350709 จุดประกาย...แห่งความรัก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานรามบูชาอาสาฬหะปีที่ 12 ม.รามคำแหง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข23 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

์350709 จุดประกาย...แห่งความรัก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานรามบูชาอาสาฬหะปีที่ 12 ม.รามคำแหง

จุดประกาย…แห่งความรัก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานรามบูชาอาสาฬหะ ปีที่ 12 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2535 ณ ตึก เอ.ดี.1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่จริงโลกเรานี่นะ อยู่ได้ด้วยความรัก ไม่ได้อยู่ได้ด้วยความใคร่ ไม่ได้อยู่ได้ด้วยกาม ทุกวันนี้โลกทุกข์ร้อนมากขึ้น แย่งชิงมากขึ้น เพราะมีความใคร่อยากมากขึ้น มีกามมากขึ้น โลกเดือดร้อน เกิดอาชญากรรม เกิดการเอาเปรียบเอารัด แย่งชิง ข่มเบ่ง แข่งขัน การแข่งขันในการสร้างความดีนั้นดี แต่ถ้าผู้ที่มีญาณปัญญาดีๆ เมื่อแข่งขันสร้างความดีแล้วจะมีน้ำใจนักกีฬาที่แท้ ที่อาตมาต้องขยายความคำว่า นักกีฬาที่แท้ ลงไปด้วยเมื่อกี้นี้นั้น ก็เพราะว่าทุกวันนี้นักกีฬาไม่แท้ เพราะว่าเป็นนักกีฬาฉ้อฉล นักกีฬาที่จะเอาเปรียบเอารัด นักกีฬาที่จะต้องชนะ ต้องการได้ ผู้ชนะในทางการกีฬานั้น จะมีใจกล้าหาญ จะมีใจเข้มแข็ง และจะเสียสละ การชนะด้วยการทำความดีงาม หรือความสามารถอะไรก็ตามแต่ ถ้าเผื่อว่าเราสามารถทำอะไรได้ดีกว่า สามารถกว่า เก่งกว่า ในการสร้างสรร ในการกระทำที่เป็นการสร้าง จะสร้างอะไรก็แล้วแต่ ผู้ที่สามารถสร้างได้ยิ่งกว่า สมบูรณ์กว่า ดีกว่า หรือแม้แต่จะใช้คำว่า งามกว่า ผู้ที่ได้ชนะในเชิงอย่างนั้นน่ะจะเป็นผู้ที่เสียสละ เพราะว่าการสร้างได้ดีกว่า สร้างได้มากกว่า สร้างได้เก่งกว่า สร้างได้งามกว่านั้น สร้างขึ้นมาเพื่อเผื่อแผ่ เกื้อกูล แจกจ่าย ไม่ใช่สร้างขึ้นมาเพื่อข้าจะได้ เพื่อข้าจะเอา เพื่อข้าจะเป็นผู้ได้มากกว่าคนอื่น เป็นของกูมากกว่าใคร ถ้าผู้มีความคิดเช่นนี้ มีความเห็นอย่างนี้ ผู้นั้นอยู่ในโลกอย่างเป็นผู้แย่ง เป็นผู้โลภ เป็นผู้เห็นแก่ตัว เป็นผู้ไม่มีความรัก ไม่มีความเผื่อแผ่ ไม

อ่านต่อ

่มีความเกื้อกูล ไม่มีความเห็นแก่ผู้อื่น ลองฟังภาษาที่อาตมาพยายามขยายความนี้ให้ดีๆ แล้วเราจะรู้ว่า โลกทุกวันนี้นี่มันกำลังแปร กำลังเข้าใจความจริงที่เรียกว่า สาระสัจจะ นั้นเพี้ยนไป เพราะฉะนั้นการกีฬาก็ตาม การเป็นอยู่ร่วมกันที่จะรังสรรค์สังคมก็ตาม ความใคร่อยาก ความเห็นแก่ตัวมันจัดจ้าน เมื่อทำอะไรก็ตาม สร้างอะไรขึ้นมาก็ตาม ก็สร้างขึ้นมาเพื่อตัวเอง จะฉวยเอาประโชน์จากการสร้าง โดยการแลกเปลี่ยนในอัตราการซื้อขาย ทุกวันนี้โลกเราคิดราคาการซื้อขายที่แลกเปลี่ยน ได้เปรียบเป็นความเก่งอีกด้วย เป็นความสามารถอีกด้วย ผู้ใดที่แลกเปลี่ยนด้วยอัตราการได้เปรียบมามากๆ มาให้แก่ตนมากๆนั้นเป็นความเลว อาตมาขอย้ำอีก ผู้ใดที่แลกเปลี่ยน เอาค่าแรงงานก็ตาม ค่าความสามารถ หรือค่าผลผลิตก็ตาม ที่เอาไปแลกเปลี่ยนเป็นอัตราเงินกลับมาให้ตัวเองได้มากเท่าใด นั่นคือ เลวมากเท่านั้น เอาเปรียบมากเท่าใด ฉ้อฉลมากเท่าใด ก็ยิ่งเลวมากเท่านั้น ทุกวันนี้สังคมเป็นอย่างนี้ จะศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนตนเองอย่างไรก็ตาม ก็มีแนวคิดว่า จะต้องศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่จะไปเอาเปรียบ เพื่อที่จะได้มาให้แก่ตนมากๆ ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่ความรัก ลักษณะอย่างนี้ เป็นความเห็นแก่ตัว ความรักนั้นคือสภาพที่เผื่อแผ่ เจือจาน เกื้อกูล อบอุ่น สันติสุข ภราดร ภาพ นั่นคือลักษณะของความรัก แต่ทุกวันนี้ความรักนั้นไม่มีลักษณะดังกล่าวนี้ ความรักทุกวันนี้ เห็นแก่ตัวจัดจ้าน ไม่เผื่อแผ่ ไม่อบอุ่น ไม่มีภราดรภาพ มีแต่ศัตรู คู่แข่ง คู่แย่ง เพราะฉะนั้นสังคมที่มีความเห็น หรือมีความเข้าใจในลักษณะที่อาตมากล่าวนี้ จึงเป็นสังคมที่แตกแยก เป็นสังคมที่ไม่อบอุ่น เป็นสังคมที่เลวร้าย เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงความรักจริงๆแล้วละก็ ถ้าเผื่อว่าเราไม่เข้าใจคำว่าความรักดังที่อาตมาได้ขยายความ ขยายหรือแปลความ ให้ความหมายดังที่ได้พูดมาแล้วข้างต้น ขยายมาแล้วนี่ ถ้าเผื่อเข้าใจไม่ถูกต้อง คนเราก็อยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เป็นทุกข์ ดังที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ เราทำอย่างไรจึงจะกอบกู้ความรักที่มี สาระสัจจะดังที่กล่าวไปคร่าวๆ นั้นให้ขึ้นมาได้ เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้ความรักที่เป็นสาระสัจจะแท้ๆ มันถึงล่มสลาย มันถึงแปรรูป เป็นความรักที่เลวร้ายไปได้ เหตุปัจจัยนั้นก็คือกิเลส ความเห็นแก่ตัว กับ กามคุณ กามคุณคืออะไร กามคุณคือสภาพที่หลงเสพว่ามันเป็นสุข เรียกภาษาโลกๆว่าโลกียสุข เป็นรสอร่อย ภาษาพระท่านเรียกอัสสาทะ เป็นรสอร่อยที่ได้เสพสม จะได้อะไรก็ตามมาสมใจข้า ดังที่ข้ามีอุปาทานและมีตัณหา ตัณหานี่คือความอยากได้ อยากได้มาให้เรา พูดให้หนักๆ สะใจหน่อยก็อยากได้มาให้กู มาให้ตัวกู เป็นของกู ได้เสพสมดังที่เราเองกำหนดไว้ ได้ลาภ ได้ยศ ได้เงินทอง ได้อำนาจ ได้การชมเชย สรร เสริญ ยกย่อง ชูเชิด หรือได้รูป ดังที่เราไปสมมุติเอาไว้สมใจ ที่นิยมกันว่าสวย ที่นิยมกันว่าน่าได้ อย่างผู้หญิงนี่ จะถูกหลอกไว้ด้วยกาม ในทางรูป ทางกลิ่น ทางรส ทางเสียง ทางกามคุณ 5 นี่มาก เพราะว่าผู้หญิงนี่เป็นเพศเมีย ไม่ใช่เพศผู้ สัตวโลกในโลกนี่ เพศเมียเป็นเพศที่ไม่สวยเท่าเพศผู้ เพศผู้เป็นเพศที่สวยงามโดยธรรมชาติ จะมีอะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ ในส่วนของสรีระร่างกาย องค์ประกอบของชีวะ ร่างกายทั้งหมด เพศผู้จะสวยกว่าเพศเมียโดยธรรมชาติของสัตว์โลก เพราะฉะนั้นสัตว์ตัวเมียหรือสัตว์เพศเมีย แม้เป็นมนุษย์ เป็นคน ผู้หญิงนี่ไม่สวยเท่าผู้ชาย ทีนี้เราเป็นคน ผู้ชายก็เลยเรียกว่าเสียสละมี SPIRIT ต่อให้ ก็ไม่แต่งตัวมาก ปล่อยให้ผู้หญิงแต่ง แต่งรูป แต่งกลิ่น แต่งเสียง แต่งรส แต่งจริตจะก้าน อะไรก็แล้วแต่ ผู้หญิงมีปมด้อย ก็เลยแต่งมาก นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมดา จะให้ผู้ชายไว้ผมแข่งกับผู้หญิงหรือ ผู้หญิงสู้ไม่ได้หรอก เพราะว่าผู้ชายนี่ มีสรีระทุกอย่าง ถ้าใครเรียนกายวิภาคของชีววิทยามาแล้ว จะรู้ดีว่าผู้ชายนั้นมีทุกสัดส่วน ตั้งแต่กระดูก กล้ามเนื้อ แม้แต่ฮอร์โมน แม้แต่อะไรก็แล้วแต่ ต่างๆนานา ในสรีระนี่เจริญและใหญ่และสมบูรณ์ยิ่งกว่าเพศเมีย หรือว่าฝ่ายผู้หญิง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าปล่อยให้เต็มที่ ผู้ชายข่มหมด ผู้ชายจึงเสียสละให้ ผู้ชายตัดผมสั้น ปล่อยให้ผู้หญิงไว้ผมยาว ยาวก็สู้ไม่ได้หรอก ยิ่งไปให้ผู้ชายไว้ผมยาวด้วยแล้ว ผู้ชายก็ข่มหมดละผู้หญิงน่ะ ผู้หญิงนี่ผมยาวหน่อยก็แห้ง ปลายแตกแล้วก็ไม่สลวยอะไรเท่าหรอก ดำขลับอะไรก็สู้ไม่ได้ ทั้งสีสัน ทั้งความมัน สู้ผู้ชายก็ไม่ได้ นี่อาตมาขยายความเล็กน้อยให้ฟังบ้างเป็นตัวอย่าง ในส่วนใดๆ อื่นๆ ก็เช่นกัน ของผู้ชายนี่ สมบูรณ์ยิ่งกว่าผู้หญิง เพราะฉะนั้นผู้หญิงเป็นปมด้อยจึง แต่ง การแต่งเพื่อจะให้สวย แล้วก็กำหนดเอาไว้อย่างนั้นๆ เช่น ในแฟชั่นกำหนดกันว่า ปีนี้จะนิยมสีแดง ก็ไปหลงว่าสีแดงสวย เมื่อพวกที่กำหนด เจ้าแห่งแฟชั่น เขาบอกว่าปีนี้ ไม่นิยมกันแล้วสีแดง เขาไปนิยมสีม่วง ฝ่ายผู้หญิงที่เป็นทาสสังคมก็ไป จิตจะเป็นอุปาทานจริงๆ ไปเห็นสีม่วงสวยจรงๆ แล้วก็เห็นว่าสีแดงไม่สวยแล้ว ทั้งๆที่สีแดงมันก็สีเดิม มันไม่ได้เปลี่ยนหรอก แดงมันก็คือแดงอยู่ตามธรรมชาติเดิมนั่นแหละ พอบอกว่าเจ้าแฟชั่นเขากำหนดว่า ปีนี้เขานิยมสีม่วง ถูกเขาจูงจมูกไปแล้ว ไปรู้สึกสีม่วงสวย สีแดงไม่สวยแล้ว ใครใส่สีแดงเชย ต้องไปนิยมสีม่วง พอปีต่อไป เจ้าแฟชั่นเขาบอกว่า ต้องสีเขียวนะสวย สีม่วงก็ไม่สวยแล้วเชย ก็ไปรู้สึกจริงๆ ว่าสีเขียวสวย แล้วสีม่วงเชย นี่แหละคือความไม่จริง คือความถูกหลอก แต่เราสุขจริงๆนะ โลกียสุขดังกล่าวนี้แหละ คือกาม อาตมาพยายามอธิบายให้รู้ความจริง ที่เรียกว่าสัจธรรม แล้วไปหลงว่ามันสุข สุขจริงๆที่ได้ใส่สีม่วง แบบเสื้อผ้าอย่างนี้น่ะ แบบทันสมัยน่ะสั้น ถ้าใครใส่ยาวแล้วเชย มันรู้สึกจริงๆว่า เชยจริงๆ รู้สึกว่าสั้นนี่มันสวยจริงๆเลย เกิดรสชาติในจิต ถ้าได้อย่างนั้นสมใจแล้วมันชื่นใจ มันเป็นรสอร่อย เป็นอัสสาทะ พอเขาบอกว่า ไอ้สั้นๆนี่ มันเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้เขาใส่ยาวแล้ว ถ้าขืนไปใส่สั้นอยู่นี่น่ะ เชย ไม่สวย ทั้งๆที่ไอ้สั้นก็คือสั้น ยาวก็คือยาว แดงก็คือแดง เขียวก็คือเขียว อย่างที่กล่าวแล้ว มันไม่ได้เป็นอะไรอื่นไปจากธรรมชาติเดิมของมันเลย ธรรมชาติแดง มันก็คือแดง ธรรมชาติเขียว มันก็คือเขียว แต่คนนี่แปรปรวนไปตามอุปาทาน ไปตามที่เขาหลอก แล้วก็ไปสุข ไปทุกข์ตามที่เขาหลอก นี้แหละคือรสกาม ผู้หญิงเสพเก่งมาก เปลี่ยนแปลงมาก ถูกหลอกได้มากที่สุด นี่อาตมาไม่ได้ว่าผู้หญิงโดยเฉพาะนะ แต่อาตมาว่าความจริงที่มันเป็นเช่นนี้ ใครจะหาว่าอาตมาพูดผิดก็แย้งได้ แต่ถ้าใครยอมรับว่าเป็นความจริง ก็ฟังดู ที่อาตมากำลังขยายความเรื่องกามนี่ เพราะเหตุว่าอยากจะพูดให้ชัดเจนลงไปว่า โลกเราทุกวันนี้น่ะ มันเลวร้ายลงไปเพราะกาม ไม่ใช่เลวร้ายลงไปเพราะความรัก ถ้าโลกมีความรักบริสุทธิ์ ความรักที่มีมิติสูงๆ อาตมาไม่ได้ขยายความรัก 10 มิติแน่วันนี้น่ะ ความรัก 10 มิตินี่ จะต้องไปอ่านในหนังสือความรัก 10 มิติ ซึ่งพิมพ์ไปแล้วตั้ง 7-8-9 ครั้งแล้ว หนังสือเล่มนี้พิมพ์มาหลายหมื่นแล้ว ก็ไปหาอ่านก็แล้วกัน จะได้รู้ความรัก 10 มิติ ความรักที่อาตมาเกริ่นแต่ต้นแล้วว่า มันเป็นความดีงาม เป็นความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ประกอบไปด้วยเมตตาเป็นหลัก ความรักที่แท้นี่ อย่างศาสนาคริสต์นี่ บอกว่าความรัก พระเจ้านี่เป็นผู้ที่มีความรักต่อโลกมนุษย์ สัตว์โลกอย่างหาที่เปรียบมิได้ เป็นความรักอันมหาศาล รักอย่างไม่มีที่สิ้นที่สุด ความหมายคำว่าความรักอย่างนั้นแหละ เป็นความเกื้อกูล เป็นความกรุณาปรานี เป็นความช่วยเหลือ เป็นความอบอุ่น เป็นความรังสรรค์ให้กันอยู่ดีกินดีหรือเป็นดี สังคมมนุษย์ทุกวันนี้หาความรักดังกล่าวยากขึ้นทุกที เพราะกาม และเพราะความเห็นแก่ตัวหรือว่าความหลงติดยึด ที่มันสมใจตน และตนเป็นอำนาจอันนี้ภาษาพระท่านเรียกว่าอัตตามานะ กิเลสหลักมีอยู่ 2 หลัก หลักใหญ่ก็คือ กามตัณหาก็คือกาม ภวตัณหาก็คืออัตตามานะ 2 หลักใหญ่ กามตัณหา กับ ภวตัณหา เมื่อมันมีกิเลสของกามตัณหากับภวตัณหา ผสมร่วมกับความเป็นอยู่ หรือพฤติกรรมของมนุษย์เมื่อใด ความบริสุทธิ์สะอาดก็ลดลง เมื่อลดลงจะมาอ้างว่า เป็นความรักขนาดไหนก็ตาม ยิ่งรักมาก ถ้ามีกามตัณหาเข้าไปประกอบมาก ยิ่งเลวร้ายมาก หรือมีภวตัณหาเข้าไปประกอบมาก ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไป ฉันเดียวกัน เพราะฉะนั้นความรักที่ไม่บริสุทธิ์ อันประกอบไปด้วยกามตัณหาก็ดี ภวตัณหาก็ดี จึงเป็นความรักที่จะต้องศึกษาเรียนรู้แล้วก็เลิกล้างกามตัณหา ล้างภวตัณหาออกไปให้ได้ พระพุทธเจ้าได้สอนเรื่องนี้เป็นหลัก สอนจริงๆ และแนะนำให้มาประพฤติปฏิบัติเพื่อละล้าง กามตัณหา ภวตัณหากันจริงๆ ล้างได้จริง ก็จะเป็นคนที่มีความรัก ที่เห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่สังคม เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่มวลมนุษยชาติ ทุกวันนี้ คนเราไม่ค่อยศึกษาศาสนา ไม่ค่อยศึกษาสาระสัจจะ แต่ศึกษากันมาก การศึกษาทุกวันนี้ อาตมาขอกล่าวว่าล้มเหลว การศึกษาเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยใดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้น ทั้งโลก แล้วก็กลายเป็นการศึกษาที่ล้มเหลว เพราะอะไร เพราะว่ายิ่งเรียนยิ่งโลภ ยิ่งเรียนยิ่งเห็นแก่ตัว อาตมากล่าวอย่างนี้ อย่าเพิ่งหาว่าอาตมาเพ่งมองโลกในแง่ร้าย หรือว่าใส่ร้ายคนอื่นๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะเห็นแก่คนอื่นๆ แม้แต่คนใกล้ตัวนั้นก็น้อยกว่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่คนอื่นน้อยกว่าเห็นแก่ตัว เมื่อเห็นแก่คนอื่นน้อยกว่าตัว มันก็ไม่ดีแล้วมนุษย์ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ คนไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าคนเราจะเห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าตัว ไม่เชื่อจริงๆ ทีนี้คนเราไม่เชื่อ ไม่ไว้ใจกันเลยในพฤติกรรมที่เกิดอยู่ในโลกนี้ ไม่ไว้ใจตรงที่ ว่า เห็นแก่ผู้อื่น หรือว่าทำอะไรขึ้นมา มีพฤติกรรมใดขึ้นมา ไม่เชื่อว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ ของใครก็แล้วแต่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ เพื่อส่วนรวม ไม่ค่อยเชื่อกัน ที่ไม่ค่อยเชื่อ ก็เพราะว่า มันเห็นแก่ตัวมากกว่าความเห็นแก่ผู้อื่นอย่างมาก เป็นตัวจริง เป็นบทบาทจริง เป็นพฤติกรรมจริง อยู่ในสังคมมานานแล้ว นานมาหลายปีเต็มทีแล้ว เพราะห่างเหินจากสัจธรรม ห่างเหินจากศาสนา ห่างเหินจากวิธีการล้างกิเลส เมื่อไม่มีวิธีการล้างกิเลสจริงๆ แล้วไม่เรียนรู้กิเลสเลย กิเลสก็เข้าไปเป็น เจ้าเรือนของชีวิต แล้วมันเป็นเจ้าเรือนของชีวิตจริงๆ ทำให้ชีวิตของเราทุกข์ อยู่กับโลกเขาอย่างไม่น่าอยู่ อยู่กับโลกเขาอย่างลำบาก อยู่กับโลกเขาอย่างเป็นบาป อยู่กับโลกเขาอย่างทำให้โลกนี้ยิ่งวุ่นวาย เดือดร้อน รุนแรงขึ้นไปทุกทีๆ เพราะฉะนั้นโลกทุกวันนี้นี่มันรุนแรง ชนิดที่ซับซ้อน เขาเรียกว่ารุนแรงเลือดเย็น เรียนกันมาเป็นบัณฑิต ก็เป็นบัณฑิตอย่างจอมโจร ที่อาตมากล่าวเช่นนี้เพราะว่า เป็นบัณฑิตที่มีเชิงซ้อนในความเฉลียวฉลาด แล้วก็ใช้พรางผู้อื่น ที่เรียกโดยภาษาโลกว่ามารยาท หรือวิธีการอันชาญฉลาด แล้วก็ทำให้ผู้อื่นนี่เข้าใจว่าเรานี่บริสุทธิ์ เข้าใจว่าเรานี่ทำเพื่อผู้อื่น อย่างที่มีบทบาทในสังคมแหละ ผู้ใดที่มีบทบาทเด่นๆ ยิ่งจะเห็นชัด ถ้าเผื่อว่า ยิ่งไม่จริงน่ะนะ เราจะเจอเสมอ ผู้บริหารประเทศก็ดี ผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ในสังคม มีชื่อ มีเสียงอยู่มากหลายก็ตาม รับอาสาเข้าไปทำหน้าที่ในสังคมใดๆ ก็ตาม มันจะมีเชิงซ้อน ซุกซ่อนอำพรางอย่างเฉลียวฉลาด ที่จะไม่ให้คนอื่นเขาจับได้ไล่ทันว่า เราทำเพื่อผลประโยชน์ของตนโดยเฉพาะธุรกิจผลประโยชน์ หรือการค้าขาย แม้แต่ผู้บริหาร หรือจริงๆรับใช้ประชาชน ผู้ที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ สังคมส่วนใหญ่นั้นน่ะ คือผู้ที่ไปรับใช้ประชาชน แต่เสร็จแล้วไม่ไปรับใช้ประชาชน แต่ไปอาศัยตำแหน่งหน้าที่เหล่านั้นกอบโกย เอาเปรียบเอารัด สร้างอำนาจและหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง โดยดูดมาจากประชาชน เป็นบาปอย่างยิ่ง ไม่ใช่เรื่องของความรัก เป็นเรื่องของความโหดเหี้ยมชนิดเลือดเย็น ดังที่อาตมากล่าวแล้ว เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ ผู้ได้มีการศึกษาเล่าเรียนกันมากมาย จบปริญญาตรี โท เอก แล้วก็ยังมาศึกษาเพิ่มเติมอีกมากมาย เฉลียวฉลาดมากขึ้นจริงๆ แต่ความเฉลียวฉลาดเหล่านั้นอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ซึ่งตัวเองไม่ได้ศึกษา แล้วไม่ได้ล้างออก เมื่อไม่ได้ล้างออก มันก็ทำงานของมันจริงๆ เพราะกิเลสนี่คือเรื่องจริง คือตัวจริง ที่มีในมนุษยชาติ เมื่อไม่ล้าง ไม่ทำลาย มันก็สะสม มันก็ทวีมีฤทธิ์ มีแรง มีความเจริญงอกงาม กิเลสนี่เจริญงอกงามได้จริงๆ เพราะฉะนั้นยิ่งคนยอมรับนับถือว่าตัวเองฉลาด ใช้วิธีการเชิงกลดังที่กล่าวแล้ว เข้ามาทำงานในสังคม แล้วก็เป็นบัณฑิตที่เป็นจอมโจรบัณฑิตดังกล่าวแล้ว เมื่อไม่ล้างกิเลส ยิ่งมีโอกาส ยิ่งมีช่องทางที่จะไปกอบโกยผลประโยชน์ และยิ่งมีวิธีการที่จะสร้างสมอำนาจให้ตัวเองมีอำนาจในสังคมมากขึ้น สังคมจึงล่มสลาย และอยู่ไม่เป็นสุข คนเราจะสร้างหลักการ สร้างระบบ มาไว้ให้แก่สังคม ได้ใช้หลักการ ได้ใช้ระบบ จะเรียกว่ารัฐธรรมนูญ จะเรียกว่ากฎหมาย เป็นหลักการ เรียกว่าขื่อว่าแปของสังคมของประเทศ อะไรก็ตาม สร้างขึ้นมาแล้ว ถ้าคนเลวแล้วละก็ ต่อให้หลักการ ต่อให้ขื่อแปรัฐธรรมนูญ กฎหมายอะไรก็ตาม ให้ดีให้ตายอย่างไรก็ตามเถอะ ถ้าคนเลวแล้วละก็ มันดีไม่ได้ ทุกวันนี้คนในสังคมในเมืองไทยก็ตาม เชื่อมั่นว่าหลักการ หรือรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ขื่อแปของสังคมนี่ จะเป็นอำนาจใหญ่ ที่จะทำให้สังคมบ้านเมืองนั้นอยู่ เย็นเป็นสุข มีความรัก มีความเมตตาเกื้อกูลช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน แต่ไม่ได้มีวิธีการ โน้มเน้นให้คนนั้นล้างกิเลสความเห็นแก่ตัว ลดกามตัณหา ลดภวตัณหา เมื่อไม่ลดกามตัณหา ไม่ลดภวตัณหา เขาก็จะต้องเสพสม ในเรื่องของความสมใจในกาม สมใจในภพ หรือสมใจในภวตัณหา สมใจในความปรารถนาของตนเอง ที่จะเอาดั่งใจตนเองนี่แหละ เราอยากได้อย่างนี้ ข้าเอาได้อย่างนี้ ต้องเอาให้ได้อย่างนี้ ข้าจะต้องเอาชนะให้ได้ ข้าจะต้องได้ตามที่ข้ากำหนด นั่นคือภวตัณหา ส่วนรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เราเคยได้ยิน กามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นคือเรื่องของกามตัณหา เป็นรสอร่อยที่เสพกันอยู่ถ้วนทั่วเช่นกัน ภวตัณหาก็เสพ กามตัณหาก็เสพ เพราะฉะนั้นความรักที่ผสมด้วยความเป็นกิเลสพวกนี้ จึงเป็นความรักที่เป็นความทุกข์ที่ยิ่งๆ ทุกวันๆๆๆๆ แล้วก็ไม่เห็นความสำคัญที่จะมาเรียนรู้ เพื่อที่จะมาลดละ หรือล้างอันนี้กัน คนทุกวันนี้ห่างศาสนา เลิกละจากศาสนา และไม่เชื่อศาสนาอย่างยิ่ง แข่งกัน ใครมีความสามารถ มีความรู้เยอะๆ ที่จะเอาเปรียบเอารัด แย่งชิงได้มากๆ แล้วก็มาบำเรอตน ให้สมในกามตัณหา ให้สมใจในภวตัณหาของตนๆ แล้วก็นึกว่าชีวิตอย่างนั้นแหละ ชีวิตที่เป็นสุข เป็นชีวิตที่ประสบผลสำเร็จในโลก ซึ่งอาตมากล่าวแต่ต้นแล้วว่า เป็นชีวิตที่ล้มเหลว เป็นชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิตของความรักที่บริสุทธิ์อะไร เป็นชีวิตที่เลวร้าย เป็นบาป เป็นหนี้ อาตมาพูดไปนี้ หลายผู้หลายคนที่ไม่เคยได้ฟังลีลา หรือไม่ได้ฟังสำเนียง หรือสำนวนอะไรของอาตมามาเก่า เพิ่งมาฟังวันนี้ก็ตาม หรือแม้จะมาฟังใหม่ๆ ยังไม่ชินในลีลาที่อาตมาบรรยายหรือเทศน์นัก อาจจะไม่ชอบใจ เพราะว่าจริงๆ แล้ว มันแทงหัวใจ เหมือนอาตมาว่า เหมือนอาตมาด่า เหมือนอาตมาดูถูก จริงๆ ไม่เหมือนละ จริงๆเลย มันเป็นความจริงเลย อาตมาไม่มีเวลามากพอ นี่ก็อายุมากขึ้นไปทุกวันๆแล้ว จะอยู่อีกกี่ปี จะตายก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นอาตมาจะมัวช้าอยู่ จะไม่เปิดเผยความจริง ไม่บอกความจริงเหล่านี้ไม่ได้ ไปมัวแต่เกรงใจ มีมารยาท อย่าพูดอะไรชัดนักซิ อย่าพูดอะไรมันทิ่มแทงคนอื่นนักซิ คนห้ามอาตมาบ่อยๆ แต่อาตมายิ่งนานวันเข้า มันก็ยิ่งต้องรีบพูด เพราะว่าคนที่มอมเมา หรือหลอกล่อ ไม่ได้พูดสัจจะ ไม่ได้พูดเข้าไปหาสาระสัจจะ อย่างที่อาตมากล่าวนี้ อย่างที่ยกตัวอย่างแล้วเมื่อกี้ บอกว่ายิ่งไปหลงในกามนั่นมันไม่ใช่ของจริง มันเป็นอุปาทาน ไปหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไปหลงในความสวยงาม ไปหลงในสมมุติอะไรต่ออะไรเยอะแยะ อีกมากมายก่ายกอง แม้แต่ว่าได้เงินมามากๆ อย่างนี้มันวิเศษ ความจริงได้เงินมามากๆ ไม่เก่งหรอก มีเงินมากๆ แล้วเสียสละออกได้มากๆต่างหาก มันเก่งกว่า ฟังดีๆ ฟังใหม่ คนกล้ารวยน่ะ มันไม่เก่งหรอก คนกล้าจนต่างหากเล่า มันเก่ง ฟังดีๆ ที่อาตมาพูด จะเห็นว่าจริงไหม ก็ฟังดู แล้วก็มาสอนกัน มาแนะนำกัน มันจะต้องหาเงินให้ได้มากๆ คนที่มีเงินมากๆ ก็ยกย่องชมเชย เชิดชูกัน ป้อยอกัน ทั้งๆที่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเชิดชู ไม่ใช่สิ่งที่น่ายกย่อง ไปได้เงินมามากๆ ไปได้เงินมาด้วยวิธีขยันหมั่นเพียรก็ตาม คนที่ขยันหมั่นเพียรเหมือนกัน เรียกว่ามีหลักเท่ากันเสียก่อน แล้วเราจะเอาองค์ประกอบอื่นมาขยายความ แล้วมันจะเห็นชัด นาย ก. กับ นาย ข. นาย ก. ก็มีความสามารถ นาย ก. ก็ขยันหมั่นเพียร นาย ข. ก็มีความสามารถ นาย ข. ก็มีความขยันหมั่นเพียร สมมุติว่าเก่งทั้งคู่ ถ้าเขาทำงาน แล้วตีราคาของเขาเดือนหนึ่งสักห้าหมื่นบาท ค่าของความสามารถ และค่าของความขยันเขานี่ ควรจะได้เดือนหนึ่งสักประมาณห้าหมื่นบาท ตีราคาตามราคาสังคมธรรมดานี่ เรียกว่ายุติธรรมน่ะนะ แต่นาย ก.นี่ เป็นคนที่มีแนวคิด และมีความเข้าใจ มีปัญญาว่า ถ้าเราทำงานอย่างนี้ แล้วเราไปเอามามาก ได้ห้าหมื่นนี่แหละ แล้วเราก็เอามาเป็นของเราไว้หมด ไม่เสียสละออกนี่ มันไม่ดี นาย ก. เข้าใจอย่างนั้น ส่วนนาย ข. บอก ห้าหมื่น นี่มันของเรา เราจะเอาไว้หมด แล้วจะเอาไปเป็นทุนต่อ หาให้ได้มากขึ้นๆ จึงดี จึงจะประสบผลสำเร็จ เป็นคนร่ำรวย เป็นคนเจริญ นาย ข. เข้าใจอย่างนี้ คน 2 คนนี้ เขาก็จะดำเนินชีวิตของเขาอย่างนี้ นาย ก.ได้มา เขาไม่กอบโกย ไม่สะสม ได้มาก็สะพัด ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทำตนเองให้เป็นคนกินน้อยใช้น้อยให้ได้ แต่สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนกัน ความรู้เรื่องนี้ต้องศึกษาดีๆ คนทุกวันนี้ทรมานตนเองด้วยการกินมาก เสพมาก แล้วก็บำเรอตนเองมาก เสียสุขภาพหมด อันนี้อาตมาถ้ามีโอกาสจะขยาย ถ้าไม่มีโอกาสคงไม่ได้ขยายเรื่องนี้นะ เพราะฉะนั้น นาย ก. นี่มีความคิด หรือมีแนวคิดอย่างนี้ นาย ก. นี่ก็ไม่มีวันรวย จะได้เดือนละห้าหมื่น ต่อให้มีความสามารถเพิ่ม มีอัตราค่าความสามารถแพงขึ้นไปอีกก็ตาม นาย ก. ก็ไม่มีวันรวย นอกจากไม่มีวันรวย แล้วยิ่งศึกษา ถ้านาย ก. ศึกษาธรรมะ ศึกษาสาระสัจจะยิ่งขึ้นๆ เห็นความเสียสละ นี่เป็นความถูกต้องของชีวิต เป็นความประเสริฐของชีวิตจริง แล้วก็ทำงานขยันหมั่นเพียร ใช้ความสามารถ ฝึกฝนความสามารถเชี่ยวชาญสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็จะเสียสละให้แก่ผู้อื่นมากยิ่งขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าความดีงามเป็นของมนุษย์ที่แท้ ส่วน นาย ข. นี้ ไม่เข้าใจอย่างนี้ ไม่สละ ก็เป็นของฉันนี่ สุจริตของฉัน ฉันก็กอบโกย ฉันก็เอาเงินไปต่อเงิน ฉันก็เอาทุนไปต่อทุน อะไรมันจะได้เงินมาก ก็เอาไปลงทุน เอาไปทำอะไรต่อ นาย ข. รวยขึ้นตามความสามารถ และความเข้าใจของตนเอง มีอย่างนี้ก็จะทำต่อไป ต่อให้ 2 คนนี้ มีเวลาสร้างสรรในโลก 10 ปี 20 ปี 30 ปี ยาวนานไปเรื่อยๆ มากขึ้นเท่าไหร่ก็ตาม นาย ก. ก็ไม่มีวันรวย ดีไม่ดี ยิ่งศึกษาธรรมะ เสียสละได้มากๆ ยิ่งเข้าใจในการเสียสละ ว่าเป็นคุณค่าของมนุษย์แท้ นาย ก. ก็ยิ่งจะเสียสละมากยิ่งขึ้น ถ้าปฏิบัติธรรมเป็นอาริยภูมิสูงขึ้น เสียสละ จนกระทั่งไม่เหลือเลยก็ได้ นาย ก.นี่นะ ถ้าปฏิบัติธรรม เป็นโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ขึ้นไปจริงๆ นาย ก. อาจจะสร้างสรร โดยค่าตัวที่ควรจะได้นั้น ไม่เก็บกักไว้เลย ส่วน นาย ข. นั้นก็จะรวยมหาศาล เป็นคนมีเงินล้าน 10 ล้าน 100 ล้านขึ้นไป แน่นอน ส่วน นาย ก.นั้นเป็นคนไม่มีเงินเลยก็ได้ 20 ปี 30 ปี ในอนาคต นาย ข. รวยร้อยล้าน นาย ก. ศูนย์ ไม่มีเงินเป็นคนจน ถ้าศึกษาจริงๆ ก็จะเป็นจริงอย่างนี้ อาตมาขอถามพวกคุณหน่อยเถอะที่นั่งนี่ อาตมาสาธยายสมมุติ ที่จริง คนจริงเป็นได้ดังที่กล่าวนี้ พระพุทธเจ้าสอนคน ให้เป็นอย่างนาย ก. อาตมาขอถามหน่อยเถอะ สามัญสำนึกของพวกคุณนี้แหละที่นั่งอยู่นี่ จริงๆแล้ว คุณจะกราบเคารพนาย ก. หรือนาย ข. เพราะในอนาคตข้างหน้าอย่างที่ว่า 20-30-40 ปี ขึ้นไป ในอนาคต นาย ก. ขยันอย่างเดิม หรือขยันกว่าเก่าก็ได้ นาย ข. ก็ให้ขยันเหมือนกันนี่แหละ ก็สมมุติแล้ว ความสามารถก็เจริญขึ้นไปเท่าไหร่ๆ ก็ได้เหมือนกันนั่นแหละ สมมุติความขยันกับความสามารถ ทั้งนาย ก. นาย ข. เท่ากัน สมมุติไว้แล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคตข้างหน้า นาย ก. จน จนกระทั่งไม่มีเงินเลย ส่วน นาย ข. นั้น ร่ำรวยมหาศาล คุณจะกราบเคารพคนไหนแน่ๆ แท้ๆ นี่ใช้สามัญ สำนึกของคุณตอบก็ได้ คนไหนน่ากราบ น่าเคารพ คนรวย นาย ข. รวย 100 ล้าน 1,000 ล้าน นั่นน่ะเหรอ คือคนน่ากราบเคารพ แล้วนาย ข. น่ะ ทำสิ่งที่ง่ายนะ บอกแล้วว่า กล้ารวยน่ะมันง่าย กล้าจนน่ะมันยาก จน แต่อยู่ในสังคมได้ เพราะเราไม่ได้งอมืองอเท้า เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่จะไม่สร้างสรร เป็นคนไม่ศึกษา ไม่ ใช่ ต้องศึกษา ศาสนาพุทธไม่เคยห้ามคนศึกษา ไม่ได้สอนให้คนหนีออกป่า ออก เขา ออกถ้ำ หนีไปอยู่ห่างผู้คน ไม่รับรู้อะไร จะเอาวิมุติหลุดพ้น โลกยุ่ง ไม่ต้องเอาอะไรกับโลก คำสอนแบบนี้นี่ ไม่ใช่พุทธ คำสอนเพี้ยน คำสอนผิดจากพุทธศาสนา ที่อาตมายกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ นาย ก. กับนาย ข. นาย ก.เป็นคนที่ศึกษาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เรียนรู้กิเลส เรียนรู้คุณค่าของชีวิต แล้วก็ไม่เป็นทาสความสุข ที่เป็นโลกียสุขของโลก ไม่เป็นทาสทางกาม ลดกามตัณหา ลดภวตัณหา ลดจริงๆ ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ ลดกิเลสตัณหาจริงๆ ปฏิบัติถูก เรียนรู้ถูก ลดได้ เมื่อลดได้ก็เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียร มีความสามารถ ศาสนาพระพุทธ เจ้านั้น เป็นศาสนาแห่งโลกุตระ เป็นศาสนาที่อยู่ในโลก แต่ไม่เป็นทาสโลก เป็นคนรู้รอบในโลก เรียกว่า โลกวิทู สังคมเขาเป็นยังไงก็รู้ ยกตัวอย่าง อาตมาขอกล่าวอันหนึ่ง ตอนนี้กำลังเฟื่องฟูหน่อย คือเรื่องของการเมืองหรือเรื่องของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในประเทศไทย อาตมาเห็นจุดที่มันไม่เจริญอยู่จุดหนึ่ง จุดที่ผิดพลาดกันมานานแล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ได้คิดว่าจุดนี้เป็นจุดสำคัญกันด้วย ผิดพลาดอย่างไร คือเขาเข้าใจว่าการเมืองนี้นะ ถ้าคนไหนที่ไม่เล่นการเมือง หรือไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่ทำงานการเมือง ก็อย่าไปสนใจการ เมือง เพราะเขาเข้าใจกันอย่างนี้ คุณฟังดูนะ คุณเข้าใจอย่างอาตมากล่าวหรือไม่ เพราะฉะนั้นการเมืองจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ฉันเป็นศิลปิน ฉันก็จะมาเต้น มารำ มาร้อง มาอะไรต่ออะไรของฉันอยู่อย่างนั้นแหละ ฉันก็ทำงานสัมมาอาชีพของฉัน เขาว่าอย่างนั้นน่ะ ฉันเป็นพ่อค้า ฉันก็จะค้าขายของฉัน ฉันเป็นชาวนา ฉันก็จะทำนาของฉัน การเมืองเขาจะเป็นยังไง เขาจะไปเลือกตั้ง ฉันก็ไม่ไป เขาจะเลือก ส.ส. ส.จ. ส.ท. อะไรก็ช่าง ฉันไม่เกี่ยว ใครจะเป็นนายกฯ ใครจะเป็นรัฐมนตรี ใครจะเป็นกรรมาธิการ อะไรก็ช่าง ตั้งสมาคมขึ้นมา ตั้งมูลนิธิขึ้นมา ก็ต้องระบุเลย มูลนิธินี้ไม่เกี่ยวข้องการ เมือง สมาคมนี้ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง มีเลยนะ ในสมาคม ในมูลนิธิ ขึ้นมาก็ต้องระบุเลย มูลนิธิที่ไม่เกี่ยวข้องการเมือง สมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน