350730 พ่อท่านคุยกับนักเรียนสัมมาสิกขา ครั้งที่ 1 ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350730 พ่อท่านคุยกับนักเรียนสัมมาสิกขา ครั้งที่ 1 ณ ปฐมอโศก
พ่อท่าน คุยกับนักเรียนสัมมาสิกขา ครั้งที่ 1 ณ พุทธสถานปฐมอโศก เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2535
นี่ เสียคนด้วย เขาไม่อยากให้มันผ่าน เขาไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามันไม่จริงหรอก พอผู้ใหญ่โตๆไปแล้วนี่เขาจะเห็นได้ ผู้ใหญ่เขาห้าม เขาไม่อยากให้ไปหรอก ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่นะ นอกจากผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เข้าใจพอนี่ เขาให้ไป ปล่อยให้ไป เขาบอกช่างมันเถอะ ประเดี๋ยวมันผ่านไป มันก็เลิกเองหรอก เขาคิดว่าอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้ว ไม่ผ่านเลยนั่นมันกำไร ไม่ผ่านเลยนี่ กำไร เพราะว่าไม่ต้องเสียหาย ไม่ต้องเสียทุนเสียเงินเสียทอง เพราะว่าเวลา ในเวลาอย่างนั้นน่ะ มันเสียเงินเสียทอง เสียเวลา ถ้าเราแม้แต่ไม่ต้องเอาอะไรมาก เอาเวลาเราไปดูหนังสือหรือเอาเวลาเราไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือไปสนุกสนานรื่นเริง ที่ไม่ต้องไปซิ่งอย่างวัยรุ่น ที่บางทีมันผลาญๆ นั่นน่ะ มันไม่เข้าท่า บางทีบอกแล้วว่า มันเสียคนด้วย ดีไม่ดีไปแล้วพากันลากจูงไปติดยาเสพติด ไปติดโน่นติดนี่ ติดอะไรต่ออะไร ซึ่งมันเลอะเทอะไปเยอะนะ เดี๋ยวนี้เขาลากเอาไปกัน วัยรุ่น มันลากเอาไปเสียหายเยอะ อาตมาเห็นแล้วสงสาร ทั้งๆที่งานเราก็มีเยอะนะในนี้ เห็นแล้วสงสาร ก็เลยเปรยกัน อื้อ พวกเรานี่ เอาเถอะ มาเรียนกันดีกว่านะ เอามาสอนๆกัน ได้เท่าไหร่เราก็เอา เอาสมัครใจนะ อาตมาก็ถึงบอกเอาสมัครใจนะ เอาสมัครใจทั้งนักเรียน จำได้ทุกคนนะ ว่าที่มานี่ตัวเราก็ต้องสมัครใจ ผู้ปกครองก็ต้องสมัครใจ ทั้งสองฝ่ายสมัครใจ ฝ่ายเดียวก็ไม่เอานะ ถ้าตัวเด็กสมัครใจ แต่ผู้ปกครองไม่เห็นด้วยก็ไม่เอา ผู้ปกครองเห็นด้วย แต่ไม่รู้ว่าใครถูกผู้ปกครองบังคับมามั่งนี่ อาตมาว่ามีนะนี่ หือ ใคร ยกมือซิ ใครบ้างถูกผู้ปกครองบังคับมา ใคร หนึ่ง นั่นแน
อ่านต่อ
่ะ ใครอีก ถูกผู้ปกครองบังคับมาหรือ นิดหน่อย บังคับนิดหน่อย แล้วตัวเราเองเป็นยังไงล่ะ ขัดใจมากไหม อ้อ หา ตัดพ่อตัดแม่เลยหรือ พูดเล่น เอาเถอะ ฟังไป ไม่เป็นไรหรอก แต่ถึงยังไง ก็มีมาตรการอย่างนั้น บอกไปแล้ว อาตมาบอกไว้แล้ว บอกว่ามานี่ให้สมัครใจกัน ตัวเด็กเอง ตัวนักเรียนเองก็สมัครใจจะมา เห็นว่าจะต้องมานี่ มาอย่างนี้ เราเข้าใจว่ามันจะดีกว่านะ อยู่ทางโน้นมันก็ไม่ดีเท่า อะไรอย่างนี้ แล้วก็อยากจะมาฝึกหัดอบรมปฏิบัติควรเป็นอย่างนี้ เรียนอย่างนี้ พ่อแม่ก็ต้องสมัครใจด้วย เราก็บอกนะ เราก็บอกว่าเราไม่เอานะ ไม่เอาเน้นเป็นแบบทางโลกเขาจะเน้นนะ เราจะเน้นอย่างนี้ จะขัดเกลาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะเอามาให้ดู ให้รู้ซิ รุ่นแรกๆนี่ มันยังไม่เข้าใจ มันยังไม่มีตัวอย่าง มันก็เลยหนักหน่อย เพราะว่ามันต้องมาปลูกฝัง มันตัองมาขัดเกลา มันต้องมาอะไรต่ออะไร มันยังไม่ได้เข้าใจกันทั่วไปด้วยว่า เอ๊ะมานี่ จะมีอะไรบ้าง มันก็ไม่เข้าใจ มันก็ยัง เอ๊ ไม่รู้ร่อง ไม่รู้ทางที่ชัดเจน มันก็เลยหนักแล้วไอ้ที่หนักก็คือมันไม่เหมือนกับทางโลก ทางโลกมันได้ตามใจ อยากเต้นก็เต้น อยากดีดก็ดีด อยากซิ่งก็ซิ่ง อยากอะไรก็ได้ ไอ้นี่อยู่ที่นี่ แล้วแถมเป็นนักเรียนประจำด้วย ไม่ใช่นักเรียนมาอยู่ที่นี่ 5-6 ชั่วโมง พอเสร็จแล้วปรี๊ด หมดเวลาเรียนแล้วก็ครู (เสียงหัวเราะ) หมดเวลาเรียนแล้ว โอ้ย ก็ครู ก็ครู อะไรอย่างนี้ มันก็เลยรู้สึกว่าเหมือนกับอยู่ในกรอบมาก ถูกบังคับมาก ซึ่งครูต่างๆนั่นก็เหมือนพ่อเหมือนแม่นั่นแหละ แต่ว่าพ่อแม่ไม่ตามใจ เพราะว่ามันตามใจกันมามาก ยิ่งทางโลกอย่างที่ว่า ก็เลยหนักหน่อย แถมยังมีบอกว่า ไอ้เข้ามาอยู่ในกรอบไม่พอ ยังบอกต้องมีศีลอีกนะ ศีลนะ ต้องเช็คศีลอีก โอ้โห น่าดูเลย ก็เพราะศีลนี่แหละถึงจะขัดเกลาคุณธรรมน่ะ ที่อาตมาสอนอยู่ทุกวันนี้ ได้พึ่งศีลพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ท่านตรัสไว้เลย คำสอนนี่ ศีลเป็นอาริยะ แล้วก็แถมผู้ใดจะเอาอินทรีย์พละจากศีลนี่นะ ถึงจะเป็นคนที่เป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นคนภายใน ถ้าไม่เช่นนั้นเป็นคนภายนอก หมายความว่าเป็นคนไม่ใช่พุทธ ภายนอกนี่คือเป็นปุถุชน เป็นคนปุถุชนเข้าใจอย่างโลกๆ นั่นแหละ เยอะแยะเลย ตัวอย่างโลกๆ แล้วอาตมาว่ามันไปไม่รอดหรอก มันยิ่งแย่ลงทุกวันๆ แย่งชิงกัน มันรุนแรงกันนี่ มันฆ่าแกงกันแค่นี้ยังไม่เท่าไหร่ อีกหน่อยต่อไปจะฆ่าแกงกันยิ่งกว่านี้ มีคนเขาฆ่าแกงกัน ก็ฆ่าแกงกันไปเถอะ ถ้าเราเอง เราเรียนรู้แล้ว เราก็รู้ช่องทางที่มันจะไม่ต้องไปตกเป็นเหยื่อของพวกนั้น เราก็รอดตัวของเราออกมา ไม่อย่างนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆน่ะ นี่อาตมาเห็นอย่างนี้ก็เลยปรึกษากัน ก็ว่า เอ้า เป็นยังไง ก็เอานะ พวกเรา เราก็ทำกันโดยไม่ได้หาเงินหาทองอะไรก็รู้อยู่แล้ว แต่ละคนเขามาเสียสละนี่ ทุกคนก็ทำไปแล้วก็หนักสิ ครูก็ โอ้ย พวกเธอทั้งหลายก็คนนั้นก็กระบิดกระบวนอย่างนั้น คนนี้ก็กระบิดกระบวนอย่างนี้ ครูนี่ร้องไห้ ไหนใครไม่ร้องไห้บ้าง ครูยกมือขึ้นซิ ครูคนไหนไม่เคยร้องไห้บ้าง สอนเด็กพวกนี้ ยกมือขึ้น ไม่เห็นมีใครยกสักคน เห็นไหม ร้องไห้ ครูก็ร้องไห้ ตังค์ก็ไม่ได้ แถมยังต้องมาร้องไห้กับพวกเราอีก อาตมาเข้าใจนะ อาตมาก็เห็นใจก็เข้าใจว่ามันถูกขัดเกลา มันฝืน อันนี้แหละกิเลส ต้องเข้าใจ แต่ว่าไม่ไว้หน้ากิเลส อาตมาไม่ไว้หน้า จะไปปล่อยให้มันมาใหญ่มาโต เขี้ยวงอกออก ไม่เอา นับวันจะใหญ่จะโต กิเลสจะใหญ่จะโต ไม่เอา อาตมาไม่ยอมน่ะ นี่สูตรนี้ เอาพระไตรปิฎกมายืนยันเลย นี่เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าจริงๆเลยนะ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เราเป็นลูกแท้ๆนะ ที่จริงพวกเรานี่ จริงๆแล้วมันลึกซึ้งกว่าที่พวกเราคิดนะ คนที่จะมาได้ฟังคำสอนตรงๆนี้นะ ไม่ใช่คำสอนเล่นๆ คำสอนทางพระที่ข้างนอก อย่าหาว่าอาตมาไปดูถูกพระข้างนอกนะ เขาสอน เขาไม่สอนจริงๆเลย แล้วไม่สอนในระดับที่จะให้คนเป็นอาริยะ หรือเป็นโลกุตรบุคคล เป็นคนที่ไม่ไปหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แบบคนโลกๆนี่ เขาไม่ได้สอนถึงขั้นนี้หรอก แต่ของพระพุทธเจ้าสอนถึงขั้นนี้ แต่เขาสอนออกนอกทาง มันไม่ๆ ไม่ได้กลับตัว ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เป็นไปอย่างโลกๆกันอยู่อย่างนั้น แย่งชิงลาภ ยศ หากิน โลกียสุข มีสุขแบบระเริงไป เขาสุขยังไงก็สุขอย่างนั้น มีสุขแบบนั้นน่ะ สุกอย่างถูกต้มน่ะ ภาษาพระท่านเรียกว่า สุขัลลิกะ สุขนี่ สมาส กับคำว่า อลิกะ สุขัลลิกะ อลิกะ แปลว่าหลอกลวง อย่างหลอกลวง มันไม่จริงหรอก สุขหลอกๆ มันไม่ใช่สุขจริงๆ สุขัลลิกะ มันไม่จริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ท่านรู้เรื่องแล้ว ท่านก็เลยต้องมาสอนคน มาทำให้คนนี่รู้สัจธรรม รู้สิ่งที่ดี แล้วก็เอามาพัฒนาตนเองน่ะ นี่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้ที่ไม่เรียน ไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดในศีล ศีลที่เป็นอาริยะ สมาธิที่เป็นอาริยะ ปัญญาที่เป็นอาริยะ วิมุติที่เป็นอาริยะนี่ จึงเป็นคนที่จะต้องไม่ถอนตัณหา จะต้องเกิดวนเวียนอยู่ในโลก มีทุกข์อยู่อย่างนั้นตลอด ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วไม่ใช่คนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านพาเป็น ถ้าคนอย่างพระพุทธ เจ้าพาเป็นนี่ ท่านยืนยันเลยว่าเป็นคนที่ปฏิบัติแล้ว ท่านเรียกว่ามีอินทรีย์ มีพละ มีความเชื่อนะ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ มีความเชื่อที่มีกำลังเป็นอินทรีย์ มีวิริยะ มีความเพียร เป็นอินทรีย์ เป็นกำลัง ที่เรามีกำลังอย่างนั้นจริงๆ นะ มันเกิดเชื่อ เชื่อนี่ มันเชื่ออย่างเราเชื่อว่ากินท็อฟฟี่อร่อย ต่อไปถ้าศึกษาจริงๆแล้ว มันจะเปลี่ยนความคิด เอ้ย ท้อฟฟี่ มันก็ไม่เห็นอร่อยอะไรเลย แต่ก่อนนี่ แหม มันเชื่อว่าตุ๊กตานี่ มันสนุก เล่นตุ๊กตาสนุก พอต่อไปมันจะเปลี่ยนความเชื่อ ไม่เห็นสนุกจริงๆ ตัวเห็นตุ๊กตา ก็ไม่สนุกจริงๆ เพราะมันไม่หลงแล้ว มันเป็นอินทรีย์ มันเป็นกำลังทางจิต กำลังทางความเชื่อ เรียกว่า ศรัทธินทรีย์ หรือความเชื่อทางจิต มันมีตัวเชื่อที่เกิด เรียกว่าศรัทธา มันเกิดจริงๆในใจคน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ศึกษาศีลเป็นอาริยะ จิตหรือสมาธิเป็นอาริยะขึ้นมาจริงๆ ไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะ เราก็จะไม่เป็นคนของพระพุทธเจ้า เป็นคนภายนอก ท่านบอกว่าอินทรีย์ 5 นี่ เป็น ไม่มีแก่ผู้ใดเลย เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนภายนอก ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน ใครที่ไม่มีสิ่งที่ได้ศึกษาของพระพุทธเจ้านี่ จะไม่เกิดอินทรีย์ ไม่เกิดพละนี่เป็นคนภายนอก ว่าเขาไม่ศึกษาจริง ไม่ได้หรอก ขนาดเรามาศึกษาจริงนี่ ยากไหมๆ เห็นไหม มันยังยากขนาดนี้เลย ลองคิดดูซิ ว่าคนที่ไม่ได้ศึกษาแล้ว มันจะได้อะไรล่ะ ไม่ได้ ศึกษาให้ตายก็ไม่ได้ ศึกษาอย่างเล่นๆ หลวมๆ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นปุถุชน เป็นคนโลกๆ อยู่อย่างนั้นแหละ อีกกี่นานับชาติเป็นอย่างนั้นตลอดเวลา แล้วก็แย่งชิง ตีรันฟันแทง รุนแรงขึ้นทุกวันๆ แย่งชิงกันขึ้นทุกวัน ซับซ้อนนะ นี่แย่งชิงตำแหน่งหน้าที่ ขณะนี้ได้ข่าวคราวกันบ้างไหม เขากำลังจะเลือกตั้งผู้แทน ประชาธิปไตย จะเป็นแบบใหม่ โอ้โห เตรียมตัวที่จะแย่งชิงตำแหน่งหน้าที่ จะเล่นเล่ห์เล่นเหลี่ยม หาเหลี่ยมหาคู ตะพึดตะพือเลย นี่ระดับประเทศนะ ระดับชาติ ระดับประเทศนะ เขาทำกัน แล้วอันอื่นมันก็เหมือนกันหมดแหละ มันไปไม่รอดน่ะ เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลยเห็นว่า ยังไงๆ ก็เอาใครมาศึกษา ก็เอา แล้วก็ทำกันจริงๆ พวกเรานี่เปิดเผย เวลามาคุยกัน เปิดอกกันจริงๆ คุยกันอย่างจับเข่าคุยกันจริงๆ แล้ววันไหว้ครู เป็นยังไงล่ะ ร้องไห้กันเป็นแถบๆ มันเรื่องลึกๆ อาตมาว่าเรา พวกเรารู้นะ ลึกๆ นี่ในจิตลึกๆ พวกเรารู้ว่า มาหวังดี มาใฝ่ดี มาปรารถนาที่จะทำดีกัน ก็รู้อยู่ แต่กิเลสนั่นแหละมันเล่นงาน ก็เอาละ ก็เข้าใจกัน ก็ค่อยๆสู้ไป พยายามขัดเกลากันไป ถ้าไม่ขัดเกลา ไม่ได้จริงๆ บอกแล้วว่า ขนาดเราขัดเกลานี่ ยังไม่ง่ายเลย แล้วคนข้างนอก ไม่ต้องหวังเลย นี่เป็นความหวังที่อาตมาคิดว่าจะเหน็ดเหนื่อยยังไง ก็ต้องพยายามทำกัน เราทำกันเป็นเรื่องจริงนี่นะ นี่ก็ขออนุญาตตั้งโรงเรียนอยู่ ถึงแม้ว่าตั้งไม่ได้ เราก็ทำเป็นแบบ กศน.ไปก่อน ไม่เป็นไรหรอก มันได้สอน เราก็ทำไปตามลำดับ ไม่มีปัญหาหรอก ยังไงก็เรียนกันไปตามพวกเราเพียรน่ะ ถ้ามันได้ เราตั้งใจจะให้มันเป็นหลักฐาน ไปเป็นโรงเรียนจริงๆ เป็นอะไรต่ออะไร เราก็อยากจะได้ แล้วเราก็อยากได้ที่มันจะปรับให้มันเป็นอย่างที่เราจะได้สอนได้ ตรงตามที่เราหมายดีกว่า เพราะข้างนอกเขาสอนแล้วเขาก็เป็นหลักสูตร เป็นอะไรก็แล้วแต่ มันไปในทางที่จะนั่นล่ะ แข่งขันกัน เอาแต่เรื่องไอ้ตำรา เอาแต่เรื่องที่จะไปแย่งชิงยศ ศักดิ์ ตำแหน่ง หน้าที่อะไรกัน เก่ง ข้าเก่งข้าอะไรไปอย่างนั้น แข่งขัน ข่มเบ่งกันไม่เข้าเรื่อง พวกเรานี่ ถึงบอกว่าไม่เอาอย่างนั้นทีเดียว เราถึงจะมาปรับ ซึ่งไม่ง่ายหรอก อาตมาว่า ยังจะต้องมีอะไร ลองผิดลองถูกกันอยู่พอสมควร แต่ว่าต้องทำน่ะ ก็ขอให้พวกเราเข้าใจนะ พวกเราทำเพื่ออะไร ก็เป็นลูกหลาน ก็เอามาอยู่ด้วย เลี้ยงดู เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่กันอย่างพี่อย่างน้องให้ได้จริงๆ เกื้อกูลกัน อย่าเห็นแก่เล็กแก่น้อยอะไร จิตใจเป็นคนใจกว้าง เป็นคนเกื้อกูล เป็นคนอดทน เป็นคนเสียสละ ขยัน อดทน เกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟายกัน มีอะไรนิดอะไรหน่อย ฝึกเอานะ ไอ้คนที่เห็นแก่ตัวเก่งๆ มันไม่ต้องฝึก มันก็อย่างนั้นๆแหละ ใครก็แล้วแต่ดูตัวเองบ้าง ดูเพื่อนๆ บางคนบ้าง มันเห็นแก่ตัว มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นช่วยกัน ค่อยๆ บอกกัน ใครเป็นจริง มันก็เป็นจริงล่ะ แต่ค่อยๆแก้ ค่อยๆแก้ ถ้าไม่แก้ มันก็ไม่ได้ตลอด แก่ตายไป ก็ไม่ได้แก้ เพลงอะไรนะที่ร้อง "แก่จนตาย ขอทำนายว่าไม่ได้ดี" นั่นล่ะ เห็นแต่แก่ตัว ไม่เห็นใจคนอื่นน่ะ เนื้อเพลงบอกแล้ว มันก็อย่างนั้นจริงๆนะ ไม่ใช่เพลงร้อง แล้วมันไม่มีเหตุผล มันเป็นเหตุผลนะ แก่จนตาย ขอทำนายว่ายังไงนะ ไม่เจริญน่ะ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่เห็นใจคนอื่น เอาแต่ใจตัว เขาจะเป็นยังไง ช่างกู เรื่องของกู ไอ้ตัวนี้แหละ ตัวร้ายที่สุด ตัวเห็นแก่ตัว เป็นอัตตามานะ เรียกว่าอัตตามานะ อัตตา คือตัวกู ท่านพุทธทาสเป็นคนพูดก่อนนะ ไอ้นี่ตัวนี้อัตตานี่ ตัวกูของกู อัตตานี่ของกู มันจะตามใจกู มันจะเอาอย่างของกู นี่มันของกู นี่ตัวกู เอาแต่กู อย่ามายุ่งกะกู กูจะทำของกูอย่างนี้ ใครจะทำไม ก็จะเอากระบองตีกระบาลเอาน่ะซิ จะทำไมล่ะ หือ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ามันดื้อนัก ก็เอากระบองตีกระบาล อาตมาอนุญาตให้ตีนะ บอกก่อนนะ แล้วพ่อแม่หลายคน ก็บอกเอาไว้นะ บอกว่าอนุญาตให้ตีนะ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี นี่มันเป็นของโบราณ แต่ว่าคนตีนี่ จะต้องไม่ใช่ตีด้วยอารมณ์ ไม่ใช่โกรธขึ้นมา ก็ตี พัวะๆพะๆ ประเดี๋ยวก็ หัวร้างข้างแตกกัน ก็เสียหาย แต่ตีนี่ ต้องรู้ว่า เรากำหนดสัญญาว่า จะต้องให้รู้จักสำนึก ตีให้รู้จักเข็ด รู้จักหลาบ ให้รู้ว่าไม่ดีนะ แค่ตีนี่ มันไม่ได้เสื่อมเสียเท่าไหร่หรอก แต่มันเจ็บตัวเท่านั้นแหละ เจ็บเพื่อได้ให้จำ ถ้าเผื่อว่ามันผิดพลาดไปนี่ ต่อไปในอนาคตนี่ มันจะแย่ยิ่งกว่าถูกตี ไอ้ถูกตีนี่ มันไม่ได้เสียหายหรอก ไม่ได้ตีด้วยอารมณ์ ตีด้วยสติสัมปชัญญะ เพื่อสอน มันเป็นวิธีการของมนุษย์เรา สัตว์เดรัจฉานนี่ เราจะหัดมัน ก็ต้องตีเหมือนกัน มันจำได้เหมือนกัน เป็นคนนี่ ตีแล้วทำไมจะจำไม่ได้กว่า สัตว์ ใช่ไหม เราหัดสัตว์นี่ เราต้องตีมันใช่ไหม ตีมัน มันก็จำ อย่างนี้ทีหลัง มันก็ไม่ทำ มันก็แก้นิสัย แก้ตัว ประพฤติตรงตามได้ สัตว์นี่ สัตว์มันยังทำได้ สัตว์มันโง่กว่าคน ตั้งเป็นกองเป็นก่าย ทำไมคนที่ถูกตีจะจำไม่ได้ มันแก้ได้ คนก็ต้องจำได้ ถูกตี เขาก็แก้ได้ มันเป็นเรื่องของธรรมดาโลก เขาต้องใช้น่ะ แต่ไม่ใช่ตีอย่างเสียหาย ตีอย่างโกรธๆ แค้นๆ ตีอย่างไม่เข้าเรื่อง ตีอย่างไม่รู้จักด้วย ตีเหวี่ยงปั๊บๆ เหวี่ยงปั๊บๆ เดี๋ยวถูกตาบอดหูหนวก คือตีผิดนั่นผิดนี่ ไม่ใช่ตีอย่างนั้น ตีอย่างมีเหตุมีผล ตีอย่างมีระเบียบน่ะ มีกฎมีเกณฑ์ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์มาแต่ไหนในโบราณ เดี๋ยวนี้สมัยใหม่ก็ใช้ แต่สมัยใหม่เดี๋ยวนี้ ไปเข้าใจผิด ไม่ให้ตี บอกกันก็พอ เข้าใจแล้วนี่ ไม่จริงละ ไม่กลัวเลย ไม่เข็ดหรอก แล้วไม่จำดีหรอก ไม่จำดี การสอนนี่ ตีอย่างที่มีเหตุมีผล มีพอเหมาะพอดี แต่ถึงยังไง อาตมานี่ก็ไม่ ไม่นิยมการตีเท่าไหร่หรอก อาตมาเชื่อว่ามันพูดกันได้ แล้วพวกเราก็คัดเลือกอยู่ ไม่ใช่ว่ารับสะเปะสะปะ ใครๆเข้ามาก็รับเละไปหมดเลย อาตมาว่าพวกเรานี่มีฐานะ หรือว่ามีขั้นพอสมควร ไม่ใช่ว่าคนกเฬวราก โง่ๆเง่าๆ เกินๆการๆ อะไร เราก็ไม่ได้เอามา ลึกซึ้งอันนี้ พวกเรานี่ อันนี้นี่นะ พวกเราคิดไม่ออกหรอก เขาเรียกว่าอจินไตย คือสิ่งที่คิดไม่ได้หรอก มันเกินคิด มันเป็นเรื่องของความลึกซึ้งที่ลึก คนที่ได้มาอยู่ที่นี่ ถือว่ามีบุญ ไม่ใช่อาตมาพูดประเล้าประโลม พูดหลอกเอานะ คือมีบุญ คือเรียกว่า คนเรานี่ ได้คบกัน แล้วก็ได้มาเรียนสิ่งที่ควรได้เรียน ได้อบรมสิ่งที่ควรได้อบรม ได้รับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์อันประเสริฐอันนี้นี่นะ คนไม่มีบุญ ไม่มีฐานะ ไม่ได้มาเรียน ไม่ได้มาฟัง และทนไม่ได้ ทนไม่ได้หรอก พิสูจน์ได้เลย คนที่มีโอกาสมา จับพลัดจับผลูมา ได้ยินได้ฟังอย่างนี้ล่ะนะ ถึงได้ยินได้ฟังก็รับไม่ได้ รับไม่ได้หรอก คนไม่มีบุญ ไม่มีปัญญาพอ ไม่เข้าใจหรอกว่าดี เขารับไม่ได้หรอกหรือไม่มีโอกาสเลย นี่เรียกว่าไม่มีบุญจริงๆ อันนี้เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องของบุญของบาป คนมีบุญ ก็มีฐานของบุญที่จะได้รับ คนเข้ามาได้เรียนพวกนี้ พวกเราเหมือนกัน นี่พวกผู้ใหญ่ พวกอะไรนี่ ได้มาอบรมฝึกฝนนี่ เราไม่ได้ไปบังคับใครมานะ เขามาเอง มาด้วยความสมัครใจ หรือบางคนนี่ ไม่ได้เจตนา แต่มาเห็นเข้าก็ เออ สนใจ แล้วเขาก็ศึกษาเอาของเขา เราไม่ได้บังคับเขาหรอก คนอย่างนั้นเป็นคนมีปัญญา เป็นคนมีบุญ เป็นคนที่ได้มา เพราะฉะนั้นโอกาสที่ได้มามันเป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ถ้าคนไม่ดี เราก็ไม่เอาไว้จริงๆ เพราะฉะนั้นที่นี่ จึงไม่ได้บังคับ ใครจะไปเราก็ไม่ได้ห้ามจริงๆ จะไปจริงๆ เราก็ไม่ห้ามนะ นี่พูดเปิดใจจริงๆให้ฟัง ใครจะไปบอก โอ๊ย ไม่อยู่แล้วที่นี่ เลวร้าย ไม่เอาละ อย่างโน้นอย่างนี้ ไม่พอใจแล้ว ไม่เอาจริงๆ เราก็บังคับไม่ได้ เพราะที่นี่เราไม่ได้สัญญากันเอาไว้ว่า อยู่ที่นี่แล้วออกไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปเมื่อไหร่ก็ได้ๆ ไม่อยู่ ไม่เอาก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าอยู่ เราก็ช่วยกัน เกื้อกูลกัน เลี้ยงดูกันไป เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ เข้าใจจุดสำคัญพวกนี้ก่อนให้ได้ ที่อาตมาต้องพูดก่อนนี่ ก็เพราะว่า มันเป็นจุดสำคัญของพวกเรา ที่พยายามตั้งใจที่จะเกื้อกูล ที่จะทำอะไรต่ออะไรให้มันเกิดดี แล้วเราจะมีสังคมของพวกเรา ชาวอโศกนี่ อาตมาจะต้องให้มันครบวงจร ให้มันครบวงจรทั้งผู้ใหญ่ คนแก่ คนเฒ่า จนกระทั่งถึงเด็ก ต่อไปจะมีลูกมีหลานในนี้กันเอง อะไรต่ออะไรกันเอง ก็ค่อยว่ากัน ยังอีกนาน ก็ค่อยยืดหยุ่นไป จนกระทั่งเป็นลูกเป็นหลานของพวกเราเองจริงๆ ที่เกิดอยู่ในหมู่บ้านนี้ อะไรในหมู่บ้านนี้ แต่ตอนนี้อาตมาไม่ส่งเสริม ยังไม่พยายามส่งเสริม เพราะว่ามัน เรายังไม่มีคนดูแลกันพอ แค่นี้ก็ยัง โอ้โห จะแย่อยู่แล้ว ไปคุยเสียโก้นะ ที่รามฯ ที่นี่มีนักเรียน 53 คน มีครู 35 เก๋ เท่อุเทนเลยนะ จริงๆแล้วมันไม่ได้มี 35 สักหน่อย หาแทบตาย ครูก็มาแล้วไป หา นับไปนับมา 35 อ๋อ ถึงนับยังไงก็ไม่ถึงหรอก ทุกรูปเลย โอ้โห แล้วสมณะทุกรูป ท่านสอนจริงหรือเปล่า หา ไม่ให้มา 80 เอาแค่เข้าพรรษานี้ ก็มีแค่ 20 กว่ารูป 20 กว่ารูปก็ไม่ได้มาสอนทุกรูป สิกขมาตุด้วย โอ้โห นับใหญ่เลยนะ เอาเถอะ เท่ๆ ยอมให้ เอาละ อาตมาว่าวันนี้นะ ชั่วโมงแรกนี้ก็เอาแค่นี้ก่อน ครึ่งชั่วโมงแล้ว อาตมาพูดแล้ว ทีนี้ก็มีเวลาไป จะอีกครึ่งชั่วโมง หรือกว่าครึ่งชั่วโมง อะไรก็มี ใครจะถามอะไร จะคุยอะไร ก็ว่าไปเลย ตามสบาย พวกผู้ชายนี่ ไม่ค่อยจะมาคุยกับอาตมา แต่ผู้หญิง ทำไมชอบมาคุยกับอาตมา ผู้ชายไม่ค่อยชอบคุยกับอาตมา กลัวหรือเปล่า คนที่กลัวอาตมาแสดงว่ามีความผิด แสดงว่ามีอะไรซ่อนเร้น ลับๆ ไม่กล้าเปิดเผย กลัวจะจับได้ๆ ไม่มา ไม่กล้าเข้าใกล้ จริงหรือเปล่า ผีกลัวพระ คำพูดนี้ดี ถูก ผีกลัวพระ ผีคืออะไร กิเลส แน่ะเข้าใจ เห็นไหม พวกเรานี่ถ้าอยู่ข้างนอก จะรู้อะไร ว่าผีคือกิเลส ผีก็คือ โน่นแน่ะ อยู่ป่าช้าน่ะ หลอกหน้าแลบลิ้นยาวๆ เข้าใจไปอย่างนั้น คืออุปาทาน ผีขี้หมาอะไรอย่างนั้น อาตมาเคยบอกนะ ถ้าผีแบบนี้นะ ใครจับได้เอามาขายให้อาตมา เดี๋ยวนี้ซื้อตัวละ 5 ล้านแล้ว แต่ก่อนนี้ให้ราคาตัวละ 3 ล้าน เดี๋ยวนี้ให้ตัวละ 5 ล้าน ใส่กระป๋องมา ใส่ปี๊บมา ใส่เข่งมา ถ้าจับได้ ผีแบบ นั้นน่ะ เหอ ถ้าเก่งก็จับมาให้ได้ซี ไม่เชื่อ หายตัวได้ เอามาเลย ให้เลย 5 ล้าน ซื้อจริงๆ ใครจับได้ ผีหลอกอย่างนั้น เรียกว่าผีหลอกใช่ไหม เคยได้ยินไหม ผีอย่างนั้นผีหลอกน่ะ ผีอยู่ป่าช้า ใครๆเขาบอกว่า เจออะไร เจอผีหลอก ไม่ใช่ผีจริง ใช่ไหม อยู่ในป่าช้า อยู่ในบ้าน อยู่ในเรือนร้าง อยู่ในอะไรอย่างนี้ เป็นต้น พวกนี้ผีหลอกไม่มีจริงหรอก อาตมาเล่นมามากแล้ว เล่นทางเดรัจฉานวิชา ทางไสยศาสตร์ อะไรมา ก็เล่นเรื่องผี เรื่องเทวดา พระพรหม แบบหลอกๆ แบบนี้ เล่นมาเยอะ อาตมาว่างๆ ก็คงจะได้เล่าสู่ฟังในต่อไป แต่ตอนนี้ปูพื้นฐานไว้ก่อน จะเข้าใจว่า ผี วิญญาณ อะไรพวกนี้ เป็นยังไง ถ้ารู้แล้วเดี๋ยวอาตมาจะอธิบายให้ฟัง อาตมาอธิบายได้น่ะ อาตมาแนะนำ สอนพวกเรา สอนผู้ใหญ่ สอนใครต่อใครอยู่นี่ เข้าใจเรื่องผีๆ เรื่องพระ เรื่องอาริยะนี่ให้ได้ชัดๆ คือจิตวิญญาณ จิตใจอยู่ในตัวเรานี่แหละ กิเลสนี่แหละคือผี กิเลสตัวจิตใจที่เป็นตัวจิตอกุศล จิตโลภะ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง หรือว่าจิตที่มันเอาแต่ใจตัว อย่างนั้นล่ะ ริษยา พยาบาท เคียดแค้น ขี้เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัว อะไรต่างๆนานา จะเอานั่น จะเอานี่อะไร ไม่เสียสละ ไม่อะไรพวกนี้ เป็นผีไม่ใช่พระน่ะ เราเข้าใจถูกอย่างนี้ดีแล้ว เพราะฉะนั้นผีนี่ ไม่ค่อยอยากจะพบพระ ทุกคนนี่ผีทั้งนั้นแหละ นั่งอยู่นี่ ยัง ไม่หมดหรอก มีผีทั้งนั้น มีกิเลสอยู่ในตัวทุกคนล่ะ เข้าใจไหม นี่ผีแท้ ไอ้ในป่าช้านั่น ผีหลอก นี่ผีแท้ที่นั่งอยู่นี่ คนทุกคนล่ะ ถ้าไม่หมดกิเลสก็เป็นผี เพราะฉะนั้นล้างกิเลสออกจากตัวเอง จึงกลายเป็นพระ กลายจริงๆนะ ไปเกิดจริงๆนะ ล้างกิเลสได้จริงๆนี่ เกิดเป็นพระหรือเกิดเป็นอาริยะ เกิดเป็นเทวดา เทวดาจริง เทวดามีกี่อย่างรู้ไหม เคยได้ยินหรือยัง อะไรมั่ง ใช้ปฏิภาณนี่ เห็นนิ้ว 3 นิ้ว ตอบเลย 3 นึกแล้วไม่ได้รู้หรอก เดาเลย ใช้ปฏิภาณ เก่งเหมือนกันนะ เทวดามี 3 อย่าง 1. สมมุติเทพ เทพหรือเทวดานี่ อันเดียวกันแหละ ภาษาบาลี เทวะ หรือเทพะ เทวดา ภาษาบาลีเขาไม่มีดา ไม่มี ด.เด็ก หรอก มีแต่ ต.เต่า เทวตา พอเป็นภาษาไทย ก็เรียกเทวดา เทวะ หรือ เทพะ หรือเทพนี่ อันเดียวกัน ว.แหวน กับ พ.พาน นี่ก็ผันเป็นอันเดียวกันได้ สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ จำไว้มี 3 เทวดา มี 3 ชนิด สมมุติเทพ คืออะไร สมมุติเทพ ก็คือเทวดาหลอก เทวดาไม่จริง เรียกว่าเทวดาสมมุติอยู่แล้ว สมมุติเทพ เทวดาสมมุติ เป็นยังไงเทวดาสมมุติ ก็ นี่ เดี๋ยวก็บอกอร่อย นั่นล่ะสุขัลลิกะ สุขหลอก เดี๋ยวก็โกรธ ไม่จริงหรอก เรื่องโกรธ เรื่องโลภนี่ ไม่จริง ฆ่าตายได้ในคนนี่ ฆ่าความโลภ ความโกรธ ให้ตายเลย ให้โลภ โกรธนี่ตายไปจากจิตเลย คนจะตายไหม ตายไหม ไม่ตาย คนยิ่งจะเป็นอาริยะ คนยิ่งจะเป็นเทวดาแท้ เป็นอุบัติเทพ คนยิ่งจะเป็นอุบัติเทพ อุบัติเทพ หมายความว่าอุบัติ แปลว่าเกิด เป็นเทวดาที่เกิดจริงๆ สมมุติเทพนี่ ประเดี๋ยวก็ตกนรก ประเดี๋ยวก็ขึ้นสวรรค์ ประเดี๋ยวก็ตกสวรรค์ ประเดี๋ยวก็ขึ้นนรก อยู่อย่างนั้นล่ะ มันเป็นอย่างนี้ พอเราเกิดความอยาก ความโลภ อยากได้มา อยากจะกินขนม ไอ้อยากตัวนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข นั่นแหละ สัตว์นรก ถ้าไม่ได้กินแล้วก็ดิ้นเร่าๆ เรียกว่านิรยภูมิ สัตว์นรก อยากมากๆ ก็ดิ้นมาก ถ้าใครยิ่งเอาแต่ใจตัวก็เต้นไม่ยอมๆ ไม่ยอมนั่นล่ะสัตว์นรก มันทุกข์ เสร็จแล้ว พออยากแล้ว ก็แสวงหา หรือว่าต่อรอง หรือค้นคว้าเอามาจนได้ บางคนก็ไม่กวนคนอื่น อยากก็พยายามสร้าง พยายามหาเองให้ได้ พอได้มาแล้ว ก็เอามาเสพ เสวย อยากก็เอามากิน พอได้กินสมใจแล้วเป็นยังไง พอได้กินแล้วเป็นยังไง ทุกข์หรือ กินมากไปล่ะซี ทุกข์เป็นยังไง ตอนกินสมใจเป็นยังไง อร่อยสมใจเป็นยังไง นั่นแหละขึ้นสวรรค์ สวรรค์หอฮ้อ ขึ้นสวรรค์ โอ๊ย เป็นสุขขึ้นสวรรค์ นี่โลกียสุข พอขึ้นสวรรค์อิ่มไปแล้วมันเที่ยงไหม เที่ยงหรือ เดี๋ยวอยากอีกไหม อยากอีก นั่นล่ะตกสวรรค์แล้ว อยากอีก ลงนรกอีก มันจะขึ้นสวรรค์ ลงนรกอยู่นี่ วนเวียนอย่างไม่รู้แล้ว ไม่รู้จบเลย ถ้าไม่ล้างกิเลสตัวนี้ออกให้หมด ประเดี๋ยวมันก็อยากอีก ไปติดอะไรก็แล้วแต่ ติดไอติม เดี๋ยวก็อยากไอติม พอกินอิ่มแล้วตอนนี้ ก็รู้สึกว่า เออ พอสมควรขึ้นสวรรค์แล้ว ก็เอ้า พักหน่อย เดี๋ยวอยากใหม่ อยากไอติมใหม่ อยู่นั่นแล้ว ถ้าติดมันก็ตลอดกาล ติดอะไรก็อันนั้นล่ะ เรียกว่าสวรรค์นรก ที่เป็นอย่างของสมมุติเทพ สมมุติเทวดา เทวดาสมมุติ มีเงินมาก มีลาภมาก มีอะไรมากๆ ก็เอาไปบำเรอตน ได้เป็นสวรรค์ แบบโลกๆ ที่ไม่แท้ ของพระพุทธเจ้าสอนให้มาลดกิเลสตัวนี้ พอลดแล้ว ลดกิเลสได้จริง นี่เรียกว่า เกิดอุบัติเทพ เทวดาจริงนี่คือ ไม่ใช่ได้สมใจ สุขขึ้นสวรรค์ เพราะได้สมกับที่เราอยากได้เสพสม แต่ของพระพุทธเจ้านั่นน่ะ ลดกิเลส ไม่ต้องให้เสพสม หยุด เลิกไปๆ นี่เรียกว่า เลิกได้เท่าไหร่ก็เกิดเท่านั้น เป็นอุบัติเทพขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดอยากเลย เป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาบริสุทธิ์ วิสุทธิ แปลว่าบริสุทธิ์ เป็นเทวดาที่ไม่มีกิเลสแล้ว บอกแล้วว่ากิเลสมันไม่ใช่ตัวจริงอยู่ในคนเรา ความโลภ ความอยาก ความโกรธก็ตาม ฆ่าให้ตายในตัวเราได้ ฆ่าความโลภ ความโกรธในตัวแล้ว ถามไปแล้วว่า ฆ่าความโลภ ความโกรธแล้วเราจะตายด้วยไหม ไม่ตาย มีแต่เราจะเป็นเทวดาแท้ เป็นอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ นี่เรื่องจริง พระพุทธเจ้าค้นพบ และตรัสรู้เอาเรื่องนี้มาสอนเรา เพราะที่มานี่ พยายามที่จะสอนให้พวกเรานี่ ได้หัดได้ฝึกอันนี้ด้วย แล้วมันพ้นทุกข์ มันไม่ต้องไปอยากอีก อาตมาก็เคยชอบไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้หมดแล้ว ไม่ได้ชอบแล้ว เฉยๆ ไอศกรีม แล้วไม่ได้กินหรอก มันเสียวฟัน มันเย็น แล้วไม่เข้าเรื่อง ก็ถูกหลอกให้กินแค่แป้งกับไอ้น้ำตาล ไปเอาน้ำแข็งมา ใส่ให้มันเป็นอย่างนั้นๆ โอ๋ย ดีไม่ดี เอาใส่น้ำกะทิหน่อย ใส่นม ใส่อะไร เหยาะไอ้นั่น เหยาะไอ้นี่ อู๊ย ชอบ เขาปรุงกลิ่นรสน่ะ เพราะฉะนั้นมาหัดจริงๆ แล้วมันจะลดได้จริงๆ นี่เรียกว่าเทวดา แล้วถ้ายัง อยากอยู่เป็นอะไรล่ะ ผีเปรตนั่นน่ะ เปรต นั่นตัวอยาก มันอยากมากๆ เร่าๆ เรียกว่าผีนรก ผี หรือ อบายภูมิ มีอยู่ 4 อย่าง 1. ผีนรก นิรยภูมิ 2. เปรต 3. เดรัจฉาน 4. อสุรกาย ผีนรก นี่มันเรียกว่า หยาบ อย่างเต้นเร่าๆ หรือโกรธก็ตาม โกรธร้อนเร่านี่ มันแรงนะ แรง เรียกว่า สัตว์นรก 2. มันอยาก อยากกิน อยากได้ไอ้นั่น อยากได้ไอ้นี่ อยากโน่น อยากอะไรต่ออะไร ก็ตามแต่ แม้แต่อยากจะทำร้ายคนอื่น ก็เป็นสัตว์เปรตได้เหมื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive