600920_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
600920_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 20 กันยายน 2560 ที่ศีรษะอโศก ขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ปีระกา เหลืออีก 1 ปักษ์ก็จะออกพรรษาแล้ว ใครจะออกจากวัดหรือใครจะออกจากกิเลส เรียกว่าเนกขัมมะ ไม่ใช่ว่าออกจากพรรษาแล้วจะปล่อยกิเลสเต็มที่ แต่เนกขัมมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงกี่เดือน แต่ให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเลย ของเราคือออกเครื่องออกจากกิเลส ออกพรรษาทำได้ดีขนาดนี้อีก 9 เดือนทำให้ต่อไปดีกว่านี้อีก พ่อครูว่า...วันนี้ก็ขออ่านซ้ำ ที่ทางบ้านราชฯมีการจัดค่ายจัดกิจกรรมกัน ประกาศถึงนิสิต วิชชารามนาวาบุญนิยม(ว.นบ) .... จะมีการสอบวิชาการ ของ ว.นบ. ก่อนออกพรรษา ของนิสิต ว.นบ. ในวันอังคารที่ 26 กันยายน นี้ สอบเวลา 18.00 -19.30 น. ที่ ชั้น 1 เฮือน 00 ที่บวรราชธานีอโศก นิสิต คนไหนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่หากประสงค์จะร่วมสอบด้วย กรุณากลับเข้าพื้นที่เพื่อมาสอบ เป็นการวัดผลในช่วงเข้าพรรษานี้ ... สมณะสิกขมาตุ ที่ดูแล ว.นบ.
สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน น้ำปัสสาวะถือเป็นกายไหม อยากจะอธิบายซ้ำของ คุณถาวร เวียนตระกูล ถามว่า หนังจะนับว่าเป็นกายไหมครับ น้ำปัสสาวะที่ยังอยู่ข้างในร่างกายถือว่าเป็นกายไหมครับ พ่อครูว่า….ผิวหนังที่ขูดออกจากร่างกายหลุดร่อนออกไปได้โดยไม่เจ็บ ก็จะร่อนง่าย ไม่ใช่กาย ส่วนเล็บที่ยาวออกมาเกินประสาทจะรับรู้ได้ ไม่ใช่กายแล้ว ตัดได้ ที่มันสัมผัสแล้ว ตัดทิ้งได้ เอาออกได้โดยไม่เจ็บไม่รู้สึกเลย ประสาทเราไม่ได้รับรู้ ไม่รู้สึก อันนั้นแหละไม่ใช่กาย อันไหนที่มีจิตรับรู้ร่วมอยู่ด้วยจะเป็นผิวหนังก็ตาม จะเป็นอื่นก็ตาม ผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนไหนที่รับรู้สึกได้ อันนั้นเป็นส่วนที่เป็นกาย ที่ไม่รู้สึกได้ไม่ใช่กาย อันไหนมีแต่รู
อ่านต่อ
ปไม่มีนามเรียกว่าไม่ใช่กายอันไหนมีนามและรูปเรียกว่ากาย โดยเฉพาะต้องมีนาม กายจึงคือจิตมโนวิญญาณ กายจึงไม่ได้โน้มไปที่รูปแต่โน้มเน้นไปที่จิตวิญญาณ หรือนาม แต่ทุกวันนี้ในภาษาไทยคำว่ากายโน้มไปทางรูป ดินน้ำไฟลม ที่ไม่รับรู้ความรู้สึกแล้ว นี่คือความเชื่อสนิทผิดเด็ดขาดของศาสนาพุทธ คำว่ากายเป็นที่รู้โดยทั่วไป ชาวไทยมีอยู่ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธก็รู้ว่าคำว่ากายคือรางกาย ตอบด้วยอัตโนมัติจะเป็นอย่างนี้ แม้แต่ผู้ที่ศึกษาบาลีถ้าบอกว่ากายคืออะไร ถ้าไม่ตั้งหลักดีๆเขาจะนึกถึงแบบทั่วไปกายคือร่างกาย กายคือข้อแรกในโพธิปักขิยธรรม 37 คือกายในกาย ที่เป็นโลกุตรธรรม เดี๋ยวนี้เขาไม่พูดกันแล้ว ท่านพุทธทาสเป็นผู้นำเอาโลกุตรธรรมมาอธิบายโดยองค์รวม แต่ไม่ได้อธิบายโดยลงรายละเอียด แม้กระทั่งรูป 28 รูป 24 ก็ตาม ต้องอธิบายจึงจะเรียกว่าโลกุตระ แต่ท่านพุทธทาส ยังไม่ถึงขั้นนั้น ก็บอกว่าโลกุตระนั้นแตกต่างจากโลกียะ ท่านไม่เข้าถึงอภิธรรม จิตเจตสิก จึงบอกว่าตีทิ้งอภิธรรม เป็นอภิธรรมเม็ดมะขาม โลกุตรธรรมต้องรู้กายในกาย เป็นตัวแรกคือกายในกายเลยในสติปัฏฐาน 4 ของโพธิปักขิยธรรม 37 แต่ท่านพุทธทาสยังรู้ภาษาของโลกุตระแบบมีความรู้ที่เป็นความรู้อื่น อัญญะแล้ว แต่ไม่รู้ในระดับละเอียด ท่านถึงได้อธิบายเป็นภาษาองค์รวมกว้างขว้างในภูมิของท่านเป็นลักษณะทั่วไป ไม่ได้เจาะในรายละเอียดสภาวะธรรมต่างๆ ยังทำไม่ได้ อาตมาก็มาต่อยอดจากท่านพุทธทาส ขออภัยที่ต้องพูดแล้วเหมือนยกตนข่มท่าน แต่มันเป็นวิชาการเป็นความรู้ ท่านใดปลูกฝัง เบื้องต้นไว้อาตมาก็มาต่อ กลางไปเรื่อยๆ ก็ดี ธรรมดาสามัญไม่มีใครมาสอนถึงโลกุตระอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในคำสอนของท่านในพระไตรปิฎกก็มี อย่างในอาณีสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า ต่อไปในอนาคตเมื่อพูดถึงโลกุตระแล้ว คนจะไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจไม่สนใจฟัง มีแต่จะไปฟังคำที่ไพเราะของผู้ที่เป็นภาษาใหม่ ของผู้สอนใหม่บัญญัติใหม่ ก็ไปยินดีกับที่เขาบัญญัติใหม่นั้น ส่วนความเป็นโลกุตระที่ลึกซึ้ง ก็จะไม่รู้กันแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ศาสนาพุทธยังไม่หมดไป ศาสนาพุทธยังมีอยู่เลย ก็พยากรณ์ไว้แล้วว่า ภายภาคหน้าจะเป็นอย่างนี้ ว่า เหมือนกลองอานกะที่มันแตก มันลิ เขาก็เอาไม้ใหม่มาปะหนังใหม่เชือกใหม่มาปะ กลายเป็นกลองชื่อเก่าแต่เนื้อไม้เนื้อหนังเนื้อเส้นเชือก องค์ประกอบของกลอง ไม่ใช่ของเก่าแล้วเป็นของเทียมขึ้นมา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ยังชื่อว่าศาสนาพุทธเหมือนชื่อกลองอานกะเหมือนเดิม แต่เนื้อแท้นั้นไม่ใช่ของพุทธแล้ว ท่านตรัสไว้ล่วงหน้า ขณะนี้ศาสนาพุทธดำเนินมาถึง 2000 เกือบ 2600 ปีแล้ว ความหมายของโลกุตระได้หาย ความเข้าใจในโลกุตระไม่มีแล้ว อาตมาได้นำมาประกาศและอธิบายขึ้นให้เข้าใจโลกุตระ โลกที่สอนกันเหลือแต่โลกียะ อาตมาก็ได้นำโลกุตตระมาสอนมาประกาศขึ้นมาใหม่ ที่จริงเป็นของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของอาตมาแต่เอามาประกาศขึ้นใหม่ ในพระไตรปิฎก ก็มีอยู่ แม้แต่ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าจะมีผู้รู้
โลกุตระนั้นเช่นฌานวิสัย เป็นเรื่องอจินไตย โลกียะก็เป็นอจินไตยได้ แต่มันเผิน คนก็พอรู้ได้ อธิบายได้ไม่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) สำหรับโลกุตระแล้วต้องเป็นสัตบุรุษเป็นผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิจริงๆจึงจะสอนได้ ฌานของศาสนาพุทธ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเรียน เขาสอนกันว่า ฌานก็เป็นการหลับตา ไปนั่งหลับตาธรรมชาติ กำลังหรี่หลับ เลยเป็นภาษาสแลงเรียกคนที่กำลังหรีหลับว่า เข้าฌานแล้ว เอาคำว่าฌานไปใช้ผิดหมด ฌานนั้นเป็นเรื่องของคนตื่นไม่ใช่ของคนหลับ เป็นชาคริยา เป็นพุทธะ ไม่ใช่หรี่หลับ ความเข้าใจนั้นกลับเป็นคนละเรื่องเลย นี่คือเครื่องชี้บ่งว่า ความเข้าใจศาสนาพุทธนั้นผิดไปแล้ว เขาก็เข้าใจและยึดถือกันอย่างนั้นจริงๆสอนกันอย่างนั้น พยายามอธิบายและประกาศเผยแพร่กันอย่างนั้น ฌานต้องเป็นคนที่ตื่นแจ่มใสเบิกบาน ฌานต้องมีคู่กับปัญญา ที่ใดมีปัญญาที่นั่นมีฌาน ที่ใดมีฌานที่นั่นมีปัญญา หนังที่อยู่ส่วนภายนอกร่างกายไม่รับรู้สึกไม่เจ็บแล้วไม่ใช่กาย แต่ถ้าส่วนของหนังที่มีประสาทเชื่อมโยงอยู่เป็นส่วนของกาย กายต้องมีเวทนามีจิตวิญญาณรับรู้ น้ำปัสสาวะที่อยู่ในร่างกายก็นับเป็นกาย ยังไม่ได้หลุดออกมาข้างนอก ถ้าปัสสาวะทิ้งออกมาข้างนอกแล้วก็ไม่ใช่กาย แต่ถ้าอยู่ข้างในก็เป็นกาย
สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(โพธิปักขิยธรร 37) ตอน ทำวิโมกข์ 8 ด้วยกายทำอย่างไร _ทำวิโมกข์๘ด้วยกายทำอย่างไรคะ พ่อครูว่า...วิโมกข์แปลว่าความบรรลุ เมื่อไม่เข้าใจวิโมกข์เลย ทำไม่ถูกต้องตามวิโมกข์ ก็ไม่มีการบรรลุ วิโมกข์ 8 นั้น 3 ข้อแรกเป็นขั้นตอนการปฏิบัติ ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ต้องมีการผัสสะแล้วเห็น ปัสสะ แปลว่าเห็น ผู้มีรูป แสดงว่าต้องมีตัวคนหมายถึงคน คนตาดี ก็ต้องมองเห็นรูป มีรูป คนตาดี แต่ไม่มีลองกองเป็นรูป ก็ไม่มีรูป แต่คนตาบอด แม้มีส้มโอลองกองอยู่ข้างหน้าคนตาบอดก็ไม่มีรูปี รูปี แปลว่าต้องมีรูป สรุปแล้วรูปีต้องมีสอง มีคนที่มีธาตุรู้Subject และมีสิ่งที่ถูกรู้ Object รูปานิ คือรูปทั้งหลายอย่างเดียว คุณก็เป็นรูปๆหนึ่งอีกคนจะมาสัมผัสรู้รูปของคุณสัมผัสตัวคุณ คุณเอง สามารถรู้ตัวเราเอง รู้โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา นั่นคือสามารถเรียนรู้ธรรมะ 2 เรียนรู้รูปนาม เมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เราต้องมีญาณปัญญา เข้าไปรู้เวทนาเข้าไปรู้จิต แม้จิตก็เป็นนาม เราเป็น Subject เป็นตัวรู้เข้าไปสัมผัส เวทนาที่เป็นจิต สัมผัสของจริงเลย เรียนรู้กันทุกวันนี้ เผินมากเลย ถามเวทนาก็ตอบบัญญัติ แล้วคุณสัมผัสเวทนาจริงหรือ ถ้าไม่สัมผัสเวทนาจริงจะไม่เรียนรู้ทุกข์อริยสัจได้ ในจิตนั่นแหละแยกเป็นเวทนาเจตสิก ต้องรู้อาการของทุกข์คือเวทนา ถ้าเรียนรู้อาการทุกได้ในจิตก็คือเรียนรู้เวทนาได้ ถ้าไม่สามารถรู้เวทนาและแยกแยะเมื่อสัมผัสความจริง จิตมันเกิดทุกขเวทนา อาการเป็นสภาวะจริง ถ้าไม่มีสัญญา ปัญญากำหนดรู้ว่า กำลังทุกข์อยู่ในจิตเลยสัมผัสกองไฟ มันก็ร้อนทุกข์ กายิกทุกข์ง่ายๆ แต่ถ้าเจตสิกทุกข์ นี่เขาด่าเรา เขาส่งเสียงด่าเรา แล้วก็หายไป คำด่ากระทบหูรู้เรื่อง ถ้าหากคนไม่ถือสากัน เช่นเพื่อนกับเพื่อนด่ากันแรงๆก็ไม่ถือสา แม่ด่าลูกก็ไม่ถือสากัน ดูว่าแม่เจตนาดี คำเตือนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่เราควรแก้ไข จะเรียกว่าเป็นคำด่าเป็นภาษาที่แรงเพื่อจะให้ลูกรู้ตัวเข้าใจอันนี้แล้วเปลี่ยนแปลงพิจารณาอย่าไปเป็นอย่างนั้นอีก เป็นความปรารถนาดีของแม่ก็เข้าใจ แต่ถ้าคนสัมผัสเล็กน้อยแล้วก็ถือสาก็ต้องรับมันไป เรียนรู้รูปนามอันนี้แหละเรียนรู้กายรู้ใจเรียนรู้กุศลอกุศล เรียนรู้สิ่งที่ผิดสิ่งที่ถูกแล้วก็เลิกล้างสิ่งที่เป็นอกุศลให้หมดไปจากจิต ทำให้หมดไปได้นั่นแหละคือโลกุตระ จิตใจที่ได้รับการล้างกิเลสออกไปล้างหน้ากุศลออกไป จนจบ ถ้าไม่จบมันก็ยังมีอีกก็ต้องล้างให้สนิทให้สมบูรณ์จนเป็นของตัวเอง ๒. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (๑๐/๖๖) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ๓. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓
คำว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเป็นคำของพระพุทธเจ้า อธิบายไว้ในบุคคล 7 ได้บุคคลถึงขั้นระดับที่ 5 กายสักขี พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า กายสักขี ต้องสัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกายจึงจะอาสวะหมดสิ้นไป พอถึง ปัญญาวิมุติ ท่านก็แปลบาลีว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ฟังแล้วก็เหมือนต่ำกว่ากายสักขี ปัญญาวิมุติ มีคำว่า น เหว ถ้าให้อาตมาแปล ก็แปลว่าไม่ต้องไปกล่าวว่า ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุตจะต้องสัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกาย ก็ละไว้ เพราะผู้เป็นปัญญาวิมุตินั้นมีพลความบอกว่า อาสวะหมดสิ้นแล้ว เป็นอรหันต์ แต่กายสักขี ยังไม่ใช่พระอรหันต์ มีอาสวะบางอย่างหมดสิ้นแล้ว แต่ปัญญาวิมุตินี้ดับอาสวะหมดสิ้น เพราะฉะนั้นปัญญาวิมุติจึงสูงกว่ากายสักขี กายสักขี มีคำว่าสัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกายจึงบรรลุอาสวะสิ้น เพราะฉะนั้นในปัญญาวิมุตินี้ไม่ต้องกล่าวอีก(นเหว) จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ก็ทำมาตั้งแต่ต้นแล้วอย่างสัมมาทิฏฐิ ปัญญาวิมุติจึงเป็นอาสวะขั้นไหนแล้ว อุภโตภาควิมุติจึงดับได้ทั้งอาสวะและอนุสัย ฌาน เป็นพลังงานไฟกองใหญ่ไฟที่พิเศษสามารถสลายทำลาย ะโทสะโมหะได้ มีฤทธิ์กำจัดไฟอื่นๆได้
SMS วันที่ 18 กันยายน 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก) _3867กายอันพ่อครูสอนถูกตรงตามคำตรัสในตถาคตฯ กายคือนามที่เป็นตัวรู้(จิต)ฯที่เป็นแก่นสุดท้ายของตัวรู้(มโน)ฯที่เป็นตัวรับรู้ความรู้สึกรวมยอด(วิญญาณ)! คนเชื่อจะพ้นอัตตา!คนไม่เชื่อมักติดตัวตน!ก็แล้วแต่ความคิด คนเชื่อเช่นไรจิตใจก็เป็นเช่นนั้น! _2108ผมพึ่งดูรายการบุญนิยม สัก3-4อาทิตย์ ผมชอบมาก ผมชอบที่พระครูได้อธิบายได้ชัดแจ่มแจ้งและก็ละเอียด เช่นเรื่องศีลท่านก็อธิบายเป็นข้อๆและก็แ…. (มีข้อความมาแค่นี้) _7630ที่นั่งฟังแถวหน้าวันนี้ ผมสังเกตุเห็นคนหนึ่งที่ใส่ชุดสีเทามีผ้าโพกหัวแบบอินเดีย ถัดไปอีกเห็นคนหนึ่งหนวดเครายาวแบบนักบวชโบราณอินเดีย อยากถามหลวงพ่อว่า สองคนนี้เป็นนักบวชชาวอินเดียหรือเปล่าครับ ? และขอให้หลวงพ่ออธิบายคำว่า "ตถตา (เช่นนั้นเอง) ? /เชียงบัวครับ พ่อครูตอบ ไม่ใช่นักบวช เป็นฆราวาสที่ปฏิบัติธรรม คนที่โกนหัวนั้นเมื่อก่อนเขาโกนหัวแล้วเขาก็ไม่อยากจะมีผมอีกแล้วก็เลยโกนหัวตลอด แต่ก็ต้องใส่ผ้าโพกหัวไว้ มาเป็นฆราวาสแล้วไม่ให้โกนหัว เพราะในชาวอโศก มีปะ มีนาคที่โกนหัว ก็แยกแยะยาก ก็เลยบอก ชาวอโศกหากว่าเป็นฆราวาสก็ไม่ให้โกนหัว แต่ก็ยังมีคนอยากโกน พวกชีชั่วคราวก็เลอะ เอาไปเอามาก็ให้ชีโกนหัวได้ จะนุ่งเสื้อสีขาวก็ได้แต่ให้นุ่งผ้าถุงสีดำ ส่วนคนที่มีหนวดยาวนั้นเป็นความชอบของเขา เท่านั้นเอง เป็นชาวไทยไม่ใช่ชาวอินเดียทั้งคู่
สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ตถตาคืออะไร คำว่าตถตา...ทุกวันนี้อธิบายคำว่าตถตากันผิดเพี้ยนไป ตถตา เป็นคำสรุปถึงผลยอดของผู้รู้ผู้ที่บรรลุ ตถะ แปลว่าความจริง คำว่า ตา เป็นปัจจัยใส่ให้เป็นคำนาม ตถาตา แปลว่าความจริง ความจริงอะไร พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เป็นตถาคต คือผู้ที่ไปดีแล้ว อาคตะที่เป็นตถา ผู้ซึ่งมีความจริงอันบริบูรณ์ทั้งไปทั้งมา จริงทั้งหมด ทั้งขึ้นทั้งล่องทั้งไปทั้งมา ตถตา เป็นพยัญชนะกลางๆที่บอกถึงความจริงที่จบ เป็นความจริงการบรรลุธรรมสมบูรณ์แบบ การไปแปลความหมาย เป็นเชิงขยายความหมาย ไม่ใช่อธิบายเนื้อแท้ ของตถะ เป็นการอธิบายเชิงความรู้ว่า ตถตา คืออะไรก็แปลกันว่า เป็นเช่นนั้นเอง ก็ต้องขยายความว่าเป็นเช่นนั้นมันหมายถึงอะไร เป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า ตัวผู้ที่บรรลุธรรม ตัวผู้ที่มีความจริง เป็นความจริงได้แล้ว เป็นนะ ท่านใดปฏิบัติธรรมถึงความจริง เป็นความจริง มีความจริง ได้ความจริง is being เป็นอยู่คือเป็นได้แล้ว ท่านมีความจริงนั้นได้แล้ว จนเป็นอัตโนมัติ บางทีเราก็เรียกว่าตถตา มีความเป็นตัวตนของตัวเองได้แล้ว ตถตาจึงแปลว่าความจริงที่เป็นเช่นนั้นแล้ว และเป็นได้อย่างอัตโนมัติเป็นเอง ไม่ต้องไปทำอะไรมันก็เป็น เป็นเช่นนั้นเองเลย เป็นเช่นใด เช่น ได้ปฏิบัติจนสามารถทำให้ เวทนาในเวทนา 108 ครบอดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 ก็ครบ 108 ทำเวทนาของตนให้หมดกิเลสเป็นศูนย์ได้ในทุกปัจจุบัน อนาคตมาอีกกี่อนาคตกิเลสก็ 0 ไม่ต้องไปจัดการไปทำอะไรมัน มันได้ในตัวเองเป็นอัตโนมัติแล้ว ตถตา เป็นเช่นนั้นเองจึงไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน เช่น คุณทักษิณ ชินวัตรเขาก็เป็นเช่นนั้นเอง ถ้าคุณทักษิณมีความเป็นตถตาจริงจะไม่มาวุ่นวายอย่างนี้เลย คนที่พูดโก้ได้ คนจะมีสิทธิ์พูดว่าเรื่องนี้เป็นตถตา ดูเท่ แต่เขาไม่ได้เป็นจริงเช่นนั้น อย่าเอาไปพูดกันเล่นเลยเรื่องตถตา นี่เป็นเรื่องของสาวก แต่ถ้าของพระพุทธเจ้าเรียกว่าตถาคตา
SMS วันที่ 19 กันยายน 2560 (สมณะ สิกขมาตุ-บวรสันติอโศก) สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไม่กินเนื้ออย่างไรได้บุญ _3867พุทธกินเนื้อถือศีลปาณาฯแล้วกินเนื้อเขาว่าไม่ผิดไม่บาปก็แล้วแต่ความเชื่อเขา!พุทธกินผักถือศีลปาณาแล้วงดเนื้อจะถูกฤาผิดก็แล้วแต่เรา!กุศลฤาวิบากจะส่งผลกับบุญฤาบาปอยู่ที่คนทำ!กรรมฤาโรคเวรภัยอยู่ที่คนกินด้วยประมาณตนฤาตนประมาทก็แล้วแต่เขา ตอบ...จะเป็นบุญกุศลหรือเป็นวิบากก็อยู่ที่คนทำ ถ้าพูดโดยพยัญชนะเช่นนี้ ผู้ที่กินเนื้อนี้มีอกุศลวิบาก ส่วนผู้ที่ส่งผลบุญหรือบาป ผู้ที่มีผลบุญก็คือคนที่ไม่ได้กินเนื้อแต่ไม่ได้ตัดกิเลสคนนี้ก็ไม่มีบุญ เราไม่ได้ชำระกิเลสไม่กินเนื้ออย่างภาษาเช่นพวกกินเจ บอกว่าได้บุญ เลยเข้าใจผิดว่าบุญเป็นก้อนเป็นสมบัติ ไม่ได้รู้ละล้างกิเลส สัมผัสเนื้อแล้วเราอยากกินเนื้อแล้วกิเลสขึ้นเราก็ละล้างกิเลสนั้นแหละ แต่นี่บอกว่ากินไม่กินเนื้อแล้วได้บุญเป็นวิมานเป็นสมบัติเป็นภพชาติอะไรเลย นี่คือความไม่ชัดเจนในความเป็นบุญ ไม่ชัดเจนในความลึกซึ้งธรรมะพระพุทธเจ้า จึงปฏิบัติอย่างมิจฉาทิฐิ แล้วก็ไม่ได้การบรรลุธรรมอย่างลึกซึ้ง จากเฟสบุ๊ก สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อยากมาอยู่วัดทำอย่างไร _สันติ จรูญวิทยากร น้อมกราบนมัสการ หลวงปู่(พ่อท่าน)(พ่อครู) สมณะโพธิรักษ์ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ครับกระผม นาย(หนุ่ม)(เด็กชาย)สันติ จรูญวิทยากร ลูกชาย นายฑิตกำจร จรูญวิทยากร ครับกระผม "อยากไปอยู่บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน ฯลฯ มากๆๆๆๆๆๆๆ เลยครับกระผม" น้อมกราบนมัสการ หลวงปู่(พ่อท่าน)(พ่อครู) สมณะโพธิรักษ์ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ครับกระผม ตอบ...อยากมาแต่อะไรผูกไว้ ปุตโตคีเว บุตรผูกคอ ธนังปาเท ทรัพย์สม บัติผูกขา สามีภริยาหัตเถ สามีภริยาถูกมือไว้ อยากมาก็ถอดออกไป ถ้าไม่มีภรรยาก็ดีแล้ว ไม่มีลูกก็ดีแล้ว มีทรัพย์สมบัติอะไรผูกไว้ไหม หรือจะมาแล้วหอบมาก็ได้ หรือมาแต่ตัวกับหัวใจก็ได้ พูดทำไม หลวงปู่ก็พูดอย่างนี้แหละ ดูสิแม้แต่ในน้ำคำ เพชรพลังก็หอบลูกมา จนลูกมีหลานแล้ว
จาก คอลัมน์ คนปลายซอยของไทยโพสต์ เรื่อง 11 ปีที่ไม่เคยจางไปจากหัวใจ
นี่ก็เข้ามาวันที่ ๒๐ กันยาแล้ว
นับไปอีก ๗ วัน..........
ถึงตอน ๙ โมงเช้า วันที่ ๒๗ กันยา ก็จะรู้ "ยิ่งลักษณ์" อยู่ไหน?
เพราะ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" นัดให้มาฟังคำพิพากษาวันนั้น
หลังจากอ้าง โรค "น้ำในหูไม่เท่ากัน" เบี้ยวไม่ไปตามศาลนัดครั้งแรก เมื่อ ๒๕ สิงหา
ทางพฤตินัย ทุกคนลงความเห็นว่า เธอหนีออกนอกประเทศไปแล้ว!
แต่ทางนิตินัย ยังฟันธงไม่ได้ว่า "เธอหนี"!?
เพียงแต่ศาลไม่เชื่อว่าเธอป่วยขนาดมาศาลไม่ได้ตามทนายอ้าง และริบเงินประกันไปแล้วเท่านั้น แต่ยังให้โอกาสด้วย "นัดหมาย" อีกครั้ง
ฉะนั้น ตอนนี้.......
เธอจะหลบออกนอกประเทศไปแล้ว หรือเป็นปูผลุบลงซ่อนในรู ทำพิธีปัดรังควานโทษคุก
จะโผล่-ไม่โผล่ให้เห็นในวันที่ ๒๗ กันยาหรือไม่?
ต้องถึง ๒๗ กันยาก่อน ถึงจะสรุปได้ ว่า...
ปูหนีแน่แล้ว หรือปูอยู่นี่ไง!?
ช่วงนี้ จึงเป็นอย่างที่เราคุยกันไปแต่วันแรกๆ
คือตามเชิงกล ก่อนถึง ๒๗ กันยา
เธอจะไม่ปรากฏตัว หรือเผยร่องรอยให้คนภายนอกได้รู้ว่าเธอหนีไปแล้ว หรือปรับน้ำในรูหูอยู่ที่ไหน?
เรียกว่า "กุนซือ" เขาเจ๋ง
สงสัยจะสำนักเดียวกับกุนซือ "บอส-กระทิงแดง" ที่อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น
ซื้อเวลา "ทุกนาที-ทุกช่องทาง" เท่าที่กฎหมาย "มีช่องทาง" ให้เดินได้
ถ้าปล่อยลำพังเธอเองนะ.....
ป่านนี้แม่ไม่โพสต์ ไม่ลงอินสตาแกรมเป้อเร่อ-เป้อเต๋อไปแต่วันแรกแล้วเรอะ!
ดังนั้น จะดูเรื่องนี้ให้อร่อย ต้องใจเย็นๆ
ตามชั้นเชิง เมื่อ ๒๗ กันยาผ่านไป ยิ่งลักษณ์ "ไปศาล-ไม่ไป"
ไม่เป็นปัญหา
ศาลฎีกาฯ จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในคดีผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ
ถ้าไม่ผิด........
ปูก็จะปร๋อออกจากรู ปรากฏโฉม ให้พ่อยก-แม่ยกและบรรดาชายกระโปรงผู้แก่วิชาหน้าหนาต่างหาก ได้ยกใส่ทูนหัว
เหมือนพี่สะใภ้เขา หนีไปกะผัว ในคดี "ผัวเซ็น-เมียซื้อ" ที่ดินรัชดาฯ เมื่อศาลอ่านคำตัดสินลับหลัง
ปรากฏว่าผัวผิด มีโทษคุก แต่เมียผู้ซื้อไม่ผิด
ผัวเตลิดเป็นสัมภเวสีถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวเมีย นวยนาดกลับมาครองอภิมหาสมบัติ
ถ้าปูไม่ผิด ก็จะเป็นลีลานี้
แต่ถ้าปูผิด...........
โลกก็คงมี "สัมภเวสี" ตัวที่สอง ลอยไส้ไป-มา ตามประเทศโน้น-ประเทศนี้ ที่ซื้อพื้นที่อยู่ได้
ส่วนจะกลับเข้าขอบเขตขัณฑสีมาไทย ก็ได้....ไม่มีใครห้าม
แต่ต้องเข้ากระบวนการตามคำพิพากษา!
อีก ๗ วัน ก็จะถึงเวลา..........
ถ้าเป็นลิเก ก่อนแสดง ต้อง "ออกแขก" กรณียิ่งลักษณ์ก็เหมือนกัน
เมื่อวาน (๑๙ ก.ย.๖๐) แม้ว "ออกแขก"
ออกทั้งภาคภาษาอังกฤษ-ภาษาไทย ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ @thaksinLive
ถึงเหตุการณ์ถูก "บิ๊กบัง" ทำรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยา ๔๙ ว่า
"I hope the memory of what happened 11 years ago has not faded from the hearts of Thai people. I am, and will always be, concerned about the livelihood of my fellow Thai citizens."
"ผมหวังว่าความทรงจำกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วจะไม่จางหายไปจากหัวใจของคนไทย ผมยังคงห่วงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวไทย"
ก็เข้าใจแล้ว...........
ทำไม "สัมภเวสี" ตัวนี้ ถึงไม่ยอมไปผุด-ไปเกิดเสียที
เพราะวิญญาณยังวนเวียนอยู่กับ "เกลียด-ชัง-รัก-โลภ-แค้น" เรียกว่า ไม่รู้จักละพยาบาท และสำนึกผิดเป็นการ "ตัดเวร-ตัดกรรม"
ในขณะที่ปากบอก "ห่วงชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน"
แต่ลึกๆ ในใจจริง......
มันห่วงอำนาจ-ห่วงสมบัติ ห่วงความหวานหอม "โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน"
และด้วยแรงห่วงผนวกแรงพยาบาทนั้น เป็นกรรมผูกรัดมัดตรึงสัมภเวสีตัวนี้
๑๑ ปีแล้ว จึงยังไม่ไปผุด-ไปเกิด..........
อีก ๑๑ ชาติ ๑๑ ล้านกัป ก็ไม่แน่ว่า มันจะพ้นบ่วงอนันตริยกรรมที่ทำ "แผ่นดิน-ชาติ-ประชาชน" แตกแยก
และการเป็น "แม้ว-ออกแขก" ครั้งนี้ ส่งสัญญาณนำร่อง "ยิ่งลักษณ์ออกฉาก" หลัง ๒๗ กันยาหรืออย่างไร?
หรือแบบเจ้าเล่ห์ สร้างกระแสตีขลุมให้คนเดาสุ่ม เหมือนตอน "บิ๊กป้อม-พลเอกประวิตร" ไปอังกฤษ
มันจัดฉากตัวเองพร้อมลูกสาว-ลูกเขยและหลานสาว ไปปรากฏตัวที่อังกฤษเหมือนกัน
ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมให้คนถุย..ถุย ด้วยทุเรศ
แต่คงสมใจ เพราะมีหลายคนช่วยถอดรหัสตามนัยที่ต้องการสื่อนำทิศให้ ทำนองว่า "บิ๊กป้อม-บิ๊กแม้ว" นัดพบกัน!
แม้วกะป้อม "ตะมุ-ตะมิกัน" เขารู้กันมาตั้งนานแล้วล่ะ...ลุง
แต่ที่ "ป้อมกะแม้ว" เดตกันที่อังกฤษ อย่างที่แม้วจัดฉาก-วางยา.............
ถ้าจริงก็ "ควายทั้งคู่"!
แม้วนี่ กี่ปี-กี่ชาติ สันดาน "ปล้อนปลิ้น-ลวงมนุษย์-ลวงโลก" ไม่เคยเปลี่ยน
ปากอ้าง "ห่วงชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน" ตลอด
แต่ตอนทำ.........
มันห่วงแต่ "ตัวมัน-ลูกเมียมัน-คนในตระกูลมัน-สมุนรับใช้มัน"
ประชาชนนั้น แค่ตัวประกัน-ตัวอ้างใช้ เพื่อให้มัน "โกงเอามาแบ่งกัน" เท่านั้น!
"เสนาะ เทียนทอง" ตอนแตกคอก-แตกคอกับแม้ว.....
สาวไส้แม้ว ถึงการหลอกประชาชนให้หลง เพื่อผลทางเลือกตั้งไว้ในหนังสือ "รู้ทันทักษิณ" ของอาจารย์เจิมศักดิ์ ว่า
"............ผมเคยแนะนำ การจดทะเบียนคนจนนั้น มันทำไม่ได้ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ เอามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้สินอยู่ที่ไม่ใช่คนจน ก็ไปจดทะเบียนด้วย มันจะบานปลายไปใหญ่
พี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึก มันปฏิบัติไม่ได้ มันได้แค่โชว์ตัวเลขตอนเลือกตั้ง จากนั้นไม่มีผลจริง
แต่ทักษิณตอบว่า..........
'โธ่...พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ'
เขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ
แม้แต่โครงการ SML ผมก็เตือนว่า 'เข้าข่ายซื้อเสียง' เพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง
ทักษิณตอบว่า ..........
'โธ่...อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็ของเรา'
ล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีการกระทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัย โดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่ กกต.กลับเฉย"
เนี่ย...ชัดมั้ย...........
ว่า "ห่วงประชาชน" ของทักษิณ เนื้อแท้คือทักษิณ "หลอกกินตับประชาชน" ใช่หรือไม่?
ทักษิณเปรียบประชาชนเป็น "คนตาบอด" โง่เง่า ไม่รู้เรื่อง-รู้ความ หลอกอะไรก็เชื่อหมด
ส่วนตัวมันเป็น "เสือ"
แปลงเป็นหมาซื่อสัตย์ส่งเสียงนำทางให้ "คนตาบอด" คือประชาชนหน้าโง่ตายใจ
แล้วเสือก็จับคนตาบอดแดก ๕ ปีแรก มันแปลงประเทศเป็นทุนแม้วเกือบหมด
อีก ๒-๓ ปีหลัง ในร่างทรงน้องสาว
"ทักษิณริ-รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ แล้วยิ่งลักษณ์ยำ" เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว
ด้วยเงินของประชาชนทั้งประเทศ........
ค่อน "ล้านล้านบาท" ฉิบหายไปอยู่ในกระเป๋าซาลาเปาใคร?
ก็ประชาชนทั้งหลายนี่แหละ ต้องรับชด-รับใช้แทน ทุกบาท-ทุกสตางค์!
รู้เช่น-เห็นชาติกันหรือยัง.........
เข็ดกันหรือยัง?
หรือยังไม่เข็ด ยังเชื่ออย่างที่มันทวีต "ผมห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน" อยู่อีก?
ทักษิณฝังจำ-ฝังแค้น เฉพาะด้านของมันคนเดียวที่สูญเสีย
แต่ที่ประชาชนทั้งชาติสูญเสียเพราะมัน .....
๑๑ ปีมาแล้ว มันไม่เคยสำนึก ไม่เคยขอโทษประชาชนเลยซักครั้ง-ซักคำเดียว!
รัฐประหารที่เกิดขึ้น เมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว ไม่เคยจางไปจากหัวใจทักษิณ เช่นใด
สิ่งที่ทักษิณทำให้บ้านเมือง-ประชาชนแตกแยกตลอด ๑๑ ปีที่ผ่านมา
ก็ไม่เคยจางไปจากหัวใจผม เช่นนั้น .
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นักการเมืองไม่ใช่ผู้เบ่งอำนาจ นักการเมืองไม่ใช่ผู้ที่เบ่งอำนาจ ใช้อำนาจ แสวงหาอำนาจ มาบริหารประชาชนเด็ดขาด แต่นักการเมืองนั้นคือผู้ที่ประชาชนเต็มใจมอบอำนาจยกอำนาจให้เป็นผู้บริหารประชาชน ปกครองประชาชนเอง ชนิดที่ต้องระลึกถึงบูชาพระคุณนักการเมืองผู้นั้นผู้นั้น ด้วยความยกย่องเทิดทูนบูชาต่างหาก เช่น พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 คือนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ เป็นนักประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ ที่ต้องระลึกถึงและบูชาพระคุณนักการเมืองพ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive