลมปฏิโลมไป ใช้ปฏิภาณปัญญาเราจะเกิดความเฉลียวฉลาดของเราเอง เป็นโจทย์แท้ไม่ใช่เรื่องสมมุติเอานะ นี่มันเรื่องจริง ทำจริงเราได้จริงแน่
พ่อครูว่า… คำว่า “กาย” คือองค์ประชุมรูปนามคือธรรมะ 2 แม้ลึกเข้าไปในจิตแล้วลึกๆก็ยังมี 2 ในอบายภูมิก็มีธรรมะ 2 ในกามก็มีธรรมะ 2 ในพระไตรปิฎกไม่มีคำว่าหลับตาเลย แล้วก็ไปบอกว่าให้เพ่งที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้เป็นสังขยาเลขอะไรเลย อาตมามีข้อมูลว่าปาราชิก 4 ข้อ ข้ออวดอุตริมนุสธรรมนั้นปาราชิกแน่ เพราะว่าคนอื่นเขารู้ด้วยไม่ได้ พบพระพุทธเจ้า ก็พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว จะมีมโนมยิทธิที่ปั้นภาพในจิตสำเร็จหรือไม่ เป็นนิรมานกายของตนเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าจะทำได้ขนาดนั้นหรือไม่ ทำได้เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรอวดอุตริมนุสธรรม พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน… พ่อครูว่า… เกือบทั้งเถรสมาคมนั้น เป็นเช่นนี้ ทานเป็นสัมมาทิฏฐิข้อแรก ต้องทานให้เป็นบุญคือชำระกิเลสเป็นส่วนๆ จนหมดกิเลสก็หมดบุญไปด้วย คำว่า“ปุญญภาคิยา” คำว่า“ปุญญปา” ปริกขีโณ คำว่า “สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา คือคนหมดบาปแล้วก็จะทำแต่กุศลควรสั่งสม แต่บุญนี้สะสมไม่ได้ ไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ ไปอยู่ในอาวุธเครื่องประหารไม่ได้ คือเพราะเขาไม่รู้คำว่า“กาย” ถ้ารู้กาย ก็สามารถแยกรูปแยกนามได้ บัญญัติอาจผิดได้แต่สัจจะแท้ ผู้มีจริงไม่มีผิดหรอก คำว่า“กาย” เมื่อเข้าใจไม่ได้ เขาจึงไม่ได้แม้แต่สังโยชน์ข้อที่ 1 คำว่า“สักกาย” เขาก็ไม่รู้จัก เขาเอาคำยิ่งใหญ่ว่าข้าพเจ้าคือพระพุทธเจ้า คำว่า“ธรรมกาย” คือตถาคตนะ ได้ยินข่าวจากดร.มโนว่า เขาว่าเขานี่ยิ่งใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ด้วย แล้วเขาว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ในพุทธเกษตรด้วย เป็นแบบมหายานแล้ว อย่างเงินนี่เขาก็เล่นกับเงิน อย่างคนร่วมมือก็ทำผิดจนศาลตัดสินจำคุกไปแล้ว เขาบอกว่าไม่รู้จักแต่ว่า ยุคนี้มีหลักฐานมากมาย ภาพ วิดีโอ ยืนยันหมดเลย อาตมาพูดแค่ 2 ที่จริง ปาราชิกข้อ 3 ก็มีเค้า ในเถรสมาคมที่เป็นใหญ่เป็นโตเจ้าคุณชั้นสูงในประเทศไทยก็มีถึงสังฆราชเลยปาราชิก แต่เท็จจริงก็ไปตรวจสอบดู แต่เอาที่ปัจจุบันนี้ ขณะนี้ก็มีพระที่ยศสูง มีเงินสะสมในบัญชี มีบัญชีในธนาคารนี้มีอาบัติ ไม่เป็นปกตตัตตะ เข้าสังฆกรรมไหนก็ผิดหมด โมฆะหมด เขาก็คาราคาซังไปแบบนี้ ใครจะพัฒนาตนเองก็น่าจะทำได้ ใจเรายอมรับเปลี่ยนแปลงให้ดี แม้รูปเราจะต้องเสแสร้ง แต่ใจเราทำให้ดี อาตมาก็เคยทำ นอกๆนี้อาตมาทำให้เขาแต่ใจอาตมาจริง เช่น พ่อแม่เล่นกับลูกก็ต้องแสร้งทำ แต่ใจไม่ได้เป็นไปด้วยกับลูกเลย สรุปคือตอนนี้ดำเนินไป ธรรมาธรรมะสงคราม อาตมาพยายามอธิบาย 3 อย่าง 1.การศึกษา 2.การเมืองการบริหาร 3. การเป็นอยู่ของประชาชน การเป็นอยู่ของประชาชน อะไรคือพฤติกรรมที่เข้าขั้นตามพระพุทธเจ้าตรัส เช่น พระพุทธเจ้า 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) มาเป็นคนจน เรามีนามสกุลเกี่ยวกับจนนี่หลายอย่างแล้ว กล้าจน มุ่งมาจน เต็มใจจน จนแล้วจนรอด เป็นต้น พวกเรามาเป็นคนมีลักษณะแบบคนจนได้ มีทรัพย์สมบัติส่วนตัวน้อยกินใช้ส่วนรวมจากส่วนกลาง บางคนอาจจะมีใจถือสาถ้าเขาไม่ให้ก็อยากจะได้มากกว่านี้ก็มีบ้างแล้วแต่ของใครของมัน แต่ไม่มีคดีความ ไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรเลย ใช้อย่างประหยัดมัธยัสถ์ มันจึงเป็นไปได้ ส่วนรวมส่วนกลางอุดมสมบูรณ์แต่ส่วนตัวนั้นจน นี่แหละคือคนจนจริงๆที่พิสูจน์ได้เลยเป็นคนจนแต่สามารถสะพัดเกื้อกูลช่วยเหลือแบ่งแยกให้คนอื่นได้จึงเกิดลัทธิขายต่ำกว่าทุน เกิดลัทธิแบ่งแจก เป็นเรื่องที่ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้จำใจแต่เป็นเรื่องที่ทำได้แล้วเราปลื้มใจด้วยแต่ไม่ปลื้มมาก ถ้าปลื้มใจนี้ยังเป็นเทวดาไม่ดี ปรนิมมิตวสวัตตีอยู่นะ เราพยายามทำกับสังคมอย่างดี การใช้สิ่งอุปโภคบริโภค การใช้เงินใช้ทอง เราก็ทำตามทฤษฎีเศรษฐกิจว่าผู้ที่จะมาบริหารนี้ต้องไม่คอรัปชั่นแล้วยังจะเผื่อแผ่ให้แก่คนอื่นด้วยเพราะทำได้มาก ที่สันติอโศกนั้นเป็นชุมชนกลางขยายไม่ออกแล้ว ความวุ่นวายก็เยอะก็ได้ขนาดหนึ่ง ตอนนี้ก็เลยมาตั้งหลักที่อาตมาตั้งใจจะขยายทำให้เป็นตัวอย่างเป็นโมเดลแก่สังคมมนุษย์ มีความพร้อมทั้งด้านการศึกษา การบริหารและการเป็นอยู่ ที่จะมีรูปธรรมนามธรรม ปาสาธิโก เป็นอาการที่น่าเลื่อมใสชัดๆแต่เราก็เป็นคนจนนี่แหละเพราะทำแบบเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านเก็บหอมรอมริบ ไม่ได้เรี่ยราย ไม่เลียบเคียง ไม่และเล็ม เงินของคนข้างนอกยังไม่รับง่ายๆเลย มันน่าหมั่นไส้จริงๆพวกนี้ คนที่จะมาบริจาคเงินหรือสิ่งของให้ชาวอโศกได้ จะต้องมาคบคุ้นกันจนแน่ใจว่า เข้าใจหลักการแนวทางของอโศกจริงๆ เช่น มาวัดและสนทนาธรรมกับสมณะสิกขมาตุอย่างน้อย 7 ครั้ง ฟังเทปธรรมะอย่างน้อย 70 ม้วน อ่านหนังสือธรรมะเล่มหลักๆ 7 เล่ม เป็นต้น การเป็นอยู่ของพวกเรานั้น เราก็อยู่กันตามหลักเกณฑ์พื้นฐาน เช่น เข้ามาที่นี่ต้องปฏิบัติถือศีล 5 เราก็พากันประพฤติตั้งแต่เด็กจนถึงโต มีผัสสะเป็นปัจจัยอย่างแท้จริง มีสิ่งข้างนอกมาสัมผัสแล้วอ่านใจเข้าไปตั้งแต่เด็กเล็กๆก็รู้จักสานใจสังวรระวัง เราเลี้ยงเด็กก็ไม่ได้เลี้ยงเพื่อจะเอาเปรียบอะไรสร้างเด็กขึ้นไป 20 ปีแล้วก็ได้แค่นี้แต่อาตมาก็เชื่อว่าเราได้ฝังชิพไปแล้วจะค่อยๆพัฒนาไป สรุปแล้วความเป็นอยู่ของพวกเรานั้นอยู่อย่างจน เราอยู่อย่างสะดวกยังสบาย บ้าน วัด โรงเรียน(บวร) พ่อครูว่า… เราอยู่อย่างบ้านวัดโรงเรียน เรากำลังจัดบ้านวัดโรงเรียนในระดับมัธยมแล้วก็มาตั้งแบบประถมและกำลังจะขอเป็นอุดมศึกษา เพื่อจะได้มีฐานศึกษาไปถึงปริญญาเอกตามโลกที่เขาเห็นดี เราก็ไม่ขัดแย้ง แต่ในเนื้อของการศึกษานั้นต่างกัน เราจะมีหลักสูตรของเรา เราจะมีการฝึกฝนอบรมชุมชน ของเราเป็นสังคมบ้านวัดโรงเรียน นักเรียนที่เป็นนิสิตอยู่ในนี้อยู่กันอย่างรู้เลย ทุกลมหายใจเข้าออกเห็นกัน มีอะไรขาดแคลน มีอะไรเหลือเฟือ ทำอะไรอย่างไรก็รู้แจ้งไปหมด รู้เห็นไปหมด แล้วก็ช่วยกัน มันเป็นการศึกษาที่มีทุกอิริยาบถ มีการศึกษาที่มีทุกพฤติกรรมส่วนหลักเกณฑ์ภาษาทฤษฎีเราก็ให้เขาด้วย ไม่ได้ทิ้งไปด้วยกันเป็นการศึกษาบ้านวัดโรงเรียนที่สมบูรณ์แบบ สังคมบ้านอยู่ร่วมกันหมด จึงใช้ร่วมกันพึ่งพากัน เวลาจะไปช่วยข้างนอกก็คนละไม้คนละมือช่วยกัน มันน่าชื่นชมทั้งเด็กเล็กเด็กน้อย ข้างนอกก็เห็น สังคมชาวอโศก งานโน้นงานนี้อะไรต่างๆก็ไม่ดูดาย ไม่ได้หยิบโหย่ง ไม่ได้เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มันไม่ใช่ เป็นพวกหนักเอาเบาสู้ เป็นผู้ที่เสียสละแล้วไม่ได้คิดจะทำอวดโอ่ ไม่ได้ทำเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งอะไรกลับมาหรือแม้แต่จะได้รับคำชมเชย เราไม่ทำแบบนั้น เป็นสิ่งยืนยันธรรมะสุดยอดของพระพุทธเจ้า เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายสงบจนเราสามารถสร้างความสงบสยบความรุนแรงที่เป็นเรื่องเข้าใจยากและเป็นธรรมะฤทธิ์ ไม่ได้สร้างเอาเองนะ แต่เป็นสิ่งจริงที่เกิด อย่างน้อยยกตัวอย่าง 3 ครั้งแล้ว อย่างน้ำตกผาแหงนที่เราทำนี้ข่าวคราวออกไปทางสื่อสาร คนที่มีภาษาคารมมีศิลปะก็ช่วยบอกไปอยากไปสอนเขาอยากไปข่มเขาด้วยคารมไปบอกเขาให้รู้ว่าศึกษาอย่างนี้นะ อย่างนี้นะ อย่างนี้ ควรอย่างนี้…ไม่ ควรพูดดีๆ พ่อครูทบทวนชื่อสถานที่ต่างๆที่แบ่งเป็นหมวดๆไว้ หมวดแก่ง มี 6 แก่ง คือ 1. แก้ง สะโพธิ์หรือแก่งลานแก่นธรรม เพราะเป็นแก่งแรกที่อยู่ติดกับลานแก่นธรรม(เดิมเรียกว่า ลานพระพุทธโต) 2. แก้ง ตำอิด 3. แก้ง ติดราม 4. แก้ง สามใส 5. แก้ง ไผใญ 6. แก้ง ไทฌาน หมวด ลาน มี 3 ลาน 1. ลานแก่นธรรม 2. ลานเบิ่งฟ้า 3. ลานหินสนาม หมวด หิน มี 3 แห่ง 1. ผาแหงน 2. ภูคอนโด(โพธิ์คนดู) 3. หินโมโนลิธ หมวดน้ำตก มี 3 แห่ง 1. น้ำตกแมนน้ำริน 2. น้ำตกโพธิ์คนดู 3. น้ำตกผาแหงน พ่อครูตั้งชื่อ ลานที่เชื่อมระหว่างลานเกษตรริมมูนเดิมกับบริเวณที่จะทำแพขนานยนต์ว่า ลานแพ เราจะมีร้านอาหาร มีขายของบ้าง ตั้งใจว่าจะสร้างคอมเพล็กซ์อาคารใหญ่ที่จัดสร้างแบบ monolith เป็นแท่งหินแท่งใหญ่มีทั้งในใช้งานได้ ที่น้ำตกผาแหงนถือว่าเป็น monolith อันแรก ที่ข้างในเป็นห้องน้ำ แทงค์น้ำ แต่โพธิ์คนดูนี่จะแบ่งสัดส่วนให้คนอยู่ มีนักบวชด้วย เราจะมีน้ำตกที่ไหลโดยใช้พลังงานโซล่าเซลล์ ตอนนี้เราก็ซื้อแผ่นเก่าก่อนดูแลซ่อมแซมได้ จนถึงต่อไปเราอาจจะผลิตแผ่นเองได้ แต่ละบ้านแต่ละบ้านก็จะใช้พลังงานโซล่าเซลล์ ใครจะออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็ออก ใครไม่ไหวก็ให้ส่วนกลางช่วย ก็จะได้ใช้ลงทุน ลงทุนแล้วแต่ในอนาคตจะเบาขึ้นอาจจะแพงบ้างตอนแรกก็ไม่เป็นไรแต่มันไม่มีมลพิษ จะมีหมุนเวียนดินน้ำไฟลม การประปาเราก็จะมีได้จากบ่อน้ำ เราไม่ได้ทำเพื่อเอาดีเอาเด่นหรือหวังจะได้เป็นรัฐบาลอะไร พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์ช่วยเหลือกันอย่างพึ่งพากันในเกิดแก่เจ็บตายได้ อาตมาจะพาทำให้เป็นว่าเป็นของดี เต้นของประเสริฐด้วยความจริงใจด้วยความบริสุทธิ์ใจความบริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้ได้เป็นสัจจะจริงๆ
พ่อครูว่า… ในเรื่องของการเมือง การเมืองคือการรับใช้ช่วยเหลือประชาชนหรือพลเมือง ต่อไปเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด ตลอดถึงแต่ละประเทศแต่ละโลกที่จะรับใช้และช่วยเขาได้ ไม่ใช่ช่วยอย่างเตี้ยอุ้มค่อม ไม่ใช่ทำแบบประชานิยม เราทำการเมืองภาคประชาชนอยู่แล้วไม่ต้องให้เราไปทำในกฎหมายก็ได้ หลักการรัฐบาลจะให้เราไปช่วยส่วนไหน ก็อะไรที่ช่วยได้เราก็ช่วย อะไรที่เกินตัวเราไม่ไหวก็ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความเจริญนี่คือการเมือง เราไม่ได้ทำเพื่อมักใหญ่ใฝ่โต ตอนนี้อโศกยังไปทำงานบริหารบ้านเมืองยังไม่ได้ ยังไม่พอ ยังไม่มีความสามารถหรือฐานะทางสังคมยังไม่มีความสุกงอมเพียงพอ เรามีความใจพอเท่านี้ก็พอที่เหลือก็แจกจ่ายออกไป มันเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องทาน เป็นเรื่องให้ เป็นเรื่องเสียสละให้แก่คนอื่น สัตว์เดรัจฉานมันทำไม่เป็นแต่เราไม่ได้ทำทุกอย่างที่เราเดือดร้อนจนเกินไป ก็มีปรัชญาการบริหารโดยที่บริหาร ยังไม่บริหารปกครอง ยังไม่ปกครอง พวกเรานี้อาตมาบริหารปกครองทุกคนโดยไม่ได้บริหารปกครองพวกคุณช่วยกันคิดช่วยกันทำช่วยกันวิเคราะห์วิจัย พวกเราสร้างปัญญาไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายอาจจะไม่ได้เต็มที่ มีความบกพร่องบางอย่างทำไปอย่างหวังดีแล้วไม่เข้าท่าถูกว่า ก็เป็นการเรียนแบบบ้านวัดโรงเรียน การศึกษาบ้านวัดโรงเรียน ให้ตั้งวิทยาลัยก็สร้างตั้งและศึกษาฝึกฝนเป็นประจำวันอยู่แล้ว คนเก็บผักเก็บพืชปลูกผัก ทำเครื่องไม้เครื่องมือ ทำสื่อสารอะไรต่างๆนานาที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคมที่เป็นสัมมาชีพสัมมากัมมันตะเราทำเท่าที่เราสามารถทำได้อยู่ทั้งนั้นเลย ไม่ได้ทำหากินแบบทุนนิยม แบบลาภแลกลาภ พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ข้อเลย 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)
ต้องประมาณตนทำไปตามลำดับแล้วอย่าเอาตนเองไปรับใช้ทุนนิยมผีมารข้างนอก พวกเราเองก็ไม่เอาเปรียบเขาอยู่แล้ว ก็มีความรู้ความสามารถก็ไม่เอาความสามารถไปรับใช้นายทุน ออกมาเลยทำงานอย่างไม่เอาลาภแลกลาภ ทำงานเสียสละ มีเท่าไหร่ก็เข้ากองกลางไปเรื่อยเรื่อยๆก็มีสัมมาอาชีพ ความเป็นอยู่ การเมือง การศึกษา เราก็ทำจะเป็นการศึกษาบ้านวัดโรงเรียนที่ไม่มีในโลกหรอก ยังไม่เคยมี อย่างเช่นชุมชนเรานี้มีเสนาสนะ มีพื้นที่ มีอากาศดินน้ำลมไฟขนาดนี้ มีอาชีพในงานที่เหมาะสม มีอะไรอยู่ร่วมเป็นองค์ประกอบที่ใช้ได้ แต่ละชุมชนภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือจะมีความแตกต่างกัน ใครจะอยู่ชุมชนไหนก็ทำไป มีการแบ่งปันกัน แจกจ่ายกัน ที่ไหนทำอะไรได้ดีแตกต่างกันก็แบ่งกันไป แลกกันไปแลกกันมา สมัยโบราณนั้นไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ขาย มีแต่การแลกเปลี่ยนเอาเกลือไปแลกทองคำ เอาข้าวไปแลกผ้า ไม่ได้คิดว่าอันนี้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ อันนี้หายากตอนนี้หาไม่ยากมันเป็นไปตามความเหมาะสม เป็นสังคมอบอุ่นช่วยเหลือพี่น้องมีน้ำจิตน้ำใจ ช่วยกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ พฤติกรรมสังคมที่เราทำนี้ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้เป็นความลับอะไร มันสบาย ส่วนคนที่พยายามปกปิดนั้นมันทรมาน มันทุกอย่างที่เห็นเห็นกัน แล้วก็บอกว่าตนเองเป็นต้นธาตุต้นธรรมอะไร มันจะชัดเจนของใครของมัน ในการเมือง การเป็นอยู่ ในการศึกษาเราก็ทำ 3 อย่างนี้จะเป็นหลักฐานที่เพราะเราต้องช่วยกันบูรณะบูรณาการสร้างขึ้นไปให้เป็นวัฒนธรรมแต่ละวันแต่ละเวลา อาตมาว่าพวกเราก็ช่วยกันให้ความรู้พากันทำ การฝึกฝนอบรมพากันปฏิบัติประพฤติ ไม่ได้บีบคั้น ไม่ได้กดดัน ไม่ได้ทำอย่างหนักหนาสาหัสอะไรเลย อย่างอโศกนี้ร้องเพลงสบายๆ แต่อื่นๆนั้น อบายๆ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)
พ่อครูว่า… การทำใจทานอย่างขอก็ผิดแล้ว การทำทานคือให้ ไม่ใช่ขอ นอกจากขอแล้วก็ต้องการได้ต้องการเอา ไม่ใช่การทานแล้วแบบนั้น _เราทำแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔
พ่อครูว่า… ในหลวงท่านตรัสให้ทั่วโลกได้ยิน ยูเนสโก้ก็ให้เครื่องแสดงความนับถือในปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ จะเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงหรือแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเราหรือแบบคนจนก็ตาม ทำแบบไม่ต้องปลื้มใจซ้อน จิตตาลังการัง ยุคนี้จะเป็นยุคแสดงความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่เจริญ ที่จะรบราฆ่าฟันกันจะลดลง จะมีความเป็นพี่น้องพึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้มากขึ้น ถ้ามันเกิดจะเสียหายต่อโลกไหม ก็ไม่ กลับเป็นเรื่องประเสริฐ เรื่องดีงามมาก ก็ค่อยๆช่วยกันไป สนามโมเดลของอโศกนี้เกิดขึ้นประมาณนี้ ตั้งชื่อล้อเลียนเกาะรัตนโกสินทร์ว่าเป็นเกาะรัตนราชธานี เป็นเกาะน้อยน้อยๆไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนเกาะรัตนโกสินทร์เขาเลย ขึ้นเขาล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เราล้อมรอบด้วยลำธารถอยหลังเข้าเท่านั้นเอง แต่อาตมาคาดหวังว่า มันควรเป็นเช่นนี้ เขายังไม่ยอมรับว่าอาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เขาว่าไม่มีหรอก ผู้ที่จะมาประกาศโลกนี้ โลกหน้า โลกใหม่ที่ต่างจากโลกโลกีย์คืออย่างไร โลกเก่าที่ติดในการละเล่น บันเทิง ขิฑฑาปโทสิกะนี้ วนเวียนอยู่ ถ้าตื่นมาแล้วเราจะเอาชีวิตเวลาร่างกายไปอยู่กับอย่างอื่นบ้างแม้คนเราก็ต้องล้างกิเลสที่ยังติดยศมาสู่โลกใหม่เป็นโลกหน้า โลกประเสริฐเป็นโลกที่วิเศษกว่าโลกเก่าๆ แบบเก่าๆนั้น เราก็ใครเป็นใครหลง บางคนหนักหนาสาหัส บางคนก็ไม่หนักหนา เราทำใจได้จริงๆล้างได้หมดภายนอก เราสะอาดหมดเลยกายกรรมวจีกรรม เราไม่มีส่วนข้างในยังเหลืออยู่บ้างจนที่สุดข้างในในใจเราก็อ่านเห็นได้ว่าในใจเราไม่ได้มีรสชาติ มีแต่ความจางคลายลงไปเรื่อยๆ แต่เราก็รู้ว่าจำได้ว่าเคยเป็น แต่บางอย่างเราก็จำไม่ได้แล้ว ทำให้เกิดสัจฉิกัตวา มารู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เริ่มต้นสัมผัสก็ได้ก็รู้จักพอ ชัดเจนขึ้นชัดดีขึ้นก็เป็นรู้แจ้งจนกระทั่งรู้จบ สัจฉิกตะ คือรู้แจ้งรู้จบเลย คนชนิดนี้ถ้าคุณไม่เห็นคนไม่ยอมรับคนไม่รู้นั่น นัตถิโลเก ที่เขาว่า พระอาริยะพระอรหันต์นั้นไม่มีหรอกคนที่จะทำได้อย่างพระพุทธเจ้าบอกนั้นไม่มีหรอก คุณเข้าใจอย่างเขานั้นแหละหรือไปเคารพอาจารย์ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสตามอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ มีอยู่แต่เขาไม่เห็น เขาก็เห็นผิดด้วย ดีไม่ดีเข้าใจว่าเป็นศัตรูเป็นกบฏจากที่เขาเข้าใจด้วย อย่างนี้คือนัตถิโลเก คนที่ไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์อยู่ต่างประเทศก็น่าเห็นใจครับ ก็ยังคงนัตถิโลเกอยู่นั่นแหละ โชคดีที่ประเทศไทยยังใช้พระไตรปิฎกเล่มนี้ ประเทศอื่นก็มีพระไตรปิฎกและเมื่อคืนต่างกันไป ของใครของมัน แต่ที่เราทำได้ขนาดนี้เราเรียนกันมาวิธีปฏิบัติ ยิฏฐัง พิธีกรรม เราก็มีวิธีตั้งแต่เล็กน้อยจนเป็นลักษณะ แล้วมันขัดเกลากิเลสเราไหมในการกินอยู่หลับนอนซึ่งเอามาจากสำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มันสอดคล้องตามที่พุทธเจ้าว่าไว้ไหม ทำให้เกิดมรรคผลไหม เรายังทานได้อีกเสียสละได้อีก เราก็รู้ว่ายังมีที่จะต้องสละได้อีก เป็นจิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ยังไม่อนุตตรังจิตตัง ตามพระพุทธเจ้าสอน แล้วก็อ่าน หุตัง ที่เกิดผลแล้วตั้งแต่ภายนอกภายในเกิดผลนี้จริงไหมโดยเฉพาะในจิต เกิดผลที่จิตบรรลุธรรม กิเลสหมดอย่างที่เป็นธรรมดา เป็นอัตโนมัติเป็นตถตา ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องระแวงเลยข้ออ้างอิงคำสอนพระพุทธเจ้า เกิดจากสุกฏทุกตานังกัมมนังผลังวิปาโก มีปุญญะคือชำระกิเลส แบบที่ว่าไม่มีๆๆๆ ไม่ใช่มีๆๆๆ ได้กุศลไว้อาศัย ทุกวันนี้อาตมาอาศัยความดี ความซื่อสัตย์ ความบริสุทธิ์ ความขยันหมั่นเพียร ความมีน้ำใจ อาตมาก็เอามาพัฒนาสั่งสมนะจะได้แข็งแรงมีบทบาทเป็นพลังที่ดี มุทุภูตธาตุ แข็งแรงเร็วไว รู้ซึ้งเลย เป็นจริง เป็นโรคที่ต่างจากโลกโลกีย เราปฏิบัติมีศีลเป็นแม่ มีปัญญาเป็นพ่อ จิตวิญญาณเราเกิดใหม่เป็นโสดาบัน สกิทา อนาคามี เป็นการเกิดทางจิตเป็นโอปปาติกโยนิ ในพวกเรา อย่าพยายามเข้าข้างตัวเอง อย่าไปหลงผิด มันเป็นความจริงที่เรายืนยันได้รู้เองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ โดยไม่ต้องมีใครบอก แล้วมันก็ตรงกับของพระพุทธเจ้า เมื่อตรงแล้วก็จะเป็นน้ำที่ไหลไปหาน้ำ น้ำมันที่ไหลไปหาน้ำมัน สร้างเป็นรูปธรรมที่แข็งแรงรวมตัวกันไม่เห็นแก่ตัวแล้วช่วยสังคมไป รู้จัก แม่ พ่อ เกิดสัตตาโอปปาติกา มีศีลกับปัญญาร่วมกัน เหมือนล้างเท้าด้วยเท้า ล้างมือด้วยมือ เป็นการเกิดของจิต แตกส่วนที่ควรตายแยกไปคืออกุศลก็รู้ของจริงในสภาวธรรมของเรา เป็นนามธรรมแต่เราสัมผัสได้ทำได้สำเร็จ ไม่ใช่สิ่งเพ้อเจ้อลอยลม ที่เป็นลัทธิที่มีแต่บัญญัติ อย่างที่เรียนกันเป็นบัณฑิตต่างๆ ดีไม่ดีได้รางวัลเยอะอย่างทางธรรมกายนี้บอกว่ามี 19 รางวัลจากต่างประเทศซึ่งต่างประเทศนั้นเป็นเทวนิยม ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม การจะเข้าใจ พ่อ แม่ สัตว์โอปปาติกะนี้ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆนะ ยุคนี้มันเป็นยุคที่จะเข้าสู่กลียุค ยังไม่เต็มที่ ส่วนโลกุตระก็จะขึ้นมาเป็นธรรมาธรรมะสงครามสู้กันด้วยสัจจะ มันไม่ทำด้วยมีด หลาว ทวน ระเบิดอะไรที่จะทำร้ายทำลายกันมันลดลง แต่ที่บ้าทำก็ยังมีอยู่ก็พยายามป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive