350618 การดำเนินชีวิตให้ถูกสัจจะ พุทธสถาน ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350618 การดำเนินชีวิตให้ถูกสัจจะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
การดำเนินชีวิตให้ถูกสัจจะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2535 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก
มาพบกันคุยกันก็ไม่มีเรื่องอะไรหรอก ก็เรื่องความเป็นอยู่ผาสุกของชีวิต ชีวิตที่ไม่ผาสุก ก็เพราะไร้ปัญญา หรือเพราะอวิชชาไม่มีอื่นหรอก มันอวิชชา มันไม่เข้าใจจริงๆแท้ๆ จากความโง่ก็ไม่โง่อะไร โง่เพราะไม่รู้ หนึ่งสมมุติสัจจะ พฤติ กรรมของชาวโลกเขาเป็นยังไง เราก็เข้าใจว่า มันทำให้เราเป็นภาระ ทำให้เราเป็นทาส มันก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าเรารู้เท่าทัน ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นทาส เข้าใจดี ไม่ไปหลงระเริงกับเขา เราก็เลิก เลิกได้ทันที ก็ดี เลิกได้ไม่ทันทีก็หัดไป เลิกได้ ไม่ได้ก็คือ จิตวิญญาณที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน มันโง่แล้วมันสะสมเป็นกิเลส ก็มาเป็นเจ้าเรือน มาเป็นอำนาจ เราก็ตกเป็นทาสกิเลสต่อไปนั่นน่ะ เป็นเรื่องที่สรุป เรื่องที่ใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องวิธีละกิเลสอย่างไร เราก็อธิบาย สมมุติสัจจะ ความเป็นอยู่โลกียะ โลกที่มันมอมเมาเรา จนเราตกเป็นทาสของมันอย่างไร ก็อธิบาย ก็พูดๆ ให้เข้าใจ ให้รู้เท่าทันอยู่เสมอๆ คนเรา จริงๆนี่ เกิดมาตอนนี้ เกิดมาไม่ได้ไปเกิดมาเพื่อที่จะไประเริงยังงั้นหรอก คนเราเกิดมาระเริง ไม่ได้ศึกษาธรรม ก็ไประเริงอยู่กับโลกโลกียะ เป็นปุถุชน หลงใหลไปตามโลก เมื่อไหนก็เมื่อนั้นน่ะ มันก็พอเราระเริงไปตามโลก ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ มีโลกียสุขสมใจ กลายเป็นโลกียสุขที่เราติด เรายึด เราหลง เราไม่เข้าใจเท่านั้น มันไอ้นั่นก็เป็นสุข ไอ้นี่นั่นก็น่าได้ น่ามี น่าเป็นเอร็ดอร่อยอยู่ยังงั้นล่ะ เสียศักดิ์ศรีความเกิดมาเป็นมนุษย์ทุกชาติ เพราะได้มาชาติหนึ่งก็ไปโกงเขามา ไปเอาเปรียบเขามา เพื่อจะได้บำเรอตน ได้เงิน ได้ทอง ได้ล
อ่านต่อ
าภ ได้อำนาจ ได้ยศศักดิ์ เสร็จแล้วก็มาบำเรอตน กิเลสก็ยิ่งหนาเป็นปุถุชน เสร็จแล้วก็ใช้หนี้กัน ได้เสพชาติหนึ่งเสร็จแล้วก็ใช้หนี้กัน แล้วจนกระทั่งวนเวียนไป อีกกี่ชาติก็ไม่รู้จะใช้หนี้หมด เสพชาติหนึ่งใช้หนี้ไปหลายชาตินะ เกิดวนเวียนใช้หนี้ไปอีกหลายชาติ ไปใช้หนี้ มาเป็นเดรัจฉาน มาเป็นทาส มาเป็นผู้ที่จะต้องใช้หนี้เขาตั้งแต่ระดับยังไม่หยาบนัก ก็กลายเป็นคนนี่แหละ ได้เกิดเป็นคนเหมือน กัน แต่ว่าเป็นคนที่จะต้องไปใช้หนี้เขา เหมือนพ่ายแพ้อยู่ในสังคมนั่นแหละ อย่างในโลกนี่ กลายเป็นทาสที่ถูกกดขี่ข่มเหง จะต้องทำงานใช้หนี้ใช้สิน วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ หรือไม่ก็ตกต่ำ ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเหมือนกัน เกิดเป็นเดรัจฉานไปเลย โอ๊ย นับชาติไม่ถ้วน ไม่รู้กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนชาติ วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ พอใช้หนี้หมด สร้างบุญ ที่จริงเป็นเดรัจฉานนี่ มันสร้างบุญนะ เหมือนวัวเหมือนควาย นี่นะมันได้บุญ แต่ที่จริงมาใช้หนี้ วัว ควายนี่มันใช้หนี้ ใช้หนี้บาป ใช้หนี้ไปเถิด ไม่รู้สักกี่ชาติ พอใช้หนี้หมด มันก็หมดบาป ก็เป็นบุญ เป็นคุณค่า เป็นกุศล ได้เกิดมาป็นคนอีก เป็นคนก็หลงระเริงไปกับโลกอีก หลงระเริงไปจนกระทั่งสั่งสมจนเฉลียวฉลาด เอารัดเอาเปรียบเขาได้อีก เป็นบาปเป็นหนี้อีก หมุนเวียนตีลังกาอยู่อย่างนั้นแหละแล้วๆเล่าๆ กี่ชาติๆ ก็อยู่อย่างนั้นล่ะ สรุปแล้วก็คือ คนกับควายนี่นะ หมุนเวียนเกิดกันอยู่อย่างนั้นล่ะ สรุปง่ายๆ เอาสั้นๆ ไอ้ยิ่งแย่กว่าควาย ไม่มีทางเป็นบุญเลย ยิ่งหนัก ไม่รู้กี่ชาติ ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่ไม่มีบุญ ไม่มีคุณอะไรเลย ไม่มีท่าอะไรเลย ยิ่งไปใช้หนี้อยู่อย่างนั้น อีกนานเท่านานเลย ยิ่งซวยหนักเข้าไปใหญ่ แม้จะมีทางบุญมาเป็นควายเป็นวัวนี่ มีทางบุญบ้าง มันก็ยังหลายชาติ วนเวียนอยู่อย่างนั้นล่ะ ถ้าไม่ได้เจอศาสนาพระ พุทธเจ้า ไม่ได้รู้จักโลกุตระ ไม่รู้ทิศทางพาไปสู่การลดละหน่ายคลาย ฆ่าต้นเหตุ ฆ่าความโง่ อวิชชา ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ กี่ชาติต่อกี่ชาติ ถ้าพวกคุณไม่มาเห็นที่นี่ ไม่รู้จักที่นี่ คุณก็ต้องไปเป็นอย่างโน้นแหละ เป็นอยู่อย่างที่เป็นนั่นแหละ หรือแม้จะมีศาสนาบอกว่า ศาสนาพุทธก็ไปเป็นศาสนารดน้ำมูกน้ำมนต์ หาทางเอาเปรียบเอารัดเขาอยู่นั่นแล้ว ไม่ได้ลดละกิเลสเลย อยากมันก็อยากอยู่อย่างเดิม อยากได้กว่าเก่า ถ้าว่าไปแล้ว ยิ่งมักง่าย รดน้ำมนต์ให้นึกว่าดี ที่แท้ก็นึกขยันหมั่นเพียรไปโน่นไปนี่ นึกว่าน้ำมนต์ช่วย หลงระเริงไปติดน้ำมูกน้ำมนต์ ติดเครื่องรางของขลัง ติดฤทธิ์ติดเดชอะไรเลอะๆเทอะๆ ไปยังงั้น ไม่ใช่ศาสนา มันก็หนี้อย่างเก่าอยู่นั่นแหละ เวียนอยู่ในโลกียะ เป็นปุถุชนอย่างเก่าอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งว่า เรามาเข้าใจว่าจะละอะไร เลิกอะไร เรามาปฏิบัติอย่างอโศกพยายามบอก พระพุทธเจ้าสอนอะไร บอกอะไร ให้แก้ ก็มาแก้ มาปรับปรุงกายกรรม วจีกรรม ในทางปัญญาก่อน เมื่อมีปัญญาเข้าใจก็เลิก ก็ละ ก็ลดมา ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น มีคุณค่าเพราะเราได้เสียสละ มีคุณค่าเพราะเราได้เลิกเอาแรงงาน เอาเวลา เอาทุนรอนที่เราไปเที่ยวได้บำเรอตนนั่นมา แรงงานแทนที่จะไปเป็นทาสหาเงิน ไปเป็นทาสน้ำเงิน เอาแรงงานมาสร้างสรร และเสียสละ ไม่ต้องไปได้เงินแลกเปลี่ยนอะไรมา มันก็เป็นบุญแล้ว เดี๋ยวนี้เอาเสียสละสร้างสรร แจกจ่าย เกื้อกูลคนอื่นได้ ก็เป็นบุญ เลิกมาได้มากเท่าไหร่ เลิกโลกียสุขตั้งแต่อบายมุขต่างๆ มาได้ ก็มีเวลาเหลือ ทุนรอนเหลือ แรงงานเหลือ ก็เอามาสร้างสรรเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ เลิกละได้มากเท่าไร ก็ได้สร้างสรรมากขึ้นๆ พร้อมกันนั้นเราก็ลดกิเลสซ้อนเชิงเข้าไปอีก กิเลสติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นกาม กิเลสซ้อนที่เราขยันหมั่นเพียรขึ้น ได้ลาภมากขึ้น แล้วอย่าไปหลงลาภ ตะหนี่ถี่เหนียวด้วย อะไรต่ออะไรด้วยซ้อน เรารู้เท่าทัน ก็เอาไปแจกจ่ายเกื้อกูลไป ลดราวาศอกออกไป ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ ไม่สะสมกอบโกยอะไรมากมาย มันก็ทำให้ชีวิตของเรามีค่าขึ้น มีบุญขึ้น ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ เราได้สะสมบุญที่แท้จริง กิเลสลด แม้ชาติหน้าโน้นต่อไป ถ้ากิเลสนี่แหละ เป็นตัวสำคัญ หรือจิตวิญญาณที่ล้างกิเลสออกนี่ เป็นวิบากสำคัญ ไอ้นี่เที่ยงแท้ๆ ล้างกิเลสนี่เที่ยงแท้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ แม้แต่ผู้ที่บรรลุเป็นโสดาบัน เป็นพระโสดาบัน ก็เป็นผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน นี่ก็คือความเที่ยงแท้ สิ่งที่ยืนยันยืนหยัดที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ เป็นความเที่ยงแท้ เป็นความหมายของความเที่ยงแท้ ผู้ที่บรรลุโสดาบันจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่ตกร่วง ขอให้เป็นโสดาบัน ขอให้มีภูมิอย่างแท้จริง แต่นั่นแหละ ซ้อนนะ ได้โสดาบันต้องเกิดอีก 7 ชาติ ไม่เข้าใจ 7 ชาติ 7 ชาติ ปุ๊ดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่นี่เฉยๆ เสร็จแล้วไปสำมะเลเกตุง ไม่มีบุญ เดี๋ยววนเวียนไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอีกนะ อย่าลืมว่าโดยรูป โดยนามนี่นะซับซ้อนกันอยู่ บอกว่าโสดาบันไม่เกิดเป็นเดรัจฉานอีกแล้ว เกิดเป็นเดรัจฉานนั่น หมายความว่าทางนามธรรม มันเป็นเดรัจฉาน มันโง่เง่าน่ะ มันโง่เง่า เดรัจ ฉานนี่แปลว่าโง่ เป็นคนก็เป็นเดรัจฉานได้เพราะโง่เง่า ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานที่เป็นเดรัจฉานก็เป็นได้ โง่เง่า เพราะแทนที่เป็นร่างของคนนี่ ยังไม่พากเพียร ก็ไปเป็นเดรัจฉานจำนน เช่น สมมุติไปเกิดเป็นควาย พระโสดาบันไปเกิดเป็นควาย ก็เป็นโสดาบันได้ โสดาบันที่จะสร้างบุญ และจะกลายเป็นควายที่ประหลาด เป็นควายที่มีความเข้าใจ มีความฉลาด มีการสร้างบุญ มีความขยันหมั่นเพียร เป็นเดรัจฉานที่ต่างกับเดรัจฉานธรรมดา ได้ก่อบุญ ก็เพราะว่ามันจำนน มันสู้คนไม่ได้ คนต้องบังคับ คนต้องเอาไม้เรียว เอาปฏักทิ่ม ถึงจะยอมทำตาม ตัวเองก็ได้บุญ เป็นคนดีๆ บังคับตัวเองไม่ได้ ต้องไปให้พวกนี้บังคับ ก็เจริญขึ้นบ้างเหมือนกัน แต่นั่นแหละมันก็ยังมีภาวะซับซ้อนที่เกิดญาณปัญญาๆ ว่า เออ เราตกต่ำไปถึงขนาดนี้ ไปเป็นเดรัจฉาน เราถึงได้บูย มันถึงจะเกิดซ้อนลึกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่ากระนั้นเลย อย่าไปเป็นเดรัจฉานเลย บังคับตัวเองก็จะแข็งแรงขึ้น พัฒนาจนกระทั่งเรียนรู้ที่จะลดกิเลสจริงๆ 7 ชาติไม่ใช่ 7 ชาติของการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ แต่ 7 ชาตินี่เป็น 7 ชาติของการละลดกิเลสๆ 7 ชาติ กิเลส 7 ขั้น กิเลส 7 ระดับ เป็นรอบของกิเลส ท่านตรัสเอาไว้นี่ เป็นเหลือรอบของกิเลสนี่ไว้ แบ่งเป็น 7 รอบ เราจะต้องลดละกิเลสในรอบต่างๆนั้น ถูกเนื้อตัวแท้ของกิเลส มันถึงจะหมด ถึงจะบรรลุธรรมได้ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติไม่ถูก ไม่มีความพากเพียรพอ มันก็ไม่ได้เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ 700 ครั้ง 7 หมื่นครั้ง ถ้าปฏิบัติไม่ถูกอย่างนั้นแหละนะ จ้างมันก็ไม่หมดกิเลส จ้างก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เป็นโสดาบันแล้วก็ตาม นี่ต้องเข้าใจให้ลึกซึ้ง ต้องเข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นเราก็เผินๆ เข้าใจผิดๆ พลาดๆ เพราะฉะนั้นคนเราจะเกิดบุญ จากกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เพราะฉะนั้นกายกรรม วจีกรรม ที่เราได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูล สร้างสรรขยันเพียร เป็นวิบาก มันก็เป็นบุญที่แท้จริงเหมือนกัน สั่งสมเป็นบุญโลกียะ เพราะฉะนั้นเราได้เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นจริงๆจังๆ ขยันหมั่นเพียร มีฝีมือความสามารถ เราก็สร้างได้มาก เกื้อกูลคนอื่นได้มาก มันก็เป็นบุญที่เราได้อาศัย เกิดมาไม่ต้องตกต่ำยากจน ไม่ต้องลำบากลำบนอะไรมากนัก ส่วนบุญที่แท้จริง ปรมัตถสัจจะนั้นคือ บุญทางจิตใจ ละกิเลส ไอ้ตัวละกิเลสนี่ ต้องพยายามเรียนรู้จริงๆ แล้วลดลงให้ได้จริงๆ มันก็มีบุญสองอย่างเท่านั้นแหละ มีบุญทางโลกียะ บุญทางโลกุตระ หรือบุญทางปรมัตถสัจจะ กับบุญทางสมมุติสัจจะ ถ้าเราปฏิบัติได้ทั้ง 2 อย่างเลย บุญปรมัตถสัจจะก็ได้ บุญสมมุติสัจจะ หรือบุญโลกียะก็ได้ ก็เกิดมาปฏิบัติธรรมสบาย เกิดมาก็ไม่ยากไม่จน ไม่เดือดไม่ร้อนทางรูปธรรม ทางวัตถุธรรมทางโลกๆ มีอะไรดีๆ ทางโลกๆ ถ้าได้ปรมัตถ์ด้วย ก็เกิดมาต่อภูมิต่อภพ คนเรานี่นะ ถ้าเผื่อว่าไม่ได้มีภูมิทางปรมัตถ์ ลดละกิเลส ไม่รู้ลดละกิเลสยังไง จิตวิญญาณไม่มีความรู้ แต่ทางสมมุติสัจจะว่าเป็นบุญ คนนั้นเกิดมาก็ทำบุญทางรูปธรรม วัตถุธรรม ทางสมมุติละกิเลสไม่ได้ เมื่อละกิเลสไม่ได้ ไม่รู้นี่นะ มันเป็นภัย เกิดมาเราได้บุญก็เลยเหลิง เป็นบุญทางโลกียะนะ โอ เกิดมาฐานะร่ำรวย เหลิงๆ แล้วก็ประพฤติปฏิบัติแล้ว ทำให้ตนเองวนเวียนตกต่ำได้ ได้อาศัยบุญทางวัตถุนี่ตกต่ำได้ เพราะกิเลสมันไม่ได้ลด ไม่ได้รู้จักโลกียสุข ไม่รู้จักสภาพที่ควรจะเสพสมสุขสม หรือควรจะละเว้น เพราะฉะนั้นมันไม่เที่ยงๆ ยิ่งกว่าอะไร ลงนรกง่าย ส่วนหลักฐานที่เราได้ปรมัตถ์ ได้เป็นพระโสดาบัน มีภูมิรู้จัก เราได้บุญดี มี ประกันบุญทางโลก บุญทางธรรม แม้จะมีมาก ก็ไม่บำเรอตน เพราะฉะนั้นยิ่งผู้ปฏิบัติสอดคล้อง ทั้งได้บุญทางโลกแล้วยังได้บุญทางธรรม จึงเกิดสอดซ้อนขึ้นไป ยิ่งร่ำรวย แล้วยิ่งไม่หลงระเริงกับทรัพย์ศฤงคาร ไม่หลงระเริงกับโลกียะ พร้อมที่จะมีเงินมีอำนาจที่จะเอาไปบำเรอตน ก็กลับกลายเป็นไม่บำเรอตน เพราะมีภูมิทางปรมัตถ์เป็นหลักประกัน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีภูมิธรรมทางปรมัตถ์นะ ยิ่งมีทรัพย์ศฤงคาร มีเงินมีทอง มันก็ยิ่งหลงระเริง ยิ่งบำเรอตนมาก กิเลสมันก็ยิ่งหนาเป็นปุถุชน เสพสม สุขสม งมงายมากขึ้น เพราะฉะนั้นตายก็ต้องไปใช้หนี้เพิ่มขึ้น วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างนั้นน่ะปุถุชน เพราะฉะนั้นหลักประกันสำคัญคือปรมัตถสัจจะ เรื่องโลกุตระนี่สำคัญ ถ้าไม่สั่งสมสิ่งนี้นี่นะ หัวหกก้นขวิดอยู่ในสังสารวัฏอีกนานเท่านาน สังสารวัฏนี้มีนานนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ เราฟังแล้วไม่น่าเชื่อ แต่มันก็ต้องเชื่อ คนแต่ละคนๆ เกิดมานี่ น้ำตารองรับเอาไว้แล้ว ประมาณเท่ากับ 4 มหาสมุทร มันเกินที่จะเชื่อ คนเราไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ นับไม่ถ้วนจริงๆ และคนเกิดมาจนกระทั่งมีทุกข์ ต้องเอาน้ำตามารองไว้ แล้วน้ำตารองไว้จน 4 มหาสมุทร คิดดูซิ มันจะเกิดกี่ชาติ แต่เราไม่รู้จริงๆ มันเดาไม่ออกจริงๆนะ ก็ยิ่งไม่ปฏิบัติ ก็จะไปเดาออกอะไร บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติโน่นนี่ก็ไม่ได้ ระลึกชั่ว ระลึกดีผ่านมาชาตินี่ ก็ไม่ค่อยเป็นเลย พูดทำไมมี ไประลึกชาติข้ามชาติ เพราะไม่สร้างบารมีทางนี้ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท คนเรานี่ เคยมีผัวมีเมีย เคยมีเรื่องหัวหกก้นขวิดนี่ ยิ่งหนุ่มๆ สาวๆ นี่ มีฮอร์โมนขึ้นมา โอ เพราะเราไม่เคย เราจะต้องไปเสียก่อน อย่าไปคิดบ้าๆ เคยเกิดมาเท่าไหร่กว่าจะได้มาพบพุทธศาสนา เกิดมาไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสน กี่ล้านชาติแล้ว บุญดีแล้วมาเกิดยังงี้นะ อย่านึกว่าไม่ได้เกิด เกิดมาแล้วทั้งนั้น เคยมาแล้วทั้งนั้นแหละนะ ยกตัวอย่างหนึ่ง อย่าว่าแต่เกิดเป็นคนเลย อันนี้พูดอาจจะรู้สึกว่าโป้งๆ ฟังดูนี่นะ ผู้หญิงผู้ชายดูเฉพาะเด็กนี่ หมามันเกิดนะ มันมีสัญชาตญาณในการสมสู่ ใครสอนมัน ถามหน่อยซิ ใครสอนมัน มันมีของเก่ามาทั้งนั้น มีสัญชาตญาณ สัญชาตญาณหมายความว่า ญาณที่มันเกิดมาเท่าไหร่มันจำได้ สัญญะแปลว่าจำ ชาตินี่ก็แปลว่าการเกิด ญาณก็คือมันมีรู้ มันมีสัญชาตญาณ มันมีรู้อย่างที่มันเคยเกิดมา มันจำได้ตั้งแต่สัญญะเก่าๆ สัญ ชาตญาณใครไปสอนมัน มันทำเป็นมาทุกตัว พวกคุณก็เป็นหมดทุกคน เพราะเจริญกว่าหมา แต่มันนึกว่าเราไม่เคย ไม่เป็น เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปซ้ำซ้อน ไม่ต้องไปย้ำ ไม่ต้องไปอะไรเลย ลืมได้ยิ่งดี หมดกิเลสได้ยิ่งดี อย่ามานั่งอ้าง โอ๊ย มันไม่เหมือนพวกท่านเคยมาแล้ว ท่านเคยผ่านมาแล้ว เรายังเด็กอยู่ยังไม่เคยเจอ ยังไม่เคยรู้ อยากรู้ กิเลสมันก็อยากรู้อย่างนั้นแหละ ที่จริงเคยรู้มาแล้ว เคยเป็นมาแล้ว มีสัญชาตญาณมาแล้วทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ไม่เคย ไม่ใช่ว่าอยากลอง ปัดโธ่ ลองอะไรกัน ลองกันมาแล้ว ทุกข์มาไม่รู้ว่ากี่ชาติ และจะบอกให้ด้วยว่า คนที่จะต้องผ่านมาวนเวียนกันนี่นะ มันมีเวรต่อกันและกัน และเวรต่อกันและกันนี่ล่ะ จะต้องเลิกเวรเลิกกรรม จะต้องละต้องเลิก ต้องพราก ต้องหยุด ไม่ใช่ไปตู้ต่อเวร ไม่ใช่ไปนัวเนียกันต่อ บอก โอ๊ย อย่างนี้แต่ชาติก่อนเคยเกี่ยวข้องกัน ชาตินี้ก็ต้องเกี่ยวข้องอีก เพราะมันทุกข์ไม่พอหรือไง และมันหลอกโลก หลอกว่าเป็นความสุขระเริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า มีความรักเป็นทุกข์ และไม่เชื่อท่านหรอกนะ ไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ที่ไหนว่า การมีรักนี้เป็นความสุข ตรัสไว้ที่ไหนบทไหน ในพระไตรปิฎกบทไหน เอามาอ้างหน่อยซิ มีไหม ไปค้นมาซิ ค้นมาให้ดู ไม่มี มันหลอกมันลวง คนมันหลอก แล้วเราก็ไปหลงตาม จนเป็นอุปาทานไปตามเขา จะเชื่อคนหรือจะเชื่อพระพุทธเจ้ากัน ต่อให้คนอีกห้าล้านโกฏิคน สิบล้านโกฏิคน อาตมาก็ไม่เชื่อ แต่อาตมาเชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคนเดียวนี่ ต่อให้อีกล้านโกฏิคนพูดก็ไม่เชื่อ เพราะอาตมาได้เชื่อพระพุทธเจ้ามา ได้ดีมาแล้ว น่ะ คนมันหลอกกี่คน ทั้งบ้านทั้งเมืองเขาก็ว่าความสุขทั้งนั้นแหละ ไปมีความรัก ขอให้เป็นความรักจริงๆ ไม่ขบถต่อกัน ว่ายังงั้นนะ ไม่มีละ ไม่ขบถต่อกันไม่มีละ มันไม่เที่ยง ยืนยงคงกะพันอะไร ไม่มีหรอก เสร็จแล้วเอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องของกาม หนักเข้าก็เรื่องของกาม เรื่องผู้หญิงผู้ชาย ก็จะไปบูชาชูเชิดกันแบบโรมิโอจูเลียต เหมือนวาสิฏฐีกับกามนิต อะไรก็ตาม เป็นนิยายทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ไม่ได้เรื่อง เขาก็ผูกพันเข้าไปอีก มันต้องเลิก ต่อให้เป็นคู่ที่จะเป็นคู่บารมีขนาดไหน ก็ต้องเลิกทั้งนั้น เลิกให้ได้ ชาตินี้ เจอะศาสนาพุทธแล้ว เลิกลดไปๆ มันไม่ไช่ง่ายดายนะ ยิ่งคู่บารมีนั่นแหละยิ่งยาก ยิ่งต้องตัดแรงๆ ไม่ใช่ยิ่งคู่บารมีแล้วยอม ก็เป็นทาสอยู่อย่างเก่าน่ะซิ ทาสผู้ปล่อยไม่ไป ฟังดีๆ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ตัว เออ มันเกิดยังงี้ ตั้งใจดีๆ สู้ อย่าไปอ่อนแอ แม้เด็กก็เหมือนกัน ผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน ต้องละลด ผู้ใดยิ่งรู้ทันได้ตั้งแต่เด็ก ยิ่งดีซิ ยิ่งเจริญได้ตั้งแต่เด็ก โอ๋ ยิ่งลดละได้ ยิ่งมีเวลา ยิ่งมีโอกาส ยิ่งเจริญ ยิ่งเบา ยิ่งสบาย ยิ่งว่าง เป็นผู้ใหญ่แก่แล้ว เกิดมาตั้งนานปีนานชาติ ยิ่งละไม่ได้ มันยิ่งไม่เข้าเรื่อง ถ้าละได้ตั้งแต่เด็กๆ เล็กๆ ได้เท่าไหร่ ยิ่งดีๆ ทั้งตน ทั้งเป็นแบบอย่างให้แก่สังคมด้วย อย่าไปชะลอ อย่าไปปล่อยปละละเลย อย่าไปชักช้าอยู่ กิเลสมันมีอย่างนี้แหละ มันมีแล้วก็จะต้องรู้ว่า เออ เรามีกิเลสอย่างนี้แล้วนี่ ต้องเลิกละมัน มันมีแบบฝึกหัดจริง กิเลสของเรายังพ่ายแพ้จริง ยืนยันจริงๆเลยว่า เรายังมีกิเลส นั่นแหละต้องทำจริงๆ ไม่ใช่มีกิเลสก็แพ้มัน เป็นโอกาสดีแล้ว ที่กิเลสมันโผล่หัวมาให้เราเห็น ไม่ใช่ลืมๆ หมักๆ หมกๆ ไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ กว่าจะมาออกบทบาท ไอ้เด็กๆ มีท่าทีปกปิดไปนะไม่มี พอแก่แล้วก็โผล่ขึ้นมา เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยมี ยุ่งแล้วทีนี้ สู้ไม่หวาดไม่ไหว ไปเอาตอนแก่ ตอนตาย หมกเป็นแบบฤาษี มาบวชเป็นพระแหละนะ หมกกันไว้ มาบวชเป็นพระ หมกไว้ๆ พอกิเลสมันขึ้นเต็มที่ อายุ 60 ปี ยังสึกไปมีเมีย โอ ขายหน้าตายเลย เจ้าพระคุณเอ๋ย (ผู้ฟังหัวเราะ) ระวังเน่อ 60 ต้องสึก ขายหน้าตายจริงๆ 60 ปีต้องสึก โอ๋ย เป็นไปได้หนอ มันจะซวยแสนซวยนา ระวังให้ดีเถอะ 70 ไปแต่งงาน นั่นแหละงมงาย ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไร น่าทุเรศทุรังการ โอ๋ย ไปบวชในศาสนาคริสต์ คือเขาไม่เข้าใจโลกนี่ ไม่เข้าใจโลกุตระ ไม่เข้าใจ เกิดมาเป็นคน เกิดมาทำไม เกิดมาล้างเลิกสิ่งพวกนี้ทั้งนั้นแหละ มันเข้า ใจไม่ได้ง่ายๆ คนที่เข้าใจได้อย่างพวกเรารู้นี่ บุญของเราแล้ว วิเศษแล้ว โลกนั่นมันรู้ไม่เท่าทันหรอกจริงๆ เขาจะมาว่าเรา อั้ยพวกนี้ มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา ก็จะไปเหมือนทำไม ก็จะของดีกว่า ไปเหมือนทำไม มันก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น ก็เห็นๆ อยู่แล้ว ปัญญาญาณที่เข้าใจถึงที่แล้ว มันไม่ต้องห่วง พวกขึ้นคาน ไม่รู้อะไรกลัวจะขึ้น ไม่ได้ซิ คานนะ พวกที่กำลังขึ้นคานนี่อุ่นใจไว้เถอะ อย่าให้ตกคานก็แล้วกัน ไปถูกโลกเขายั่วยุประชดประชันแดกดัน ก็ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ก็เลยเป๋ไป๋ไปตามเขา โอ๊ย เขาว่า คนหมู่ใหญ่เขาว่ายังงั้น ปุถุชนมันก็หมู่ใหญ่น่ะซิ จะไปเอาอย่างปุถุชนได้หรือ จะไปเอาอย่างหมู่ใหญ่ทำไม เอาอย่างธรรมะซิ ธรรมะมันมีได้ยาก มีได้น้อย ยิ่งทุกวันนี้ยิ่งน้อย เรียนรู้ความจริงให้จริงเถอะ คนทางโลกนะ โอ้โฮ อย่างผู้ชายนี่ บอกกามตายด้านนี่ เกิดมาเสียชาติเกิด ตายดีกว่าวะกู กามตายด้านนี่ ดิ้นรนหาหยูกยามาโด๊ป เขาเดือดร้อนอย่างนั้น แต่พวกที่เห็นจริง เห็นจังทางโลกุตระ แหม กามมันไม่ตายด้านนี่ซิ มันเดือดร้อน มันกลับกันเห็นไหม บ้าไหมนะ แหม นี่เราจะกามตายด้าน เกิดมาเสียคนเลยเสียผู้ชาย เกิดมาโดยกามตายด้าน ไปหาโสมมาโด๊ป ต้องไปหาอะไรมาปลุกเร้า ยังงั้นหรือ เห็นไหมมันกลับกัน ความเห็นของคนโลกๆ เขารู้สึกอย่างนั้นเลยนะ ผู้ชายผู้หญิงก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่ไม่กล้าพูด เหมือนกันนั่นแหละผู้หญิง ถ้ากามตายด้าน ก็ไม่กล้าพูด อาย แท้จริงก็นึกเดือดร้อน เหมือนกับผู้ชายที่มันไม่รู้เรื่อง โอ๋ย กามตายด้าน จะเกิดมาทำไม เสียชาติเกิดนะ แต่ทางโลกุตระแล้ว โอ๋ยโหย จริงๆแล้วนะ กามมันไม่ตายด้านนี่ซิ มันถึงทุกข์ ตายด้านเสียได้เมื่อใด แหม สบม ทมด ปกต หห จจ จะสบายมากเลย มันชัด มันไม่สงสัยหรอก ใครจะมาประท้วง ใครจะมาประชด ใครจะมาแดกดัน ไอ้คนขึ้นคาน ไอ้คนหน้าโง่ ไม่รู้ใครโง่แน่ ตัวเองมาพูดเขาโง่ ตัวเองนั่นโง่ไม่รู้ตัว ทางนี้เรารู้แล้ว ตื่นแล้ว เรารู้ เราตื่น เราพุทธะ และคนที่ชัดเจนยิ่ง ละได้ ยิ่งเบิกบาน ยังไม่เบิกบาน ลดละยังไม่ได้ ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดไปหน่อย ก็ลดละเข้าไปให้ได้ เมื่อลดละได้มาก ไม่ต้องฝืด ไม่ต้องฝืนมาก ไม่ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด สบาย ยิ่งถอนอาสวะเลย โอ้โฮ มันจะสุขอะไรอย่างนี้ สุขวิเศษ วิเศษสุข วูปสโมสุข สุขอย่างพระพุทธเจ้าสอน ลด ละ เลิกได้ คนเราต้องเดินทางมาสู่จุดนี้จริงๆ เลิก ลดโลกียะให้ได้อย่างนี้ เลิกกาม เลิกภพให้ได้อย่างนี้ ศึกษาดีๆ เถอะ เกิดมานี่ สั่งสมไปเถิด เพราะฉะนั้นเด็กน้อย เด็กเล็กนี่ ขณะนี้มีเยาวชนเข้ามานี่ ภูมิใจเถอะ ภาคภูมิเถอะ เราเอา เราได้มาพบสิ่งที่ดีแล้ว เดินทางมาแต่หนุ่มแต่แน่น แต่เด็กแต่น้อย บางคนมาเจอนี่เอาก็เมื่อ เจอไม้งามเมื่อขวานพัง ไม่ใช่ขวานบิ่นหรอก มาเจอไม้เมื่อขวานพังเลย เลยฟันไม่ได้สักแฉกเลย ตัดไม่ได้สักแฉกเลย ได้แต่เศร้าสร้อยไปเท่านั้นเอง เพราะเราเจอไม้งามเมื่อขวานยังไม่บิ่น ไม่พังนี่ เอาเลย เอาให้จริง ทุกวันนี้มีตัวอย่าง อาตมาว่าพวกเรานี่ มีตัวอย่าง และจะเป็นระบบสังคม แม้ไม่มีลูกไม่มีเต้า ก็ไม่ต้องไปห่วงหรอก พึ่งพาระบบของพวกเราให้ได้ ดูแลกัน สร้างวัฒนธรรมที่ดี หนุ่มๆ แน่นๆ เด็กเล็กเด็กน้อย ก็ดูแลช่วยเหลือ คนแก่คนเฒ่า คนเจ็บคนป่วย ให้มีวัฒนธรรม มันบาปไหม ถ้าเราจะไปช่วยคนแก่ ตอบซิเด็กน้อย (ไม่บาปครับ) นึกว่าบาป ก็มันไม่ยากอะไร ของชัด เราจะไปช่วยเกื้อกูลเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือคนแก่ คนที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ได้แกล้งอะไรหรอกนี่ มันจะบาปอะไร มันของดี มันเป็นบุญแท้ๆ เพราะฉะนั้นฝึกฝนเข้า สั่งสมเข้า บุญของตน ใครช่วยคนนั้นก็ได้บุญ คนไหนช่วยก็ได้ของตนเอง เอาไปแบ่งกันไม่ได้หรอก บุญก็ตาม บาปก็ตาม แบ่งกันไม่ได้ ใครทำคนนั้นได้ ช่วยกัน มีน้ำใจจริงๆ ของจริงเลย เพราะฉะนั้นระบบของพวกเรานี่ เกื้อกูล สร้างสรร ยังงี้ ไม่ต้องจำเป็นต้อง ลูกคนนั้นคนนี้ ถึงจะช่วยพ่อแม่นี่ ถ้าไม่ใช่ลูก ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ ก็ไม่ช่วย มันแคบ แค่นั้นไม่พอหรอก เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ลูกช่วยพ่อช่วยแม่เลย พ่อแม่ของมัน ยังไม่ช่วยเลย ลูกทุกวันนี้นี่มันเลวถึงขนาดนั้นแล้วทุกวันนี้ ใช่ไหม มันยิ่งกลับไปอีก ลูกเต้าเหล่าหลานมันโตขึ้นมา รู้ไหม มันไปช่วยเมีย กับเมียน้อย พ่อแม่มันทิ้งเลย ถ้าเป็นผู้หญิง ไม่รู้ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ ก็มีผัวน้อยแล้ว ไปช่วยผัวกับผัวน้อย พ่อแม่ไม่ช่วย นี่มันเลวขึ้นไปอย่างนี้ มันจะไปใช้ได้หรือสังคม แต่ของพวกเรานี่ ไม่ต้องกล่าวเลยว่าจะเป็นลูกสายเลือดหรือเปล่า ไม่มีลูกก็ไม่ต้องกลัวเลย ขึ้นคานทองได้แล้ว ก็อยู่ในสังคมที่มีระบบวัฒนธรรม มีจารีตประเพณีของเรานี่นะ อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ช่วยกันสร้างช่วยกันสรร ช่วยกันมีสิ่งที่รองรับชีวิตกันอยู่ ยังมีวัฒนธรรม มีระบบแบบแผน นี่ขนาดเราสร้างสังคมของพวกเรามา ยังไม่นานปีเท่าไหร่ ยังมีรูปรอยพอเห็นได้ ถ้ายิ่งต่อไปในอนาคต จิตใจพวกเราก็ยิ่งเจริญ ใช่ไหม เป็นจิตใจที่เกิดความกว้างขวาง มีญาติธรรมแท้ๆเลย เกื้อกูล มีจารีตประเพณี วัฒนธรรม ที่ช่วยเหลือกันอย่างจริงใจ ใจมันยังมีกิเลสอยู่ มันยังคานๆอยู่ ทำไป ล้างกิเลสออกให้ได้ เกื้อกูลกันจริงเลยนะ ต่อไปในอนาคตพอเป็นหนุ่ม พอโตมา พอแก่ไป คนรุ่นหลังต่อมาก็สืบทอด มีวัฒนธรรม เราก็ได้รับความช่วยเหลือต่อไป ชาติแล้วชาติเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า อย่างนี้ไปเลย มันก็ เป็นวิธีการของระบบสังคมมนุษย์ ถ้าอย่างทางโลกเขาเป็นนะ ยิ่งน้อย ยิ่งไม่ช่วยไม่เหลือกัน ยิ่งใจแคบ บอกแล้วว่า แม้แต่ลูกเต้ามันยังไม่ช่วยพ่อช่วยแม่ แล้วมันก็ไปช่วยนั่นน่ะ ช่วยผัวช่วยเมีย ช่วยคนใหม่ที่เขาจะไปบอกว่าเป็นผู้ที่ให้รายได้ เป็นผู้ที่จะให้ประโยชน์ เป็นผู้ที่จะให้ความสุข หลงคนอื่นที่จะให้ความสุขไปโน่น สุขโลกียะนะ เขาบำเรอเรา เราก็ต้องเกื้อกูลเขา ช่วยเขาไปโน่น เลยยิ่งออกนอกเรื่องนอกทาง ไม่เกื้อกูลคนที่เขาจะช่วยเหลือสร้างสรร เสียสละ นี่อาตมาหยิบเอามาพูดนี่นะ มันมีรูปรอยของมันที่พวกเรากำลังดำเนินไปทิศทางโลกุตระกับโลกียะที่ชัดขึ้น แม้รูปร่างของโลกุตระ ชาวอาริยะ ชาวพวกเราจะยังไม่ใหญ่ ยังไม่โต ยังไม่มาก แต่พอมีรูปรอย ทีนี้มันจะใหญ่ จะโต จะมาก ก็เพราะเราต้องสร้าง ต้องเป็น ต้องมีจริงๆ เราต้องกอบก่อขึ้นไป กอบก่อมันก็ไม่โตหรอก ไม่ จะให้อะไรมาบันดาลให้มันเกิด มันไม่มีหรอก คนเรา ทีนี้พวกเราไม่ใช่จะรอรับแต่แรงงานเด็ก เราก็จะทำให้เด็กเขาเกิดศรัทธา เลื่อมใส ให้เด็กเขามีความรัก เอ็นดู ไม่ใช่ว่าทำให้เด็กเขาเข็ดขยาด เด็กเข้าไม่ติด เราก็ไม่มีบุญอะไร ไม่เคยดูแลเด็ก ไม่เคยชายตา ไม่เคยเกื้อกูล ไม่เคยเห็นเป็นลูกเป็นหลาน มันก็ไปไม่รอด เราก็ต้องรู้ว่า เออ นี่ลูกหลานเรา ต่อไปจะเป็นลูกหลานเรา เราก็จะได้พึ่งเขา เขาก็จะพึ่งเรา ตอนนี้เราโต เรายังไม่แก่ หรือแม้แก่ แต่ชายตามองเกื้อกูลอย่างโน้นอย่างนี้ได้ ก็เท่าที่เราเกื้อกูลได้ คนยังไม่แก่ ก็เกื้อกูลกันไว้มั่ง ผู้ใหญ่ก็เกื้อกูลเด็กๆไป ต่อไปเราแก่ เด็กๆโตขึ้น เด็กๆ ก็เกื้อกูลเราต่อ หรือเด็กๆ ก็เกื้อกูล หนุ่มๆ ก็เกื้อกูล ถ้าเผื่อเรามีคุณค่าความดี เขาก็เกื้อกูลเราเองตามสัจจะนะ ใครที่ไม่ได้เกื้อกูลคนอื่น คนอื่นเขาก็จะไม่เห็นดีเห็นชอบอะไร เขาก็รู้อยู่เหมือนกันว่าใคร อั้ยคนที่เขาไม่เกื้อกูลใครเลย แต่ก็ช่างหัวมันเถอะ เขาก็ปล่อยอีกแหละ เพราะเราไม่มีจริงๆ แต่ถ้าเรามีจริงๆ นะ ทำไมมันจะไม่รู้ คนเรามันก็รู้ ก็เห็น เด็กมันก็ดูเป็นว่า ใครมีคุณงามความดี ใครที่เป็นคนที่จะเกื้อกูล เด็กมันก็รู้ ผู้ใหญ่มันก็รู้ หนุ่มๆสาวๆ อะไร ก็รู้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นคนขยันหมั่นเพียร มีน้ำใจเกื้อกูล ไม่ต้อง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive