591204 วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โอกาสทองของพลังงานระเบิดรัก.docx
เนื้อหาในไฟล์
591204_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โอกาสทองของพลังงานระเบิดรัก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดิน...วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 พวกเราก็จะจัดโรงบุญกันโรงบุญถ้าใช้ภาษาสมัยใหม่ก็จะเรียกว่าโรงงานผลิตความรัก ชาวอโศกจะทำให้ได้ 999 โรงบุญ ทั่วประเทศ และที่สนามหลวงก็จะให้ได้ 99 โรงบุญ ตอนนี้ยอดก็เกินแล้ว ทุกวันนี้ระเบิดแห่งความรัก Bomb of love ได้กระจายไปทั่วแล้ว ทุกคนก็ตระหนักถึงระเบิดปรมาณูที่คร่าชีวิตมนุษยชาติ เรามาผลิตระเบิดแห่งความรักที่ทำลายกิเลสของเราเอง กิเลสของเราที่เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อวานนี้อาตมาได้ฟังท่านจันทร์เล่าถึงพวกเราคนหนึ่ง ที่ไปที่ท้องสนามหลวงและผิดหวัง บอกว่าในพระราชพิธีน่าจะเป็นความเศร้าสลด แต่บางคนกลับไปถ่ายภาพเซลฟี่สนุกสนาน ทำให้เขาผิดหวัง เขาก็เลยจะไม่ไปตอนกลางวัน แต่จะไปตอนกลางคืนตีหนึ่งตี 2 แทน ไม่แน่ใจว่า ถ้าเป็นช่วงต้นงานซีเรียสก็น่าจะได้ แต่ถ้าเป็นช่วงหลังแล้ว ก็น่าจะคลายลงเหมือนกับว่าจะต้องยึดอารมณ์ซีเรียสนี้ ให้อยู่ไปตลอด แต่นี้พูดถึงว่าจิตใจเราก็ไปด้วยความรักเหมือนกัน แต่ถ้าจะไปด้วยความรัก ที่จะจัดการให้คนอื่นเป็นอย่างที่เราทำที่เราเป็นที่เราคิดเป็นความรัก ก็จะเป็นความไม่รัก มันก็จะผิดวัตถุประสงค์ ในหลวงทรงงานช่วยพสกนิกรทุกคน ถือว่าทุกคนเหมือนกับลูกของพระองค์ที่จะช่วยไม่ว่าจะเป็นสีไหน ก็ช่วยหมดถ้าเราดำเนินรอยตามพระจริยวัตร ไปให้โดยไม่มีเงื่อนไขไม่ต้องไปกำหนดอะไรใคร ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม พ่อครูพยายามย้ำว่า เราต้องรู้เท่าทันเวทนา ใช้ภาษาชัดที่สุดว่าเวทนามี 2 อย่าง คือเวทนาแท้กับเวทนาเท็จ เวทนาแท้คือเราเห็นคนทำกรรมกิริยาอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ว่าเขาเข้าใจอย่างนี้ทำได้อย่างนี้ การรู้ความจริงตามควา
อ่านต่อ
มเป็นจริงคือ เวทนาแท้ แต่เวทนาเท็จ คือเกิดความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ปรุงแต่งอะไรต่างๆขึ้นมามากมาย เวลาเกิดปัญหาขึ้นคนเรามักจะไปจัดการเวทนา โดยการไปบีบคอคนอื่น ไม่ได้จัดการเวทนาเท็จที่เกิดขึ้น ที่มันสังขารปรุงแต่งต่างๆ ขึ้นมาเป็นภพชาติ พวกเรานักปฏิบัติธรรม ควรจะมาช่วยกันทำโรงงานผลิตระเบิดแห่งความรักนี้ ให้ระเบิดแห่งความรักขจรกระจายไป
มิติความรักของ Bomb of love. พ่อครูว่า...คำว่าระเบิดรัก ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่บัญญัติขึ้นมาเป็นบัญญัติเป็นภาษา รวมเอาคำความมา รวมกันโดยใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า Bomb of love ซึ่งตรงกับภาษาไทยคือ ระเบิดรัก ระเบิดของความรัก อาตมาเอง อาตมาก็ปางนี้ ก็มาบรรยายเรื่องความรัก 10 มิติ เกิดมาปางนี้ มาชื่อรัก แล้วก็ต้องมากำกับ มาสาธยายมาทำให้คนเข้าใจ และรู้เรื่องของความรัก โดยขยายอาการ ขยายพฤติการณ์ของอาการรัก ที่เกิดจากจิตมนุษย์ ขยายให้เข้าใจให้เห็นว่า อาการของพลังงานที่เกิดพลังงานจิตวิญญาณ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ เป็นอาการที่แคบ รักในวงแคบ รักที่เห็นแก่ตัวแคบๆ อาตมาไม่เอาที่รักตัวที่หนึ่งคือ มันรักตัวเองคนเดียว มันไม่รักใครเลย มันไม่เห็นแก่ใครเลย คนเดียว อาตมาไม่สาธยายเรื่องนี้ มิติที่ 1 อาตมาไม่นับเอาอันนี้ อาตมาไปนับเอามิติที่ 1 คือเริ่มตั้งแต่คู่ ตั้งแต่เมถุนหรือกามนิยม ตั้งแต่ติดใจอยู่แต่แค่รสคู่สัมผัสเสียดสี เกิดเวทนา เกิดอารมณ์ ที่ตนเองชอบใจชื่นใจในรสสัมผัสเสียดสีของคนต่อเพศ ต่อคู่ของเราเท่านั้น อย่างอื่นไม่สนใจ เห็นแก่อันนี้เท่านั้น คือเป็นความรักที่ต่ำมาก เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่รสชาติ เห็นแก่การสัมผัสเสียดสี ที่เป็นชีวิตเกิดมาของสัตว์โลกอยู่แค่นี้ ไม่เห็นแก่สัตว์อื่นที่กว้างไปกว่านี้ แม้แต่ลูก ก็ยังมีความลำเอียง เห็นแก่ตัวเองกับคู่สัมผัสเสียดสีเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอาการจิตแบบนี้ มันเป็นอาการจิตที่ต่ำ ที่ไม่มีประโยชน์แก่ใครเลย เป็นความคิดต่ำๆตื้นๆโง่ๆ ไม่กว้างไม่ลึก ไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร ไม่เผื่อแผ่ ไม่เกื้อกูล ไม่ใช้พลังงานไปเพื่อจะเอื้อเฟื้อเจือจาน ช่วยเหลือเฟือฟายคนอื่น พลังงานแบบนี้มันเป็นพลังงานที่เกิดมาก็เห็นแก่แค่นั้น เสพสุขอยู่แค่นั้น มันจึงเป็นอาการของพลังงานจิตที่ควรจะพัฒนา มันตื้น มันต่ำ มันไม่เจริญ มันไม่เป็นประโยชน์ มันไม่เป็นท่าอะไรเลย นี่คือเราต้องศึกษา แล้วเราจะต้องมนสิการ ทำ จัดการใจของเรา พัฒนาใจของเรา พัฒนาปรับปรุง ปรับแปลงให้ใจของเรามันเจริญ มันมีพลังงานที่เห็นแก่ผู้อื่น ลดความเห็นแก่ตัว ลดความเสพความติดแคบๆ ของตัว ลดลง มันเป็นอาการหรือเป็นอารมณ์เสพติดแบบนั้น อาการอารมณ์ลวง อาการอารมณ์เท็จ ต้องศึกษาความเท็จนี้ให้ได้ มันเป็นความเท็จ มันไม่มีจริง มันหลอกลวง มันอุปาทานมันเป็นการยึดเอง เป็นอารมณ์ลมๆ แล้งๆ เอง ต้องศึกษาเป็นความรู้ ที่ตัวเองเข้าใจเห็นจริงนั้นจริงๆ เห็นเองแล้วเรียกปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ตัวนี้เห็นเข้าใจจริงๆจึงรู้ว่ามันจริง มันไร้สาระจริงๆ เห็นแก่ตัวจริงๆ เสียพลังงานไปเปล่าๆ เพื่อตัวเอง บำเรออารมณ์ อารมณ์เพ้อๆ เฟ้อๆ ฝันๆ อารมณ์ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์เลย มันทิ้งๆขว้างๆ เป็นอารมณ์ที่ไปสมมุติยึดเอง ยึดเอง คนอื่นไม่เห็นด้วย ก็ไม่ยึดตามที่เราเป็นเลยนะ เห็นตรงกันข้ามก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น มันไม่จริง ถ้าจริงมันก็ต้องเห็นเหมือนกันหมด นี่มันต่างกัน มันไม่จริง มันมีคนเห็นแย้ง เห็นต่างไป มันเป็นของที่ต่างคนต่างยึด ต่างคนต่างไปสมมติเอาเอง บำเรอเอาเอง เข้าใจเอาเอง ซึ่งความลึกซึ้งพวกนี้ มาศึกษาฝึกฝนแล้วจะรู้จะเข้าใจ แล้วก็ไม่ติดไม่ยึด พอไม่ติดไม่ยึด พลังงานของแต่ละคนมันมี ก็เอาพลังงานที่เรามีนี้ เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็เกื้อกูลเผื่อแผ่ช่วยเหลือเฟือฟายผู้อื่นเพิ่มขึ้นๆ ก็เป็นพลังงานที่จะเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเผื่อแผ่แก่มวลมนุษยชาติไปได้อย่างมากเข้า จนหาที่สุดมิได้เลย นี่เป็นการรู้และการทำ ทำใจในใจ มนสิการ เป็นการทำใจในใจของเราให้เป็นอย่างที่เข้าใจอย่างนี้ แล้วมันเป็นได้
ปฏิบัติกับเวทนาในมูลสูตร 10 หลักฐานของพระพุทธเจ้ามีหลักการในการสอน ในมูลสูตร 10 มีฉันทะเป็นมูลกา เราจะต้องมีพฤติกรรมอย่างไร ที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงจะเกิดความ มีฉันทะ พอใจทำ แล้วก็ต่อมาจะต้องเป็นการทำใจในใจ มนสิการ ให้ถึงที่เกิด ทำให้ใจเราเป็นอย่างนี้ ที่เรายินดี แล้วเราจะต้องทำให้เกิดแรง ที่เรามีทิฐิมีความรู้ เมื่อเราเห็นว่าจะต้องทำให้เกิดมนสิการอย่างนี้ เกิดขึ้นมาเป็น สัมภวะในใจเราในแดนเกิด ในหทัยรูปเราให้ได้ เมื่อเราเข้าใจแล้วก็มาเริ่มต้น เริ่มต้นปฏิบัติให้เกิดจะต้องมี ผัสสะเป็นสมุทัย ในมูลสูตร 10 ต้องมีผัสสะ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย (สมุทัย) เป็นต้นทาง เมื่อมีผัสสะ ก็จะเกิดเวทนา เราก็จัดการให้เวทนานี้ประชุมกันลงไป รวมตัวกันลงไปให้เป็นไป ตามที่เราต้องการเป็นคนสูงสุด เอกกัคคตาจิต ต้องทำจิตให้เป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ผัสสะแล้วเกิดเวทนา แล้วจัดการเวทนาให้เป็นหนึ่ง
ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ถ้ามันเป็น 2 ก็จะมีเท็จอันหนึ่ง แท้อันหนึ่ง ถ้ามันมี 3 4 5 6 ก็จะยิ่งมีความเท็จอยู่มาก เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง เราจะต้องทำให้ร่วมลงเป็นหนึ่งให้ได้ในเวทนา ผู้ที่ทำสำเร็จเป็น เอกสโมสรณา ภวนฺติ ก็เป็นคนจบได้เป็นหนึ่ง ก็ทําอย่างนี้ให้สั่งสมตกผลึกลงไปเรียกว่าสมาธิ สมาธิก็จะเป็นหัวหน้า เป็นตัวบุกเบิก เป็นประธานจัดการไปเรื่อยๆ เราได้เท่าไหร่ ก็เป็นหัวหน้าเท่านั้น จึงเรียกว่าสมาธิเป็นประมุข คือการสั่งสมจิตใจให้ตกผลึกตั้งมั่น สมาธิคือทำให้เกิดผล แล้วตกผลึกควบแน่น ตั้งมั่น ที่เรียกว่าสมาธิ สมาธิไม่ได้หมายความว่า เพ่งจดจ่อให้เป็น 1 นิ่งแข็งอยู่ ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นอย่างนั้นเป็นประโยชน์น้อย มันก็มีประโยชน์บ้าง ได้อาศัยจดจ่อเวลาเราจะหยุด แต่มันไม่เป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่น ที่เป็นประโยชน์อันประเสริฐอันยิ่งใหญ่ มันต้องเป็นประโยชน์ที่รู้คนอื่นและช่วยคนอื่นได้ อันนี้คือแนวทางที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นพลังงานสมาธิแบบนี้ดีกว่า เมื่อได้สมาธิเป็นหัวหน้า แล้วเราปฏิบัติก็จะต้องใช้สติใช้ปัญญาเป็นคู่ สติก็สำคัญ ปัญญาก็สำคัญ พระพุทธเจ้าว่าสติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอนุตตระ ให้สติเป็นพลังอำนาจ อธิปไตย ส่วนปัญญาเป็นพลังอยู่เหนือ อุตตระ ต้องใช้คู่กันเป็นธรรมะ 2 ต้องใช้อำนาจพลังงาน แรงเจโต ส่วนปัญญาก็เป็นตัวที่ช่วยควบคู่อยู่ จัดการอยู่ไม่ให้ลำเอียง จัดการอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีอะไรติด ช่วยเหลืออย่างพอเหมาะ พอดี จึงเรียกว่าปัญญาเป็นอุตตระ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือพลังงานทั้งหมด อยู่เหนือพฤติกรรมสังคม อยู่เหนืออะไรต่างๆ ที่จะจัดสรรให้ได้สัดส่วน ยังมีสัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 เมื่อทำได้เก่ง ก็สู่จุดที่เป็นแก่นแท้เรียกว่าแก่นสาระ เป็นแก่นแกน จุดกลางที่จะเป็นตัวเอก ของจิต เป็นจุดกลาง แล้วเข้าใจอย่างไร มีพลังงานแค่ไหน ก็เอาออกไปทำงานอย่างเต็มที่ เรียกว่าเป็นตัวจบเป็นสาระ เป็นตัวคนสำคัญ ผู้ที่เข้าถึงแก่นสาระนี้ได้ จะเป็นผู้อยู่เหนือเลย แล้วก็จะจัดการอย่างไรๆก็ได้จึงเรียกว่าเป็นผู้อมตะ จะทำให้มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ให้มีน้อยก็ได้ ให้มีมากก็ได้ ให้มีขนาดอย่างไร ตามบารมีตามสัปปุริสธรรม 7 จัดสรรให้พอดี โดยไม่มีความลำเอียง ไม่มีความเห็นแก่คนนั้นคนนี้ อย่างซื่อสัตย์สุจริตตามสัจจะที่มันควรจะเป็น นี่คือผู้ที่สัตย์สุจริต เป็นผู้ที่มีกรรมกิริยาจัดสรรอยู่เพราะยังมีชีวิตอยู่ทำงานอยู่กับสังคม สุดท้ายเมื่อตัวเองจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน สลายพลังงานอัตภาพตนเอง สลายพลังงานอัตภาพ ตัวเองไม่มีพลังงานอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติแล้ว ก็เลิกไปอย่างถาวรอนันตกาล สลายเหตุปัจจัยของตัวเอง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน
กวี ปรากฏการณ์“ระเบิดรัก” ยุคนี้กาละนี้สังคมมนุษย์โลกนี้ ประเทศไทยมีปรากฏการณ์ของความรักที่ประเสริฐ ที่ยิ่งใหญ่อันนี้ โดยมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระจริยวัตรหรือทรงประพฤติตามที่พระองค์มีความเป็นจริงของพระองค์ ก็เป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาก็มีบังอาจที่จะไปกล่าวระบุว่าท่านอยู่ในระดับไหน เพราะมันไม่ควรที่จะไปกล่าว แต่ให้คนแต่ละคน ศึกษาตามหลักการหลักเกณฑ์ที่เคยอธิบายมาแล้ว เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ และมนุษย์ก็ศึกษาตามให้ได้ แล้วจะเกิดเป็นประโยชน์ต่อตนเองและมวลมนุษยชาติ แล้วก็จะสืบสานต่อ อย่างเช่นไอน์สไตน์รู้ว่าความรักชนิดนี้ไอน์สไตน์เองทำไม่ได้ ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำได้ แต่ก็รู้ว่ามันจะต้องมี เขียนจดหมายบรรยายบอกและเรียกว่า Bomb of love ฝากลูกสาวไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น ในชีวิตของลูกจะได้เห็นหรือไม่ก็ได้ แต่มันจะเกิดก็ฝากไว้ ลูกสาวก็ไม่แน่ใจก็เลยไปฝากไว้ที่มหาวิทยาลัยฮิบบลู เพื่อเก็บไว้ให้อยู่นานๆ ตัวเองอาจจะตายก่อนก็ได้ ทุกวันนี้คนพอมีภูมิที่จะรู้ได้ ไม่ได้อย่างที่เดา แต่ดูอย่างมีเหตุปัจจัย มีอนาคตังสญาณที่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ เป็นเรื่องที่ศึกษาได้ ไม่ใช่เรื่องประหลาด เป็นเรื่องที่มาแต่เหตุ ไม่ใช่เรื่องที่ลอยมาโดยไม่มีเหตุปัจจัย ไม่ใช่พูดอย่างผิดเพี้ยน อย่างเช่นธัมมชโย ที่ทำนายอย่างบ้าบอ เอาดีเข้าตัว ให้คนอื่นหลงนับถือศรัทธา คนอื่นเขาจับได้แล้วว่ามันไม่จริง ก็ทำหน้าเฉย หน้าด้านหน้าทน ตอนนี้ก็หลบ ยังจับไม่ได้เลย
อาตมาก็ขออ่านบทกวี ปรากฏการณ์“ระเบิดรัก”
(1) ความรักยิ่งใหญ่นี้ ระเบิดพลัน ปรากฏชัดมหัศจรรย์ ยิ่งล้น ฤทธิ์รักชักนำกัน สามัค- คีแฮ ประหลาดไทยหลากท้น ท่วมน้ำใจเดียว (2) กลมเกลียวกันทั่วทั้ง เมืองสยาม เป็นหนึ่งผนึกนาม เทิดไท้ รักเดียวหนึ่งชูความ พูนค่า พระเฮย รักเยี่ยงนี้คงไว้ ชาติไซร้สุขสันต์ (3) เป็นรักอันเลิศล้น ความรัก เป็นรักสุดที่จัก เทิดเกล้า เป็นรักจากใจภักดิ์ ประสกทั่ว ไทยแล เป็นรักใต้ฝ่าเท้า พระผู้เหนือเศียร (4) พระเธียรธิติเจ้า พิริยะ มานา เจ็ดสิบกาลวัสสะ ยิ่งผู้ ชัดจริงมิอาจจะ ปฏิเสธ เพื่อสุขประชารู้ ทั่วทั้งสากล (5) เกินดลเกินเด่นด้าว แดนใด กว่าเทียบกว่าเทียมใคร ไปได้ เพราะเลิศประเสริฐไกล เกินเปรียบ ยกเชิดเทิดพระไว้ หนึ่งผู้พิเศษศรี (6) มี“ระเบิดรัก”นี้ ที่ใด คือรักยิ่งใหญ่ใน ที่นั้น ไอน์สไตน์กล่าวคำไข ฉะนี้กับ ลูกรา สัจจะมิอาจกั้น เกิดแท้คือจริง (7) และจริงยิ่งยอดนั้น คือไทย “ระเบิดรัก”ประจักษ์ใน ประเทศนี้ พระประพฤติพุทธไข โลกุตร์ แท้เทียว ปรากฏการณ์จึ่งชี้ สัจจะนั้นตามจริง
“สไมย์ จำปาแพง” ๑ ธ.ค. ๒๕๕๙ [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ ๓๑๘ ประจำเดือนมกราคม ๒๕๖๐]
ความรักของพระโพธิสัตว์ อาตมา ว่า...เพราะงั้นสัจจะจึงชี้สัจจะนั้น ตามที่มันมีมันเป็น มันคงอยู่ ตอนนี้ก็ยังไม่หายไป ยังมีพลังงานระเบิดรักอันนั้นอยู่ แล้วระเบิดรักที่ว่านี้ อาตมาแจกความรักไว้ 10 มิติ เป็นความรักนี้ไม่ใช่แค่ความรักแค่มิติที่ 1 คนคู่สองคน ไม่ใช่แค่ความรักมิติแค่ลูก ปิตุปิตานิยมหรือเปล่า ไม่ใช่ เป็นความรักที่ขยายเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างกว่านั้น แค่ญาติ ญาตินิยามรึเปล่า แค่สังคมมิตรสหายหรือเปล่า แค่รักประเทศไทยหรือเปล่าเฉพาะประเทศไทยหรือเปล่า กว้างกว่านั้น ไม่ใช่แค่ประเทศ แต่เป็นสากล เป็นจักรวาล เป็นสากลเป็นจักรวาลนิยม เป็นรักทั่วจักรวาล เป็นแบบเทวนิยม เป็นแบบพระเจ้าทั่วหมดไม่ละเว้น โดยรู้จัก โดยกระทำได้ โดยมีเจตนาเพราะควบคุมจิตได้ ไม่ได้ทำส่งๆ อย่างตามยถากรรม ไม่ใช่ จึงเป็นมิติที่ 8 ซึ่งเป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มิติที่ 8 เป็นความรักที่เรียนรู้ให้หลุดพ้น ตั้งแต่มิติที่ต่ำๆ แคบๆ เพียงมิติที่ 1 ก็หลุดพ้นมา ไม่เอาไม่แค่นั้น แค่มิติที่ 2 พ่อแม่ลูก ก็ไม่เอา แคบ ให้หลุดพ้นให้มีความรักที่เผื่อแผ่เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างกว่านั้น แค่มิติที่ 4 มิติที่ 5 มิติที่ 6 ก็ให้หลุดพ้นมาให้กว้างกว่านั้น กว้างกว่านั้นๆ เกินมิติที่ 7 เพราะทั้งทำได้ ทั้งรู้ ทั้งจัดการ จัดการให้เป็นเท่านั้นเป็นเท่านี้ มีสัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 จัดสรรได้ จึงเป็นความรู้ความสามารถตามทฤษฎีหลักของศาสนาพุทธ คือมิติที่ 8 เกินกว่าเทวนิยม เกินกว่ามิติที่ 7 มีหลักสูตร มีหลักเกณฑ์ มีวิธีปฏิบัติให้เกิดให้เป็นจริง เรียกว่าทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เป็นมิติที่ 9 มิติที่ 9 คือ มีความเจริญ มีความสามารถ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้นมิติที่ 9 ถ้าสูงไปกว่ามิติที่ 8 มิติที่ 9 นี้ ก็คือของศาสนาพุทธ เป็นพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธ ฉะนั้นก็แน่นอนในหลวงเราก็ไม่พ้นไปจากมิติที่ 8 อาตมานี้บอกว่า อาตมาเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แต่อาตมาก็พัฒนาระดับ 8 ระดับ 9 โดยไม่ต้องพูด ในหลวงเป็นผู้ทรงพระจริยวัตร ทรงประพฤติเลย ทรงไปเท่าที่ท่านมีภูมิธรรม ท่านทรงแล้วทั้งตัวท่านมีหน้าที่ถึงปางของท่านที่จะต้องทรง มันจึงครบทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จะลึกจะตื้นอะไรแค่ไหนก็ตามจริงที่พระองค์มี ท่านก็ทรงเต็มที่ของท่าน แล้วก็เกิดปรากฏการณ์แล้ว ส่วนอาตมานั้นก็เป็นธรรมะของอาตมา อาตมาไม่ได้อยู่ในปางที่จะเป็นคนทำ แต่อาตมาอยู่ในปางที่เป็นคนพูดและขยายความ ก็ได้มีนัยละเอียดลึกซึ้งไปอีกมากมาย มีลักษณะที่ ถ้าใครสังเกตดีๆ ก็จะรู้ว่าเป็นอเทวนิยม ที่ละเอียดลึกซึ้งไปอีกมาก ในหลวงท่านก็ทรงเท่าที่ท่านมีความลึกซึ้งโลกุตรธรรมของท่าน ท่านก็ทรงไปเต็มที่ของท่าน ตามจริง ไม่มีใครทำเกินกว่าตัวเอง ตัวเองมีความรู้เท่าไหร่ เราก็รู้เท่านั้น ทุกคนฉลาดเท่าที่ตัวเองโง่ และทุกคนก็โง่เท่าที่ตนเองฉลาด เราจะโง่เกินที่เราฉลาดไม่ได้ และเราก็จะฉลาดเกินโง่ก็ไม่ได้ ทุกคนก็เท่านั้นเท่าที่เราเป็นจริง นี่เป็นภาษาที่ใช้กำกับความจริง อธิบายความจริง จึงเป็นสัจจะที่เกิดอยู่ในเมืองไทย เป็นคนไทย เกิดเป็นชาติ สัญชาติไทย เกิดเป็นเชื้อชาติไทย แต่ในหลวงนั้น เชื้อชาติไทยแต่ท่านมีสัญชาติอเมริกัน ส่วนอาตมานั้น เชื้อชาติไทยสัญชาติไทยเต็มร้อย ไม่ได้ออกไปข้างนอกต่างประเทศเลย เป็นคนทำอยู่ในเมืองไทยเต็มที่ ก็ทำเป็นสัจจะที่ต่างคนต่างพากเพียร ทำสิ่งที่ประเสริฐสิ่งที่ดี และเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว มันจะลดตัวตน เห็นแก่ผู้อื่นไปตามลำดับ ตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ลดตัวตนได้หมด อรหันต์ถือว่าหมดความเป็นตัวตนแล้ว ก็มีแต่เพื่อผู้อื่น จะเพื่อผู้อื่นได้มากได้น้อย ก็มีโลกวิทู มีโลกานุกัมปา เพิ่มขึ้นๆ ส่วนโลกุตระนั้นหมดตัวตนแล้ว เป็นอรหันต์หมดตัวตนของตนแล้วแล้ว ส่วนผู้อื่นก็เรียนรู้ผู้อื่น พลังงานของคนชนิดนี้ พลังงานของคนลักษณะนี้ หลายอย่างเราไม่เคยเป็นอย่างเขาเป็น ก็ต้องศึกษา ดีไม่ดีต้องไปเกิดเป็นอย่างนี้บ้าง อย่างนั้นด้วยนะโพธิสัตว์นี่ เพราะมันเข้าใจไม่ได้ ก็ต้องไปเกิดเป็นอย่างนี้จริงๆ มันถึงจะชัด อย่างนั้นไม่ได้ เพราะงั้นพระโพธิสัตว์จึงมีจะต้องไปเกิดเป็นอันนั้นอันนี้ แม้แต่เดรัจฉานบางอย่าง จะต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานบางประเภท มันไม่ชัดจะต้องไปเกิดจริงๆ อย่างนี้ให้ได้ ในเวลาชาติหนึ่งๆ ของความเป็นสัตว์ ช้างจะตายกี่ปี จะต้องไปเกิดเป็นกวาง กวางตายกี่ปี จะต้องไปเกิดเป็นอันนี้ หรือจะต้องไปเกิดเป็นคนชนิดนี้ มีพฤตินัยเช่นนี้ มีพฤติกรรมชนิดนี้ ต้องไปเป็นดู ไปเป็นดูซิ มันเดาไม่ได้ เมื่อยังไม่ชัดเจนไม่แน่ใจ จะต้องไปเป็น โพธิสัตว์จะต้องศึกษา จึงชัด เรื่องเวลาแห่งการเกิดการตายนี้ ทิ้งเลยพระโพธิสัตว์นี่ จะเกิดจะตายอีกกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้าน ล้านๆๆๆชาติ โยนทิ้งเลย เรียกว่าไม่ยึดติดในเวลา ในกาละ ไม่นับเลย เอาเรื่องสาระเนื้อแท้อย่างเดียว เรื่องกาละเวลาไม่กังวล ไม่ถือ ไม่เอา เอาความจริง เอาเนื้อแท้ แล้วจนกระทั่งรู้แจ้ง เห็นจริง แล้วก็ปฏิบัติได้ แล้วก็ทำให้แก่สังคมมนุษยชาติ จนกว่าพระโพธิสัตว์นั้นจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สูงสุดแล้วในบรรดาความเป็นชีวิตมนุษย์ สูงกว่านี้ไม่มี สูงกว่าคำว่าสัมมาสัมโพธิญาณ หรือสัมมาสัมพุทธเจ้า อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สูงกว่านี้ไม่มี ผู้ใดที่เข้าใจ แล้วมุ่งมาดปรารถนาจะเป็นคนชนิดนี้ ก็พิสูจน์ หลายคนก็ไม่ไหว เป็นพระโพธิสัตว์ก็รีไทร์กลางทาง ปาง 7 ปาง 8 ปาง 9 ก็ไม่เอาแล้ว ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป สำหรับอาตมานั้นมีปณิธานที่จะมุ่งมั่นพัฒนาตนเองไป ยังไม่ท้อใจ จะหนักหนาเหน็ดเหนื่อยในชาตินี้ ปางนี้ไม่ค่อยจะมีคนเห็นดีเห็นด้วยเท่าไหร่ คนเห็นด้วยก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย คนใหญ่ๆตัวโตๆก็ไม่ได้มา ที่พูดนี้ก็ไม่ได้ท้อถอย เพราะว่าเหตุปัจจัยไม่ครบ ให้ทำไปเถอะ ถึงเวลาก็เป็นเอง แต่ทุกวันนี้มันก็ดีอยู่นะมันก็ไปได้ ทุกวันนี้อาตมาสำเร็จ ที่ไม่ได้เรี่ยไรเงิน ก็พอเป็นไปได้ ใครจะมาช่วยก็มา ไม่มาก็ช่าง เราต้องอุตสาหะพากเพียรทนสู้แล้วก็หัดปล่อยวาง วางได้จริงก็เบา หนักเท่าไหร่ก็แล้วแต่ถ้าเราปล่อยวางมันก็เบา มันหนักแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราวางได้มันก็เบา มันเป็นพลังงานที่พิสูจน์ไปเถอะ ใครทำแล้วก็ให้พิสูจน์ หนักอย่างไรมันก็เบา ธรรมะที่เป็นพลังงาน เราเป็นชีวะก็พิสูจน์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในนิยามชีวิต 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมะนิยาม อุตุนิยาม เป็นดินน้ำไฟลม ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยสังขารกันไป บางอย่างอาจจะมีสัญญา แต่ไม่มีเวทนา มันก็ทำงานตามเหตุปัจจัยที่มันมี ธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ ก็มีธรรมะ 2 เสมอ มีสิ่งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ดินน้ำไฟลมไม่รู้ตัวเองของมัน มันมารวมตัวกันตามฐานะของมหาภูตรูป ไม่มีจิตวิญญาณไม่มีสัญญาไปกำหนด มันก็รวมกันไปตามเหตุปัจจัยเป็นแสง เสียง พลังงานแม่เหล็ก ไฟฟ้าที่จัดการ มันมีแม่เหล็กก็ดูดกัน มันมีไฟฟ้าก็ห้ำหั่นกันสลายกันไปดึงดูดกันไปตามธรรมชาติ ยิ่งเข้าไปมีธาตุรู้รวมตัวเป็น ISH เป็น 3 ตัวอย่างหนึ่ง เป็นประธาน อีกอย่างเป็นลบ(อิตถีภาวะ) อีกอย่างเป็นบวก(ปุริสภาวะ) แล้วถ้ามันพัฒนามาเป็นยิ่งกว่าพีชะ รู้กรรมกิริยา หรือว่ากรรมกิริยาอันไหนควรทำ อันไหนไม่ควรทำก็จะมีความรู้สูงขึ้นไปตามลำดับ เรียกว่ากรรม เสร็จแล้ว ทุกอย่างรวมลง ตั้งอยู่เรียกว่าธรรมะ ทั้งหมดนั้นรวมอยู่ที่ธรรมะ นี่คือ นิยามชีวิต 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้และสอนมา อาตมาก็เข้าใจ ก็เอามาขยายให้พวกคุณฟัง เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ที่ต้องมาเปิดเผยไม่ให้สูญหายไป
ภพอันน่ารังเกียจ _ 0893867xxx พระตปฎ.กล่าวถึงคำตรัส ตถาคตว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอุจจาระปัสสาวะน้ำลายน้ำหนองโลหิตแม้มีประมาณน้อยมีกลิ่นเหม็นฉันใด! เราย่อมไม่สรรเสริญภพ! แม้มีประมาณน้อยโดยที่สุดแม้เพียงลัดมือเดียวฉันนั้น! พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ผู้ที่เข้าใจและชัดเจน ผู้ที่เข้าใจ ทานสูตร ล.23 ข.49 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ใจเรานี้จะให้ มือเราก็ให้ ปากเราก็ให้ แสดงการให้ทางกายกรรม วจีกรรม ให้แล้วให้ตรงนั้นตรงไปเลย คือให้อย่าให้มี Boomerang โค้งมาหาตนนะ ถ้าโค้งมาหาตนก็เป็นภพ แต่องศาน้อยกว่าจะวนกลับมาก็น้อย คนก็ดูยากก็หลอกได้มาก แต่ถ้ามีองศาการโค้งมาก ก็กลับเข้ามาหาตนเองมาก คนก็ดูได้ง่าย ถ้าเอามาปั๊บเกิดโค้งเลย ในองศานี้ของพลังงานเอกภพมีพลังงานดูด เป็นแกนโค้ง เพราะในเอกภพนี้ มันไม่มีอะไรตรงหรอกมันโค้งหมดแหละ ตัวเองเป็นโมเลกุลหนึ่งในเอกภพนี้ คุณก็จะต้องปฏิสัมพัทธ์กัน ก็ต้องเกี่ยวข้องกับจุดศูนย์กลางนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะหลุดไปเป็นอุกกาบาต เป็นอิสระ ดาวอีกดวงหนึ่งที่ไม่ขึ้นกับแรงดึงดูดนี้ แต่ถ้าตราบใดที่อยู่ในแรงดึงดูดแรงโน้มถ่วงของอันนี้ คุณก็ต้องปฏิสัมพัทธ์อยู่เรื่อยๆ ขาดออกไปไม่ได้ _0893867xxxพระตปฎ.ที่20ที่พ่อครูนำมาสอนทำให้เข้าใจชัดเจนว่าจิตที่วนเวียนอยู่ความอยากเป็นนี่ความอยากได้นั่นคือจิตเป็นตัณหาต้นเหตุทำให้เกิดภพเกิดชาติของจริงที่มีแต่สวรรค์เทียมนรกแท้!จริงสาธุ!สกก. สัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียว แต่ตัวเองไม่รู้กว้างจนกระทั่งรู้กว้างขึ้นมาก็สามารถสัมพัทธ์เกี่ยวข้องกับผู้อื่นคนอื่น ทางออกอยู่ก็ดึงมาเป็นของตัวเอง เมื่อมาฉลาดขึ้นก็รู้ว่าเป็นความชั่ว เอามาเป็นของตัวเองนี้ชั่วก็กลับไปสร้างสรรให้แก่ผู้อื่น เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้มีคุณค่าต่อผู้อื่นเพิ่มขึ้น ความเห็นแก่ตัวก็ลดลงๆ ไม่มีผิดไปจากความจริงอันนี้ มันง่ายจะตาย ได้ไหม ก็ทำให้ได้นะ มันไม่เห็นยากตรงไหนเลย
คนจิตเดรัจฉาน _ 0890015xxxปรากฏการณ์"ระเบิดความรัก" ถือเป็น"โอปปาติกะ"ได้หรือไม่ ระเบิดความรักนี้เป็นเรื่องของสัตว์ เป็นธาตุรู้ จิตนิยาม ที่กำหนดรู้สิ่งนี้ได้ เป็นธาตุเฉลียวฉลาด รู้สิ่งนี้ได้ แล้วมาประพฤติปฏิบัติ ก็เป็นประโยชน์เป็นคุณค่าต่อโลกนี้ การเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ คุณจะเป็นตัวเหตุ เป็นอนาคามียังไม่เป็นอรหันต์ ก็มีเหตุที่ผิดน้อย มีความสุขมาก เป็นประโยชน์คุณค่ามาก เป็นโทษน้อย แต่ก็ยังถือว่ามีโทษมีภัย ถ้าเป็นสกิทาคามีแน่นอนก็ยังเป็นคนที่มีกิริยากรรมเป็นพิษภัยมากกว่า ใช่ไหม ยิ่งเป็นแค่โสดาฯ รู้แค่โสดาบัน ก็ยิ่งจะเป็นพิษภัยมากกว่าสกิทาคามี ยิ่งเป็นปุถุชนก็อย่านับเลย เป็นโทษมีภัยนั้นอย่านับเลย ยิ่งเป็นต่ำกว่าปุถุชน เป็นเดรัจฉานนั้นก็ยิ่งหนัก น่าสงสารที่ได้ร่างมาเป็นคน แต่จิตใจนั้นเป็นจิตต่ำกว่าเดรัจฉาน เดรัจฉานที่ไม่ได้มีจิตใจต่ำอย่างที่ได้ร่างเป็นคน แต่จิตใจต่ำกว่าเดรัจฉาน อย่างนั้นแม้เป็นเสือเป็นสิงห์ก็ไม่เป็นโทษภัยต่อสัตว์อื่นมาก แต่ที่ได้ร่างมนุษย์มาแต่จิตใจต่ำกว่าเสือสิงห์ลิงค่าง มันต่ำทรามกว่านั้นอีก อันนี้สิเป็นความซับซ้อน มันคิดชั่วอำมหิตโหดร้าย ทำร้ายอะไรต่างๆ เอารูปงามที่ดีตื้นๆมาฉาบ แต่จิตใจอำมหิตโหดเหี้ยม ไม่ได้เห็นแก่คนอื่นที่เดือดร้อนทุกข์ทรมาน คนที่เห็นแก่ตัว แล้วก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เหตุปัจจัยที่มีอำนาจเงินทอง มีคนเคารพนับถือก็แล้วแต่ ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยประกอบเพื่อที่จะทำความชั่ว โดยเขาไม่รู้ตัว จะสารภาพผิดแล้วแก้ไขก็จะดีขึ้น แต่นี่กลับไม่ยอมสารภาพผิด ก็คือจะไม่แก้ไข แล้วจะชั่วดักดานไปอีกนานเท่าไหร่ คุณนะจ๊ะ คุณจะมั่วแต่ชั่วไปดักดานอีกเท่าไหร่ แล้วมาหลอกคนว่า ตนเองเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า แล้วทำไมขบถต่อคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างนี้ การหลอกคนนี้เป็นกรรมไหม แล้วเขาจะได้รับวิบากไหม เขาทำของเขาเองทั้งนั้นด้วยความโง่แล้วเมื่อไหร่จะตื่นเสียที ผู้ที่เข้าใจสัจจะอย่างที่ค่อยๆได้ขยายความไปนี้ ก็จะเข้าใจ แล้วเอามาปฏิบัติจนตนเองอยู่เหนือมัน แล้วก็จัดสรรให้เป็นประโยชน์ได้
_0893867xxxกราบขอบคุณพ่อครูกับธ. กามตัณหาหลงติดในกามวัตถุ! ภวตัณหาหลงติดในภพ จิต! วิภวตัณหาสิ้นกามหมดภพ! สกก.คนที่ไม่อยากเป็นอะไรเลย! เบื่อที่จะได้!หน่ายที่จะเอา! เอวัง ตอบ...ถูกต้อง พูดด้วยบัญญัติ แล้วเอาไปปฏิบัติให้เป็นจริ