201125-139 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน139-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ011.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน 1-202 (ปี 19-20-21)MP3 ถอดเสียงแล้ว รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์202 KB
วันที่แก้ไข13 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

อาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2520 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าณพุทธสถานสันติอโศกอ้าวแล้วก็มาทำวัดต่อเรากำลังอธิบายกันอยู่ว่าผู้ที่เป็นสมณะหรือผู้ที่เป็นภิกษุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเราจะต้องมีอายุวรรณะสุขะพละดังที่ผมจำชื่อสูตรไม่ได้เนื้อสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสเอาไว้เราเคยเอามาอธิบายกันเอามาอ่านสู่กันฟังแล้วก็อธิบายขยายความเป็นพิสดาร แล้ววันนี้ก็ทบทวนเพื่อเอายืนยันให้เห็นเด่นชัดขณะนี้เรากำลังอธิบายย้อนทวนไปทวนมาจนกลับมาถึงว่าแม้เรามีพ่อค้าแล้วเนี่ยเรามีสุขแล้วกำลังอธิบายถึงสุขอยู่วันศุกร์เรามีสุขนั้นมันจะต้องสิ่งที่ยืนยันว่าสุขก็คือฌานทั้ง 4 ที่เราได้โดยไม่ยากคือมีวิตกวิจารมีปิติมีสุขมีอุเบกขาเนี่ยเรากำลังอธิบายถึงตรงนี้มันมีจริงๆผู้ที่อยู่เป็นสุขเรียกว่าผู้ที่มีทิศทางสุขวิหารฌาน 4 นี่คือทิศทางสุดของวิหาร เป็นเครื่องอยู่ในปัจจุบันนี้ทีเดียวทิศทำเป็นธรรมะที่เป็นปัจจุบันและเห็นทิฐิแปลว่าเห็นทิศทางทิศจะทำทิฐิทำหรือทิฐธรรมทิฐิแปลว่าความเป็นปัจจุบันแปลว่าสิ่งที่กำลังเห็นอยู่สัมผัสอยู่มีปัญญาญาณแปลว่าปัญญาญาณก็ได้เป็นปัญญาตัวต้นที่เราเรียกว่าสัมมาทิฏฐิและเป็นปัญญาตัวปลายที่เป็นความเห็นอยู่รู้อยู่เข้าถึงอยู่เป็นปัจจัยสิ่งที่เห็นอยู่สัมผัสอยู่เข้าใจในปัญญาของเราชัดแจ้งคริสตธรรมสุขขะวิหารแล้วเรียกว่าสุขนี่คือสุขแท้ๆเป็นสิ่งที่ภิกษุ ของพระพุทธเจ้าหรือสาวกหรือสมณะของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติตนแล้วจะต้องมีอยู่ในตนจริงๆวิหารเป็นเครื่องอยู่เป็นสิ่งที่ยังอยู่ในจิตวิหารรักมันยังอยู่มันยังเป็นอยู่อาศัยอยู่อยู่ที่เดียวเดี๋ยวนี้เป็นสุขสุขนั้นคืออย่างไรก็ขยายความอยู่เรากำลังขยายความอยู่ว่ามันมีวิตกวิจารณ์จิตไม่มีวิตกวิจารสุขมันไม่ได้เกิดที่มือไม่ได้เกิดที่หัวไม่ได้เกิดที่เท้าไม่

อ่านต่อ

ได้เกิดที่ท้องไม่ได้เกิดที่นั่นที่นี่อะไรสุขมันเกิดที่มโนไปวิจารณญาณมันเกิดที่อารมณ์ของจิตเพื่อติดตามมาเป็นพฤติกรรมของจีนเป็นมโนประวิตรจันทร์เป็นผู้จัดการมันมีอันนั้นแหละอยู่ที่จิตถึงเรียกว่าวิจาระหรือ ตกวิจาระมันมีอยู่วิตกวิจารณ์นั้นเป็นยังไงล่ะเป็นสุขเราก็จะต้องเข้าใจอาการของมันที่เรียกว่าสุขเวทนาอาการสุขกับเวทนากับทุกคำสุขยิ่งอทุกขมสุขเวทนายิ่งสนิทสงบสบายยิ่งกว่าเพราะฉะนั้นแม้มันจะมีสุขมีเป็นสิ่งที่ทนได้ไม่ยากทนได้ไม่ลำบากแล้วก็อยู่อย่างไม่ขัดเคืองใจไม่คับแค้นใจเป็นอุปราชไม่โทรมานัดไม่น้อยใจไม่ใจน้อยไม่เสียใจไม่ใจเสียไม่แบ่งใจไม่ใจแหว่งไม่เว้าใจอะไรทั้งนั้นใจมันเต็มใจมันดีใจมันสบายเบิกบานแจ่มใสรู้ก็ เต็มเบิกบานแจ่มใสกับเบิกบานแจ่มใสเต็มๆอยู่รู้ก็รู้เต็มๆตื่นๆเต็มๆไม่รีไม่รีไม่ง่วงไม่ห่วงไม่ๆๆไม่วับๆไม่ลดสปีดเต็มๆตื่นนี่หมายความว่าเต็มๆมีความระลึกรู้ตัวเต็มๆนี่เลยบอกพุทธมีทานทั้ง 4 อยู่อย่างนี้ไล่ลงไปจนกระทั่งถึงตัวสุขซ้อนอยู่ในองค์ฌานที่ตกวิจารณ์ปิติสุขซึ่งอธิบายซับซ้อนมามากแล้วและสุดท้ายยิ่งกว่านั้นเรียกว่าอุเบกขาพอเลยจากสุขเป็นองค์ฌานที่ 4 พระองค์รัชกาลที่ 3 เลยไปอีกเป็นองค์ชายที่ 4 คืออุเบกขาก็เป็น พยัคฆ์ตัวปลายอุเบกขาก็คือตัวอรูปฌานเป็นตัวสันตะวิหารเมื่อกี้นี้ทิฏฐธรรมสุขาภิบาลฌาน 4 ฌาน 4 อันตรายที่เรียกว่าอรูปฌานมีซ้อนอยู่มันเป็นอรูปมันซ้อนอยู่กับลูกมันซ่อนอยู่กับจิตจิตใจที่เรารู้ตัวเองว่ามีวิตกวิจารมีปิติมีสุขมีอุเบกขามันก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งซ้อนอยู่เรียกว่าอรูปคือมีอาการสามีวิญญาณอาจารย์มีเนวะสัญญาณที่พ้นแล้วเป็นสัญญานาสัญญาไม่ใช่ตัวที่จะต้องมีต้องพ้นพ้นหมดอาการสามีแต่ไม่ติดคือเป็นว่าวิญญาณ มีแต่ไม่ติดคือเป็นภาพรู้อาทิจรรยามีคือความไม่มีกิเลสไม่มีโลภะโทสะโมหะมีแต่ไม่หลงอันนั้นเป็นตัวตนความไม่มีในสิ่งเหล่านั้นเป็นสุญญตาอัศจรรย์ยักษ์ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโลภะโทสะโมหะเป็นอาการอย่างนั้นอันนั้นก็ไม่ยังไม่ใช่ตัวตนที่เราจะเป็นหลงยึดเราเป็นตัวตนของเราและเราจะไปสิงสถิตเกาะแน่นไม่ปล่อยไม่ว่างก็ไม่ได้เป็นสัญญาเวทีแต่ในโลกเป็นความอยู่เหนือเป็นความดับสิ่งที่ได้ดับแล้วแต่ก็มีสิ่งที่มีอยู่จริงตามเป็นจริงมันยังมีค่าโดยเฉพาะมันมีวิญญาณธาตุ มันก็เป็นวิญญาณธาตุวิญญาณธาตุนี้ว่างๆเป็นอากาศสุภาพวิญญาณธาตุนี้มีเตโชธาตุก็ได้ถ้าเรารู้ว่าเตโชธาตุเกิดแล้วก็วางปล่อยศูนย์ไปอยู่นั้นมีวาโยธาตุก็ได้ถ้ามันเป็นความที่จะพยายามผลักดันทรงให้มีกำลังอยู่บ้างเมื่อเราต้องการกำลังเพราะฉะนั้นกำลังนั้นจึงเป็นกำลังที่เกิดจริงแต่ไม่ใช่กำลังที่จะกอบก่อหรือว่าจะติดยึดจึงเรียกว่าพละกำลังและเป็นปัญญารู้อยู่ว่าสิ่งมีรู้อยู่ว่าเป็นเจโตรู้อยู่ว่าเป็นจิตเป็นกำลังของจิตเท่านั้นแต่เราก็ไม่ได้ติดจิตเราไม่ได้ติดปัญญามันเป็นอุปสรรคของดีหมด ไม่มีปัญญาก็เป็นปัญญาที่จะต้องวิมุติเป็นเจโตก็เป็นเจนเจโตที่จะต้องวิมุติปัญญาก็ไปปัญญาก็สักแต่ว่าเป็นปัญญาแล้วเราก็จะหลุดจะปล่อยเจโตก็เป็นสักแต่ว่าเจโตที่เราจะต้องปล่อยเป็นภาระกำลังที่ใช้ในขณะนั้นเท่านั้นเองว่าเป็นพระเป็นความดันความพุ่งความใช้ให้มันมีฤทธิ์มีแรงไปเท่านั้นในโอกาสนั้นเฉยๆเขาเรียกว่านี่เป็นสิ่งที่ดำอยู่มันเป็นของว่างจริงๆมันเป็นลมเป็นวาโยธาตุเป็นเฉพาะประโยชน์เป็นเฉพาะที่สิ่งเกิดเป็นพฤติกรรมของประโยชน์เกิดอยู่เท่านั้นเองจึงเรียกว่าไวไวเป็นวายุมันเป็นอย่างนั้นเท่านั้นจริงๆถ้าจะให้มันเกาะกลุ่ม ทำเป็นธาตุน้ำเป็นธาตุดินแล้วก็หยาบมากเลยทายมันเกาะกลุ่มกันเพียงวาโยเตโชเราก็รู้ว่าวาโยเตโชที่เราให้มันเกาะกลุ่มแล้วให้มันประชุมกันลงไปถ้ามันเป็นกายอยู่พฤกษาโยหรือวายุก็เป็นแต่เพียงกับภาษาอักษรมาใส่กายเท่ากับบวกอายะห์วายุกะคือสิ่งหนึ่งที่เกิดเป็นตัวสิ่งนั้นถ้ามันมีต่อไปอีกมันชุ่มมันสดมันชัดเลยว่ากะละๆแปลว่าเกิดแรงที่เห็นชัดๆเกิดเป็นตัวลูกมีรักอีกอันนึงที่จริงละพวกนี้ หมายถึงของที่สดใหม่ลลิงนี่หมายถึงของสดใหม่ของที่เป็นอยู่อย่างนั้นจริงๆกำลังใหม่เอี่ยมๆกะลาอย่างนี้อธิบายไปจนกระทั่งถึงรากศัพท์บาลีให้ฟังว่าจะเป็นการอยู่ก็เป็นความประชุมประชุมอย่างนั้นแหละเป็นเรื่องของจิตประชุมเราจะเรียกว่าวาโยก็เป็นเพลงแรงเป็นแต่สภาพวายะเป็นสภาพที่ยังดันไปดันมาเป็นสภาพของเตโชเขาก็จะเป็นหุ่นมหภาคเป็นไม่มีเชิงร้อนได้เย็นได้แข็งได้อ่อนได้แต่ยังไม่แข็งขนาดจับกลุ่มเกาะกลุ่มกันเป็นปฐวีธาตุยังไม่เป็นรูปร่างดันแรงและไฟเลี้ยวมายึดกันเป็นตัวตนเหมือนอาบยังไม่ถึง เพราะเราจะอนุโลมอธิบายมาถึงวาโยธาตุอย่างลงเตโชธาตุอย่างลงก็เข้าใจให้ได้แท้จริงแล้วไม่หยั่งลงแม้ดินน้ำไฟลมก็ไม่หยั่งลงแม้เตโชธาตุวาโยธาตุก็ไม่หยั่งลงในวิญญาณธาตุและเป็นวาทวิญญาณธาตุที่บริสุทธิ์ถ้าเราจะอนุโลมได้อย่างลงเราก็รู้เท่าทันแล้วเราก็อยากรู้อย่าไปติดเกาะยึดนี่เป็นสภาพฌานที่เราจะต้องมีความรู้ซ้อนซ้ำละเอียดละออไม่ใช่มีแต่ผสานแต่มีสภาวะอยู่ที่จิตจึงเรียกว่าเป็นผู้มีสุขได้สุขจริงๆสุขเพราะมีทิฏฐธัมสุขกับวิหารสุขเพราะมีสันตะวิหารที่เราเข้าใจแท้จริงว่ามันซ้อนกันอยู่ในรูปอ่ะรูปของจิตนั่นแหละ จิตรเอารูปที่ 7 มีสุขเรามีวรรณะวรรณะก็คือศีลเรามีศีลเอาสีมาจับเราเมื่อไหร่พระพรหมมีอยู่เราไม่ขาดสัตว์เราไม่รักซับเราไม่มีพรหมจรรย์ด้วยไม่ต้องเอาแต่แค่ต่ำเป็นภิกษุแล้วศีลข้อที่ 3 เป็น a พรหมจรรย์เพราะสิ่งใดเป็นอารมณ์ประจำละเว้นจนเรามีพรหมจรรย์เห็นได้มีความบริสุทธิ์เห็นได้มีพฤติกรรมดั่งพรหมมีพฤติกรรมบริสุทธิ์มีพฤติกรรมชั้นสูงเป็นคนชั้นสูงมีสภาพเป็นผู้ดีมีพรหมจรรย์นายโกหกไม่ติดสิ่งเสพติดตั้งแต่ตุลาก็ไม่ติดโลกต่างๆสมณะสูงขึ้นไปโลกกระทำ 8 กามคุณก็ไม่ติดไม่เซฟไม่เมาไม่มีระยะโลกที่ละเอียดขึ้นไปจนถึงโลกอัตตาหรือโรคปากน้ำมันก็ไม่เมาไม่หลงแน่ชัดไม่เมามายไม่หลงผิดเห็นถูกต้องเข้าใจแท้และไม่หลงอันนั้นเป็นของเราไม่รู้เป็นตัวตนไม่หลงยึดหลงเกาะจริงๆแต่จะยึดจากเกาะด้วยสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาอันแท้เป็นคราวเรายึดแล้วก็เพื่อประโยชน์แต่ไม่ใช่ของเราเป็นอย่างนั้นแม้แต่มีแม้แต่มัชชะสิ่งที่พิเศษไปติดได้ขั้นแรกสุดโลกอัตราที่เป็นสิ่งที่เกิดแก่วิญญาณธาตุเลยทีเดียว ถึงขั้นนั้นเราก็ต้องเรียนรู้เป็นสมณะชั้นสูงเป็นอนาคาเป็นอรหันต์ให้ได้จึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีศีลไม่เอาศีล 5 ข้อมาอธิบายศีลข้ออื่นๆเราเอามาวัดก็ได้วิชามาเทียบดูซิสะอาดเห็นวรรณะสะอาดผ่องแผ้วศีลอย่างนี้ไม่ดังไม่พร้อมท่านว่าท่านมีศีลอย่างนี้ท่านเป็นภิกษุท่านว่าท่านมีการโภชนากำหนดในอาหารในของใช้ไม่สุรุ่ยสุร่ายไม่ฟุ่มเฟือยมักน้อยยิ่งเห็นชัดไม่เห็นชัดเจนดีจริงๆไม่ตู่ไม่ทวงได้หรือทุกข์ตัวไม่ได้เห็นว่าท่านมักน้อยอย่างดีสุดแล้วน้อยกว่านี้ไปก็จะ เกินขอบเขตขนาดนี้กำลังพอเหมาะพอเจาะจริงศีลวัดได้จริงๆแหมจะอุจจาระชาตะรูปะระชะตะหรือสูงไปกว่านั้นเป็นศีลจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลหรือโอวาทปาฏิโมกข์ศีลที่ใช้ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสูงขึ้นไปตามลำดับก็มีวรรณะผ่องแผ้วสะอาดไม่ด่างไม่พร้อยไม่มัวไม่มองเป็นผู้ไม่พิมพ์เป็นผู้มีศีลไม่มัวไม่หมองไม่ด่างไม่พร้อยสะอาดทีเดียวมีวรรณะสูงไม่ใช่เอาสีรูปแต้มมาป้ายวรรณะไม่ใช่หม่นหมองแบบโลโก้แต่ไม่หมดไม่มองด้วยศีล มาจับตู้เป็นภิกษุแท้เอาศีลมาเทียบผู้รู้ท่านจะเอาศีลผู้รู้ท่านไตร่ตรองแล้วติเราด้วยศีลได้หรือไม่ติเตียนเราด้วยศีลไม่ได้เช่นวัดที่วัดศรีมหาศีลบอกว่าอย่ารดน้ำมนต์นี้เป็นต้นเราก็ไม่ได้ลดจริงๆเราไม่ได้อย่าบูชาไฟก็ไม่ได้บูชาไฟอย่าปลุกเสกเราไม่ได้ปลุกเสกสะอาดผู้รู้ท่านรู้แม้แต่หลักฐานมีแม้แต่คำว่าวินัยมีเหตุผลด้วยว่ะทำไมถึงไม่ปลุกเสกทำไมไม่บูชาไฟทำไมไม่รดน้ำมนต์เข้าใจแต่ปัญญาสูงไปอีกไม่ใช่ว่าเอาแต่สีมาวัดแล้วเราสะอาดแต่พี่เพียงแค่ศีลไปเฉยๆดื้อๆเห็นตรงไปแต่ว่า เป็นภิกษุพระพุทธเจ้าไม่ทำไม่ด่างพร้อยในศีลแม้ไม่มีปัญญาก็ถือว่าเป็นผู้สะอาดผู้บริสุทธิ์ผู้มีวรรณะได้เหมือนกันยิ่งมีปัญญาญาณและยิ่งรู้เหตุรู้ผลยิ่งเข้าใจแจ้งอธิบายได้ก็จะสืบศาสนาก็จะชูศาสนานำศาสนาเดินไปได้อย่างดีเลยในวรรณะของพระวัดด้วยศีลอย่างนี้เอาศีลมาวัดได้สะอาดบริสุทธิ์มันสะอาดที่ศีลมาติดเปรียบมาเทียบเคียงไม่เรียกว่าวรรณะของพระผู้มีอายุภิกษุมีอายุอายุก็อธิบายไปบ้างแล้วเมื่อวานก็เป็นสิ่งที่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่สงสัยในเรื่องการเกิดของลูกขันธ์น้ำขันธ์ที่มันเกาะกลุ่มนี้ไปแล้วมันก็แก่เป็นธรรมดา บัญชาไปเรื่อยมันจะมรณะหรือมรณะเป็นที่สุดถึงตายแหลกสลายคนแหลกสลายกันเป็นธรรมดารู้อยู่นี่เป็นอายุของลูกอายุของจิตนั่นสำคัญถ้าจะให้มันเกิดให้มันปรุงให้มันทำงานมันก็ทำงานแล้วจะให้มันพักอยู่ว่าหรือทำงานแต่เบาๆทำงานแต่เรื่องที่จำเป็นเล็กๆน้อยๆพอพักผ่อนเพราะพักหรือจะดับสนิทได้เลยไม่ให้มันทำงานอะไรจิตไม่รับรู้อะไรนิ่งสนิทดับไปอัดสันดีสัตว์หรือเป็นอสัญญีพรหมก็ได้เป็นอสัญญีพรหมอย่างนั้นก็ได้ถ้าเราทำได้ก็ถึงเจโตสมถะอย่างนั้นได้ถ้าใครทำไม่ถึงเจโตสมถะอย่างนั้นก็เพียงให้พักเบาเครื่อง น้อยๆรู้อยู่ว่าจิตขณะนี้กำลังมีอาการกบคิดมีกำลังงานปรุงก็ปรุงอยู่อย่างสงบอย่างเป็นกุศลอย่างไม่ใช่อกุศลอะไรไม่มีความเดือดร้อนไม่มีความคิดไปในทางเลวทางต่ำทางชั่วปรุงเป็นงานดีอยู่เราฝึกจิตให้จิตมันปรุงไปในเรื่องดีไม่ดีไม่เอาผักออกไม่ให้มันตรงจิตที่ปรุงดีอยู่ทำงานติดเครื่องดีอยู่เรื่อยรู้ดีหรือว่าคิดดีคำนวณสิ่งที่ดีทดสอบทบทวนสิ่งที่ดีถ้าจิตมันจะคิดมันจะทำงานมันก็ทำงานอย่างนี้แหละไม่มีอื่นมีแต่คิดมีแต่อย่างรู้ของเก่าหรือปรุงอะไรเป็นอนาคตเป็นอนาคตทางสยามเป็นสิ่งที่ว่าเออทำมันอย่างนี้เป็นอย่างนี้มันจะเป็นอันนั้นเป็นอันนั้นเป็นอันนี้เป็นสิ่งที่ดี ศิษย์ที่มีเหตุมีผลมีหลักการมันจะทำงานคิดอยู่อย่างนั้นไปในจุดอับเป็นไปในจุดกุศลจิตเสมอปรุงไปปรุงไปรู้เพิ่มขึ้นดีขึ้นเข้าใจขึ้นได้สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลได้สิ่งที่จะเป็นสิ่งที่ควรทำควรเป็นต่อๆไปเพราะได้คำนวณอย่างดีเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนและคำนวณปีพิจารณาและพิจารณาอีกถ้าเราทำอย่างนี้ดีเท่านั้นดีมันก็เกิดอยู่ในจิตสั่งสมใส่จิตจิตอย่างนี้เราเรียกว่าจิตเกิดอยู่เกิดอยู่เป็นจิตเป็นวิญญาณธาตุวิญญาณอย่างนี้เรียกว่าวิญญาณเทวดาวิญญาณจิตที่มันสูงขึ้นสูงขึ้นเพราะความรู้เพราะความเข้าใจอันถ่องแท้เพราะความพิจารณา บริสุทธิ์มันก็ทำงานอยู่ถ้าจะดับก็ดับดับเป็นอสัญญีถ้าสมควรแต่ถ้าดับเป็นอสัญญีมากติดอสัญญีหรือติดดักนี้มากก็เจ๊งเหมือนกันหรือถ้าเผื่อว่าเอาแต่คิดคิดคิดคิดคิดคิดแล้วก็หลงแต่จิตที่คิดคิดคิดคิดคิดจนไม่รู้จักพักไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักพอได้มันก็หลงเทวดาอีกเหมือนกันเป็นพวกมโนปะโทเทวดาเป็นพวกที่หลงจิตมโนปโทสิกะเป็นโทษปัดโทสึกะหมายความว่าโทษอย่างลงปักโทสึกะโทษอันเป็นโทษเป็นความเป็นโทษโทสะหรือโทสะแสดงความเป็นเจ้าของความเป็นโทษอันนั้นอย่างลง มโนปุพพังรู้จักหยุดซะบ้างเลยหยุดไม่ได้สนิทก็หยุดไม่เป็นอย่างนี้ก็เรียกว่ามีจิตที่หลงจิตเป็นโทษพักจิตไม่เป็นดับจิตบ้างหยุดจิตบ้างไม่เป็นเลยก็ควรจะหยุดไม่เป็นหยุดไม่ได้เพราะงั้นพวกเราต้องพยายามหัดหยุดหัดดูเพลงนี้จะทำเจโตสมถะไม่หัดดับชนิดจนเราไม่รู้อะไรไม่คิดอะไรไม่ปรุงอะไรให้จับจิตของเราให้อ่านให้ชัดว่าเออเป็นจริงได้ไงแม้แต่คุณไม่ได้ในเบื้องต้นกูจะนั่งหลับดับ ได้ก่อนก็เอาหรือถ้าคุณทำได้โดยไม่ต้องหัดนั่งหลับดับแต่คุณหยุดได้จริงจังจริงจังแม้แต่ลืมตาโพลงๆหรือว่าหลับตาลงไปอยู่กับผนังตาก็จับมโนปวิตรได้ว่ามันเฉยเฉยจริงๆมันมีอาการเฉยว้าวๆอยู่ไม่ปรุงไม่มีอะไรเลยอยู่นิ่งดำก็ดำยิ่งขาวก็ขาวนิ่งสว่างก็สว่างนิ่งแสงสีสว่างที่เราทำได้ในมโนก็วิจารณ์ในรูปปัจจุบันเขานิ่งแน่ๆเฉยๆไปอย่างนั้นนั่นแสดงว่าจิต วางสนิทจิตนิ่งเบาถ้ายังเป็นแสงโล่งไปไม่มีที่สิ้นสุดและยิบยับยับยับยับนั้นยังมีตัววิจารณ์ยิบยับและแสงติดกันแสงมันดูเหมือนแสงสว่างแสงสว่างแสงสว่างของพระอาทิตย์แสงสว่างก็ได้ยากเช่นเดียวกันเอารูปนั้นไม่ใช่แสงอาทิตย์แสงของอะไรแต่เป็นจิตนั่นเองเป็นแสนเจ็บมันจิ๊บๆๆๆยังเลยเอียดเท่าใดหรืออยากเท่าใดก็ของคุณที่เป็นจริงนั่นแสดงว่ายังไม่นิ่งถ้าอาการศาลที่เรียกว่าสว่างโล่งไปที่นิ่งจริงแล้วอาการศาลนั้นจะต้องทนแตกต่างกันดำถ้าเราไม่ต้องปรุงสร้างรูปนี้นะเป็นธรรมดาความจริงหลับตาแล้วดูผนัง ดำๆมันก็ดำนิ่งสนิทดำนั้นไม่มีแสงดำนั้นไม่มีวาบไม่มีแวบไม่มีจะเป็นพระธรรมดาคนเรายังไม่สนิทจิตมันจะมีวาบๆๆเป็นสีเป็นแสงเขียวแดงเหลืองม่วงแสดงว่าจิตยังเยอะเคี้ยวแดงเหลืองม่วงอะไรเยอะแยะเป็นแสงวูบวาบเวลาอีกเยอะที่สุดที่ผนังปลานั่นแหละแต่ถ้าไม่มีอะไรกินแล้วดับผนังตาปิดลงก็ดำอยู่เฉยๆนี่เป็นดำๆตื๊ดๆดำสนิทสนิทอยู่เฉยๆไม่รู้ไม่ว่าเลยอยู่ได้กี่นาทีก็ได้ 1 นาที 2 นาที 3 นาที 4 นาที 5 นาทีก็ได้กูก็ด่าดูรู้สึกฝึกตนต้องหัดฝึกตามเฉยๆสนิท ไม่มีอะไรมาพูดไม่มีนี่ก็เป็นจริงไอ้ที่เอามาพูดเนี่ยผมเอาของผมมาพูดผมเป็นได้ผมมีได้อย่างนั้นจริงๆจะหยุดก็หยุดเฉยๆอยู่ดำปื้ออยู่นั่นน่ะมีสติเต็มรู้ความดำความปรือนี้ไม่มีแสงไม่มีสีไม่มีอะไรวูบวาบไม่มีอะไรเฉยดำนิ่งดำนิ่งๆนานเท่าไหร่ก็ได้ผมเห็นผมได้นานนานผมก็ทำได้นานๆก็สบายดีก็ยิ่งสนุกนะครับต้องมีคนพักผ่อนมันก็พักแค่หลับตาแล้วก็สงบอยู่กับผนังตาหรือแม้แต่ผมเคยเล่าให้คุณฟังผมมานั่งทำเจโตสมถะกับคุณผมไม่ไปสร้างอาคาร 3 เป็นรูปขึ้นมาอีกหรอกที่บอก นั่งหลับตาแล้วจะทำให้มีแสงสีอาการสานันท์อายตนะสว่างโพลงไปเลยมันก็เกิดนะที่จริงแสงสว่างนะที่จริงเราหลับตาไม่มีแสงสว่างแต่เราทำให้เป็นสว่างขาวลงไม่มีอะไรเลยต้องสร้างผมเคยสร้างว่าสร้างยากเหมือนกันผมเคยสร้างและก็ลงตัวเองก็ไม่มีรู้สึกว่ามันหมดน่ะเคยทำได้เดี๋ยวนี้ถ้าผมจะตามผมก็ต้องสร้างแต่เดี๋ยวนี้ผมไม่สร้างบ้านขาวผมกลับทำด้านดำถ้าผมจะรับแสงรับสีรับอะไรก็รับเป็นจริงตามจริงถ้าปิดตามก็เป็นผนังดำๆสนิทนิ่งๆอยู่เฉยๆจริงๆเพราะผมนั่งหลับตาก็จะพาผมไปเจอตัวเสมอผมก็นั่งพัก ถ้าจะพักนอกจากจะปรุงก็ปรุงมีเรื่องอะไรก็ทำถ้าไม่ทำจะพักยังไงพักเข้าไปข้างในจะทำอสัญญีดับสนิทก็ดับทำถามเข้าไปเลยแต่ไม่ดับเอาสัญญาจะพักอยู่แค่นั้นก็พักจะลืมเมื่อไหร่ก็ลืมตาก็ลืมถ้าใครสังเกตเห็นก็จะเห็นผมจะลืมตาก็ลืมว่าจะพักก็พักนิ่งสบายว่างเฉยมันอุเบกขานี่เป็นอุเบกขาแท้ๆอุเบกขาถ้าจะอ่านต่อไปเป็นอาสาก็เป็นช่วงระหว่างรูปกับรูปอุเบกขาภาพกับรูปที่เป็นอาการสาหัสอาการสะท้านอย่างไทยๆระหว่างนั้นแหละถ้าจะมีดินน้ำ ลมอะไรก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นอุณหภูมิที่วางเย็นเบาสบายแล้วอุณหภูมิกลางเป็นเตโชธาตุที่กลางไม่ร้อนไม่เย็นไม่เย็นจับไม่ร้อนจัดไม่เย็นมากไม่เย็นน้อยเย็นพอดีร้อนพอดีอุ่นพอดีอยู่ระหว่างกลางกับวางวางว่างๆอธิบายเชิงว่าอธิบายเชิงเตโชธาตุมีดำไม่มีวาโยธาตุไหมไม่มีดันไปดันมาไม่มีฤทธิ์ไม่มีแรงปล่อยตรงกลางเฉยอิสระอยู่ไม่ดันไปดันมาไม่วิ่งไม่วุ่นไม่วิ่งไม่วุ่นแล้วเฉยเฉยๆอยู่อธิบายไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรอธิบายแล้วนะตอนนี้อธิบายสิ่งที่มันไม่มีลูกไม่มีตัวไม่มีตนแต่มันเป็นความรู้สึกความเป็นอย่างนั้น แล้วคุณหัดทำให้ถึงถ้าคุณถึงได้เดี๋ยวนี้คุณมีเดี๋ยวนี้คุณฝึกดูได้เจโตสมถะก็คือสิ่งที่รู้เจโตสิ่งที่รู้จิตสิ่งที่รู้เจตสิกของเราแท้เจอแต่สิ่งของเราสงบวางวางก็เป็นอย่างนั้นจริงไม่ใช่ว่ามันไม่มีมีจริงๆเป็นจริงๆแล้วเราสัมผัสได้สัมผัสได้แท้ๆและผู้ที่จะรู้ตัวเองเพื่อที่จะเห็นตัวเองเพื่อที่จะเข้าใจตัวเองหรือผู้ที่จะเข้าถึงจริงก็ต้องมีสิ่งถึงวันนี้แม้ปัจจุบันนี้เราจะปรับปรุงลืมตาขึ้นมาขณะนี้ผมปรุงขณะนี้ผมกำลังทำงานไม่ได้ว่างแต่จิตผมก็ว่าเป็น นาคินกันยายนนี้ผมรู้สันตะวิหารอันหนึ่งเพราะผมไม่ได้มีโลภะผมไม่ได้มีโทรศัพท์อะไรเดี๋ยวนี้ไม่มีโลภไม่มีโทรศัพท์อะไรแต่จะบอกว่ารอพระมีเป็นปัญหามีแต่นี้ท่านอยากสอนสิถ้าไม่อยากสอนแล้วท่านจะสอนได้หรือถ้าต้องมีตัวจิตปรารถนานั้นอาจจะเอาตูดกันถึงขนาดนั้นก็ได้ก็มีเป็นความปรารถนาดีแล้วก็เอาอันนี้เป็นเหตุเอาอันนี้เป็นสมุนไพรปรารถนาดีกับพวกคุณแล้วก็ปรุงคำสอนปรุงความรู้อันนี้ออกมาเป็นวาจาเป็นกายกรรมเป็นจิตนั่นแหละมาก่อนจิตปรุงแล้วก็ออกมาเป็นวาจาเป็นไก ให้แก่พวกคุณให้ให้แก่พวกคุณไม่ใช่ปรุงมาให้แก่ผมเองผมไม่ต้องปรุงหรอกผมมีอยู่แล้วเรื่องนี้ผมเอาออกมาจากครัวของผมอยู่แล้วที่พูดออกมาที่ปรุงออกมามันก็ของผมเองผมไม่ต้องปรุงให้ผมผมก็มีอยู่แล้วแต่ผมปรุงออกมานี้ปรุงมาให้พวกคุณไม่ใช่ของตนผมหลงว่าเป็นของผมอยู่ก็เปล่าไม่ได้ลงผมจะว่าผมมีผมก็มีของผมผมจะว่าผมไม่มีหรือใครจะว่าผมไม่มีมันก็มีของผมแล้วผมก็ไม่ได้หลงว่าอันนี้มีเป็นของตัวของตนหวงแหนเหลือเกินก็ใหม่ไม่มีวัชริยาไม่ได้เหนียวไม่ได้ตระหนี่เลยสิ่งนี้กำลังให้พวกคุณฟรีๆให้พวกคุณอย่างอย่างยินดีอย่างสบายใจอย่างไม่ได้พูดนี่ ทวงเอาบุญคุณสิ่งแลกเปลี่ยนจากคุณด้วยไม่ได้ไม่ได้ว่าให้แล้วนี่ก็นี่ผมให้คุณนะคุณจะต้องให้อะไรกับผมแล้วก็ไม่มีสิ่งนั้นเลยในจิตไม่มีการคิดย้อนหรือปรารถนาย้อนอันนั้นเลยให้อย่างเป็นให้บริสุทธิ์เปล่าเปล่าธรรมดาเกิดขึ้นซึ่งสมควรจะทำทำอยู่อย่างนั้นเองเป็นอยู่อย่างนั้นเองแค่นั้นไม่ได้เป็นจริงมีจริงจะว่าปรุงจะว่าปรารถนามีความปรารถนาดีหรือมีความต้องการดีนี้เกิดอยู่ร่วมปรุงในจิตอยู่ก็จริงมันซ้อนมันอธิบายย้อนแย้งอะไรได้เยอะเหลือเกินสำหรับจิตแต่เรารู้ความบริสุทธิ์ใจเป็นที่สุดของเราเรารู้ว่าจุดเป็นที่สุดของเราอันเป็น อุเบกขาอันเป็นสุญญตามีไหมมีมีแท้ๆเข้าใจแท้ๆหรือว่าเรามีแม่เราทำอยู่เราก็มีแม้เรามีเราก็มีสิ่งที่ไม่มีคือมีสุญญตามีอุเบกขามีวางมีปล่อยมีเฉยมีอยู่ในตัวของมันเองอยู่แต่มันเร็วเหลือเกินที่เรามีอยู่เนี่ยที่ใครจะมาล่วงรู้ด้วยเราได้และเราก็รู้ความจริงของเราแม้จะบอกว่ามีหรือเราจะบอกว่าเราไม่มีช่วงนี้เราไม่มีอุเบกขาก็ไม่เป็นไรเรารู้อยู่ว่าอุเบกขาคืออารมณ์ของจิตที่มันแสนสบายมันเป็นการที่ทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากอะไรเลยถ้ามีอยู่ผมทำอยู่เดี๋ยวนี้ผมทนได้โดยไม่ยากจนได้โดยไม่ลำบาก มึงจนหน้าแดงขึ้นหัวร้อนขึ้นบ้างผมก็รู้ว่าเออก็ทนทนยากขึ้นกว่าที่มันจะเป็นอย่างที่มันเป็นอยู่นี้บ้างเล็กน้อยก็ตามมันก็ยังทนได้อยู่ถ้าทนไม่ได้อีกเกินเขตนั้นไปทนไม่ไหวแล้วตรงนี้ผมจะหยุดผมก็จะหยุดผมก็จะหยุดถ้าเห็นสมควรจะหยุดพวกคุณก็ต้องรู้ว่าผมเองผมจะหยุดเวลานี้จะเมื่อยแล้วผมพูดแค่นี้ผมก็ต้องดูแล้วที่เป็นสิ่งที่เป็นอายุเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดรู้เกิดดับก็รู้ดับเป็นอายุของจิตไม่ใช่อายุของกายจึงเรียกว่าเป็นผู้มีนิยต เป็นผู้ที่เข้าใจอายุแท้รู้จักอายุไม่มีอายุเป็นอายุห่างก็ได้จะให้มีอายุเกิดก็เราทำให้เกิดเองจะทำให้เกิดเองแท้จริงให้มันมีชีวิตขึ้นมาจะไม่มีให้ดับเฉยก็ได้แต่จะเป็นดับนิ่งอยู่มากจนเกินขอบเขตเพราะเวลาเราจะพักจะนอนกันหลับก็ดับหรือจะดับจากไหนอ่ะดับขนาดไหนดับขนาดสอนเทวดาอย่างที่พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าเป็นองค์สัมมาสัมพุทธะท่านไม่ได้เป็นนิยมอสัญญีแต่ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธอสัญญีอสัญญีมีได้แต่ไม่ใช่ของนาหลงหน้า แม้ไม่มีเรามีการพักผ่อนเบาๆเกิดประโยชน์อยู่ตลอดเวลาเพราะงั้นพุทธะจึงเป็นผู้ที่เกิดประโยชน์อยู่ตลอดเวลาเมื่อรวมความอธิบายแล้วพระพุทธเจ้าแม้แต่เวลานอน 4 ชั่วโมงพักผ่อนในยามกลางท่านก็สอนเทวดาอยู่ยังทำงานอยู่แม้แต่เวลาพักเป็นที่สุดคิดถึงมากกว่านั้นทำหมดเลยทำงานตลอดเวลาพอร่วงยามกลางแล้วก็มาพิจารณาตรวจสัตว์โลกว่าจะไปสอนใครดียามต้นก็สอนสาวกยามกลางศรเทวดายามปลายก็ตรวจสัตว์โลกว่าจะไปสอนใครดีพอเช้าขึ้นก็ทำงาน บิณฑบาตออกนู่นออกนี่ไปแล้วทำแล้วไปกลางวันก็ทำไปเรื่อยคิดดูซิเป้าหมายหรือว่าจุดที่อธิบายที่บอกความหมายของศาสนาพุทธเป็นอย่างไรตัวอย่างเราเห็นพระพุทธเจ้าเราเข้าใจพระพุทธเจ้าอย่างไรเราเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่หมายแล้วเอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างเป็นแบบเป็นสูงสุดเราทำได้ใกล้เคียงที่สุดเป็นดีเป็นดีสุดล่ะเราก็จะเอาอย่างนี้จะเห็นแนวโน้มว่าศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ได้มีแนวโน้มไปติดจุดเป็นที่สุดติดศูนย์เย็ดศูนย์ยันโตไม่มีท่านจึงไปติดที่ท่านถึงไปมีเน้นที่ โตเน้นที่การงานแล้วก็ขอพูดวนอีกว่าแม้จะทำการงานก็ไม่ใช่ไม่มีสุญญตาไม่มีอุเบกขาไม่ใช่มันมีอยู่ตัดออก 2 ส่วนไม่ได้เพราะเรายังเป็นคนมีชีวิตเพราะความมีชีวิตก็เป็นแนวโน้มชนิดหนึ่งที่ต่างกับคำว่าตายเราเป็นคนที่ยังไม่ตายเราก็จะต้องโน้มว่าในส่วนที่มีชีวิตชีวิตชีวิตชีวิตคือยาชีวิตคือการงานชีวิตคือสิ่งที่ยังดิ้นดับมีบทบาทอยู่ไม่ใช่ไปกลายเป็นคนไม่มีบทบาทไม่มีกิริยาที่ดีเป็นกุศลไม่มีกรรมที่ดีเป็นกุศลไม่ใช่แม้จะมีกิริยาก็กิริยาที่ดี เหมาะสมที่เป็นตัวอย่างอันดีเพราะการงานก็ต้องเป็นการงานอันดีส่วนจะพักก็พักเป็นขั้นเป็นตอนสูงสุดพระพุทธเจ้าจึงได้อธิบายถึงได้บอกว่าเราไม่พักเราไม่เพียรอะไรเป็นตัวจบเป็นตัวนิภาเป็นตัวข้ามออกค่าสงสารได้จึงเป็นคำที่สั้นเหลือเกินแต่เป็นคำที่ซึ้งเหลือเกินเป็นคำที่มีสภาพธรรมที่ลึกละเอียดพูดถึงตอนนั้นถึงผู้เป็นได้เท่านั้นเป็นไม่พักเราไม่พักเราไม่เพียรเราฆ่ามันก็สงสารได้แต่กินกันหมดนะเอาจิตตัวสำคัญอธิบายสำคัญที่มาอธิบาย พฤษภาคมต่างๆเราจะเป็นผู้มีอายุอย่างนี้มีอิทธิบาทอายุเนี่ยอายุของภิกษุอายุของสมณะมีอิทธิบาทเป็นเครื่องอาศัยหรือเป็นเครื่องแสดงอายุเพราะฉะนั้นเมื่อจะมีอายุก็คือมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาขึ้นมานั่นแหละคืออายุนี่เราเกิดยินดีเห็นดีรู้ดีและวิริยะในสิ่งที่ดีนี้ที่เรายินดีที่เราเห็นดีที่เรารู้ดีนี้จิตเรามีอยู่เท่าไหร่จะมีกำลังจิตกำลังจิตเราขนาดจะเป็นขาดทุนไม่กลัวคุณจะเอาถึงขั้นปฐวีธาตุ กลุ่มประชุมจิตได้เป็นขั้นปฐวีธาตุเลยเอ้าใส่เข้าไปประชุมจิตนี้ลงไปกับสิ่งที่เราเห็นว่าดีหรือไม่ยินดีด้วยรู้ว่านี่ดีเขาก็วิริยะเพียรก็ไปจิตมีเท่าไหร่ก็ใส่เข้าไปปรุงให้ไปปฐวีธาตุก็ตามใจถ้าคุณไม่กลัวไม่กลัวมันจะเลยเถิดไม่กลัวว่าคุณจะดับปฐวีธาตุไม่ได้แหมมันแข็งมันแรงละลายไม่ได้ทำสิถ้าคุณแน่ใจคือมีจิตเท่าไหร่ก็เอาจิตเรานี่แหละร่วมทำงานของเราไปเต็มและการทำงานนั้นต้องมีวิมังสามีมังสามีวิมังสามีการพิจารณาไตร่ตรองมีการพัฒนาทำ มันดียิ่งขึ้นดียิ่งขึ้นก้าวหน้ายิ่งขึ้นหาเหตุหาผลสัมผัสแล้วก็รู้ส่วนบกส่วนพร่องแปลว่ามีความคิดมีเหตุมีผลมีบางศรีวิมังสาเป็นตรรกะมีความคิดมีเหตุมีผลมีเทียบมีเพียงมีพิสูจน์ให้มันดียิ่งขึ้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆเลยบอกพี่บังสาในจิตที่กำลังทำงานนั้นเพราะฉะนั้นอายุนี้จึงหมายถึงอายุของจิตไม่ใช่หมายถึงอายุของกายเลยอิทธิบาทนี้ก็เป็นกำลังของจิตพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าเราจะมีอีกเท่าใดก็เป็นเรื่องของการมีชีวิตของจิตมีอายุของจิตเราจะมีอายุอีกกี่กลับก็ได้อันนั้นอีกกิจกรรมอีกหลาย ปิดไปถึงกลับแต่ยังมีอายุต่อไปจนถึงกลับก็ได้อานนท์พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับอานนท์อย่างนี้หมายถึงอายุของจิตใครจะมาให้ถึงอายุของกายตื่นๆก็ตามแต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทำตามนั้นแล้วไม่ได้ทำเป็นอายุของกายเราจะมีอายุอีกละงั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน