600915_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าใจกายให้พ้นความเป็นสัตตาวาส_.docx
เนื้อหาในไฟล์
600915_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าใจกายให้พ้นความเป็นสัตตาวาส
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน เดินตามรอยเท้าพ่อหลวง สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 แรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีระกา ที่ราชธานีอโศก เขาถือว่าวันศุกร์ เป็นวันสุขของคนทั่วไป เพราะวันเสาร์จะได้พัก แต่ของเราอยู่ที่นี่ วันไหนก็สุข เพราะสุขของเราเกิดจากความว่าง วันไหนหากเราว่างก็มีสุขทุกขณะ พ่อครูว่าคนที่อยู่ว่างๆคนนั้นไม่ค่อยจิตว่าง คนไหนที่จิตว่างคนนั้นจะไม่ค่อยอยู่ว่างๆ ในอินเตอร์เน็ต เขามีการทำหนังสือที่ชื่อว่าถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นในอนาคต The Visionary ส่งมาให้ฟรีๆเลยนะ ดูเหมือนที่กทม.เขาก็แจกที่หอศิลป์ ก็พยายามดูว่าผู้จัดทำคือใคร ก็มีแต่บอกว่า ทีมงานสานต่อที่พ่อทำ ดูเหมือนหนังสือเล่มนี้ต้องการสืบสานอุดมการณ์ของในหลวง พยายามใช้ภาษาสมัยใหม่ พยายามยกเอามาวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของในหลวง 4600 กว่าโครงการ สำเร็จได้ด้วยอะไร เป็นหนังสือที่ทันสมัยและทำรูปเล่ม อย่างเรานี่ไม่ถึงเขาแน่ ทำแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะอ่าน เขายกเรื่องประเด็นสำคัญๆ เช่น ". . .เมื่อหลายปีมาแล้ว..ตอนที่ไปสหรัฐอเมริกามีทีวีอเมริกันมาสัมภาษณ์ เขาถามว่า ในรัชกาลของท่าน ท่านต้องการอะไร...จุดหมายต้องการอะไร..อยากให้รัชกาลของท่านจารึกในประวัติศาสตร์อย่างไร ..ก็ต้องตอบเขาว่า...
"ความปรารถนาคือว่า รัชกาลนี้ขอไม่จารึกในประวัติศาสตร์..ไม่ให้มี เขาก็แปลกใจ แต่ท่านทั้งหลายคงไม่แปลกใจ เพราะอธิบายแล้วว่า...ถ้ามีความสงบ..มีความเรียบร้อยของประเทศชาติ จะไม่เป็นประวัติศาสตร์..เราไม่ต้องการประวัติศาสตร์ เวลาไหนที่มีสงคราม มีความยุ่งยากตีกันนั้นน่ะเป็นประวัติศาสตร์ ฉะนั้นที่ต้องการก็คือ..ต้องการให้เมืองไทยอยู่ไปอย่างสงบ ไม่ต้อ
อ่านต่อ
งมีอะไรโลดโผนเท่าไหร่ ไม่ต้องมีชื่อ ไม่ต้องดัง แล้วจะมีความสุข และจะยั่งยืน" วันไหนที่เราจะดังก็ดังได้เพราะเรามีความสงบสุข (พระราชดำรัสของสมเด็จพระภัทรมหาราช พระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม 2523) ก็นึกถึงที่พวกเราไปชุมนุม เราก็ทำแบบพระราชดำรัสของในหลวง การชุมนุมของกองทัพธรรมเป็นการชุมนุมที่สงบเรียบร้อยมาก ไปนั่งสมาธิล้อมทำเนียบ พวกสายฮาร์ดคอ ก็จะบอกว่ามานั่งนิ่งๆทำไม ต้องเอาหัวไปชนแก๊สน้ำตา มันถึงจะเป็นการชุมนุม เราก็อยู่ในทิศทางที่ไม่ต้องการดัง อยากให้เรียบร้อยสงบสุข หนังสือนี้ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต พ่อครูว่า สิ่งที่ในหลวงตรัสนั้นคนไทยยังเข้าไม่ถึงเท่าไหร่ ก็เป็นงานของพ่อครูอีกที่ต้องมาบอกย้ำว่า สิ่งที่ในหลวงตรัสจะเป็นอนาคตอย่างไรของประเทศไทย
พ่อครูว่า...อันนั้นจริง ที่ท่านเดินดินพูดนำไปแล้ว มันเป็นหน้าที่ของอาตมาที่จะต้องมาอธิบายสัจธรรม ในหลวงตรัสนั่นคือสัจธรรม โดยเฉพาะเป็นสัจธรรมของศาสนาพุทธ จะมีความเข้าใจจะมีความต้องการ ที่ไม่ใช่กิเลสตัณหา แต่มีเจตนามีความมุ่งหมายอยากจะให้เป็น ดังที่ในหลวงท่านได้ตรัส คำตรัสของในหลวง ที่ท่านเดินดินอ่านมานั้น มันเป็นโลกุตรธรรม เป็นสังคมเป็นมนุษย์ ที่มีคุณธรรมคุณสมบัติที่เป็นโลกุตระ เป็นอาริยธรรมที่สูงส่ง ที่คนเรานึกไม่ออกว่านี่คือเป้าหมาย เช่นเดียวกัน ท่านก็ตรัสย่นย่อ เอาเนื้อแก่น ประเด็นที่ชัดๆ ว่า ถ้าจะบริหารประเทศนั้นจะบริหารแบบไหน ผู้ที่ได้บริหารประเทศก็น่าจะฉุกคิดและค้นคว้าว่าท่านหมายถึงอะไร แล้วจะทำอย่างไรจะเป็นเหมือนที่ในหลวงท่านได้ตรัส คือ ท่านตรัสว่าเอาแบบคนจน บริหารประเทศแบบคนจน ซึ่ง อาตมาว่า คนที่ได้ฟังแรกๆ จะสะดุดใจ ว่า เอ๊ะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเบอร์ 1 ของประชาชนในประเทศ ก็ต้องดูแลประเทศ ดูแลประชากรของพระองค์ แล้วจะให้อยู่กันอย่างแบบคนจน มนุษย์ปุถุชนในโลกนี้ใครจะมาคิดแบบนี้ ต้องมาอยู่แบบคนจน ...ก็พวกคุณไง ก็พวกเราจะมาจนกัน ปฏิบัติตั้งใจเป็นคนจน แต่เป็นคนจนที่มีคุณค่าเป็นคนจนที่ประเสริฐไม่เบียดเบียนใคร อยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่าประโยชน์ ไม่ใช่อยู่ในสังคมอย่างมีพิษภัยมีโทษ เป็นคนที่ ยิ่งอยู่ไปก็ยิ่งลำบาก หนักสังคม แต่เราจะเป็นคนจนที่ทำให้สังคมอยู่อย่างเป็นสุข มีอยู่มีกิน ไม่ทะเลาะวิวาท เป็นคุณสมบัติตามสาราณียธรรม 6 เพราะมีจิตที่เป็นพุทธพจน์ 7 มีสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มีความเป็นอยู่อย่างเอกภาพ น่าบูชาเคารพ มีจิตอย่างนั้นจริงๆ นี่คืออุดมการณ์หรืออุดมคติที่สุดยอด แล้วก็เป็นไปได้ ตามทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าท่าน พาปฏิบัติไปสู่ที่หมายคือสาราณียธรรม 6 เพราะจิตใจมีพุทธพจน์ 7 เป็นคนมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาธารณโภคี มีลาภธัมมิกา มีลาภโดยธรรม ทุกคนทำงานก็เอาลาภมารวมกับกองกลาง มีทิฏฐิสามัญตา มีความเห็นความเข้าใจในทิศทางตรงกัน ไปสู่ความหมดกิเลส อย่างนี้เป็นต้น ซึ่ง เป็นอุดมคติอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก ยุคนี้ ไม่ค่อยเข้าใจกัน และไม่เอามาพูดถึง หายลืมเลือนกัน ทั้งที่อยู่ในพระไตรปิฎกเป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่สำคัญ อาตมาเอามาพูดขึ้นในยุคนี้ ยุคก่อนๆดูเหมือนจะหายไปแล้วไม่พูดถึงสาราณียธรรมพระพุทธพจน์7นี้กันแล้ว อาตมาเห็นว่านี่คือยอดที่หมายของสังคม ถ้าสังคมถึงสาธารณโภคีได้ มีสาราณียธรรม 6 ได้ มีสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะได้ มันก็จะมีปรากฏการณ์ มีความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ดังที่ได้เห็นและเป็นอยู่ คือ ชาวอโศกเราเป็น เรายืนยันนะ จะบอกว่าอวดอุตริมนุสธรรมนั้น นี่ประกาศเป็นมวลหมู่สังคมด้วย ความเป็นสังคมที่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า บรรลุอุตริมนุสธรรม เพราะเป็นธรรมะที่เหนือมนุษยชาติ เหนือจนกระทั่ง แม้ในสังคมไทยทุกวันนี้เขารู้และได้ยินได้ฟังอยู่ ว่าอโศกเป็นอย่างไร มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ นานมาแล้วหลายสิบปี เขารู้ เขาเห็น เขาเข้าใจ แต่เขามองเหมือนไม่ใช่คน ไม่ใช่สังคมที่เขาต้องการ เป็นมนุษย์อะไรก็ไม่รู้ ไม่สนใจไม่น่าสนใจ ไม่น่าสะดุดอะไร เห็นแต่เพียงบ้าๆบอๆไม่เหมือนกับโลกที่จะต้องไปล่าลาภยศสรรเสริญ ต้องไปรวย ไปแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นสามัญ แย่งกันหัวหมุน เดือดร้อนกัน ต้องบริหารอย่างลำบากลำบน ชาวอโศกไม่ต้องบริหารอะไรอย่างลำบากเลย ไม่ต้องมีอะไรลำบากในชาวอโศก เพราะอาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาประกาศ ใครสนใจแบบนี้ พวกเราก็มา ก็เป็นคนไทยในประเทศไทย จำนวนหนึ่ง สนใจคําที่อาตมาเอาของพระพุทธเจ้า ตามความรู้ของอาตมา ทำความเข้าใจคำกล่าวของอาตมา ว่าความรู้ของพระเจ้าเป็นแบบนี้ปฏิบัติแบบนี้ความหมายแบบนี้ปฏิบัติแล้วจะได้ผลอย่างนี้ จนกระทั่งเกิดจริง หลักการต่างๆพวกเราก็เข้าใจ แล้วเราก็ปฏิบัติตามและได้ผลอย่างที่เห็นนี้เป็นคนชาวอโศกอย่างนี้ มีพฤติกรรมอยู่ในสังคมหลายสิบปี จนเกือบ 50 ปีแล้ว ประเทศไทยมีครูบาอาจารย์สืบสานธรรมะพระพุทธเจ้าสืบทอดถ่ายทอดกันมา เข้าใจและปฏิบัติกันในสังคมประเทศ ก็ทำกันอยู่มีสายหลักของประเทศเรียกว่ามหาเถรสมาคม หรือพุทธศาสนากระแสหลัก ก็นำพาอยู่ในศาสนาพุทธไม่ได้สูญหายไปจากประเทศไทย คนก็เป็นชาวพุทธ ไปวัดไปวาได้แล้วในสถานที่ของศาสนาที่เรียกว่าศาสนาพุทธ ก็พากันปฏิบัติพากันไปประพฤติ มี concept มีความเห็นความเข้าใจรวมรวมว่า ศาสนาพุทธจะต้องเป็นอย่างที่เถรสมาคมพาเป็น แต่อาตมาบอกวาไม่ใช่ ต้องมาเป็นอย่างชาวอโศก ที่อาตมาพาเป็น ทางโน้นบอกว่าเป็นการกบฏต่อศาสนาพุทธ ก็เลยจัดการ จนทุกวันนี้พ้นจากภาวะที่เขาต้องจัดการแล้ว เขาจัดการเราทุกอย่าง หาเรื่อง ทางธรรมอาตมาก็ไม่หยุด ยืนยันว่าธรรมะต้องอธิบายแบบนี้ พวกเราเข้าใจก็มายืนยันตามกัน พูดกัน ฉอดๆแนวนี้อย่างนี้ คอนเซ็ปอย่างนี้แล้วมาประพฤติอย่างนี้จริงๆเป็นอย่างนี้จริงๆ ทางด้านโน้นเขาก็เข้าใจมี concept อย่างของเขา แล้วเขาก็พากันประพฤติอย่างนั้น แล้วเขาก็เป็นกระแสหลักที่ทางรัฐทางส่วนใหญ่ของประเทศจะต้องยอมรับเคารพนับถือ ยกเป็นแบบอย่าง ยกเป็นความรู้ว่าศาสนาพุทธของประเทศต้องปฏิบัติอย่างนั้น ไม่ใช่ชาวอโศก ทางโน้นมีอำนาจ มีทุกอย่างพร้อมจึงได้มาจัดการชาวอโศก เพื่อไม่ให้ชาวอโศกแสดงและประพฤติ อย่างที่อโศกเข้าใจ อย่างทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา อย่างนี้ไม่เอา พยายามจะปราบให้สูญสิ้นจากประเทศไทย แต่เสร็จแล้วอาตมาก็ไม่ยอม ทางศาสนา เนื้อหาธรรมะอาตมาต้องอธิบายแบบนี้ไม่ยอมหยุดหรอก เผยแพร่ออกไปทั้งหนังสือ สื่อสาร ทุกคนก็ช่วยกันเผยแพร่อย่างนี้ อย่างไรก็ไม่หยุด ทางโลกเขาก็ต้องเอาทางโลก มาจับ หาข้อผิดทางโลก ข้อทางธรรมเขาก็มาบอกว่าอาตมานี่ เป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ประพฤติผิดธรรมวินัยเป็นอาจิณ เป็นข้อหาที่ตีขลุม ถ้าเผื่อว่า เอาธรรมะประพฤติผิดธรรมวินัยเป็นอาจิณ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อะไรพวกนี้มาเล่นมาว่ากันจริงๆเลย อาตมาเปิดตำราพระพุทธเจ้า ใส่ กระจุยเลย เถรสมาคม แม้แต่คำว่า ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าคนที่มาออกบวชนี้ให้ทิ้งบ้านช่องเรือนชานไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่ทางโน้นบอกว่าไม่ได้ต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นี่เป็นการขัดกับคำสอนพระพุทธเจ้าไหม ถ้าเอาธรรมะมา ยิ่งอธิบายไปหาอภิธรรม ยิ่งสนุก ไม่ต้องเอาอะไรมาก เอาศีล กางศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลเลย เถียงไม่ได้ แล้วตัวเองเถียงไปก็เข้าเนื้อเพราะละเมิดศีลของพระพุทธเจ้าเกือบหมด เขาไม่พูดถึงจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไปเข้าใจไปพูดกันว่าศีลคือวินัย 227 ข้อ พระวินัยไม่ใช่ศีล พระวินัยเป็นเหมือนกฎหมายอาญา เป็นรั้วของศาสนา ป้องกันเชื้อโรคเข้ามาทำลายภายใน แต่ศีล เป็นเครื่องขัดเกลาทำลายกิเลสกายวาจาใจให้สมบูรณ์ ซึ่งมีความหมายต่างกันไปฝากคนละเรื่องเลย เข้าใจความหมาย ศีล ที่มีนิยามแต่ละอย่างก็ไม่ได้แล้ว แล้วก็เป็นความจริงที่อาตมาพูด ศาสนาพุทธทุกวันนี้ พระ เจ้า ทุกวันนี้ไม่มีศีล ถือแต่วินัย จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ เป็น 43 ข้อ ก็ทิ้งไปหมด จะมีเหลืออยู่ก็ศีล 5 8 10 ก็คือจุลศีล สมณะเดินดินว่า...ดูเหมือนว่า ให้ฆราวาสถือ พระไม่เกี่ยว พ่อครูว่า...พระไม่เกี่ยวเพราะพระมีศีล 227 ข้อแล้ว สมณะเดินดินว่า...พระยุงกัดก็ตบ พ่อครูว่า...พูดไปแล้วน่าสังเวชใจว่าทำไมศาสนาพุทธถึงได้เสื่อมกันอย่างนี้
วันนี้วันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 แรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีระกา บอกวันเวลาตามเรื่อง ต่อจากนั้นก็เตรียมมา วันนี้ตั้งใจจะเอาบทความมาอ่าน และจะอธิบายธรรมะจาก sms เป็นส่วนใหญ่ มาอ่าน บทความสามบท… แม่ปูหนี ..คอลัมน์ ถูกทุกข้อ ของคุณอัตถ์ อัตนัย… ..
พ่อครูว่า...ที่เป็นได้เพราะคณะพวกเราไปประท้วง ทั้งกปปส. พธม. กองทัพธรรม ที่ไปนี้ไม่มีข้อหาที่ประท้วงอย่างรุนแรงหรอก มีแต่พวกอื่นมาสอดแทรกเอาอาวุธมา แต่คณะจริงของพธม. กองทัพธรรม กปปส. เป็นการชุมนุมด้วยความสงบไม่มีอาวุธถูกต้องตามกฎหมาย จึงประท้วงกันได้นาน และได้ประสิทธิภาพ กำลังของการเมือง เราไปประท้วงนั้นประท้วงอย่างไร ไปประท้วงอย่างครบเครื่องปักหลักกันเป็นเดือนเป็นปี ตั้งโรงครัวตั้งที่อยู่กันเป็นเดือนเป็นปี แล้วก็ประชาสัมพันธ์ แล้วก็ประกาศแล้วก็พูดบรรยายให้ผู้รู้ มาบรรยาย นักการเมืองไม่ค่อยมาเท่าไหร่ มีพวกฝ่ายค้านบ้าง ฝ่ายรัฐบาลไม่มาเลยเพราะเราไปประท้วงเขา เสร็จแล้วพวกนี้ก็มารวน เมื่อประท้วงกันอยู่นาน แล้วก็บรรยาย โดยมีผู้รู้นักวิชาการ นักการเมืองฝ่ายค้าน มาประท้วง รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลแม่ปูนี่แหละ ประกาศให้ประชาชนมาร่วมกันเป็นปี ประชาชน เอาปรอทอุดหูไม่ใช่แค่สำลี เอาปรอทอุดหูก็ได้ยิน ประกาศไปว่าเราประท้วงเพราะอะไร มันไม่ถูกไม่ดีอย่างไรที่เขาทำอยู่ จึงซึมซับกันเข้าไป การประท้วงจึงทำให้ประชาชนรับรู้ว่าคณะนี้ผิด มีแต่พวกแดงที่หลงงมงายเข้าเส้นแล้วก็ไม่ยอม ประชาชนที่ไม่ใช่อย่างนั้นก็จะรับ ซับซาบไม่มากก็น้อยว่าอันนี้ผิด ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจแต่ไม่ออกมาโวยวายเพราะรักสงบ ที่อยู่กับฝ่ายทักษิณฝ่ายแดงฝ่ายแม่ปูมีอยู่ไม่เท่าไหร่ มาร้องแรกแหกระเชอ ตีปี๊บเลยเสียงดัง แต่ประชาชนส่วนใหญ่นั้นเงียบสงบเห็นได้ว่าพลเอกประยุทธ์ปฏิวัติก็ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจแล้ว มีแต่จะบอกว่าให้ดำเนินไปด้วยไม่ต้องเลือกตั้งหรอก พวกตี โหวกเหวกจะให้เลือกตั้งนั้นมีอยู่ไม่เท่าไหร่หรอก มันแบ่งขั้วกันชัดเจนแล้ว พวกที่ทำมาหากินก็ไม่ว่าอะไรหรอก พวกที่มีปัญหาพวกนี้ จึงเป็นพวกที่มีความเข้าใจผิด มีความโง่ในทางการเมือง เขาเรียกตัวเองว่าเป็นพวกประชาธิปไตย เขาเรียกพวกที่บริหารประเทศขณะนี้ คณะคสช.เป็นพวกปฏิวัติ เป็นพวกทำร้ายประชาธิปไตย เขาก็เอาประเด็นตื้นๆมาประกาศมาพูด โดยไม่ได้รู้เนื้อหาสาระของความเป็นประชาธิปไตยอะไรหรอก รู้แต่แค่ ต้องมีการเลือกตั้ง ถ้ามายึดอำนาจอย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เขามีความรู้ประชาธิปไตยแค่ตื้นๆอย่างนี้ สรุปแล้ว ที่อาตมาแวะออกมานี่ เพื่อจะบอกว่า ประเทศไทยในช่วง รัฐบาลทักษิณ มาจนถึงท่านประยุทธ์นี้ เป็นการแสดงตัวอย่างของความเป็นประชาธิปไตยที่งามที่สุด ถ้าเป็นที่อื่น ยิงกันโป้งป้าง เป็นการจลาจลไปแล้วแต่นี่สงบดี นี่ก็ทยอยจับเข้าคุกไป หรือไม่ก็หนีไปต่างประเทศ เช่นเจ้าโกตี๋ หรือออกไปหลายคนแล้ว ถ้าอยู่โดนจับ สรุปแล้วไม่มีอะไร ขณะนี้บ้านเมืองเรียบร้อย แต่ตัวไม่เรียบร้อยตัวร้ายก็จะรวนตลอด อ่านบทความ แม่ปูหนีต่อ….นางยิ่งลักษณ์ตั้งให้นายนิวัฒน์ธำรงค์….
อ่านอีกบทความ จาก ผู้จัดการ บอกว่า ฆ่าคนดี สังเวยอลัชชี ของ คุณสุนันท์ ศรีจันทรา แม้คนในรัฐบาลจะดาหน้าออกมาแก้ต่างข้อครหา คำสั่งเด้งพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อย่างไร แต่ไม่อาจลบล้างข้อสงสัยในเบื้องหน้าเบื้องหลังสังคมการโยกย้ายครั้งนี้ไปได้
สังคมปักใจเชื่อไปแล้วว่า การสอบสวนการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ซึ่งกำลังรุกคืบเข้าไปใกล้ตัวพระชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกรรมการเถรสมาคม เป็นชนวนเหตุสำคัญในการปลดนายพงศ์ธร นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้พูดถึงเบื้องหลังการโยกย้ายพ.ต.ท.พงศ์พรโดยตรง แต่พูดถึงการแต่งตั้งนายมานัส ทารัตน์ใจขึ้นมารับตำแหน่งแทน
นายออมสินระบุว่า นายมานัสมีความประนีประนอม และน่าจะทำงานกับคณะสงฆ์ได้ดี และไม่น่าจะเกิดปัญหาทำงานกับคณะสงฆ์ซ้ำอีก
การรับประกันว่า ผอ.พศ.คนใหม่ เป็นคนประนีประนอม และไม่น่าจะเกิดปัญหาการทำงานกับคณะสงฆ์ แสดงว่า ผอ.พศ.คนเก่า เป็นคนไม่ยอมประนีประนอม จึงเกิดปัญหาการทำงานกับคณะสงฆ์ จนถูกเขี่ยให้พ้นทาง เพียงเพื่อให้พระพอใจ จะได้ไม่วุ่นวายกับรัฐบาลใช่หรือไม่
ถ้าพ.ต.ท.พงศ์พรเป็นคนไม่ประนีประนอมจริง และร่วมงานกับคณะสงฆ์ไม่ได้ คำถามที่รัฐบาลจะต้องให้คำตอบคือ
ทำไมพ.ต.ท.พงศ์พรจึงไม่ยอมอ่อนข้อให้พระ ทำไมคณะสงฆ์จึงไม่พอใจการทำงานของ ผอ.พศ.คนเก่า และคณะสงฆ์ชุดไหนที่ออกมาต่อต้าน
เป็นพวกบรรดาเจ้าคุณที่ฝักใฝ่การเมืองหรือไม่ เป็นพระชั้นผู้ใหญ่จีวรแดงที่ทำตัวเป็นลูกสมุนระบอบทักษิณหรือไม่
ถ้าการต่อต้านพ.ต.ท.พงศ์พร เกิดจากการทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ละเว้นพระที่ละโมบ ไม่ยอมปล่อยให้พระที่ร่วมทุจริตเงินอุดหนุนวัดลอยนวล ไม่ยอมก้มหัวให้พระผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยกิเลส และดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น รัฐบาลต้องปกป้องพ.ต.ท.พงศ์พร
ต้องสนับสนุนให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพื่อชำระล้างวงการสงฆ์ให้สะอาด ไม่ปล่อยให้พวกอลัชชีทำให้พุทธศาสนิกชนเสื่อมความศรัทธาในพระ
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน ติคนที่ควรติ ชมคนที่ควรชม การโยกย้ายพ.ต.ท.พงศ์พรกำลังถูกมองว่า เป็นการ “ฆ่าตัดตอน” เพื่อให้พระชั้นผู้ใหญ่พอใจ เพื่อให้คณะสงฆ์อยู่ในความสงบ ไม่ออกมาข่มขู่กดดันรัฐบาล ไม่ก่อหวอดเคลื่อนไหวก่อม็อบพระประท้วง
การสรรหา ผอ.พศ.คนใหม่ รัฐบาลคงกำหนดคุณสมบัติไว้แล้ว จะต้องเป็นคนประนีประนอม ยอมโอนอ่อนผ่อนปรน และเป็นบุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากบรรดาสงฆ์ผู้กว้างขวาง
คดีเงินทอนวัดที่พ.ต.ท.พงศ์ธรกำลังสาวลึก และใกล้ตัวพระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปทุกที เป็นที่คาดหมายว่า อาจถูกปิดฉากลง พร้อมกับ ผอ.พศ.คนเก่า โดยที่บรรดาพระกิเลสหนาที่ร่วมโกงเงินทอนวัดคงจะถูกปล่อยให้ลอยนวลต่อไป
ส่วนรัฐบาลอาจรู้สึกว่า การนำพ.ต.ท.พงศ์พรไปบูชายันต์ ทำให้แก้ปัญหาไปได้อีกเปราะ ไม่ต้องกังวลกับการเปิดศึกกับพระ แม้จะเป็นพระเลวที่โกงเงินภาษีของประชาชนก็ตาม ไม่ต้องพะวงม็อบโล้นห่มเหลือง
ศาสนาจะเสื่อม พระจะหากินอย่างไร จะโกงเงินหลวง จะประพฤติผิดศีลผิดธรรม รัฐบาลไม่ต้องใส่ใจ ขอเพียงอย่าก่อม็อบสร้างความวุ่นวายให้รัฐบาลเป็นพอ
เพียงเพื่อป้องกันความขัดแย้งกับพระ เพียงเพราะไม่ต้องการมีปัญหากับพระ และเพียงเพราะต้องการสงบศึกกับพระชั้นผู้ใหญ่เพียงบางกลุ่ม รัฐบาลพร้อมจะทำร้ายจิตใจข้าราชการที่มีผลงาน
การเด้งพ.ต.ท.พงศ์ธรเป็นการตอกย้ำว่า แผ่นดินนี้แทบไม่เหลือที่ให้คนดีได้ยืนแล้ว และต้องหลีกทางให้คนโกนหัวห่มผ้าเหลือง ที่สวมคราบความเป็นพระทำมาหากินในทุกรูปแบบ แม้แต่โกงเงินหลวง
รัฐบาลคงเลือกแล้ว เลือกเอาใจพวกอลัชชีมากกว่าปกป้องข้าราชการดีๆ
พ่อครูว่า...บทความนี้เป็นบทความที่ชี้บ่งปรากฏการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ อาตมาเกิดในยุคนี้ ขึ้นมาทำงานในสิ่งที่มันเป็นสัจธรรม ทำงานที่ขอยืนยันว่าอยู่กับความเป็นสัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองการศาสนา เป็นเรื่องของมนุษยชาติสังคมประเทศประชาชนทั้งนั้น อาตมาก็ต้องยืนหยัดยืนยัน ไม่ว่าจะการศาสนา การธรรมะ เรื่องของประชาชนก็ตาม อาตมาก็ต้องยืนยัน ความถูกต้องดีงาม จึงต้องพยายามบอกในสิ่งที่ต้องตำหนิ นิคคัณเห นิคหารหัง อะไรที่ควรยกย่องก็ยกย่อง ปัคคัณเห ปัคหารหัง มีสิ่งที่ควรยกย่องอย่างเช่นพลเอกประยุทธ์ ที่ทำอยู่ ก็พูดถึงเป็นคราวๆไป แต่คนทำดีมีน้อย แต่พวกทำชั่วตีฆ้องร้องป่าวดัง ทำให้หนวกหูอยู่ ก็เลยรวนในสังคม นี่ก็คือ เรื่องราวที่เกิดในสังคม อาตมาออกมา ทำงานด้านนี้ตั้งแต่อายุ 36 ปี และจะทำต่อไปอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่จะรักษาขันธ์ไว้ได้ ยังพอใจที่จะทำงานนี้ให้แก่มวลมนุษยชาติ ไม่ได้รายได้ไม่ได้เงินทอง ดีไม่ดีถูกพวกที่เขาไม่ชอบใจด่าว่าเกลียดขี้หน้า อาตมาก็ไม่สนหรอก ใครจะเกลียดขี้หน้า หรือรักขี้หน้าก็แล้วแต่ เพราะอาตมาไม่ได้ทำเพื่อให้คนรักหรือชัง แต่ทำเพื่อให้สัจธรรมนั้นได้ปรากฏ ไม่ได้มีหน้าที่ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ เพื่อจะได้ประกาศว่าตัวเองดีตัวเองเก่งด้วย จึงไม่รักษามาด ไม่ดราม่า ไม่แม้แต่จะแสดงออกไปเป็นท่าทาง(นัจจะ) สำเนียงสุ้มเสียง(คีตะ) เป็นท่าทางลีลาภาษาคำพูดที่ปรุงแต่งให้สื่อได้ความหมายชัดเจนที่สุด เจตนาอย่างนั้นอย่างเดียว ใครจะหาว่าอาตมาไม่สุภาพ ก็ว่าถูกทั้งนั้น ขออภัย อาตมามีความเห็นว่า น่าด่าก็เลยต้องทำ เป็นเรื่องของความหวังดีปรารถนาดีที่อาตมามีอย่างนั้นจริงๆต่อมวลมนุษยชาติต่อประเทศไทย ที่ทำอยู่นี่ ใครจะแปลความหมายแปลเจตนาอะไรของรัฐมาเป็นอย่างอื่นก็แล้วแต่ สมณะเดินดินว่า...อย่างชาวบ้านเขาอยากจะด่าก็ด่าไป แต่พ่อครูเห็นว่าพ่อครูด่าเพราะมันน่าด่า แต่ชาวบ้านก็ด่าเพราะอยากจะด่าเหมือนกัน แล้วต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า….ความแตกต่างประเด็นแรกคือ อาตมานี่ด่าถาวร ส่วนพวกเขา ด่าเป็นครั้งคราว แต่อาตมาเอาชีวิตไม่ทำมาหากินออกมาทำงานด่าเป็นหลัก เทศน์ภาษาไทยแปลว่าด่า ใครถูกเทศน์คนนั้นก็ถูกด่า ภาษาไทยที่ว่า วันนี้ถูกแม่ถูกพ่อเทศน์ให้ ก็คือถูกด่า อาตมาก็เหมือนพ่อแม่ด่าลูก อาตมาพูดได้เพราะอายุ 84 ปีแล้วด่าลูกเต้า เหลนโหลน สมณะเดินดินว่า...ผมไม่กล้า ยังกลัวจะตายไม่สวย พ่อครูว่า..เรื่องนี้เป็นอจินไตย จะตายสวยหรือไม่สวยก็เป็นอจินไตย ทิ้งไว้เท่านี้ อจินไตย อาตมาไม่กลัวตาย จะเห็นได้ ไปพาประท้วงก็ไม่กลัว ถึงเวลาควรจะทำก็ทำ หลายคนก็บอกว่า ไม่น่าเสี่ยง
SMS วันที่ 13 กันยายน 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก)
_7680กราบนมัสการพ่อครู ขอให้พ่อครูช่วยอธิบายหน่อยครับว่า ผู้ที่มีครอบครัว อยู่กับคู่ครอง กับลูก จะเจริญเป็นอาริยะสูงสุดได้ถึงขั้นไหนครับ? พ่อครูว่า...ถ้ายังอยู่อย่างนั้นแม้แต่อนาคามีก็ไม่ถึงหรอก อรหันต์ไม่ถึงหรอกหากออกมาก็จะหมดกามได้ไปถึงที่สุดได้ ถ้าอยู่อย่างนั้นได้อย่างเก่งก็โสดาฯ สกิทาฯ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายหมายถึงอะไร _2166ขอนิมนต์หลวงพ่อ อธิบายคำว่า "กาย" จ๊ะๆเจ๋งๆ อีกสักครั้งเถอะครับ เพราะมันยังไม่ชัด มันยังคาใจผมอยู่ ก็ได้ฟังแต่หลวงพ่อองค์เดียวเท่านั้นแหละครับในโลกที่อธิบายแบบนี้ และกายกับร่างกาย มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ ขอเนื้อๆเลยนะครับหลวงพ่อ ? พ่อครูว่า...คำว่า กาย เปิดตำราอธิบายดีกว่า… อธิบายจากหลักของพระพุทธเจ้าที่ตรัสเรื่องกาย อธิบายนำนิดหน่อยว่า กายนี้คือองค์ประกอบของรูปกับนาม กายต้องมีจิต มีมโน มีวิญญาณอยู่ร่วมตลอดจึงจะชื่อว่ากาย มีเหลือแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ถ้ากายหมายถึงมีแต่ดินน้ำไฟลม มีแต่มหาภูตรูป ไม่มีจิต ไม่มีมโน ไม่มีวิญญาณ เข้าไปร่วมเป็นองค์ประชุมองค์ประกอบด้วย อันนั้นไม่ใช่กาย คำว่ากายเมื่อเป็นภาษาไทยแล้ว ไม่เป็นภาษาธรรม ภาษาทางศาสนา คนก็ยังไม่เข้าใจ ไปหมายว่ากายนี้หมายถึงดินน้ำไฟลม เป็นภาษาไทยหมายถึงกองประชุมของมวลดินน้ำไฟลมประกอบกัน ไม่เกี่ยวกับใจไม่เกี่ยวกับจิต ไม่เกี่ยวกับมโนวิญญาณเลย คนไทยโดยทั่วไปทั้งหมด แม้แต่วงการศาสนาก็เข้าใจเช่นนี้กันไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงผิดเพี้ยนเลย ศาสนาพุทธเสื่อมถ้าเข้าใจความหมายคำว่ากายเป็นเช่นนี้ก็จบเห่ ปฏิบัติธรรมะไม่บรรลุธรรม ปฏิบัติธรรมะอย่างไรก็ไม่บรรลุธรรมออกไปเข้าใจกายว่าหมายถึงอย่างนี้ อธิบายตามหลักพระพุทธเจ้าเลย กายนี้พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ระบุไว้ว่า ถ้าปฏิบัติธรรมต้องเรียนรู้ความเป็นสัตว์ คนทุกคนเป็นสัตว์ แล้วก็จะอยู่ในความเป็นสัตว์ เรียกว่าสัตตาวาส จะต้องล้างความเป็นสัตว์ออกจากตัวเอง นี่คือจุดหมายของศาสนาพุทธเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นสัตว์ ซึ่งจะต้องรู้อะไร ความเป็นสัตว์ก็คือสัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิติ 7 ท่านตรัสไว้อย่างนี้ กายก็คือรูปนาม ธรรมะสอง หรือองค์ประชุมของ จิต มโน วิญญาณ ที่คุณจะต้องรู้ คุณจะต้องมี นามธรรม มีสัญญาเป็นต้น กำหนดรู้ อาการของ รูป-นาม ตั้งแต่รูปภายนอก ดินน้ำไฟลม จนกระทั่งมาถึงพืชมาถึงสัตว์มาถึงตัวเราที่ประชุมตัวเป็นร่างกาย แล้วจิตของเราต้องอ่านพวกนี้ รู้แล้วแบ่งแยกให้ถูก ดินน้ำไฟลม เป็นมหาภูตรูปที่ไม่มีวิญญาณไปร่วม จนรูปอีก 24 ปสาทรูปโคจรรูป ….ไปจนจบ ต้องเรียนรู้ สัญญามีหน้าที่กำหนดรู้ และจดจำ เป็นตัวหน้าที่กำหนดรู้อันนั้นอันนี้ กับจำ
1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) . 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) . 5. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6. สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8. สัตว์บางพวก ..อากิญจัญญายตนะ (ดับไม่ให้มีอะไร) 9. สัตว์บางพวก.เข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถุสัญญา พตปฎ. ล.23 ข.228) และ 11/353
สัตว์นี้หมายถึงจิตวิญญาณที่มีความเป็นสัตว์เรียกว่าสัตว์โอปปาติกะ ไม่ใช่สัตว์ที่เป็นข้างนอกตัวตนบุคคลเราเขา อันนี้หมายถึงสัตว์โอปปาติกะ หมายถึงสัตว์ทางจิตวิญญาณ 9 อย่าง แล้วก็มีวิญญาณฐิติ 7 เป็นวิญญาณที่ตั้งอยู่ 7 อย่าง มีกายและสัญญาต่างกัน มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน มีกายและสัญญาอย่างเดียวกัน เข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน เข้าถึงวิญญาณัญจายนตนฌาน เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน พ่อครูว่า...เพราะไม่เข้าใจความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณเหล่านี้ จึงไม่ได้ปฏิบัติลดละสัตว์ในจิตวิญญาณ ผู้ยึดถือ ทำจิตให้เป็นแบบฤาษี เป็นอสัญญีสัตว์ ก็ไม่รับรู้อะไรได้ ถ้านั่งหลับตาไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ถือเป็นสัตว์เต็มบ้องเลย ที่ลึกที่สุด ในความเป็นสัตว์ที่ไม่เหลือวิญญาณ ในวิญญาณฐิติ 7 จึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงไม่เรียกว่ามีวิญญาณ ทั้ง 7 ข้อนี้เหมือนสัตตาวาส 9 แต่ไม่มี เนวสัญญานาสั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive