590609_ทวช.งานอโศกรำลึก#35 บันลือสีหนาทเพชรพุทธสุดยอดศิลป์.docx
เนื้อหาในไฟล์
590609_รายการทำวัตรเช้างานอโศกรำลึก#35 ที่สันติอโศก เรื่องบันลือสีหนาทเพชรพุทธสุดยอดศิลป์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 9 มิถุนายน 2559 วันที่ 9 นี้เป็นวันครบรอบการครองราชย์ของในหลวงปีนี้ครบ 70 ปี วันนี้เราจัดงานอโศกรำลึกเพื่อเป็นการรำลึกถึงว่าเป็นวันที่เราได้รับใบข้อหาเหมือนกับธัมมชโย เขาได้รับใบข้อหาไปตามครรลองของบ้านเมือง ของเรานั้นก็ไปตามครรลองของบ้านของเมืองต่างกับคุณไชยบูรณ์ที่เขาเจตนาที่จะประพฤติอย่างนั้น ทำอย่างนั้นเพื่อสร้างอะไรให้กับตัวเองก็ตามก็เกิดจากจิตเป็นประธาน พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าเวลาจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตามให้ตรวจสอบสัญญา เวทนา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นธรรมะ 2 เป็นรูปนามปรุงแต่งกันตลอดเวลา เราก็อ่านรูป 28 นาม 5 นาม 5 นี้ ตัวผัสสะกับมนสิการเป็นเรื่องสำคัญมาก การปฏิบัติรูปนามต้องมีการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีสติรับรู้ทุกลมหายใจเข้าออก มีสติเป็นสติปัฏฐาน 4 เราลืมตาอยู่ก็ปฏิบัติสังวรปธาน ปหานปธาน มีผัสสะเป็นปัจจัย เราก็พยายามทำใจ เกิดผัสสะแล้วจะเกิดสังขาร ปรุงแต่งเป็นเวทนา เป็นองค์รวมคือกาย แล้วก็มีจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เป็นธรรมะ 2 เกิดสภาพที่เราต้องวิจัยวิจาร (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ) อาการของจิตมีวิตกคือเริ่มเกิดขึ้นมาเป็นอาการในจิตแล้วก็มาแยกแยะอาการ วิจัยวิจารณ์เข้าไปกำหนดรู้ใจในใจของเรา รู้เวทนา รู้สังขารโดยใช้สัญญา ธรรมะ 2 คู่แรกก็คือเวทนากับสัญญาแล้วก็อ่านลงไปถึงเจตนาว่าในเจตนานั้นมีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อ่านกายของตนแยกออกในธรรมะ 2 ที่เป็นองค์ประชุมคือกายจนกระทั่งเราสามารถที่จะจับตัวเหตุที่เป็นภัยและจัดการมันได้ มันมีกามวิตกพยาบาทวิตก เข้ามาร่วมปรุงแต่งอยู่ในจิต เราก็พยายามจัดการด้วยปหานปธาน มีการสำรวมอินทรีย์ 6 ผู้ใด
อ่านต่อ
ไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ผู้นั้นไม่ได้ปฏิบัติธรรม ตากระทบโลกต้องมีสติรู้ตัว หูกระทบเสียงก็ต้องมีสติรู้ตัวว่ามันมีอะไรดึงดูด มีอะไรปรุงแต่งพาเราไปกับโลกเขาหมด ถ้าอย่างนั้นก็เป็นปุถุชนธรรมดาที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเลย ทุกคนต้องการความเจริญของชีวิตไม่ว่าจะเป็นยาจกไปจนถึงมหาเศรษฐีแต่คำว่า“เจริญ”นั้นยังอวิชชาอยู่ ไม่มีหลักการในการดำเนินชีวิต อย่างชาวอโศกนี้มีหลักการดำเนินชีวิตกินอยู่หลับนอนตามพระพุทธเจ้าสอนไว้ ถ้าสติตกหมายความว่าเราไม่มีการระลึกถึงธรรมะ ตามันดึงดูดไปกับโลกกับรูป เสียงได้ยินก็ถูกดึงดูดไปกับโลก ลิ้นกระทบรสก็ถูกดึงดูดไปกับโลกตกเป็นทาสของโลกเขา ว่าจะต้องเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ว่าเป็นความเจริญที่ประกอบไปด้วยกามและอัตตา มีแต่ความต้องการเป็นเทวดาที่เจริญด้วยการแย่งเอามาให้ได้ แย่งในลาภยศสรรเสริญความสุขอย่างน้อยก็สุขจากกามสุข จากอัตตา ตั้งแต่เกิดมาตัวเล็กๆอุแว้มาก็แย่งแล้ว โตขึ้นมาก็แย่งลาภยศสรรเสริญ คนเราไม่รู้ว่าความเจริญแบบนี้เป็นการจมในภพชาติ พัฒนาให้เป็นเทวดาแล้วสอนผิดว่าเป็นเทวดาจะได้ขึ้นสวรรค์แบบคนที่ตายไปแล้ว จิตวิญญาณจะไปเป็นเทวดาในสวรรค์ไม่เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าสอนว่าจิตวิญญาณอยู่ตอนเป็นเป็นนี้แหละให้เรียนรู้ตอนเป็นเป็น มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ทวารทั้ง 6 นี่แหละให้หาตัวการที่เป็นกิเลสตัณหาอุปทาน แล้วกำจัดกิเลส แยกกายแยกจิตได้ การแยกกายแยกจิตนี้ไม่ได้เน้นมาเป็น 10 ปีเลย มีมวลและกรรมฐาน 5 ผมขนฟันเล็บผิวหนัง ต้องเข้าใจความเป็นกาย ทำกายให้สะอาดบริสุทธิ์ไม่ทำบาปทั้งปวง สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ทำแต่กุศลให้ถึงพร้อมกุสลัสสูปสัมปทาเพราะได้ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ สจิตตปริโยทปนังแล้ว เป็นปุญญปาปปริกขีโณ เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาปเป็นพระอรหันต์ไปโดยสมบูรณ์ นั่นคือผู้ที่ศึกษาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า คนที่ต้องการแต่เป็นเทวดานั้นคือคนโง่ ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาอเทวนิยมไม่เป็นเทวดา เทวดานั้นที่จริงคือมาร แต่เราหลงว่าเป็นเทวดา 6 ชั้น การเรียนรู้เทวดานั้นให้เรียนรู้ตอนเป็นเป็นไม่ใช่ตอนตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้ผัสสะในปัจจุบันเป็นปัจจัยมีเวทนาเป็นกรรมฐาน พระพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้รูป 28 รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ใช้สัญญากำหนดรู้ในธรรมะ 2 แยกนามกายได้ ถ้ามีชื่อของสิ่งที่เรารู้ก็เรียกชื่อได้ อันนี้ชื่อว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ตัวคน หรือวัตถุ อันนี้เป็นธาตุไหลไปไหลมารวมตัวกันเรียกว่าน้ำ อย่างนี้เคลื่อนไปไม่เห็นตัวเลย แต่มันก็รู้ว่าเคลื่อนได้เป็นลม ดิน น้ำ ก็มีพลังงานไฟอยู่ มีเย็นร้อนอ่อนแข็ง เมื่อรวมตัวกันเป็นดิน แถมธาตุวิญญาณ ธาตุ อากาสธาตุในนั้นหมด วิญญาณก็อาศัยในธาตุทั้ง 4 นี้ รวมตัวในช่องว่างคืออากาศ แล้วในอากาศนี้มีพลังงานบวก ลบ เคลื่อนไหวอยู่ มันมีอาการ 32 ทำงานอยู่ในอาการของเรา พระพุทธเจ้าให้พิจารณา กรรมฐาน 5 พร้อมขนฟันเล็บผิวหนัง สิ่งเหล่านี้ไม่มีจิตมโนวิญญาณเข้าไปร่วมแล้วขาดไปจากปสาทรูป มันไม่มีโคจรรูปไปร่วม สัมผัสอย่างไรก็ไม่เกี่ยว เป็นส่วนที่หลุดไปจากร่างกายของเราแล้ว ไม่เป็นกายเด็ดขาด เช่นอุจจาระหลุดร่วงไปจากร่างกายแล้วไม่เป็นกาย ปัสสาวะหลุดไปแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง น้ำมูกน้ำลายน้ำหูน้ำตาแม้แต่ขี้ไคลหลุดไปจากร่างกายแล้วเราก็ไม่มีความรับรู้สึกอะไรกับมันได้ ที่ตัดออกไปจากร่างนี้ไม่ใช่กายแล้วให้เรารู้ว่าตอนไหนคือกาย ตรงไหนคือกาย ตอนไหนไม่ใช่กาย ผมขนเล็บที่เป็นภายนอก พหิทารูปานิ ที่รับรู้ได้ ติดกับร่างอยู่แต่มันไม่เป็นกายแล้วแต่ยังไม่ขาดจากกายนี้ ผิวข้างนอกติดกับกายแต่ไม่ใช่กาย เราจะต้องทำให้ยึดตัวตน แต่รู้ว่ามันอยู่ในลักษณะไหน เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ไม่มีธาตุชีวะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้น เรายังมีจิตเข้าไปร่วมรับรู้ได้ เรียกว่ามีจิต กายนี้คือจิต อย่างอุจจาระปัสสาวะที่ถ่ายออกไปก็หลุดออกไป มันก็รู้ได้ง่าย มันไม่เกี่ยวกับชีวะเราแล้ว ไม่มีอาการ 32 ในผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันก็ยาวออกมาเกินขีดที่ไม่ใช่กายเราแล้วแต่มันยังติดกับร่าง มันเป็นพีชนิยามไปแล้ว เนื่องต่อไม่ตัดขาดกัน ถ้าเราตัดออกไป ก็รู้ว่ามันไม่ใช่กาย แต่ถ้ามันติดกับเราอยู่ เราก็รู้ได้ยากว่าไม่ใช่กาย เราก็มักจะยึดมันอยู่ เช่น ผมนี่อยู่บนหัวเราก็ยึดว่าเป็นผมของเรา มันก็เป็นสมมุติที่ยึดทรงผมต่างกัน เช่น ในจีนแมนจูก็โกนออกไปส่วนหนึ่งถึงบอกว่าดี แล้วแต่สมมุติกันไป เล็บก็ต้องไว้เล็บอย่างนั้นอย่างนี้ บางคนไม่ตัดเลยปล่อยยาว เราจัดงานให้เกิดการรวมตัวกัน อยู่ด้วยกันจะเห็นแก่ตัว เสียสละแค่ไหน จะขัดแย้งกันขนาดไหน การจัดงานก็เพื่อได้ตรวจสอบตัวเอง แม้ที่สุดเราต้องมีการประกวดแสดงแข่งขัน เราก็ทำไปตามประสาเพื่อให้อ่านอริยาบทอ่านอะไรต่างๆนานาในการอยู่ร่วมกัน นักแสดงอย่างนี้กระทำอย่างนี้ เราจะยึดมั่นถือมั่นเกินไปไหม แพ้บ้างชนะบ้าง แสดงออกด้วยดีบ้างไม่ดีบ้าง โจทย์พุทธะสมมติเป็นผู้แสดงตัว ผู้สมมติเป็นผู้รับรู้ หลายคนมางานนี้เข้ามาดูมาสัมผัสมากิน มาอยู่ มานอน ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ก็จะได้รู้จิตของเราในการอยู่การกิน การนอน คนหลายคนมาร่วมกันมาแสดงออกก็จะได้เห็นบางคนก็มาเรียนรู้ไม่ได้ช่วยอะไรไปตามที่เขาพาทำ แต่ไม่ได้ทำใจในใจเลย คนเรานั้นก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้วสะสมความเอาเปรียบการกินแรงวัตถุของเพื่อนที่ทำมา พวกเรามางานนั้นถือว่าเป็นเจ้าภาพทั้งนั้น ช่วยกันคนละไม้คนละมือแล้วเราก็มีแขกที่ไม่ใช่สมาชิกมา แต่พวกเรานี้เป็นสมาชิกร่วมกันหมดหรือญาติธรรม เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นญาติกันทั้งนั้น ความเป็นญาติธรรมก็คือการพึ่งเกิดพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายก็ได้ การแสดงออกเหล่านี้การแสดงต่างๆก็ไม่ใช่งานอาชีพเป็นการละเล่นเป็นเรื่องเล่นเล่น ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาจริงจังอะไร ถ้าเราเห็นการจัดการนี้เป็นการเล่นสนุกไปเลย พวกนี้ไร้สาระ เรามางานนี้ก็มาสมัครที่จะเล่นไม่ใช่งานประจำชีวิต ไม่ใช่ occupation ไม่ใช่ amature คนคิดแบบนี้เข้าใจถูกแล้ว จะมีแข่งขันโชว์กันเพื่อเอาชนะ คนที่แสดงออกมาแล้วเป็นที่ยอมรับเด่นเก่ง โก้วิเศษทำอะไรเด่นๆโลกจะเน้นไปเช่นนั้น จนต้องทำ act เด่นตลอด จนกลายเป็นอาชีพไป เก่ง Act เก่งเลย สร้างภาพตลอดเวลา คนที่สร้างภาพเก่งตลอดเวลาคือคุณไชยบูลย์ แทนที่จะเป็นแต่ amature ก็ทำเป็น professional เลย ภาษาไทยเรียกง่ายๆว่า มาดัดจริต คนเราถ้าจะดัดจริตให้เป็นสุจริตก็เป็นการระมัดระวัง กายวิญญัติ วจีวิญญัติที่เป็นนัจจะคีตะ วาทิตะ กายวิญญัติคือองค์รวมรูปนามที่เคลื่อนไหวออกมาเป็นนัจจะ อย่างอาตมาแสดงออกตอนนี้พวกเราก็เห็นก็ได้ยิน มีแต่อ.เป็นต้นที่ไม่เห็น แต่นอกนั้นก็ทิฏเฐ ได้เห็น มีได้ยินสุเต แล้วมีมุตเต (ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสเสียดสี) เราทำออกไปแต่ละกรรมมีผลทั้งนั้น อาตมาแสดงออกไปให้ธรรมเป็นทาน อธิบายธรรมะเป็นสิ่งประเสริฐ คนที่ได้รับฟังไปเกิดผลทั้งนั้น บางคนรับได้ผลมาก ดีไม่ดีตั้งใจฟังไป แต่ว่าบางคนก็คิดว่า พูดอะไรนะ กวนมากเลย มันก็เกิดผล มหานิสังสา ถามจริงๆ อาตมาพยายามบรรยายไปนี่ พยายามผลิตคำสอนคำอธิบายคำบรรยายนี้ ที่อาตมาบอกบางทีเป็นการตำหนิคำบอกคำสอนจนถึงด่าบริภาษ คุณว่าที่อาตมาพูดไปนี้ใครฟังก็ได้ยินเสียงเดียวกันแต่คนบางคนคิดว่าเป็นศัตรูของเขา แต่อาตมาแสดงออกไปนี่เป็นกุศลเจตนา คนฟังแล้วเป็นกุศลก็จะได้ชำระจิตให้สะอาดได้มาก แต่ว่าคนที่ฟังแล้วเป็นอกุศลโมหะยึดผิดหลงผิด พอเขาได้ฟังสิ่งที่แย้งกัน เขายึดสิ่งที่เขาเห็นว่าถูก มันก็กระทบกระเทือนใจไม่ชอบใจ เคืองใจโกรธ มากเข้าก็ผูกโกรธ มีอุปนาหะต่ออีก เป็นกระบวนอุปกิเลส 16 ยึดถือกันไป ผู้ที่มาฟังอาตมาพูดนี้ มาร่วมทำอะไรต่ออะไร จะอยู่ในงานหรือนอกงานก็ดี ได้สัมผัสแล้วเอาคำเทศน์อาตมาไปได้ประโยชน์คือเรารู้ เมื่อได้รับฟัง ทิฏเฐ สุเต มุตเต วิญญาเต แล้วเกิดความรู้ ความรู้นั้นมีพลัง เข้าใจซาบซึ้ง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ ฟังธรรมมีอานิสงส์สมบูรณ์เลย เข้าใจ ในสิ่งที่เราข้องใจ ทำให้ทิฏฐิเราตรงขึ้น จิตเราก็โล่งสว่าง เบิกบานใจ จิตตมัสสปสีทติ ได้อานิสงส์เช่นนี้ไปเรื่อยๆ อาตมาก็พยายามแสดงธรรม แม้หัวข้อเก่าก็พยายามขยายรายละเอียด ในงานนี้อาตมาก็ยังแสดง“ทานสูตร”เป็นหลัก ทุกคนจะทำกรรมกิริยาออกไป นอกจากออกไปแล้วจะเอาอะไรเข้ามา ก็ต้องเอาความรู้เพื่อจะเอามาเปลี่ยนแปลงตนเอง สัมผัสเกี่ยวข้องกรรมกิริยากับใครก็ตามเราต้องมีอะไรออกหรือเข้า ผู้ที่รู้การเอาออกคือผู้รู้จักบวช (เนกขัมมะ) เอาอะไรออกก็เอาอวิชชา เอากิเลสออก เอาตัวที่ฝังเป็นอนุสัยอาสวะที่ติดมาตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานจนมาเป็นมนุษย์ มาเป็นอเวไนยสัตว์ แล้วพัฒนาเป็นเวไนยสัตว์ที่รู้โอปปาติกสัตว์ได้ ชาวอโศกพูดถึงเทวดามารพรหม ก็จะรู้ว่าคืออะไร ธรรมดาคนทั่วไปจะพยายามพัฒนาตนให้เป็นสมมุติเทพ เทวดา 6 ชั้นนี่แหละ ตั้งแต่จตุมหาราช คนที่ต้องไปเป็นเทวดาแบบนั้น ก็เป็นแค่สมมุติเทพ โง่สุดตั้งแต่ขั้น 1 ก็จะซับซ้อนมาเป็นชั้นอื่นๆคืออาการของคนโง่ทั้งนั้น ผู้ใดล้างสวรรค์ 6 ขั้นนี้ได้เป็นพรหม ไม่มุ่งหวังจะได้อะไรคืนมาในการให้ทาน ไม่ผูกพันไม่สะสมกิเลส ผู้ที่มาร่วมงานนี้มีทั้งหวังที่จะมากินอร่อย หรือมาเพื่อร่วมงานเป็นเจ้าภาพร่วมกันหรือมาเป็นผู้ร่วมจัดงานเลย ทุ่มแรงกายแรงใจก็ได้สวรรค์มากหน่อย เป็นเจ้ากี้เจ้าการเลยคือทำอย่างเป็นใหญ่เป็นโตเลย แต่ถ้ามาเป็นเจ้างานเจ้าการโดยไม่แสดงอาการเจ้ากี้เจ้าการ คำว่า“เจ้าการเจ้างาน”กับ “เจ้ากี้เจ้าการ”นี้ต่างกัน ถ้าเจ้ากี้เจ้าการคือมาเป็นใหญ่เป็นโต คำว่าเจ้างานเจ้าการคือมาช่วย แล้วให้ได้ประโยชน์แก่ตัวเอง คือได้ทานได้ให้กันไหม ได้สละออกหรือได้ให้กันไหม ทานนี่ขั้นเนกขัมมะ (ปวช คือการออกบวช ) คำว่า ออกเป็นภาษาไทย คำว่าบวชก็แปลว่าเอาออก คำว่า เนกขัมมะ ไปถึงขั้นนามธรรม ส่วนคำว่าบวชนี้รวมรูปธรรมด้วย ให้ติดเป็นนิสัย วิสัย ถ้าพูดหรือทำเช่นใดไม่ดีก็เอาออก งดเว้น เว้นขาดไม่ทำ จนฝังใจเป็นอนุสัยอาสวะ ผู้ที่รู้ว่าสิ่งไม่ดีติดในอนุสัยเราก็เอาออกไป จนมันไม่เป็นตัวร่วมเลย ตัวพลังงานนี้ไม่มีมาบงการเลย ก็ต้องเรียนรู้ เอาอกุศลจิตออก พูดว่าเอาออกนี้ ก็ต้องรู้ตัว รู้ด้วยปัญญา ทำความเข้าใจให้เกิดเป็นพลังงาน เป็นกำลังแล้วเกิดบทบาท ไปมีผลต่อดินน้ำไฟลม เป็นผลต่อสัตว์บุคคลต่างๆ มันมีกิจการงานบทบาทตลอดเวลา ในสังคมตอนนี้พระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุม บอกว่าคดีธัมมชโยนี้เป็นเรื่องคดีทางโลกไม่เกี่ยวกับทางธรรม อย่างนี้ไม่ถูกต้องหรอกที่พูดเช่นนี้เพราะ DSI ให้ตั้งข้อหาให้มารับข้อหา เพื่อจะได้สอบสวนต่อไปว่าท่านผิดกรณีร่วมฟอกเงิน รับของโจร เป็นความผิดทางโลก เป็นความผิดทางธรรม เพราะผิดทางธรรมที่หยาบแล้วจนผิดทางโลกด้วย ผิดปาราชิกข้อ 2 เรื่องเงินทองเรื่องของโจรด้วย แล้วพระที่เป็นเจ้าคณะบอกว่าไม่ใช่เรื่องนี้ ที่จริงมันยิ่งกว่าขั้นอธิกรณ์แล้ว อธิกรณ์แปลว่า เรื่องอนุวาทาธิกรณ์คือเรื่องโจทย์กัน วิวาทาธิกรณ์คือเรื่องที่กำลังเป็นเรื่องอยู่ตอนนี้เป็นต้น ต้องเป็นกิจจาธิกรณ์คือเรื่องที่สงฆ์ต้องร่วมกันทำหน้าที่สอบสวนตัดสินแต่เจ้าคุณท่านนี้ท่านปฏิเสธเลย เรื่องเงินเรื่องทอง เขาก็แปลเบี้ยวบาลี แปลเงินว่าเป็นปัจจัย(มีภาพป้ายว่า พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าพระรับปัจจัยแล้วกลายเป็นรับของโจร) เงินทองคืออสรพิษ ปัจจัยคือเครื่องอาศัย ได้แก่ ข้าว น้ำ อาหารต่างๆ ที่อยู่ ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม บริขารต่างๆ ก็ใช่ แต่เงินคืออสรพิษสำหรับนักบวช ที่จริงบวชนี่ พอประสีประสาแล้วรู้ทุกคนว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า เงินคืออสรพิษ ถ้าคุณมาบวชห่มจีวรแล้ว ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยว่า เงินคืออสรพิษ ไม่ใช่ปัจจัย อย่าเบี้ยวบาลีว่าเงินคือปัจจัย มันต้องสละออก ถ้ามีในตนก็เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ เป็นอาบัติ อาบัติที่ปลงไม่ตก ถ้าไม่เอาวัตถุนั้นออกจากตัว นิสสัคคียะ (นิสสัคคะ แปลว่าไม่ใช่สวรรค์ แต่ไปหลงว่าการมีเงินนี่เป็นสวรรค์) ในศาสนาพุทธสอนนิสสัคคียปาจิตตีย์เป็นโทษสำหรับภิกษุ แต่เอามาเป็นสวรรค์มาเป็นตัวเป็นตนเป็นของน่าได้ เป็นของกู แท้จริงเป็นพระนี่ต้องเอาออก แต่ไม่มีความรู้เลย มีแต่ความโง่ โง่ดักดานว่า ต้องเอาเงินมาเป็นของกู ยึดเป็นของกูแล้วโกหกอีกว่า กูไม่ได้เอา กูบริสุทธิ์สะอาด นี่ถึงขนาดมีเช็ค มีบัญชีเงินฝากในธนาคาร พระไปมีเช็คได้อย่างไร เช็คมันคืออุปกรณ์ของทุนนิยมพวกฆราวาสในระดับนายทุน เจ้าเงินเจ้าทอง คนระดับกิจการเล็กเขาไม่ใช้เช็คหรอก เป็นพระนี่ต้องห่างแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ เป็นพระจะต้องไปทำหน้าที่สัญญาการเงินกับฆราวาส เราเป็นนักบวชแล้ว ไปเปิดบัญชีมีชื่อสัมพันธ์กับธนาคาร ดูแลการเงินเอาเข้าเอาออก ให้ถอนเงินฝากเงินได้ แสดงความเป็นเจ้าของว่าเงินกู ที่ดินก็มีอีกต่างหาก บอกตรงๆว่าไม่ใช่พระหรอก ไม่ใช่ภิกษุแล้ว คนที่มีขนาดนั้นมันเกินกว่านิสสัคคียปาจิตตีย์ไปไม่รู้กี่โยชน์ ก็ขอสรุปเลยว่า พระที่ได้ฟังอาตมานี้ ใครยังมีเงินในบัญชีเงินฝาก มีบัญชีเงินฝากอยู่ ทำสัญญากับธนาคารนั้นๆนี้ๆ ผู้นั้นไม่ใช่พระไม่ใช่ ภิกษุเป็นพระอปกตัตตะ(พระที่ไม่บริสุทธิ์ต้องอาบัติอยู่) อยู่ตลอดกาลนาน เข้าไปในสังฆกรรมใด สังฆกรรมก็โมฆะทั้งนั้นคนพวกนี้ แล้วมันจะมีพระเหลือบ้างไหมนี่ อาตมาเอาหลักวิชามาพูด ไม่ได้พูดโดยใส่ความ พูดเพื่อเตือนสติ สำนึกเสียบ้าง การออกบวชนั้น เป็นการญาติปริวัตตังปหายะ(ตัดขาดจากญาติสายโลหิต) มีโภคขันธาปหายนะ(ตัดขาดจากทรัพย์สมบัติ) มาอยู่กับเหล่ากอของพระพุทธเจ้า มาฟังธรรมศึกษาปฏิบัติ ทรัพย์สินเงินทองข้าวของทางโลกทิ้ง (ปหาน) หมดแล้วไม่เอาเป็นของตัวของตนแล้ว แต่กลับมาสะสมเงินทอง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นฆราวาสแล้วไม่มีเงินมีทองอะไรหรอก หาเช้ากินค่ำ พอมาบวชแล้วรวยเอาๆ มากเอาๆ สะสม เอ๊ มันมาบวชหรือมา Bad มันเสื่อมจริงๆเลย พูดไปแล้วขออภัยคนที่หมั่นไส้อาตมาเพราะว่าอาตมาพูดถูก เถียงไม่ได้ นอกจากพูดถูกแล้ว...มันด่ากูๆๆๆ กูก็เถียงไม่ได้เพราะว่าจริงของมัน ก็เลยหมั่นไส้ ชังน้ำหน้าๆ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดสัจจะ ความจริง สิ่งที่ถูกต้องกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องอะไร เพราะฉะนั้นมันเสื่อมมากเลย พระมีเงินไม่ได้ มันนอกรีตมานานแล้ว แล้วมาบอกว่าพระที่ไหนมาบวชแล้วไม่ใช้เงิน ยุคนี้มันไม่ได้ ก็พวกอาตมามาบวชเป็นภิกษุมาเป็นสมณะ เป็นเหล่ากอของสมณะ ผู้มาประพฤติตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ทำพิธีผ่านการบวชมา อาตมาก็ผ่านการบวชตามพระวินัยของพระพุทธเจ้าก็เป็นสมณะ เป็นภิกษุยุคเดียวกับพวกคุณนี่แหละ อาตมาก็ภูมิใจว่าสมณะของพวกเราไม่ได้ใช้เงินใช้ทองไม่ได้สะสมเงินทอง ไม่เป็นพระนิสสัคคียปาจิตตีย์ เป็นพระอปกตัตตะอยู่ตลอด อย่าว่าแต่สมณะเลย แม้แต่สิกขมาตุนักบวชหญิงของเรา ที่มีศีลข้อ 10 ชาตรูปรชตปฏิฆหนาเวรมณีได้ นี่ไม่เข้าใจดันไปเรียกเงินว่าปัจจัยอีก จะเบี้ยวบาลีไปถึงไหน มันอสรพิษไม่ใช่ปัจจัยอะไรเลย แล้วโมเมพูดไปหลอกไป ไม่เข้าใจเลย สมณะภิกษุ ใครมาบริจาคก็รับเงินผ่านมือได้ อย่าพาซื่อว่าแตะต้องจับต้องไม่ได้เลย ก็ยุคนี้เงินหรือธนบัตรเป็นสื่อกลางเป็นสารพัดนึกก็แล้วแต่เสร็จแล้วรับมาเราก็ต้องเอาเขากองกลางมีไวยาวัจกร มีผู้ดูแล มีผู้จัดการให้ กองกลางดูแล แต่พระเอาเงินไปใช้ซื้อขายไม่ได้ เป็นอาบัติทั้งนั้น ยิ่งบวชมานาน มีตำแหน่งหน้าที่เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จ รู้หมดแต่ก็ยังทำอยู่ พูดแล้วมันช้ำใจจริงๆ อาตมามาพูดความจริงนี้ทำให้เขาชังนำ้หน้า ดีไม่ดีเขาว่า หมู่สงฆ์ใหญ่เขาอัปเปหิออกมาแล้วนะ แล้วก็ไปเชื่อกัน ก็อัปเปหิอาตมาได้ที่ไหน อาตมาแยกเป็นนานาสังวาสมาก่อนแล้ว อาตมาได้ลาออก เป็นนานาสังวาสกับมหาเถรสมาคมแล้วตั้งแต่ 7 ส.ค. 2518 ผู้ใดเป็นพระแล้วมาอธิกรณ์ ทำปกาสนียกรรมอาตมาหลังวันที่ 7 ส.ค. 2518 นั้นผิดพระธรรมวินัยหมด แต่ติเตียนตำหนิได้ ไม่ผิดพระวินัย ผู้ใดที่อยู่ในสงฆ์หมู่ใหญ่ถ้ามาเจ้ากี้เจ้าการอาตมา หลังวันที่ 8 ส.ค.2518 เป็นต้นไปถือว่าผิด ถ้าตำหนิแรงหรือเบาทำได้แต่ไปหาเรื่องถึงอธิกรณ์ฟ้องร้องไม่ได้ พระพุทธเจ้าได้วางหลักเกณฑ์ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลก่อนแล้ว แต่ว่าพอมีผู้ทำละเมิดศีลก็ต้องมีพระวินัยตั้งมาทีหลังอีก มีบทลงโทษ คาดโทษไว้ มีอธิกัมมิกะ ต้นเรื่องทำผิด วันนี้วันสุดท้ายของงาน ขอเปล่งเสียงสีหนาทออกไปว่า... อาตมาเกิดมาในชาตินี้มาเพื่อรื้อฟื้นเพื่อขจัดมารแท้ๆ ไม่ใช่ให้นายชัยบูรณ์ไปพูดว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นผู้จัดการ แต่แท้คือผู้ทำมารต่างหาก อาตมาคือผู้ปราบมารที่แท้จริง แต่การปราบมารของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ตีรันฟันแทง แต่ว่า ใช้หอกปากนี่แหละ แต่ไม่รู้แทงเข้าหรือเปล่า? ขอบอกไปว่าผู้ที่มีหน้าที่ดูแลศาสนา ทำไมทำปู้ยี้ปู้ยำศาสนาขนาดนี้ เจตนาตำหนิให้เอาไปแก้ไขปรับปรุงบ้าง ขออภัยที่ต้องยกตัวตนว่าเป็นผู้รู้ผู้ถูกแล้วก็ต้องว่าผู้ผิด มาถือดีที่ไปว่าพระผู้เจริญบางจำพวก ภิกษุผู้เจริญบางจำพวก เขาถือว่าเขาเจริญแต่อาตมาว่ามันเสื่อม เราทำทานต้องไม่มีจิตที่จะหวังว่าจะได้อะไรมา หรือผูกพัน สั่งสม หรือคิดว่าตายไปจะต้องได้อะไรได้เสวยผลอะไร จบ