201121-137 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน137-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ011.txt
เนื้อหาในไฟล์
จากนี้ไปเป็นการอบรมทำวัตรเช้าประจำวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2520 ณพุทธสถานสันติอโศกอ่าววันนี้เราก็มาทำวัดกันอีกเมื่อวานนี้เราได้ทำวัดในหัวข้อเรื่องที่ว่าไปสมาคมพระพุทธเจ้าท่านทรงท้าทายว่าธรรมะที่ทรงแสดงไม่มีใครค้านได้ถ้าเป็นของพระพุทธเจ้าองค์ท่านบอกว่าท่านฝ่ายค้านท่านไม่ได้ คันยกตัวอย่างของลัทธิอื่นวรัทอื่นไปมอบให้แก่กรรมแต่ปางก่อนมาเป็นใหญ่ถ้าใครไปมอบกรรมแต่ปางก่อนเป็นใหญ่แล้วก็บอกว่าเราเดี๋ยวนี้เราจะต้องเป็นอย่างนี้แหละเพราะว่ากรรมแต่ปางก่อนเราทำไว้อย่างนี้เราก็เลยจำเป็นอย่างนี้ผมก็จะจ้างก็บอกว่าแบบนี้ก็โง่เป็นการยอมจำนนเนี่ยเพราะว่าเป็นผู้ที่แล้วแต่เจ้ากรรมนายเวรและที่อย่างนี้มีมาแต่เก่าแก่ซึ่งเราก็ได้ทวนแล้วว่าถ้าเผื่อว่าอย่างนั้นแล้วก็ ยอมแบบนี้ถ้าสมมุติว่าเราเองเรากำลังจะทำอะไรอยู่ขณะนี้เรารู้ว่าเป็นทุจริตเรากำลังฆ่าสัตว์อยู่เดี๋ยวนี้เรากำลังลักทรัพย์อยู่ในนี้ก็บอกว่าเออเราจำเป็นต้องลักทรัพย์ละไม่ต้องฆ่าสัตว์แล้วแก้ไขไม่ได้เพราะกรรมแต่ปางก่อนทำมาแล้วมันก็เลยต้องมาลักทรัพย์อยู่เนี่ยไม่ต้องมาฆ่าสัตว์อย่างนี้ก็กลายเป็นคนโง่ตายเลยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไม่ต้องปรับปรุงกรรมกิริยาของเราทั้งที่รู้ว่าอกุศลหรือว่าเราตกต่ำเราชั่วเราก็ปรับปรุงเราไม่ได้เลยปล่อยให้กรรมเป็นตัวปรับปรุงเราทำปางก่อนมีฤทธิ์นั่นเหรอพระพุทธเจ้าว่าถ้าเกิดว่าใครวะ ปางก่อนมีความสำคัญลัทธิบางลัทธิก็ว่างั้นศาสนาบางศาสนาคราวนี้ก็พระพุทธเจ้ามีใครเราต้องพูดโกหกจนอย่างนี้เพราะกรรมแต่ปางก่อนแล้วเราต้องโกหกเราต้องมาเป็นการพนันแล้วต้องมาติดสิ่งเสพติดต่อมาติดไอ้พวกนี้อยู่ติดมหรสพการและเล่นอยู่บรรดามาอย่างนั้นแหละอันนั้นอันนึงนะของเอ่อท่านพุทธทาสเขาว่ากันแต่ความก่อนเหมือนกันอันที่ 2 ลัทธิที่ 2 ที่บอกว่าพระพุทธทาสบอก
อ่านต่อ
ว่ามีเจ้านายเป็นเหตุมีเจ้านายเป็นเหตุหรือ ผู้ที่มีฤทธิ์มีเดชมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์เป็นเหตุหมายความหมายความเอาอย่างนั้นทั้งด้านในหนังสือพระไตรปิฎกฉบับหลวงไม่ได้แปลอย่างนั้นเพราะว่าคำนี้มันมาจากคำว่าอิสลามนิมมานนเรศมาจากภาษาบาลีคำว่าอิสระเมื่อวานนี้ก็ได้พูดถึงอธิบายว่าอันนี้มันเป็นความอิสระท่านใดผู้ใดพ้นความเป็นนายพ้นพ้นจากเจ้าจากนายพลจากแม้แต่กอดที่จะมาบังคับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะไม่มีอำนาจรับอิสระอยู่ที่ตัวเราเราเป็นผู้ที่บงการตนเองเราเป็นพระเจ้าเองเพราะฉะนั้นแม้แต่จะมีพระเจ้ามาบังคับเราอยู่มาเป็นเจ้าเป็นนายเราอยู่มาวงการ ลัทธิพูดไม่มีไม่เอาแล้วถ้าผู้ใดเป็นผู้ที่ต้องถูกบังคับถูกบงการก็ต้องเป็นผู้ที่ยอมจำนนในพระไตรปิฎกฉบับหลวงก็แปลว่ารถแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสระเป็นเหตุบังเอิญไม่ใช่ว่าล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสระเป็นเหตุไม่ใช่ว่ามีเจ้ามีนายมาบังคับเอาได้มีสุขทุกข์ก็เพราะว่าเจ้านายบันดาลให้อย่างเงี้ยไม่ใช่แต่ว่าจะสุขจะทุกข์ก็เพราะว่าล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสระเป็นเหตุว่าเงินจะสุขจะทุกข์ก็ได้เพราะงั้นซึ่งมันเป็นความหมายตรง ปล้ำกันอันนึงบอกถึงความหลุดพ้นจากความเป็นเจ้านายคือเป็นอิสระแต่ว่าจะสุขจะทุกข์ก็เพราะว่าเราอิสระอันนี้ที่จริงชัดแม้อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าอ๋อถ้าจะบอกไปบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าจะเป็นเพราะอิสระมีการสร้างสรรค์อิสระที่จะไม่ควรจะบริบูรณ์แล้วนะฟังดูดีๆพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าสอนให้รู้ว่าเราจะสุขจะทุกข์ได้แล้วที่ที่ว่าจะสุขจะทุกข์ก็เพราะว่ารถจะมีการสร้างสรรค์เขาอิสระเป็นเหตุสร้างสรรค์อิสระทำอะไรสร้างสรรค์คือจะทำอะไรต่ออะไรก็อิสระมีความอิสระนี่แหละเป็นเหตุนี่แหละมันบริบูรณ์แล้วนะที่จริง แต่ถ้าพุทธทาสแปลกลับว่ามีเจ้านายมีผู้บังคับไม่อิสระไม่อิสระอะไรนี้ถ้าจะว่าแล้วจริงแล้วล่ะก็จะแปลว่าการสร้างสรรค์ของอิสระเป็นเหตุเท่าที่ดูจากบาลีแล้วอิสระนิมมานเหมินคำแปลกันจากคำว่าอิสระยังคงอยู่ของอิสระชนแล้วทีนี้เขาก็แปลนิมมานนะว่าการสร้างสรรค์นิมมานนะเนี่ยแปลว่ามันแปลเอาความแปลว่าการการก่อการสร้างการประดิษฐ์การกระทำขึ้น นิมมานเหตูติดก็เป็นเหตุที่จริงนิมมานนะนั้นถ้าจะแปลว่าการสร้างขึ้นการกระทำขึ้นในความหมายอิสระนิมมานมเหศวรติดนี้ไม่ควรจะได้มันควรจะแปลรากศัพท์ลงไปนิมมานนะมันจะสักวันนี้คำหนึ่งมานะคำนึงแปลว่าผู้มีจิตแต่ไม่มีจิตรากศัพท์นั้นแปลว่าไม่มานักก็คือจิตนี่ก็ไม่มานักดนตรีทั้งผู้ใดก็ตามที่ยังสร้างอะไรอยู่ศาลอะไรอยู่ก็คือต้อง ก็ทำตามตัวเองเป็นจิตตัวเองนั่นแหละแต่ถ้าจิตตัวเองยังไม่เป็นอิสระแท้จิตตัวเองยังไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ใหญ่ยิ่งไม่เป็นผู้สร้างเองทำเองไม่เป็นผู้สร้างเองทำเองคิดตัวเองก็ยังไม่ใช่พระเจ้าเองจิตตัวเองจะต้องมีผู้อื่นเป็นพระเจ้าอยู่หรือว่ามีเศษเสี้ยวของอัตรานิมานะถ้าไม่ใช่จิตอิสระที่ยังไม่ใช่จิตเป็นเหตุอิสระคือหมายความว่าหลุดพ้นนั่นแหละพ้นลอยตัวไม่มีอะไรอื่นบังคับ แล้วไม่มีอะไรอื่นบังคับอีกแล้วโดยยังไม่เป็นไม่มีอะไรเหลือนั่นแหละที่ว่าอิสระหมดทีนี้ถ้ามีอะไรเหลืออยู่ยังนิปมานะเนี่ยจะหมายความว่าหมดก็ได้จะหมายความว่ามีก็ได้ที่จริงมันนี้แปลว่าไม่มานะแปลว่าจิตถ้าแปลตรงกับหมายคำว่าไม่มีจิตถ้าไม่มีจิตของเราสั่งโดยเราไปมีอะไรมาสั่งอยู่แล้วก็มีอันนั้นเป็นผู้ใดที่ยังมีอะไรสั่งอยู่ยังคือจิตยังไม่ไปของตัวเองยังมีเศษนิดนึงก็ยังไม่เป็นสิทธิ์ของตัวเองนิดนึงนั่นแหละ ผ้าปิดของตัวเองทั้งหมดเกลี้ยงไม่มีอะไรแฝงเลยไม่มีอะไรคุณไม่มีอะไรหมอไม่มีอะไรเข้ามาบงการผสมเลยสะอาดบริสุทธิ์สะอาดบริสุทธิ์หมดนั่นแหละถึงจะทนบริบูรณ์ถ้ายังมีเศษอยู่นิดนึงก็ยังมีสิ่งนั้นอยู่ผสมเพราะอันนี้หมายถึงตัวสูงสุดตัวสูงสุดถ้าเข้าใจแล้วสูงสุดเลยแต่ทีนี้ความหมายอันนี้ที่จริงเป็นความหมายสูงสุดแต่รักที่ทั้งหลายแหล่เขาไม่สูงสุดเขายังมีพระเจ้าองค์การจึงมีพระเจ้าเป็นเหตุต่างๆในสมัยพระพุทธเจ้าเหมือนกันพราหมณ์นี่ก็มีพระพรหม เขามีตัวนั้นอยู่แล้วพระพุทธเจ้าจึงกล่าวโดยธรรมกล่าวโดยสิ่งเป็นจริงเพราะว่าผู้ใดที่จะอาศัยเหตุอยู่ที่ตนมีอัตตาหิอัตโนนาโถอย่างลัทธิพระพุทธเจ้าเองนะยังไม่มีใครมีพระพุทธเจ้าจึงกล้าล่าสัตว์ตรงเลยว่าศาสนาของใครๆก็ตามแต่ยังไม่บริบูรณ์สิ้นยังมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาบังคับการตัวเองยังอยู่ใต้อำนาจของสิ่งนั้นอยู่ทั้งนั้นท่านถึงบอกว่าลัทธิที่ยังมีอะไรเป็นเหตุจากพระพุทธทาสแปลนี่ก็ใช้ได้แล้วถ้าอย่างทางฉบับหลวงแปลตาม ภาษาตื้นๆเท่านั้นเองแปลตามภาษาหยาบหยาบนิมมานแปลว่าการสร้างสรรค์อิสระอิสระชนใส่พระพรหมไปเลยเหตูติดก็แปลว่าเป็นเหตุเลยนะแล้วแปลว่าล้วนแต่การสร้างสรรค์ของอิสระชนเป็นเหตุถ้าแปลอย่างนี้ที่จริงบริบูรณ์แปลอย่างภาษาไทยแปลอย่างภาษาของพระพุทธเจ้าแต่อย่างศาสนาพุทธเลยแต่ความจริงนี้ลัทธินี้ยังไม่พูดพระพุทธเจ้ายังติดลัทธินี้อยู่ลัทธิที่บอกว่าสุขทุกข์ก็เพราะว่าอิสระอิสระติดอยู่ท่านยังบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็มีถ้าเผื่อว่าเป็นอย่างนั้นแล้วก็เราจะทำอะไรเราจะต้องฆ่าสัตว์อยู่อย่างนี้ เพราะความอิสระอ่ะสิแล้วจะต้องลักทรัพย์อยู่นี้ด้วยเพราะความอิสระอยู่น่ะสิพระพรหมว่าเราจะโกหกเขาอยู่อย่างนี้ก็เพราะความอิสระเพราะความอิสระที่หมายความว่างงๆอิสระเหมือนกันเสรีชนเหมือนกันเสรีภาพเหมือนกันแต่ยังฆ่าสัตว์อยู่ด้วยเสรีภาพโดยไม่รู้รอบขอบเขตอะไรไม่มีปัญญามีแสดงว่าไม่มีปัญญาจริงๆแม้จะบริสุทธิ์ผุดผ่องโอ้ยแม้แต่จะไม่มีใครเป็นเจ้าเป็นนายตัวเองบังคับตัวเองก็ตามนะแต่ละที่กันว่าเป็นวัดที่ยอมจำนนอยู่ลัทธิที่เขาหมายอิสระอิสระนิมมานเหมินทร์พระพุทธเจ้าจึงแปลเอาตามจริงพระพุทธเจ้าทั้งหลายตามจริงแล้วคนอื่นเขาก็เข้าใจเพราะว่าถ้ายังมีใครบังคับอยู่ก็ ปิดตาจำยอมสิเจ้านายหรือว่ากอดหรือว่าเทวดาพระพรหมใหญ่หรือว่าพระเจ้าใหญ่ๆก็ยังมามีอำนาจสั่งให้เราฆ่าสัตว์มาบังคับบรรดาลบันดาลให้เราลักทรัพย์บันดาลให้เราโกหกบรรดานี่เรายังไม่ได้ติดเสพติดจึงต่ำอยู่ด้วยสิพระพุทธเจ้าจะพูดอย่างนี้เพราะใครเก่งก็ลองมาดูตรงนั้นก็จะต้องยอมรับความจริงว่ารู้ว่าสิ่งที่ชั่วมันต้องแก้อย่าไปโทษพระเจ้าทนอยู่แต่ของพระพุทธเจ้าเองทำไมท่านไม่มีอะไรมาบังคับนะท่านบอกว่าท่านสอนไว้จนกระทั่งถึงที่ ของคนซึ่งเราได้อธิบายกันไปแล้วว่ามีทั้งแบ่งทุกอย่างออกหมดเลยให้เรียนรู้เรากล่าวว่าธาตุ 6 เป็นอย่างนั้นอย่างนั้นภาษาเย็ดกันนะ 6 ก็เป็นอย่างนั้นอย่างนั้นแล้วให้รู้มโนไปวิจาระ 18 เป็นอย่างนั้นอย่างนั้นอยากจะอธิบายไปเมื่อวานนี้พอสมควรสบายเป็นดีแล้วล่ะและสุดท้ายก็บอกอริยสัจ 4 เป็นอย่างนั้นอย่างนั้นเมื่อเราฟังดูรู้เข้าใจดีแล้วเป็นมรรคนะเมื่อวานนี้อธิบายแล้วเข้าใจดีก็เป็นมรรคแล้วก็ต้องมาตรวจสอบความเป็นจริงของจิตโดยเฉพาะคือตัว มโนปวิตรนี่แหละจิตที่มันยังมีพฤติการณ์มาตรวจดูว่าจิตของตนของผัสสะมาดูจะพยายามระวังผัสสะแล้วก็จะรู้จิตของตนเกิดเวทนาในเวทนาให้ชัดนะเวทนาให้ชัดเมื่อตรวจดูเราก็จะรู้มโนไปวิจารณ์ของตนแน่ๆรู้เห็นแน่ว่ามันเป็นสองหมอนัดก็รู้มันเป็นโทมนัสก็รู้มันเป็นอุเบกขาก็รู้เราต้องปรับเปลี่ยนมาสู่อุเบกขาเป็นฐานนิพพานไม่ว่าจะใช้ผัสสะที่เข้ามาทางทวารตาหูจมูกลิ้น วิจัย 6 ทวารนี้แหละเป็นมโนประวิตรอย่างละ 3 จะเป็นสมนึกก็ได้หรือจะเป็นทุกข์โทมนัสก็ได้หรือจะเป็นอุเบกขาก็ได้นะมันเป็นเวทนา 3 เราจะต้องปรับเปลี่ยนให้รู้จริงๆรู้อาการปรับเปลี่ยนได้มันว่าจะเข้ามาทางไหนหรือแม้แต่ใจเองถ้าผู้ใดปรับเปลี่ยนจริงได้ทำจริงได้เปลี่ยนมโนประวิตรของตนเองจึงผู้นั้นก็มีวิตกวิจารณ์ผู้ใดรู้ตกวิจารณ์จิตที่มันเป็นอยู่ในหัววิตกจิตที่มันเกิดอยู่เรียกว่าตัวจิตเองมันเป็นอย่างนั้นอยู่มันเป็นไปอยู่ของมันและเราก็รู้วิจารณ์ก็คือตัวรู้ที่รู้ ของเราเป็นอาการอย่างไรวันฌานที่ 1 มีวิตกวิจารก็คือรู้ตัวจิตมีอาการอย่างนั้นอย่างนั้นเมื่อรู้ดีเลยว่าปิติแปลอย่างชัดแปลอย่างลูกโลกแปลอย่างหยาบๆแปรอย่างลัทธินั่งหลับตาวิตกวิจารณ์ก็แปลว่ามีจิตวิตกมีจิตวิจารณ์คิดอ่านปิติก็แปลว่ามีความยินดีและความยินดีก็แปลอย่างภาษาไทยๆก็แหมยังมีอาการรื่นเริงบันเทิงอยู่อะไรอย่างนี้ซึ่งก็ไม่ผิดเพี้ยนมันก็มีสภาวะได้เหมือนกันเพราะเรารู้สิ่งใดดีแล้วมันก็จะต้องดีใจเรารู้แล้วโอ้ยจับจิตเราได้แหมจิตต้องเป็นอย่างนี้นะจิตกำลังโทรมานัดน้องจิตกำลังสอง จริงๆแล้วเราก็พยายามปรับเปลี่ยนมันให้เบาบางแม้จะเป็นอย่างนี้เห็นแล้วรู้แล้วเป็นอย่างนี้แล้วได้รู้ดีแล้วเกิดปิติได้รู้ว่าจิตจะเป็นอย่างนี้จริงแล้วก็พยายามเบาลงไปสุขาก็แปลว่าให้มันว่างลงไปอีกนี่อธิบายอย่างพระโพธิรักษ์อธิบายปิติสุขนี่เป็นทานศีลเหมือนกันแต่อธิบายกันฟังดีๆสุกข่าวบอกว่าให้ว่างเปล่าไปอีกแม่รู้อย่างนั้นดีแล้วว่าจิตมันเป็นอย่างนั้นแหละมันเป็นอย่างนั้นแล้วก็ต้องเบาลงมาเป็นสุขจนกระทั่งถึงอุเบกขาให้ได้ก็เป็นชาญศรี เราได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌาน 4 ผู้ใดรู้ผู้ใดกระทำมีบทปฏิบัติฌาน 4 นี้อยู่ตลอดเวลากับมโนปวิชจาระผู้นั้นก็เป็นที่หวังได้ซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุตินี่หวังได้อย่างแน่นอนได้ทำจริงมีสติปัฏฐานทุกอารมณ์ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสเมื่อใดเมื่อใดที่ไหนเราก็จับจิตได้อย่าเผลอใจอย่าห่างใจไม่เผลอใจไม่ห่างใจและรู้สภาพได้ที่เป็นลักษณะของโทรศัพท์มูลนิธิทุกขนาดสภาพใดเป็นโลภะโมเลกุลทุกขนาดโรงพักก็คือโสมนัส โทรศัพท์ก็คือโทมนัสแล้วก็ทำลงมาให้มันเบาบางผ่อนคลายไม่รู้มันเมื่อใดก็คือเป็นปิติเมื่อนั้นรู้ว่ามันเป็นอาการไม่บริบูรณ์แล้วก็ทำใจให้ไปสู่สภาพที่มันเป็นอุเบกขาวางกลางแล้วต้องเข้าใจถึงอุเบกขาเวทนาลักษณะของจิตที่เป็นอุเบกขาเวทนาเวทนามันเป็นอย่างไรความรู้สึกที่เป็นอุเบกขารู้อาการของจิตรู้รสชาติของจิตรู้อารมณ์ของจิตรู้พฤติกรรมของจิตและอุเบกขาเป็นไงก็ตามก็ฝึกอย่างนี้ก็เป็นที่หวังได้นะเพราะว่าเราเองเป็นผู้ที่ถึงที่สุดต่อจากนั้นพระพุทธเจ้า กลับถึงอริยสัจ 4 ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ว่าจะไม่บรรยายและวันนี้ก็จะไม่บรรยายแล้วก็จะทวนเท่านั้นเองในเมื่อถึงอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าเราอาศัยข้อความอะไรกล่าวเราอาศัยข้อความนี้กล่าวคือเมื่อได้อาศัยธาตุทั้ง 6 แล้วการก้าวลงสู่คันก็ย่อมมีเมื่ออาศัยธาตุทั้ง 6 ดินน้ำไฟลมอากาศสภาพแล้วก็วิญญาณธาตุ 6 เมื่อมีธาตุทุกอย่างมีการก้าวลงสู่การมีการก้าวลงสู่คันมีอยู่นามรูปก็ย่อมมีฟังดีๆนะนี่บอกชัด คุณขณะนี้คุณมีธาตุดินน้ำไฟลมหรือเปล่ามีอากาศศรัทธามีวิญญาณธาตุหรือเปล่าในตัวของคุณนี่เป็นกระป๋องเรียกว่าคันตัวของคุณทั้งหลายมีหนังหุ้มมีหนังเนี่ยเหมือนกับเปราะหุ้มธาตุดินน้ำไฟลมอยู่ในนี้อากาศสภาพอากาศเมื่อเราหยั่งลงสู่คันขณะนี้เราก็ยังอยากอยู่เรายังตั้งอยู่ที่นี้เพราะฉะนั้นการหยั่งลงสู่คันมีนามรูปก็ยังมีคุณมีนาคมมีลูกอยู่ขณะนี้พระนามรูปเปลี่ยนเป็นปัจจัยอายตนะ 6 ก็ย่อมมีนี่ คุณมีตาหูจมูกลิ้นกายใจใช่ไหมที่รู้รู้ในรู้ในประโยชน์รู้ในโทษรู้ในภัยรู้ในความดีความไม่ดีอยู่เพราะอายตนะ 6 เป็นปัจจัยผัสสะก็ย่อมมีแน่นอนเรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจผัสสะสิ่งที่จะมากระทบสิ่งที่มาสัมพันธ์กับเราแล้วให้เรารู้มันก็ย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนาก็ย่อมมีประวัติประวัติศาสตร์ถ้ามันเป็นอุเบกขาทั้งที่รู้รู้ทั้งที่เรารู้หรือว่าเราทำได้ ปิดโทรไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นโสมนัสก็รถเท่านั้นน่ะรถมาหาอุเบกขาเป็นฐานเราทำได้ทั้งรู้รู้ก็เรานั่นแหละเป็นพระโยคาวจรฉันเก่งทำได้เป็นปกติทำได้เป็นอัตโนมัติสัมผัสเป็นอุเบกขาเลยผัสสะภาพก็เป็นอุเบกขาเลยอันนั้นก็เป็นอัตโนมัติเป็นความเก่งเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดภิกษุทั้งหลายเราบัญญัติทุกบัญญัติเหตุให้เกิดทุกข์บัญญัติความดับสนิทของทุกข์และบัญญัติทางปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของทุกไว้สำหรับสัตว์ผู้ยังมีเวทนาอยู่ว่าเป็นอย่างนี้อย่างนี้พระพุทธเจ้าก็บัญญัติท่านก็ตรัสว่าท่านเองท่าน ดับทุกข์บัญญัติเหตุให้เกิดทุกข์คืออริยสัจ 4 ภาษานั่นแหละแล้วก็ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ความดับสนิทและก็ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ไว้สำหรับผู้มีเวทนาเราเป็นคนมีเวทนาเรามีเวทนาอยู่เรารับรู้เวทนานั้นอยู่เพราะฉะนั้นเรารู้ถามนิพพานเรารู้อะไรแล้วก็ทำวันสุดท้ายแล้วเป็นพวกที่มีนิพพานอย่างที่มีเวทนามีสติสัมปชัญญะรู้กายในกายรู้เวทนาในเวทนาจริงๆเวทนาแล้วก็คือจิตเพราะเราจะไปรู้จิตในจิตเป็นขั้นตอนที่ท่านสอนสติปัฏฐานอย่างอยากรู้กายรู้เวทนารู้จิตรู้ธรรมเป็นคำสอนหัวข้อสอน 4 หัวข้อกายเว จิตธรรมเป็นของหยาบๆกลายเป็นความประชุมหยาบๆจิตก็เป็นตัวประชุมละเอียดธรรมะก็รู้จักชั้นเชิงรู้จักสิ่งที่ทรงไว้รู้ว่าอะไรควรส่งไว้อะไรควรส่งอยู่เป็นชั้นเชิงเพราะจิตนั้นก็คือตัวที่สูงสุดเวทนาก็คือตัวซ้อนอยู่ในจิตในตัวละเอียดสุดขัน 4 ของจิตขัน 4 ของนามธรรมมันคือตัวเวทนาเป็นตัวต้นเขาแล้วจับพอสัมผัสปั๊บก็ตัวเวทนาพอตัวเวทนานี้เรารู้กำหนดหมายลงไปว่าเป็นอุเบกขาอุเบกขานี่รวมเป็นการเป็นการสัญญานะในการกำหนดหมายกำหนด ขาแตกต่างกับโทมนัสอย่างไรแตกต่างกับสวมมนัสอย่างไรเพราะฉะนั้นพอกำหนดหมายลงไปก็เป็นสุขเป็นทุกข์หรือเป็นอุเบกขาคำว่าเวทนาก็เป็นเพียงคำต้นสัมผัสแล้วมันรู้รู้เฉยๆมันไม่มีอะไรถ้าไม่กำหนดไม่มีอะไรรู้ต้องไปอ่านคนคืออะไรดีๆไม่มีอะไรหรอกถ้ากำหนดลงไปเป็นสุขเวทนาทุกขเวทนานั้นเรียกว่าเป็นสัญญาแล้วอุเบกขาเวทนาก็เป็นสัญญาณมันกำหนดมาลงไปว่าเป็นสุขเป็นทุกข์มันรู้ว่าอย่างนี้อ่านว่าสุขอย่างนี้อ่านว่าทุกข์นะอย่างนี้เป็นอาการอย่างนั้นคืออาการเป็นอย่างนี้บอกความหมายสัญญาหมายความว่ามันบอกความหมายมันบอกกำหนดหมายมันบอกสิ่งที่เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้แล้วเราก็พยายามให้มันเป็นอย่าง ตามสัญญาตามความรู้แล้วว่าคุณก็ต้องยอมรับความจริงต้องเห็นความจริงว่าเมื่อจิตมันอุเบกขามันว่างมันวางมันเบามันง่ายจริงไหมคุณลองแล้วก็คุณเห็นของคุณเองจริงไหมคุณต้องรับความจริงของคุณถ้าคุณบอกว่าอุเบกขามันก็ยังไม่ว่างไม่ว่างจริงก็ยังไม่พ้นทุกข์อ่ะก็เรื่องของคุณแล้วตอนนี้ก็หมดคำสอนแล้วคุณเองเป็นอุเบกขาแล้วมันเฉยวางบ้างเบาง่ายแล้วคุณก็อยากรู้คุณก็ยังบอกว่าอย่างนี้ก็ยังไม่พ้นทุกข์คุณก็ไปหาทฤษฎีอื่นเรียนตรงนี้หมดแล้วพุธสอนคุณหมดพุงแล้วคุณบอกว่าอย่างนี้ยังไม่พ้นทุกข์คุณยังทุกข์อยู่อีกก็ไปหาอื่นแต่ถ้าคุณรู้จริงรู้สภาพจริงว่าจิตใจมันพอสัมผัสสระและ เวทนาก็เป็นอุเบกขาเวทนาพบเป็นอุเบกขาเวทนาได้ก็สบายเบาง่ายว่างโรงเบิกบานแจ่มใสเป็นผู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงอยู่ไม่อึดอัดขัดเคืองไม่สมกับปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสไม่มีอะไรอึดอัดขัดเคืองแล้วบางคนรู้ความจริงอันนี้คุณเห็นจริงต้องดูสภาวะไม่ใช่ภาษาสภาวะที่เกิดที่ใจเราจริงนะถ้าเราอารมณ์เป็นอุเบกขาได้ว่าหมดทุกข์หมดโธมัสแม้แต่โสมนัสก็ไม่เร่งร้อนจี๋จ๋าอะไรก็เบาสบายดีอยู่ถ้าคุณรู้จิตใจของคุณอย่าง คุณก็จะเข้าใจความจริงตามความเป็นจริงตามของคุณเองและปัจจัตตังนี่ผมอธิบายซ้อนลงไปเรารู้แล้วว่าเราทำได้ถ้าเป็นทุกข์เป็นอย่างนี้ถ้าโทรมานัดอยู่เป็นทุกข์ถ้าโสมนัสอยู่ก็ยังเป็นเชื้อแห่งทุกข์ยังมีเป็นเหตุได้มาอธิบายไปเรื่อยนะตัวทุกข์โทรมานัดกับตัวทุกข์แท้คงไม่มีใครคงไม่มีใครสงสัยจะโทรมานัดน่ะเพราะจิตใจที่มันยังมีความเสียใจน้อยใจไม่สบายมันยังถูกไล่โทรมานัดมันทุกข์แน่เพราะฉะนั้นเปลี่ยนมันไม่อยู่ที่เหตุก็คือตัวเราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรหรือว่าจะทำยังไงถึงจะทำได้ เพราะถ้าเราทำได้เรารู้แล้วว่าอย่างนี้ไม่ดีความเราไปยึดมั่นถือมั่นความที่เราจะไปหลงรักหลงอะไรเป็นเหตุเราเปลี่ยนมาเป็นอุเบกขาได้เป็นนักสมณมันก็ยังดีกว่าแต่ถ้ามีอารมณ์เป็นโสมนัสเราก็ต้องกำหนดหมายรู้นะว่าสมรรถนะเป็นการดีใจเริงร่ารุ่นมากมายไปหน่อยเราก็รถมันลงมันยังเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เราติดได้ถ้าเราลดลงมาให้มันอ่อนบางอุเบกขาเฉยวางจะมีเบิกบานแจ่มใสมีแนวโน้มไปในทางเบิกบานแจ่มใสร่าเริงก็มีแนวโน้มไปในทางโสมนัสน้อยๆเรียกว่าสวรรค์สวรรค์ก็ยังมีอยู่ที่นั่นนิพพานก็คือวางเบา ว่างและถ้าบอกว่าว่างก็ไม่ใช่ว่าว่างจากอะไรหมดว่างจากอารมณ์ก็ไม่ใช่ถ้าว่างจากอารมณ์เป็นอสัญญีไม่มีอารมณ์มีคำอารมณ์มีสิ่งที่ทรงอยู่เป็นธรรมารมณ์ที่เป็นสิ่งที่รู้ด้วยพุทธะไม่ใช่อสัญญีไม่ใช่ไม่รู้อะไรมีอารมณ์ที่ทรงอยู่มีรู้ประกอบไม่ใช่ไม่มีไม่รู้ถ้าอาศัยมีไม่รู้อันนั้นไม่ถือว่าเป็นนิพพานไม่ถึงว่าไม่ถือว่าเป็นสภาพถ้าดับทุกข์ได้แปลทุกนิโรธเพราะว่าการดับทุกข์โทรมานัดไม่มีมันเป็นคนถูกแล้วคนสรุปความจริงตรงนี้ด้วย ตะกรุดใดเป็นโสมนัสอยู่ก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่มีทุกข์นิโรธแล้วแต่ย้อนไปอีกตีกลับแม่โสมนัสก็ยังสามารถเป็นสมุทัยเป็นทุกข์สมุทัยได้แม้โสมนัสถ้าไม่มีปัญญาอันแจ้งจริงรู้เท่าทันโสมนัสโสมนัสยังจะตีกลับเล่นงานจนได้เหมือนกันนานๆเข้าเพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้เท่าทันโสมนัสให้มันอ่อนบางที่สุดให้มันยินดีร่าเริงเบิกบานน้อยที่สุดน้อยที่สุดแล้วเราก็จะต้องมีปัญญามีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันมันที่สุดด้วยว่าอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเที่ยงนะอย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์นี้เราจะต้องได้เสมอนะรู้เท่าทันมันจริงๆ เช่นนั้นมันไม่หมดวันพรุ่งนี้เราถ้าดับทุกข์แล้วเป็นโสมนัสก็ยังเรียกว่าพ้นทุกข์แล้วโสมนัสก็ให้น้อยลงอีกจึงเรียกว่าการยินดีร่าเริงหรือปิตินี้ก็ยังไม่เอาให้ว่างลงอีกว่านั่นแหละดีวางวางปล่อยกลางเบาเฉยไปหาอุเบกขาเป็นจุดหมายไปหาความเฉยนั่นแหละเป็นเอกยิ่งเป็นจิตบริบูรณ์ยิ่งถูกแปลกลงไปซ้อนให้ฟังอีกว่าให้เกิดการหยั่งลงที่ยอดที่สุดก็คือไปหาข่าวอุบัติเหตุภาษาบาลีให้ฟังและพระที่แปลว่าความว่างหรือกลางหาวแปลว่า ว่างนั่นแหละดีให้มันลอยว่างเหมือนอยู่กลางหาวเหมือนอากาศกลางหาวคืออากาศว่างเปล่าอย่างนั้นแหละไปสู่จุดนั้นน่ะเป็นเอกปลุกเสกขาหุบปากบอกเอกให้อยู่กับอันนั้นอุปมาแปลว่าใกล้หรืออุอันนึงแปลว่าเกิดปะแปลว่านั่นแหละอย่างลงตรงนั้นหรือว่าอยู่กับตรงนั้นอุบะถ้าแปลเป็น 2 ตัวเลยพันนึงปากคำหนึ่งบวกเอกเอกแปลว่า 1 แต่ว่ายอดไปเยี่ยมแปลว่าเป็นเอกเป็นสุดนะให้ได้อย่างนั้นผู้ใดทำได้ก็ให้รู้สภาพของเราจริงและท่านก็มีมักอันที่ 4 เพราะไม่ใช่อริยะอริยสัจอันตรงที่ 4 ก็คือเราเรียกกัน อริยสัจหรือเราเรียกว่าทุกข์นิโรธทักคามินีปฏิปทาที่จริงตัวนี้เป็นตัวจริงทุกนิโรธทักหาไม่มีปฏิปทานี่ไม่ใช่มะองค์ 8 ทีเดียวบางองค์ 8 เป็นการอธิบายซ้อนถึงสภาพบริบูรณ์ถึงสภาพปฏิบัติผสมอยู่ด้วยกันมรรคองค์ 8 ข้อที่จริงมันเป็นผลการปฏิบัติเพื่อที่จะไปสู่ผลก็ปฏิบัติให้มีสัมมาเรื่อยๆๆๆสัมมาที่สุดก็คือทุกข์นิโรธถ้าขาดไม่มีปฏิปทาถูกนิโรธก็คือดับทุกข์ข้าไม่มีปฏิปทาปฏิปทาก็คือมีกฎปฏิบัติมีความประพฤติมีความเป็นอยู่ปฏิปทา คาถาปะทะคุณมีบทบาทอยู่อย่างเงี้ยวันๆกลางคืนชีวิตที่คุณมีคุณก็มีอยู่อย่างนี้ปกติชวนไปทวนมาอย่างนี้วันนึงวันนี้ก็มีอย่างนี้คืนนี้ก็เป็นอย่างนี้คุณมีชีวิตความเป็นอยู่เนี่ยมีอากาศกิริยามีการประพฤติปฏิบัติมีการเป็นไปอยู่อย่างเงี้ยอยู่อย่างไหนอยู่ยังขาดไม่มีหรือถ้าไม่มีหมายความว่าชาวบ้านเป็นไปอย่างชาวบ้านเขาเป็นหรือคุณมีบทปฏิบัติเพื่อที่จะไปแย่งลาบแย่งยศแย่งสรรเสริญแล้วเขาก็ทุกข์กันแย่งโลกียสุขอย่างชาวโลกโลกแล้วเขาก็ทุกข์กันคุณมีจิตต้องปรารถนาอย่างนั้นหรือเปล่าคุณจะต้อง คุณไม่แย่งแล้วคุณไม่เป็นอย่างโลกเขาแล้วดับแล้วทุกข์นิโรธะธัมมันติ ก็ไม่วิ่งออกไปเอาไม่แม้แต่จิตมันยังไปโหยหาอาวรณ์อยู่ก็ไม่ไปแล้วอย่าว่าแต่ตัวเอาตัวการประพฤติร่างกายชีวิตจะต้องไปเสาะแสวงหาสวนสนสอนอีกไม่แล้วไม่เป็นหยังชาวบ้านก็เป็นแล้วยังไม่ว่าทุกข์ไม่รู้ทักทายไม่มีปฏิปทามีความเป็นอยู่เหมือนมุนีมีความเป็นอยู่ไม่เหมือนแล้วอย่างคามินีแต่ที่จริงมันก็เหมือนกันนั่นแหละมีชีวิตเหมือนกันเป็นคนเหมือนกันในโลกมีงานการรู้ดีรู้ชั่วแต่เราไม่ให้ชอบคนเราสะอาดเราเลือกทำแต่ดีสูงสุดเท่าที่เรามีความสามารถรู้และเราก็จิตใจไม่เหมือนกันแน่กับขาไม่มีถ้าไม่มียังร้อนรนหาไม่ดียังปรารถนายังอยากให้รุนแรง ยึดเกาะมีอัตราตัวตนอย่างเห็นแก่ตัวอยู่ส่วนมุนีไม่เห็นแก่ตัวแล้วรู้ความจริงว่านี่เป็นความจริงของสิ่งที่เกาะกุมกันอยู่เท่านั้นแท่งนี้เป็นแท่งที่ดินน้ำไฟลมลมมันหยั่งลงสู่กระเพาะสู่คันสุขภาพนี้แล้วมันก็มีอากาศธาตุเกิดมีวิญญาณธาตุเกิดผสมร่วมกันอยู่เป็นกายาวาหนาคืบพร้อมด้วยสัญญาและใจอยู่ที่นี่เท่านั้นเองพระพุทธเจ้าก็ไม่บอกว่าอันที่ 1 เราอาศัยอันนี้กล่าวปฏิจจสมุปบาทท่านกล่าวมาไว้ถึงแค่เวทนาเท่านั้นเพราะมีนามรูปเพราะมีการก้าวลงของธาตุทั้ง 6 จึงก้าวลงสู่การของ ระบบจึงมีนามรูปเมื่อมีนามรูปจึงมีอายตนะเมื่อมีอายตนะจึงมีผัสสะเมื่อมีผัสสะจึงมีเวทนานี่แหละคนคุณยังมีสิ่งนี้มีนามรูปโดยธรรมโดยจริงเรารู้สมมุติมันเป็นสมมุติแต่ปรมัตถ์ของเราเราไม่ยึดนามรูปได้ถ้าอธิบายว่าเราเป็นวิชาเพราะจิตเราเป็นวิชาเราจึงไม่มีสังขารเราไม่มีสังขารเราจึงไม่มีวิญญาณเราไม่มีวิญญาณเราจึงไม่มีนามรูปเราไม่มีนามรูปเราจึงไม่มีศักยภาพเราไม่มีสัญญากันนะเราจึงไม่มีผัสสะเราไม่มีผัสสะเราจึงไม่มีเวทนานั้นมีปฏิสัมพันธ์ อาจิงเราไม่มีสิ่งนี้อะไรล่ะเป็นสิ่งที่เป็นนามรูปที่ว่านั้นคือนามรูปของโลภะโทสะโมหะนามรูปของโลภะโทสะโมหะนะเพราะเรารู้แล้วสิ่งที่ถูกรู้ก็คือจิตหรือนามในตัวเราจิตในตัวเราหรือนามในตัวเราเราถ้าเรารู้มันอยู่ไอ้เจ้านี่เป็นโลภะสิ่งที่ถูกรู้นั้นมีอยู่เราก็ต้องล้างมันออกเรารู้ก็ไปรู้ถึงจิตรู้ถึงนามธรรมที่เป็นนามธรรมสะอาดเป็นจิตอันบริสุทธิ์แล้วเป็นกิจที่ขาวผ่องและจิตที่ประภัสสรเป็นวิญญาณนางอนิ ดังอนันตังสะโพกพังอันไม่มีนามรูปหยั่งลงฟังดีๆนะน้ำรูปอะไรเดี๋ยวจะสงสัยว่านามรูปของจิตนามลูกของจิตมันมีตัวจิตแท้มีเป็นวิญญาณนางอธิษฐานอนันตังเป็นตัววิญญาณแท้ที่ไม่มีใครที่จะดูได้รู้ได้ด้วยตนเป็นอันนั้นตั้งอยู่ตรงนี้ชี้ให้ใครบอกให้ใครดูไม่รู้ประภัสสรสว่างไสวสะอาดบริสุทธิ์อยู่ตรงนี้ซึ่งเป็นนามรูปที่เอพระปฐวีจะอาโปจะวาโยเตโชนะขาดสติไม่มีดินน้ำไฟลมอย่างลงในอันนั้นซ้อเข้าไปอีกนะไม่ใช่ร่างกายทั้งหมดณตอนนี้พูดถึงน้ำเลยนะ ฟังดูดีๆตัวจิตแท้ๆเป็นวิญญาณธาตุแท้ไม่ใช่ถาด 6 แล้วตอนนี้ไม่ใช่ธาตุ 6 นะเป็นตัววิญญาณธาตุตัวเดียวเป็นตัวจิตตัวเดียวตัวจิตนี้ไม่มีดินน้ำไฟลมอย่างลงไปก็จิตที่หน้าไปลงอย่างลงไม่ได้แต่คนไปหลงเพราะมีดินน้ำไฟลมมีอากาศมีวิญญาณจึงมีนามรูปอย่างอย่างเรายอมรับสมมุติว่าเรามีนามรูปอย่างหยาบและเรายอมรับว่าเรามีวิญญาณธาตุอีกอย่างอยู่แล้วก็มาพิจารณาถึงวิญญาณอาฆาตเป็นตัวสุดท้ายแล้ววิญญาณนี้เป็นวิญญาณ ประภัสสรไม่มีนามรูปแห่งโลภะโทสะโมหะยังลงไม่มีไม่มีดินน้ำไฟลมไม่มีการยาวการสั้นไม่มีการเทียบการเขียนไม่มีการอะไรเฉยน้ำลูกของเราเฉยน้ำลูกของเราว่างอยู่โพรงอยู่สบายอยู่น้ำลูกของเราไม่มีโลภะโทสะโมหะนั้นเองไม่มีอะไรไม่มีโลภะโทสะไม่มีนามรูปของโลภะโทสะโมหะฟังดีๆนะซ้อนมากไม่มีภาษาจะพูดแล้วเอาคำว่านามรูปของโรงพักโทรศัพท์มองหานี่เป็นจิตอย่างนึงเป็นวิญญาณธาตุของผีเป็นวิญญาณธาตุของมารเป็นว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive