350712 การเมืองกับธรรมะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350712 การเมืองกับธรรมะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
การเมืองกับธรรมะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 12 กรกฎาคม 2535
ท่านผู้ยังใฝ่ในพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย ก่อนอื่น ตอนนี้ก็อยู่ในยุค ในสมัยที่เขากำลังหูผึ่งกัน ในเรื่องการเมือง ก่อนจะได้บรรยาย ลึกซ้อนเจาะลึก เข้าไปในเนื้อธรรมะนั้นน่ะ ซึ่งอาตมาตั้งใจว่าจะอธิบายเนื้อธรรมะ เรื่องอะไรที่จะบรรยายกันในวันนี้ ก็ขอเกริ่นในเรื่องของภาวะปัจจุบันนี้ คือเรื่องการเมืองเสียก่อนว่า ชาวอโศกเราตอนนี้นี่ มีผู้เข้าใจดีในเรื่องว่าการเมืองคืออะไร แล้วประชาธิปไตย หรือการเมืองของประเทศ ก็ชักกระเตื้องขึ้น 60 ปีมาแล้ว มันมีรอบอะไรรอบหนึ่งขึ้นแล้ว แล้วก็เกิดความตื่นตัวหรือเกิดความรับรู้ประชาธิปไตย ขยายรอบ ขยายเนื้อขึ้นมาขนาดหนึ่ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งคราวนี้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งในภาวะที่เกิดความเข้าใจใหม่ขึ้นในสังคมประชาธิปไตยของประเทศไทย มันจะมีอะไรแปลกให้เราดู มันจะมีผลอะไรให้เราพิสูจน์พอสมควร จะมากหรือน้อย ก็จะดูผลอันนั้นกันตามความเป็นจริง เพราะตอนนี้เรายังไปฟังโพล (poll) ไหนๆที่จะไปสุ่มไปอะไรต่ออะไรยังไม่ได้ทีเดียว เพราะว่ามันจะมีทั้งตัวพวกพลังเงียบ หรือว่าพลังที่กำลังพัฒนา มันมีทั้งผู้เงียบที่ยังเงียบอยู่ มีทั้งผู้ที่ไม่ยอมเงียบ แล้วออกมาปรากฎตัว เราจะสังเกตได้ แต่ก่อนไม่กล้า แต่ก่อนไม่แหยม ไม่อาจหาญแกล้วกล้า หดหัว แต่ตอนนี้มีความกล้าหาญขึ้นมาประกาศ ปรากฎตัวขึ้นมาส่วนหนึ่ง ฟังดีๆนะ ส่วนยังเงียบอยู่นั้นก็มีอยู่ เรียกว่าพวก silent majority นี่ยังมีอยู่ พวกพลังเงียบ นี่ยังมีอยู่ส่วนหนึ่งแน่นอน ไม่น้อย แต่ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้น มีเพาเวอร์ขึ้นส่วนหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจะแสดงออก ในลักษณะที่เขาควรจะแสดงออก เขายังจม
อ่านต่อ
อยู่ในภาวะเงียบอยู่ ยังเป็นพวก silent อยู่ ยังเงียบอยู่ ยังไม่กล้าปรากฎตัว ก็ยังเป็น majority อยู่ ยังเป็นจำนวนมากอยู่ ไม่ใช่จำนวน น้อยหรอก ยังเป็นจำนวนมาก ยังเป็นจำนวนใหญ่อยู่เหมือนกัน ส่วนปรากฏตัวที่โผล่ขึ้นมาแล้ว แกล้วกล้าขึ้นมาแล้วนี่ ประกาศตัวตนออกมาบ้างแล้ว ก็มีส่วนหนึ่งขึ้นมาอย่างแปลกตาๆ แต่อาตมาขอยืนยันได้ว่า ก็ยังไม่ถึงขั้น majority ยังไม่ถึงขั้นส่วนใหญ่แน่นอน ยังเป็น minority อยู่นั่นแหละ แต่มันกว่านั้นน่ะ ยังมากขึ้นบ้างๆ มากขึ้นกว่าเก่า แต่ไม่ถึงขนาดเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ถึงขนาดเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ผู้ที่ยิ่งเปิดเผยอยู่อย่างเก่า แล้วกล้าหาญแกล้วกล้าอาจหาญ ประกาศ ศักดาทำงานอยู่แล้ว เต็มที่แล้ว ก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งมีผลในทางกล้า แล้วก็ก้าวในทางกล้า แล้วก็ก้าวขึ้นไปอีก ไม่ใช่กร้าวนะ มันเป็นการก้าวหน้า แล้วก็กล้าที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีกช่วงหนึ่ง เพราะมันมีผลทำให้เราเห็นว่ามันดี มีคนรับได้ แล้วความถูกต้องอันนี้ ขานรับกัน มี effect มีผลสะท้อน มีตัว reaction อยู่อย่างมากพอทีเดียว ซึ่งใครตาไม่บอด หูไม่หนวก ก็คงจะได้รับซับทราบข่าวคราว หรือกระแสของผลทางสังคม มันเป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรมอยู่ในตัว มันมีทั้งสองด้านทั้งรูปทั้งนาม มันมีผลทางนี้อยู่ให้เราได้อ่านได้รู้ อาตมาได้เทศน์ ได้บอกจุดสำคัญของการเมืองไปแล้วว่า จุดสำคัญของการเมืองที่เมืองไทยเราบกพร่อง คือจุดที่ถูกนักการเมืองใช้เล่ห์ อาตมาขอยืนยันว่า เขาจะใช้เล่ห์ด้วยเจตนาหรือโง่ก็ตาม โง่เพราะไม่รู้แล้วอาตมาถือว่ามันเป็นเล่ห์ มันเป็นความฉ้อฉล ได้ใช้อันนั้นมาปิดกั้น ไม่ให้ประชาชนได้รับความรู้ทางการเมือง จนประชาชนชาวไทยเข้าใจผิด แม้แต่นักวิชาการเอง แม้แต่ผู้ที่มีปัญญาถือว่าปัญญาชนเองก็ตาม พลอยเข้าใจผิดไปว่า คนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่เล่นการเมือง ไม่ทำงานการเมือง คือคนที่อย่าไปรับรู้การเมือง เขาจะทำการเมืองกันยังไง ช่างหัวเขา ฉันก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นกระแสความหมายอันนี้แหละ มันแพร่ไปจนกระทั่งคนที่เข้าใจกันอย่างโต่งๆไป ก็เลยเข้าใจว่า อ้อ คนที่ไม่ยุ่งการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่เล่นการเมือง ไม่ทำงานการเมือง ก็คือ ประชาชนทำมาหากิน ไป การเมืองก็ปล่อยเขาซิ หน้าที่ของนักการเมือง เขาทำงานของเขาเองแหละ ก็ ปล่อยให้เขาทำไป เขาก็ปู้ยี่ปู้ยำการเมืองไปตามชอบของเขา เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่เข้าใจอย่างนี้ ก็เลย คนส่วนใหญ่ของประเทศ คือประชาชน ก็เลยไม่ใช้สิทธิหน้าที่ ไม่เป็นอำนาจของประชาชน อำนาจประชาธิป ไตยจึงไม่เกิด เกิดอำนาจของคนกระหยิบมือหนึ่ง ที่เข้าไปทำงานการเมืองที่ประชาชนวางมือ ปล่อย ไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำการเมืองไป การเมืองจึงเหลวๆเละๆ อยู่ตามอำนาจคนพวกนั้น เผด็จการกลุ่ม ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะประชาชนไม่เอาอำนาจของตนเองมาใช้ ไม่เป็นกำลังอำนาจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยความเข้าใจผิดดังที่กล่าวนี้ ไม่เอาตาดูหูฟัง รู้สึกตัวอย่างนี้กันไหมนี่ อาตมายังเคยเข้าใจผิดเลย อาตมาไม่เคยสนใจเลยนะ แม้แต่หน้าที่พลเมืองดีอันหนึ่งว่า ถึงเวลาเลือกตั้ง ส.ส. ไปลงคะแนนซิ อาตมาไม่เคยไปลงคะแนนเสียงให้ใครเลยในชีวิตจนป่านนี้ แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว ตั้งแต่โน่นแหละ ตั้งแต่มีสิทธิ์ออกเสียงมา อายุ 20 ปีมา จนเดี๋ยวนี้จะ 60 แล้ว ปีหน้าก็อายุ 60 แล้ว อาตมาไม่เคยไปลงคะแนนเสียงเลย สักครั้งเดียว นี่เป็นพลเมืองเลว หน้าที่พลเมืองต้องไปเอาใจใส่ ต้องไปดู ไปทำหน้าที่ ไอ้ยิ่งไปลงคะแนนเสียงนี่ เป็นหน้าที่โดยตรงที่รู้กันอยู่แล้ว มีหน้าที่พลเมือง จะต้องไปกระทำ ไม่ใช่หน้าที่พลเมืองดี คือไปลงคะแนนเสียงเท่านั้น หน้าที่พลเมืองดีต้องไปเดินประท้วง อย่างที่ไปประท้วงกันที่ราชดำเนิน พฤษภานั่นน่ะ เป็นหน้าที่พลเมืองดี เขาไปทำหน้าที่พลเมืองดีถูกแล้ว แต่คนที่ไปเดินด้วยกันแสน สองแสน สามแสน สี่แสนกันอยู่นั่นน่ะ ส่วนมากไม่ใช่คนยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่คนเล่นการเมือง ไม่ใช่คนไปทำหน้าที่การเมือง แต่เขาจะต้องไปแสดงสิทธิ แล้วไปทำหน้าที่พลเมืองดี ที่เห็นว่า มันไม่ชอบมาพากล ฉันไม่เอา ฉันไปแสดงความเห็นของประชาชน เป็นกำลังอำนาจของประชาชนที่ไปแสดงความเห็น ไปแสดงความต้องการ ไปแสดงความเข้าใจว่าฉันเข้าใจอย่างนี้แหละ ฉันจะเห็นอย่างนี้ ฉันจะเอาอย่างนี้ ฉันว่าอย่างนี้ดีกว่า ฉันว่าอย่างนี้ถูกกว่า ก็ไปแสดงสิทธิกำลังของประชาชน นั่น เขาทำหน้าที่ที่ถูกต้อง แต่มีคนบอก ตะโกนบอกว่า ผิดๆๆๆ ไปชุมนุมประท้วงอย่างนั้นผิดๆๆ กฎหมายบทไหนบอกว่าทำอย่างนั้นผิด มีกฎหมายบทไหนบอกว่า เขาทำอย่างนั้นผิดๆ ประชาธิปไตยทั่วโลก ประเทศที่มีประชาธิปไตยทั่วโลก เขาเดินขบวน เขาประท้วงกันน่ะ โอ้โฮ เขาว่าประท้วงกันเช้า กลางวัน เย็นน่ะ วันละ 3 เวลา ประท้วงกัน เดินขบวนกัน ประชาธิปไตยอื่นเขาไม่มีปัญหาหรอก แล้วเขาก็ไม่ปราบปรามพวกเดินขบวนประท้วงประชาธิปไตย แล้วพวกประท้วงก็จะต้องไม่ทำร้าย ทำลายอะไร จะต้องประท้วงอย่างแสดงความเห็น ความต้องการของตัวเองเท่านั้น อย่าไปทำร้าย ทำลายอะไร ก่อความไม่สงบขึ้นมา หลักกฎหมายพวกนี้เขาออกไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นไปประท้วงอย่าง แหม เขาจะตีขวดนี่ก็ โอ้โฮ มันเป็นอะไรล่ะ เขาจะเปี๊ยวๆป๊าวๆบ้าง เขาไม่ได้ไปก่ออะไรให้เกิดความผิดความพลาดอะไร มันก็อยู่ในความสงบอะไรพอสมควร ในขีด ในเขตของมัน มันจะมากจะมาย ถึงจะส่งเจ้าหน้าที่ที่กินเงินเดือนประชาชนแล้วไประมัดระวังควบคุมหน่อย มากเกินไปก็ปรามเขาซิ แต่อย่าไปปรามถึงขนาด เล่นกระสุนจริงก็แล้วกัน แหม มันมากไป แค่กระสุนปลอม ก็หดแล้วคนเราน่ะ ยิงลูกกระสุนปลอมก็หัวหดตดหายแล้ว ขี้ หดตดหายแล้ว นี่เล่นลูกกระสุนจริงด้วยแล้วมาอ้างว่าไม่มีสตางค์ซื้อลูกกระสุนปลอม แสบจริงๆ มันแสบจริงๆ อ้างว่าไม่มีสตางค์ซื้อลูกกระสุนปลอม มีแต่ลูกกระสุนจริง เลยต้องใช้ลูกกระสุนจริง ว่าอย่างนั้น ปัดโธ่ มันเวรภัยจริงๆนะ พูดแล้วมันก็ขำๆ ขันๆ ในตัวอยู่เหมือนกัน เอาละ อาตมาไม่วิเคราะห์วิจัย คนวิเคราะห์วิจัย คนในหน้าที่ของเขามากอยู่แล้ว อาตมามีหน้าที่เหมือนกัน หน้าที่พลเมืองดีที่จะต้องบอกสอนพวกเรา ให้รู้จักสิทธิ และหน้าที่ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยของไทย ไทยก็ตาม ประชาธิปไตยของประเทศอื่นก็ตาม มันก็ต้องมีความสอดคล้องกัน เหมือนกัน อันเดียวกันนั่นแหละ อาตมาไม่เล่นการเมือง อาตมาไม่ใช่นักการเมือง เหมือนคุณอานันท์ ปันยารชุน อาตมาไม่เล่น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เหมือนกับคุณอานันท์ ปันยารชุน อาตมาไม่ทำงานการเมือง เหมือนคุณอานันท์ ปันยารชุน คุณอานันท์ทำงานอยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่นักการเมือง คุณอานันท์ทำไปเพราะหน้าที่พลเมืองดี เขาดึงมาเป็นนายกฯชั่วคราว แล้วคุณอานันท์ไม่ได้คิดอ่านจะเล่นการเมืองต่อ พูดตั้งแต่ยกแรกจนกระทั่งถึงยกหลังนี่ แต่คุณอานันท์เป็นพลเมืองดี ที่เรียนรู้การเมืองในประเทศ หรือเรียนรู้การเมืองในระบบวิชาการ การเมืองของโลกเขา เข้าใจการเมือง มีความรู้ แล้วก็เข้าใจในสังคมการเมืองของเมืองไทยว่ามันฉ้อฉลอันไหน มันดีอันไหน มันไม่ถูกอันไหน จะแก้อันไหน มีความรู้พอสมควร เขาเลยไปเชิญมาทำหน้าที่นี้หน่อย แล้วเขาเชื่อว่าไม่เป็นพวกที่ลำเอียง หรือเป็นพวกที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตใจ เขาเชื่อว่า เป็นคนสุจริต ใจดี มีความรู้ มีความสามารถ เขาก็ดึงมา ดึงรั้ง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้อยากจะมา แต่ต้องมาทำ เขาเห็นว่าสมควรน่ะ มีความสามารถ เพราะฉะนั้นคนที่มีความสามารถในเรื่องการเมือง ไม่เล่นการเมืองออกเยอะแยะไป แม้แต่พระมีความสามารถ มีความรู้ในการเมือง ไม่เล่นการเมือง อย่างอาตมาเป็นต้น กระซิบว่าไม่ได้ชมตัวเอง ว่ารู้การเมือง เก่งการเมืองนะ แต่ว่ารู้ แต่อาตมาไม่ไปเล่นการเมืองเด็ดขาด เพราะอาตมาว่าอาชีพของอาตมาเป็นสมณะ อาชีพทางด้านศาสนานี่ อาตมาถือว่าอาชีพนี้ อาตมาจะทำ อาตมายึดอาชีพนี้และจะทำอาชีพนี้ไปจนตาย ที่จะไปทำอาชีพการเมืองนั้นไม่เอาจริงๆ เชื่อไม่เชื่อช่าง ทุกๆคน ไม่เชื่อก็ช่าง อาตมาอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่รู้นี่ สามารถพูด สามารถบอกกัน ไปปิดปากกันไม่ให้พูด พูดนิดหนึ่งก็ไม่ได้ พูดหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้ แล้วการเมืองมันจะเผยแพร่ได้ยังไง ความจริงแล้ว ประชาชนจะต้องรู้จักการเมืองให้หมดทุกคน เพราะเราอยู่กับประชาธิปไตย เรามีอำนาจทางความรู้ในประเทศ ในสังคม ให้ผู้ไปเป็นตัวแทน หรือเป็นผู้บริหาร เป็นผู้จัดการ ทำกิจทำการอะไรที่เกี่ยวกับสังคมประเทศ เราจะต้องรู้เขา เขาทำอย่างนี้ไม่ชอบมาพากลแล้ว เขาทำอย่างนี้ดี ส่งเสริม ไปสนับสนุน อย่างน้อยเอาดอกไม้ไปให้กำลังใจ เอาเลย อย่างนี้ถูกต้องแล้ว นี่แหละเป็นวิธีการหน้าที่พลเมืองดี เอ้า ท่านทำถูกแล้วนี่ ท่านเป็นผู้บริหาร ท่านเป็นผู้ที่ทำงานการเมืองก็ดี หรือแม้แต่ไม่ทำงาน เอาละ ผู้ที่รับผิดชอบจริงๆน่ะ ทำอย่างนี้ถูกแล้ว เอาดอกไม้ไปให้กำลังใจ หรือว่าไปส่งเสริม มีการค้านแย้งกันขึ้นมา ฝ่ายหนึ่งก่อม็อบขึ้นมาค้านแย้ง เราก่อม็อบขึ้นมาสนับสนุนอะไรนี่ มันเป็นเรื่องธรรมดาของประชาธิปไตย แล้วเขาไม่ปะทะกันหรอก ประเทศที่อาริยชนแท้ ม็อบต่อม็อบก็มาว่ากัน มาสู้กัน แสดงพลัง ม็อบไหนจะใหญ่กว่ากันล่ะ ถ้าม็อบฝ่ายไหนใหญ่กว่า ไม่ทะเลาะกัน บอกเหตุผลกัน ฟังเหตุผลกัน แสดงเหตุผลกันจริงๆ ม็อบไหนใหญ่กว่า ก็เป็นคะแนนเสียงของอำนาจ เอาคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมดาเอง ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร นี่แหละเป็นของแท้ ถ้าเอาประชาชนเป็นแสน ไปยัดในสภา ให้มันเข้าไปไม่ได้หรอก เรียกว่ากระแสตรง เป็นคะแนนเสียงหรือเป็นเสียงของประชาชนโดยตรง ส่วนวิธีการเลือกคนนั้นไปเป็นตัวแทนเข้าไป เรียกว่า ส.ส. ส.จ. ส.ท. อะไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นคะแนนเสียงที่เรียกตัวแทนไปเป็นการออกคะแนนเสียง หรือเป็นการแสดงมติแบบทางอ้อม ไม่ใช่ทางตรง การเลือกเอาตัวแทนไปนั่น ไม่ใช่ทางตรง แต่ประชาชนเขาแสดงเองจริงๆ นี่มันทางตรง มันอำนาจตรง เป็น direct power ไม่ใช่ indirecty ไอ้ที่เลือกไปแฝงๆ ซ้อนๆ ที่เรียก ส.ส. ส.จ. ส.ท. อะไรนั่น มันประเภทไม่ตรง มันเป็นประเภท indirect มันเป็นประเภทยังไม่ใช่ตัวแท้ เพราะฉะนั้นคนที่ทำอำนาจตัวแท้ ผ่าไปหาว่าเขานอกกติกา อาตมาละ อาตมาอยากจะเมาจริงๆ แล้วคนที่พูดนี่ พูดในระดับเป็นนายกฯ ด้วยนะ พูดระดับนายกฯ ของประเทศไทยนะพูด แหม แล้วก็ไปทำงานการเมือง แล้วมีความรู้การเมืองแค่นี้ เพราะฉะนั้นประชาชนเขาก็เห็นแล้วสิว่า ปัดโธ่เอ๋ย มีความรู้ทางการเมืองอย่างนี้ เขาก็ไม่เอา เขาก็พยายามเอาลงมานี่ ต้องลาออกๆๆ เพราะว่านั่นแหละ มันแสดงถึง พูดไป ประเดี๋ยวมันจะทำให้เกิดการเกลียดชัง หาศัตรูใส่ตัวเสียอีกนะ มันไม่ดี ไม่ต่อ ขอต่ออีกนิดหนึ่ง ว่าในเรื่องการเมือง ยังเข้าใจผิด ประเด็นที่อาตมาเกริ่นแล้วเมื่อกี้นี้ว่า ประเด็นที่ไม่เข้าใจว่า จะต้องให้ประชาชนสนับสนุน ให้ประชาชนรู้การเมือง เอาใจใส่การเมือง ไม่ใช่ว่า ผู้ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เล่นการเมือง ไม่ทำงานการเมือง คือผู้ที่ต้องปิดหูปิดตา อย่าไปรู้เรื่องการเมือง อย่าไปเอาใจใส่การเมือง อย่างนี้ ไม่ถูก บรรลัย การเมืองประชาธิปไตยไม่เกิด นั่นมันเรื่องการเมืองเผด็จการน่ะ ใช่ วิธีนั้น เป็นการเมืองเผด็จการ เพราะฉะนั้นวิธีการคนพูดในลักษณะอย่างนี้ ผู้พูดอย่างนั้น คือผู้จะสร้างระบบเผด็จการขึ้นมาให้แก่ตนเอง ใครพูดบอกว่า เฮ้ย อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อย่าไปทำงานการเมือง อย่าไปเล่นการเมือง คุณไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง คุณไม่เล่นการเมือง คุณไม่ทำงานการเมืองแล้ว อย่าไปสนใจ ไม่ต้องไปรับไปฟังไปรู้ ไม่ได้ ต้องรู้การเมือง ต้องติดตามการเมือง ต้องพยายาม รัฐบาลเองต้องพยายามที่จะหาทางอะไร ให้คนที่ไม่ค่อยได้โอกาส ได้รับสื่อสาร ข่าวคราวของการเมือง ให้ได้รับรู้สื่อสารข่าวคราวของการเมืองให้มากที่สุด นี่เป็นการเผยแพร่ประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ได้ถ่ายทอดสภาออกมา ให้คนข้างนอกรู้ไม่ได้ ไม่ถ่ายทอด พวกนี้เป็นวิธีการของเผด็จการทั้งสิ้น ถ้าวิธีการของประชาธิปไตยแล้ว จะต้องให้ถ่ายทอด พยายามมีสื่อสาร มีสื่อของรัฐ อะไรมีที่จะส่งเสริมให้คนบ้านนอกบ้านนา ที่ไกลปืนเที่ยงได้เท่าไหร่ ได้ทราบ นั่นคือการเผยแพร่ของประชาธิปไตย ต้องสื่อสาร ต้องให้รู้ ประชาชนชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านนอก หรือว่าเด็กเล็ก เขายังไม่เข้าใจ พยายามทำความเห็น ทำความเข้าใจ ให้เขาเข้าใจว่า คุณอย่าปล่อยปละละเลย ให้ตัวเองนี่ ถูกเขาครอบงำนะ เราต้องรับรู้นะว่า คนที่เขาจะบริหาร คนที่เขากินภาษีของเราไปนี่ เขาไปทำยังไง แม้แต่ข้าราชการ อย่าว่าแต่นักการเมือง ข้าราชการการเมืองโดยตรงเลย แม้แต่ข้าราชการนี่ เขาทำยังไงกับบ้านเมือง เขามาช่วยทำงานให้แก่สังคม โดยที่เขารับเงินเดือน เงินเดือนนี่คือ ภาษีราษฎร เราเป็นเจ้าของภาษี เพราะฉะนั้นเราจะต้องตรวจสอบว่าเขารับภาษีของเราไป รับไปทำงาน คือเขารับจ้างไปทำงานแล้ว เราต้องดูแลลูกจ้าง ข้าราชการก็ดี นักการเมืองก็ดี คือลูกจ้างทั้งนั้น ที่เขารับเงินเดือนน่ะนะ ส่วนนักการเมืองที่เขาไม่ได้รับเงินเดือน เขาไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบการเมือง ไปรับหน้าที่ ตำแหน่งหน้าที่ ที่เขาจะต้องรับเงินเดือนเงินดาว เบี้ยเลี้ยงอะไรนั่น นั่นก็อีกต่างหาก ส่วนเขารับเงินเดือนของเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รับเงินเดือน เขาก็ทำงานการเมือง เราก็ต้องรับรู้เหมือนกันว่า การเมืองของเขานี่ฉ้อฉลไหม การ เมืองของเขานี่สุจริตไหม การเมืองของเขานี่ถูกต้องตามหลักการไหม การเมืองของเขานี่เป็นประชาธิปไตยแท้ไหม หรือเป็นเผด็จการ หรือเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นระบบระบอบอะไร ที่มันไม่เข้าร่องเข้ารอย ของประชา ธิปไตยสมบูรณ์ เราต้องตรวจตราทุกคน ต้องมีความรู้ รู้แล้วช่วยกัน อย่าปล่อยปละละเลย ต้องแสดงหน้าที่พลเมืองดีทุกครั้งที่ควรจะแสดงออก อย่าไปนั่งไม่โผล่ เป็นพวกไม่แสดงตัว เป็นพวกที่ไม่กล้าแสดงตัว แบบนี้ก็ไม่มีทางเจริญได้ง่ายๆ ไม่มีทางเจริญจริงๆ นี่คือความเข้าใจผิดในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้ประชาธิปไตยเมืองไทย 60 ปีมาแล้ว อย่าว่าแต่เกิดเลย ยังไม่แย้มเลย ยังไม่โผล่เลย อย่าว่าแต่เกิดเลย ไม่แย้ม ไม่โผล่เลย นี่อาตมาว่าเป็นประเด็นใหญ่ๆ ที่คนไม่สนใจการเมืองและเสียสิทธิ์ เสียหน้าที่ โดยการประกาศสั่งสอนกันว่า คนไม่เล่นการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่ทำงานการเมือง นั้นคือคนที่อย่าไปยุ่งเกี่ยวเขาเลย ให้เขาทำงานการ เมือง ให้เขาเล่นการเมือง เขายุ่งเกี่ยวกับการเมืองนั้น เขาทำไปตามเรื่องของเขา จึงเกิดเผด็จการขึ้นมา เป็นเผด็จการบุคคล เป็นเผด็จการหมู่ เป็นเผด็จการกลุ่มอยู่เท่านั้น ประชาชนไม่รู้เรื่อง ปิดหูปิดตา หรือประชาชนเองนั่นแหละ ไปหลงเชื่อเขา แล้วก็เอาตนเองไม่เกี่ยวข้อง ไม่แยแส ไม่ได้รับข่าวคราว ไม่รู้เรื่องว่าเขาจะทำอย่างไร ก็ช่างเขา ตัวเองก็เลยโดนงานการเมืองนั่นแหละ ฉ้อฉลเอา ไม่สุจริตเอา เสร็จแล้วเราจะมาร้องแรกแหกกระเชอเอาอะไร ในเมื่อเราโง่เอง ประ ชาชนโง่เอง ไปหลงเชื่อเขาเอง เพราะฉะนั้นอย่าโง่ ต้องเข้าใจให้ชัดเจน ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ทุกคนต้องติดตามข่าวคราวสื่อสาร ทั้งที่เกี่ยวกับสังคมบ้านเมืองการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานการเมือง เขาเป็นตัวแทนของเรา เป็นตัวที่จะไปทำอะไร เป็นตัวแทนของเรา แล้วไปพูดผิดๆ ถูกๆ ไม่เข้าเรื่อง เอ๊ ตัวแทนของเรา แล้วไปพูดไม่เหมือนเรา มันก็ไม่ใช่อย่างที่เราเห็นเรารู้ซี เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น ไม่เอาอย่างนั้น ต้องไปค้านแย้งว่าคุณพูดไม่ใช่หรอก เป็นตัวแทนของเราแท้ๆนี่ แต่ไปพูดอย่างนั้น ไม่ใช่ เราไม่เห็นอย่างนี้ ใครไม่เห็นอย่างเราบ้าง เอ้ามา มาบอก รวมหัวกันมา บอก นี่ ตัวแทนนี่เบี้ยว ตัวแทนไปพูดอีกอย่างหนึ่ง ตัวแทนเขาไม่ต้องการคนนี้ให้เป็นนายกฯ เสร็จแล้วก็ไปบอกว่าอั๊วจะเป็นนายกฯ อั๊วเป็นตัวแทนแล้ว ลื้ออย่ามาพูด ลื้อมาแสดงสิทธิ์ไม่ได้ ประชาชนต้องไปแสดงตัวจริงเลย บอกว่าไม่ใช่ นี่มัน ส.ส.ขี้โกงแล้ว ส.ส. เบี้ยวแล้วนี่ เป็นตัวแทน ทำไมไม่เป็นตัวแทนตามที่เราต้องการ ไปเป็นตัวแทนเสนอความเห็นขัดแย้งกับที่ตัวจริง คือประชาชนจริงๆเขาก็เห็นอย่างนี้ เขาจะเอาอย่างนี้ แต่คุณไปเอาอย่างนั้น เอาผู้แทนออกด้วย ต้องคว่ำผู้แทนออกด้วย ผู้แทนขบถ ผู้แทนไม่มีความเห็นเป็นตัวแทนแท้ ไม่ไปซาวความเห็น ไม่ไปเอาความเห็นของตัวประชาชนจริงๆ ค้านแย้งกับประชาชนจริง นี่แหละเราจะต้องรับรู้จริงๆ ต้องมีความรู้ในประชาธิปไตยให้มันชัดเจนอย่างนี้ แล้วอย่าปล่อยปละละเลยหน้าที่ หน้าที่ของประชาชน เพราะฉะนั้นไปเดินขบวนอย่างนั้นน่ะถูกแล้ว ไม่ใช่ไปผิดหน้าที่ อยู่ในกติกาของนักประชาธิปไตยจริงๆ สิ่งที่มันเกิด อาตมาไม่วิเคราะห์หรอก มันเกิดเพราะเหตุอะไร แล้วมันเกิดรุนแรงโหดร้ายหรือมันเกิดอะไรนั่น ไม่ต้องพูดหรอก ไปศึกษาเอา มันไม่ใช่ยาก มันไม่ใช่เย็นอะไร แต่ตัวประชาธิปไตยจริงๆนี่ อาตมาขอเน้นตรงนี้ให้ชัดๆ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าพวกเราก็คงจะไม่ปล่อยปละละเลย แม้แต่ออกกฎหมาย มาว่า ไม่ให้คนไปเรียนรู้การเมือง คำว่าไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่เล่นการเมือง ไม่ทำงานการเมืองนั้นน่ะ มันจะกินความแค่ไหนนี่ ต้องนิยามกันให้ชัด ออกกฎหมายมาไม่ให้ไปเล่นการเมือง ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง มันแค่ไหนล่ะ ออกกฎหมาย ออกมาว่าให้อาตมานี่เป็นสมณะแล้ว ไม่ให้ไปลงคะแนนเสียง ไม่ให้ไปสมัคร ส.ส. ตกลง อาตมาว่าได้ ใช้ได้ กฎหมายขนาดนี้ก็เอา ไม่เป็นไรหรอก มาจำกัดสิทธิ์ มันก็ไม่ขัดแย้งอะไร เพราะยังไงๆ อาตมาก็ไม่ไปเป็นอยู่แล้ว ไม่ให้ไปลงคะแนนเสียงก็ไม่ว่า ที่จริง ไปลงคะแนนเสียงก็ได้ ไม่ให้สมัคร ส.ส. นี่แน่นอน อาตมาไม่ทำอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่สมัครล่ะ ไปทำหน้าที่ทำงานของการเมืองโดยตรงน่ะ ไม่ให้ไปเป็นกรรมา ธิการ ในนั่น ในนี่อะไรนี่นะ เออ โอ.เค. ไม่ไปทำหรอก การเมืองอย่างนั้นน่ะ แต่ให้ไปออกเสียงนี่ ที่จริงมันไม่น่าจะไอ้นี่เลยว่า ไปลงคะแนนเสียงเลือกคนนั้นคนนี้นี่ แม้แต่เป็นพระ เป็นสมณะนี่ก็มีความเข้าใจ มีความรู้สอดส่องได้เหมือนกันนะ ให้ใครไปเป็นตัวแทนประชาชน หรือแม้แต่ไปเป็นตัวแทนเรา เราก็ไปลงคะแนนเสียงได้น่ะ เป็นหน้าที่พลเมืองในระดับหนึ่งที่ควรจะทำทุกคน ไม่น่าจะมารังเกียจเดียดฉันท์ ไม่น่าจะมาตัดออกเลยว่า เป็นพระ เป็นสมณะนี่ ไม่ต้องไปยุ่งไปเกี่ยว พระคนโง่หรือไง พระ คนไม่มีความหวังดีหรือไง พระ เป็นคนไม่เข้าใจในระบบระบอบอะไรพวกนี้ได้หรือไง แต่พระน่ะ ไม่ไปทำงานนั้น ไม่ไปยุ่งเกี่ยว หรือไม่ไปเล่นนั่น จริงอยู่ ไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งถึงขนาดนั้นน่ะจริง ไม่เอาหรอก อาตมาบอกตามตรง อาตมาไม่เอาแน่ๆเลย แต่ทำไมต้องมาห้ามกั้นอันนี้ล่ะ ต้องมาวินิจฉัย ต้องมานิยามกันให้ดีๆ แต่เอาเถอะ กฎหมายเขาก็ห้ามถึงขีดนั้น เราก็อยู่ในเมืองไทย กฎหมายเขาห้าม เราไม่ละเมิดล่ะ ก็ไม่ไปทำ ไม่ไปให้ออกเสียงก็ไม่ว่า แต่แท้จริง อาตมาออกได้นะ ตอนนี้เขาให้ นี่พอมาทีไร ก็มาประกาศชื่อ มาเลย นี่บ้านเลขที่ 65/1 เจ้าบ้านคืออาตมา นายรัก รักพงษ์ มีสิทธิ์ไปออกเสียง ไปลงคะแนนเสียง แต่อย่างคุณจำลอง เขากำลังฟ้องศาลอยู่เดี๋ยวนี้ ว่าคนนี้ไม่มีสิทธิ์สมัคร ส.ส. เพราะถือว่าเป็นนักบวช แน่ะ ประเทศไทยนะนี่ นักบวชคือคุณจำลอง อาตมาไม่ใช่นักบวช (ผู้ฟังหัวเราะ) นี่ประเทศไทยตอนนี้ เขากำลังจะฟ้องคุณจำลองอยู่ ไม่ให้ออกเสียง ไม่ให้เป็น ส.ส. นี่เป็นโมฆะ ศาลเขารับฟ้องแล้วด้วย ศาลรับฟ้องแล้ว คุณจำลอง นี่คือประเทศไทย ที่นี่ประเทศไทย มีความรู้กันอย่างนี้ อาตมานี่มีสิทธิ์ออกเสียง ไปสมัคร ส.ส. ก็คงได้ เพราะว่าเขาให้แล้วนี่ ตามกฎหมาย เขาว่าไม่ใช่นักบวช แต่คุณจำลอง ไม่ได้เป็นนักพรต เป็นนักบวช ไม่ได้ สมัคร ส.ส. ไม่ได้ ไม่อยากขำเลยนะจริงๆ นี่คือประเทศไทย มันพิกลพิการจริงๆ มันอย่างนั้น ลำบากน่ะ เอาละ ก็คงพอเข้าใจนะ อาตมาขยายความไปมากกว่านี้ก็ได้ อาตมาเทศน์เอาไว้บ้าง แล้วก็พูดบ้าง เขาจะมาปิดปากอาตมาอยู่หรอก ตอนนี้หนังสือพิมพ์หลายๆหนังสือพิมพ์ เขาพยายามที่จะมาเจาะข่าว จะมาสัมภาษณ์อาตมา เพราะว่าการเมืองคราวนี้ เขาเห็นว่าคงจะรุกมาถึงอาตมาแน่ อย่างคราวที่แล้วนี่ เลือกตั้งนี่ สันติอโศกเงียบพอสมควรนะ ไม่โดนเหมือนคราวก่อนโน้น เมื่อคราว 3-4 เดือนที่ผ่านมา เลือกตั้งกันไปเพิ่งล้มละลาย ส.ส. เพิ่งจะหมดตูดไปใหม่ๆนี่ คราวนี้รู้สึกว่า เลือกตั้งคราวนั้นน่ะ คราวล่าสุด หลังสุดนี่สันติอโศก ไม่โดนเท่าไหร่ แต่คราวนี้นี่ เขาเก็งกันว่าสันติอโศกโดนแน่ๆ เขาจะลากอาตมาไปสัมภาษณ์ ไปอะไรต่ออะไร อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่ให้สัมภาษณ์หรอก แล้วก็พยายามที่จะไม่ไปออกข่าวคราวอะไร ไม่พยายามที่จะไปเสนอหน้า เสนอตัว ทั้งๆที่อาตมามีความเห็น แต่ว่าอาตมาไม่อยากจะไปเสนอตัวจริงๆ ถ้าท่านปัญญานันทะมาให้พูดนะ การเมืองอย่างโน้น การเมืองอย่างนี้ เขา quote มาลงหนังสือ เขาไม่มีใครว่าหรอก ท่านพุทธทาสมาพูดเรื่องการเมืองอย่างโน้นอย่างนี้นะ รับรองไม่มีใครว่า จะเอาไปจำเอาไปปราบนักการเมืองด้วยน่ะ ท่านพุทธทาสว่าอย่างนี้นะ ท่านปัญญานันทะว่าอย่างนี้นะ แต่ถ้าโพธิรักษ์แหยมสักคำหนึ่งซิ แหม ไม่หายอย่างฉิบก็เรียกว่า อาการหนักนะ ถล่มทลายเลยแหละ นี่ดูซิ นี่ยุ่งการเมือง ไม่อยู่ในสมณสารูป ไม่อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ว่าไปเลยแหละ รับรองเลย ว่าอย่างนี้ไม่ใช่พระ ไม่ใช่สมณะหรอก ออกนอกรีตทางจริงๆ นะคุณว่าอย่างนั้นมั้ย คุณรู้สึกอย่างนั้นไหม ให้ท่านพุทธทาสออกมาพูดเถอะ พูดยังไงก็แล้วแต่เถอะ มาให้ท่านปัญญาพูด พูดเดี๋ยวนี้ก็ได้ พูดพรุ่งนี้ก็ได้ รับรองไม่มีปัญหาหรอก เพราะเขาไม่เพ่งโทษแล้วเขาเชื่อใจแล้ว เพราะว่าทำงานศาสนามามาก ทำงานศาสนามานาน แก่ป่านนี้ไปทำงานการเมืองไม่ได้แล้ว แต่อาตมา นี่เขายังไม่มั่นใจ เขาบอกว่า เฮ้ย ไม่ได้หรอก มันยังมีบทบาท มันยังมีน้ำหนัก และจริงๆ เขายังไม่เข้าใจด้วยว่า การเกี่ยวข้องหรือว่าการที่เข้าไปแสดงส่วนของการเมืองนี่ ขนาดไหนจึงเรียกว่าไม่เข้าข่าย ที่เรียกว่าเป็นผู้ที่ทำงานการเมือง หรือเป็นคนไปยุ่งเกี่ยว หรือไปเล่นการเมืองขนาดไหน ขนาดไหนเรียกว่าไม่เล่น ขนาดไหนเรียกว่าไม่ยุ่ง ขนาดไหนเรียกว่าไม่ทำงาน ขนาดไหนเรียกว่าทำงาน หรือว่าไปยุ่ง มันยากอยู่เหมือนกันนะ ตัดรอบตรงนี้ยากอยู่เหมือนกัน แต่อาตมารู้ แน่ใจตัวเองว่า อาตมาไม่ยุ่ง แต่อย่าไปเข้าใจผิดว่า ไม่ให้รับรู้ ไม่ให้เกิดความเฉลียวฉลาดในการเมือง เหมือนอย่างไปห้ามคุณอานันท์ ปันยารชุน ไม่ให้เฉลียวฉลาดในการเมืองไม่ได้ เขาเป็นประชาชนต้องเฉลียวฉลาดในการเมือง แต่เขาจะมาเอาอาชีพนี้หรือไม่ เขาจะไปทำงาน หรือจะไปยุ่งเกี่ยว อย่างเป็นกิจจะลักษณะหรือไม่ เขาไม่ละ เมื่อมีกาลเวลาสมควร แต่เขาจะต้องไปทำเมื่อมีหน้าที่ หน้าที่พลเมืองดีที่จะต้องทำ เขาต้องไปทำอย่างนี้ คุณอานันท์นี่มาทำ เอ้า เมื่อมีใครเห็นดีเห็นชอบ อย่างนั้นอย่างนี้จริงก็เอา จะมาช่วยเป็นนายกฯ ให้ก็เอา อย่างนี้เป็นต้น หรือจะต้องไปเดินขบวนก็เอา จะต้องไปประท้วง จะต้องไปแสดงน้ำใจ จะต้องไปสนับสนุน จะต้องไปประท้วงแล้วตอนนี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive