600918_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายคืออะไรทำไมสำคัญนัก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600918_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายคืออะไรทำไมสำคัญนัก
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2560 แรม 13 ค่ำเดือน 10 ปีระกา ที่ราชธานีอโศก วันนี้ได้เห็นภาพสองภาพที่ผู้คนหลั่งน้ำตากัน แต่ภาพแรกก็คือ ประชาชนชาวไทยไปสักการะพระบรมศพ ดูเหมือนว่า พอสำนักพระราชวังประกาศให้เสร็จสิ้นวันที่ 30 นี้ คนก็ไปกันมาก ไปตั้งแต่เช้า กว่าจะได้เข้าก็ตีสอง ออกมาก็เจอพวกไปตีสี่กำลังมา ผู้คนไปใช้บริการกันมากทีเดียว แต่เดิมวันธรรมดาประมาณ 2-3 หมื่น แต่เดี๋ยวนี้ขึ้นไปถึงห้าถึงหกหมื่นคน ทุกคนก็มีความสำนึก ว่าใกล้จะหมดเวลาไปแสดงความอาลัย เป็นครั้งสุดท้าย ฝากพวกเราไว้ว่า ถ้ารู้ว่าคนไปมากอยู่แล้วพวกเราที่เคยไปมาแล้ว ก็ควรทำกุศลให้ถึงบุญ คือมีความฉลาด แล้วทำยังไงที่เราจะลดตัวลดตนของเรา สลายตัวตนของเรา ทำกุศลให้ถึงบุญ ไม่ใช่ว่า ตั้งใจทำกุศลโดยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง ฟังดูแล้วก็ทรมานกันพอสมควรที่ต้องไปเข้าแถวนานขนาดนั้น ในการจะแสดงความคารวะความอาลัยต่อพระโพธิสัตว์ อันเป็นที่รักของประชาชนชาวไทย ก็เห็นน้ำตาของอีกประเทศคือพวกโรฮิงยา ที่ประเทศพม่า ถูกพม่าถล่มต้องหนีตายไปอยู่บนภูเขา มีคนหลายหมื่น เจ้าหน้าที่สหประชาชาติรับมือไม่ไหวกันเลย เราก็นึกไม่ออกว่า อนาคตไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ประเทศไหนก็ไม่รับ จากคนที่เคยเจอสภาพอย่างนั้น กับคนในประเทศไทยที่มีสภาพอย่างนี้ ก็เป็นกรรมที่จำแนกให้ชีวิตของแต่ละคนเจอสภาพอย่างไร ชีวิตเราหากมีโอกาสจะสร้างกรรม ที่เป็นกุศลจนถึงบุญได้ เราก็มีพ่อครูมาให้สติพวกเรา ไม่ให้เจอสภาพแบบนี้ พ่อครูว่า…มีผู้ให้อาตมามาโฆษณาก่อน … ประกาศถึงนิสิต วิชชารามนาวาบุญนิยม(ว.นบ) .... จะมีการสอบวิชาการ ของ ว.นบ. ก่อนออกพรรษา ของนิสิต ว.นบ. ในวันอังคารที่ 26 กันยายน นี้ สอบเวลา 18.00 -19.30
อ่านต่อ
น. ที่ ชั้น 1 เฮือน 00 ที่บวรราชธานีอโศก นิสิต คนไหนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่หากประสงค์จะร่วมสอบด้วย กรุณากลับเข้าพื้นที่เพื่อมาสอบ เป็นการวัดผลในช่วงเข้าพรรษานี้ ... สมณะสิกขมาตุ ที่ดูแล ว.นบ. เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 20 ณ บวร ราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 22 - อาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ 091-5063130(สิกขมาตุตรงธรรม) คุณชญาดา 087-4437865 ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร onlineได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP
อโศกเราประกาศจัดอบรมธรรมะ คนก็มาน้อย แต่น้อยอย่างไร อาตมาก็ต้องทำต่อ แม้จะต้องยัดเยียดก็ตาม เพื่อให้เหลือเชื้อแท้ของศาสนาพุทธ เพราะไม่มีใครจะทำแล้ว คนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสังคมก็ไม่แล้ว หมดจากท่านพุทธทาสไป ก็ไม่มี ท่านพุทธทาสพยายามเอาเนื้อหาโลกุตรธรรมเนื้อแท้ศาสนาพุทธ มาประกาศเผยแพร่ จากนั้นมาไม่มี จะมีอยู่บ้างก็ มีแต่ปริยัติมีแต่คำพูดมีแต่ภาษาเท่ๆ แต่ก็ไม่ได้ตั้งจิตตั้งใจเอาจริงเอาจัง นอกนั้นออกนอกรีต เป็นจารีตประเพณีที่ปรุงแต่งให้ศาสนาพุทธเสื่อมหนักเข้าไปเรื่อยๆ เสื่อมเพราะจารีตประเพณี อาตมาไม่ได้ตีทิ้งจารีตประเพณีนะ แต่เขาปรุงแต่งจารีตประเพณีให้เลอะเทอะ ต้องมีงานใหญ่ปลุกเสกพระเครื่อง ต้องมีกฐิน ทอดผ้าป่าผสมยำเละ จนไม่เหลือเชื้อของคุณค่าศาสนาพุทธ มีแต่มอมเมาด้วยกิเลสกันเต็มไปในประเพณีจารีตเหล่านั้น ใส่กิเลสเข้าไปเต็มเบ้า แต่ละจารีตประเพณี นี่เป็นเรื่องที่น่าสังเวชใจของศาสนาพุทธ
SMS 600917 รายการวิถีอาริยธรรม
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สมองกับจิตเป็นอย่างเดียวกันไหม _1614 จิตกับกาย อะไรเป็นแก่นแท้ของเรา แก่นแท้ของความเป็นคนอยู่ที่จิตค่ะ กายไม่สามารถกำหนดจิตได้หรอกค่ะ จิตไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับสมอง ใช่ไหมคะ ตอบ…จิตกับสมองคนละเรื่องกัน สมองเป็นอวัยวะ อวัยวะทั้งหมดในร่างกาย เรียกว่าอาการ 32 ของพระพุทธเจ้านี่คืออวัยวะ แต่ข้างนอกไม่เข้าใจละเอียด ที่จริงเข้าใจบ้าง อย่าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นอวัยวะทั้งนั้น อวัยวะหรืออาการ 32 ก็คือกายทั้งนั้นแต่มันอยู่ภายใน ท่านถึงให้มาศึกษากรรมฐาน 5 ที่มันอยู่ภายนอก ผมขนเล็บฟันหนัง กรรมฐาน 5 ให้มาศึกษาความเป็นกายกับความเป็นจิต แยกกายแยกจิต ลึกซึ้งมาก เรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีใครเอาเรื่องกายมาพูดกันละเอียดละอออย่างที่พูด ในวงการศาสนาไม่มี กายไปเข้าใจอย่างตื้นว่า กายหมายถึงดินน้ำไฟลม ไม่มีจิตร่วมด้วยนี่คือความหมายที่เข้าใจกันอย่างนี้ในศาสนาพุทธทั่วไป จึงผิดไปเลย จึงปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธไม่บรรลุธรรม เพราะคำว่ากายกับจิตคือรูปกับนาม หรือแม้แต่คำว่ากาย ก็คือจิต ถ้าไม่มีนามก็จบเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ภาษาบาลีไม่มีคำว่าร่าง มีแต่คำว่า กาเย หรือกาย แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เข้ามาหาข้างในเลย แต่ทั่วไปเข้าใจว่าแค่ภายนอก จึงจบเห่เลย เมื่อเข้าใจผิดทิศทางก็เลยปฏิบัติไปคนละทิศทางเลยคือความเสื่อมของศาสนาพุทธ กายไม่ใช่สมอง สมองคืออวัยวะ แต่สมองนั่นแหละคือสิ่งที่ให้จิตมโนวิญญาณทำงาน คือสมองเป็นอุปกรณ์ให้จิตมโนวิญญาณทำงาน
(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทำไมพ่อครูต้องชื่อรัก _2166 ผมเคยฟังท่าน ว. เทศน์ มีช่วงหนึ่งท่านได้เอ่ยชม หลวงปู่พุทธทาส ท่านอาจารย์มั่น ท่านประยุทธ ท่านหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่า (บรรลุธรรม) ท่านไม่เอ่ยชื่อหลวงพ่อโพธิรักษ์ สักเอ๊ะเลย อยากถามหลวงพ่อว่าท่าน ว.ท่านเคยมาสันติอโศกหรือเปล่าครับ? รู้จักกับหลวงพ่อหรือเปล่าครับ แต่ผมเคยเห็นท่านเคยไปออกรายการกับท่านจันร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่ติชนัทฮันห์ ท่านชมมากๆๆๆๆ? พ่อครูว่า...เถรสมาคมจัดอาตมาอยู่ในพวก Untouchable คือห้ามแตะห้ามยุ่ง ห้ามสัมผัส ในประเทศอินเดียหมายถึงคนในวรรณะจัณฑาล จัดเป็นบุคคลที่ Untouchable ขยะแขยง แต่ Untouchable ก็หมายถึงสิ่งสูงสุดที่ยกไว้ห้ามไปแตะต้อง ถ้าคนมีปัญญารู้ว่า สิ่งนี้เป็น Untouchable เป็นสิ่งที่หมายถึงต้องยกไว้ เช่น พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องเกินวิจัยวิจารณ์ ถ้าเรียนรู้ได้ก็เรียนรู้เท่าที่จะมีภูมิรับได้ แต่อาตมานี่ เขาถือเป็นสิ่งที่ต่ำสุด ตีทิ้งเลย ท่านไม่เอ่ยชื่อหลวงพ่อโพธิรักษ์เลย อยากถามว่าท่านว.เคยมาสันติอโศกหรือไม่ พ่อครูว่า...ไม่เคยรู้จักกัน ท่านอาจไม่เคยรู้จักอาตมา แต่ท่านก็เป็นคนที่รู้กว้างรู้รอบก็น่าจะพอรู้บ้าง แต่ท่านก็คงจะจัดอาตมาไว้เป็นพวกที่ Untouchable ก็คงหมายถึงไม่ได้อยู่ในเชิงสูงแต่คงจัดไว้ต่ำไม่แตะ ท่านมีจริตไปในทางท่านติชนัทฮันห์ ขอวิจารณ์นิดนึง ในเชิงความรู้ของศาสนาพุทธ เข้าใจกันไปหลายแง่หลายเชิง ถ้าจะว่าก็มีทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าท่านก็ว่ามีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ที่ยืนยันไว้ใน ทิฏฐิ 62 ด้วย แต่มันละอียดที่ว่า การนั่งหลับตาก็มี ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 คือ กาม และฌาน 1 2 3 4 นั่งหลับตาก็มีอันนี้ได้ ลืมตาก็มีอันนี้ได้ โดยเฉพาะ ฌาน 1 2 3 4 นั้น ของพระพุทธเจ้า คือฌานลืมตา เพราะฉะนั้นของพระพุทธเจ้าจึงลืมตา เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 โดยปฏิบัติลืมตา ให้ลดกามคุณ 5 นี่แหละ ฌาน 1 2 3 4 ก็ไปหานิพพาน แต่นั่งหลับตาไปหาความพาล ความโง่ เลอะเทะ เกเรเกตุงเลย ท่านเป็นนักศึกษา รับเป็นนักธรรมะนะท่านยังหนุ่มแน่น ตอนนี้ก็ยังหนุ่มอยู่ ไม่รู้อายุถึง 40 หรือยัง ท่านก็เป็นตัวจักรของธรรมะของพุทธศาสนาในเมืองไทยกว้างขวางในวงการเหมือนกัน สมณะเดินดินว่า..พวกเราก็คงไม่ได้คาดหวังว่าใครจะมาชม พ่อครู คนชมได้ถือว่ามองทะลุเจ้าเงาะเห็นสังข์ทองข้างใน พ่อครูกำหนดหมายว่าเป็นพญาแร้ง พ่อครูว่า...อาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นพญาแร้งเป็นสิ่งที่ Untouchable เขาน่าเกลียดจริงๆ ไม่ใช่สิ่งน่ารักของสังคมเลย คนที่รักอาตมาได้ ต้องเยี่ยมยอดถึงจะรัก ต้องมีดวงตา ต้องมีปัญญา ต้องมีภูมิธรรม ถึงจะรัก ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็จะเฉยๆ ถ้าไม่มีจิตใจอะไรแรงนะ ถ้ามีจิตใจแรงก็จะเกลียดชัง ถ้าไม่แรงก็เฉยๆ ไม่รักไม่ชัง มันก็มีหลายระดับ คนที่มีความรู้สึกกับอาตมามีหลายระดับ ระดับเฉยๆ ก็มี จะเป็นอย่างไรก็เรื่องของท่าน แต่พวกไม่เฉยว่าจะบ้าหรือเปล่าก็มีเยอะ โดยเฉพาะในวงการศาสนา ก็นึกอย่างนั้น ส่วนพวกไม่เอาเรื่องเอาราวไม่รู้จักเลยก็มีเยอะ อ๋อมีชื่อนี้คนนี้ในโลกก็มีหรือ ในคนไทย ทั้งที่อาตมาแสดงตัวขนาดนี้ ถ้าคนไม่หูหนาตาเล่อก็คงรู้ แต่คนไม่เอาใจใส่ศาสนาเลยก็จะไม่รู้ ผ่านตาก็ว่าพระแปลกแต่ไม่รู้จักชื่อเรียงเสียงไร ไม่ต้องพูดถึงว่าได้พูดอะไรไปบ้าง อาตมามาชาตินี้เป็นตัวที่คนชัง อาตมาจึงได้ชื่อรัก โดยที่อาตมาไม่ได้คิดว่าจะต้องมาตั้งชื่อตัวเองว่า รัก ที่จริงอาตมาตั้งชื่อตัวเองว่ารักนะ ไม่ใช่ชื่อที่พ่อแม่ตั้งมา ชื่ออาตมาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เป็นคนตั้งให้ว่าชื่อ มงคล นามสกุล รักพงษ์ แต่อาตมาก็เอาคำว่ารักในนามสกุลมาตั้งเป็นชื่อรักก็เลยชื่อ นายรัก รักพงษ์ ก็ต้องถ่วงไว้หน่อย เกิดมาชาตินี้คนจะชังมากกว่ารัก ถ้าอาตมาไม่มาบรรยายหรือทำงานศาสนาก็ทำงานอยู่กับโลก เป็นโฆษกโทรทัศน์ ก็จะมีคนที่เป็นแฟนคลับ แต่ไม่มีชังถึงอย่างนี้แน่นอน แต่เมื่อเลิกจากทางโน้นมาทางนี้ ก็ชังอาตมาหนัก เพราะเป็นเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องสัจธรรม เป็นเรื่องที่ลึกและยิ่งใหญ่ ต้องมีการชอบและชังหนักกว่าปกติ อาตมาก็จำนน ไม่รู้จะทำอย่างไร มีใครหรือที่อยากให้คนมาชัง แต่มันต้องพูดสิ่งที่บาดหัวใจเขา สิ่งที่มันไปเจาะลึกถึงความเป็นจริงของเขา เพราะคนมีกิเลสมากหนึ่ง สองคนเข้าใจผิดในศาสนาพระพุทธเจ้าอีกหนึ่ง 2อันนี้เขาก็ยึดธรรมะที่เขาเข้าใจผิดว่าถูก อาตมาไปแตะเข้า เขาก็ด่าว่าวิจารณ์หนัก ว่ามันไม่ได้ประโยชน์ลงนรกด้วย เขาเอาสวรรค์นิพพานนะ ธรรมะที่เขามีบอกว่าไปนิพพานแต่อาตมาบอกว่าไปนรก มันจะอย่างไร อาตมาพูดด้วยความจริงใจเห็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใส่ความ หรือข่มเล่นนะ เขาเข้าใจผิดลงนรกหนัก ลึกด้วย เป็นนรกที่ปลอมแปลงธรรมพระพุทธเจ้า คือนรกหนัก มันปลอมนรกทำนรกหนักเข้าไปใหญ่เลย
อาตมาจึงได้พยายามเตือนมาก เช่นคำว่า กาย มีคนถามมาว่า
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายหมายถึงอะไร _สาคร เวียนตระกูล หนังจะนับว่าเป็นกายไหมครับ? น้ำปัสสาวะที่ยังอยู่ข้างในนับว่าเป็นกายไหมครับ? _คุณสิริกาญถามว่า สัมผัสวิโมกข์8ด้วยกายหมายถึงอะไรคะ พ่อครูว่า...ในวงการศาสนาพุทธไม่มีใครพูดเรื่องกายกันเลย แล้วอาตมามาพูดเขาก็จะหาว่าบ้า วิจารณ์คำว่ากายอย่างหนัก แต่ถ้าคุณเข้าใจคำว่ากายผิด อยู่ไปปฏิบัติก็เสียเปล่า ถ้าเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลม อย่างเดียว ปฏิบัติไปก็ไม่ได้ผล คำว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าใครไม่มีวิโมกข์ ก็ปฏิบัติธรรมไม่รู้รูปนาม รูปนามก็คือกาย คำว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณจะต้องปฏิบัติธรรมมีวิโมกข์ทั้ง 8 แล้วย้ำคำว่าสัมผัส วิโมกข์ 8 ก็มีตั้งแต่ 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อท่านแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) 4. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา(พ้นรูปฌาน) 5. ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะ 6. ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ 7. ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ 8 .ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ คนที่มีรูปฌานก็ต้องสัมผัสกับภายนอก แม้แต่อรูปฌานก็ต้องสัมผัสภายนอก แล้วมี อรูปฌาน ที่สุดสัญญาเวทยิตนิโรธก็ต้องลืมตาปฏิบัติ เข้าใจเวทนา 108 แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจกันแล้วไปนั่งหลับตากัน แต่ฌาน สมาธิ ของพระพุทธเจ้าไม่มีนั่งหลับตาปฏิบัติ
ว.วชิรเมธีอายุ 44 ปี อายุห่างจากอาตมา 40 ปี
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ยังเป็นหนี้อยู่จะมาอยู่วัดได้ไหม
_0931 ผมเป็นคนพิการขาขาดแต่ขาเทียมจบช่างไฟฟ้าจะไปอยู่วัดได้หรือเปล่าจบปวช มีหนี้25000 พ่อครูว่า...ถ้าบอกว่าไม่มีหนี้ก็ว่ามาได้เลย แต่ถ้ามีหนี้ก็มาไม่ได้หรอก เพราะมาที่นี่เขาอยู่ปฏิบัติธรรมทำงานฟรี อาตมาทำเป็นชุมชน เป็นบ้านวัดโรงเรียนเป็นสาธารณโภคี เข้ามาอยู่ในนี้ก็ต้องทำงานฟรีไม่มีรายได้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ ก็ต้องใช้หนี้ให้ครบก่อนจึงจะเข้ามาได้ แม้จะขาเทียมมา ที่นี่ก็มีคนขาเทียม ข้างเดียว
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำจิตให้เบิกบานทำอย่างไร _3090 ขอกราบเรียนถามว่าจะทำจิตให้เบิกบานได้อย่างไรครับ พ่อครูว่า...ง่ายจะตายคุณจะไปเศร้าทำไม ก็เบิกบาน เบิกบานง่ายจะตาย อาตมาเอง อาตมาบอกตรงๆเลยนะ อาตมาพูดให้ฟังเลยนะ ใครจะหมั่นไส้ก็แล้วแต่ ตั้งแต่เกิดมา อาตมารู้เข้าใจคำว่าเศร้าโศก แต่งเพลง แต่งนิยายเศร้าได้ รู้จักความรู้สึกเศร้า แต่อาตมาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเศร้าเลย ในชีวิตนี้ยังไม่เคยเศร้าเลย ชีวิตคนเศร้านี้น่าเห็นใจ เข้าใจตามสามัญสำนึกนะ แต่ตัวที่จะโศกเศร้านั้นนึกไม่ออกไม่เคยมีเลย จะมาเศร้าสร้อยพิรี้พิไรอะไรบ้าง ไม่เคยเลยในชีวิตนี้ ตอนเป็นฆราวาสก็ไม่เคย ไปนั่งเศร้าสร้อยพิรี้พิไร แต่ความเข้าใจนั้นเข้าใจนะว่าความเศร้าโศกของมนุษย์เป็นอย่างไร แต่ตัวเองไม่เคยมีความเศร้าโศกอะไร ก็เป็นคนสบายสบายเบิกบานร่าเริง เล่นๆ เห็นคนเศร้า บางทีก็ไป ยั่วยุเขา แต่บางทีก็ไม่กล้าก็ทำตามควร สรุปแล้วเบิกบานร่าเริง ได้อย่างไร คุณจะต้องมาเรียนรู้การปฏิบัติธรรม ที่อาตมาพูดนี้เป็นอจินไตย อาตมามีมาแล้วในปางก่อน ไม่ได้มีความโศกเศร้ามาแล้ว แม้มาในชาตินี้ เป็นเรื่องอจินไตย ทำไมอาตมาต้องตั้งชื่อกลุ่มชุมชนของเราว่าอโศก คือไม่โศกเศร้า ก็เพราะอาตมาเป็นคนไม่โศกไม่เศร้า จึงต้องมาเกิดชื่ออโศก มันจะต้องลงตัว ถ้าไม่ลงตัวมันไม่ใช่ อาตมาเคยพูดแล้วเป็นเรื่องสัจธรรม จะลงตัวต้องมีชื่อนี้ รูปนี้นามนี้ลงตัวเป็นฝากับตัว ไม่ลงตัวมันไม่ใช่ ถ้ามันใช่จะต้องลงตัว ฝากับตัว รูปกับนามต้องรวมตัวกัน เป็นเรื่องอจินไตย ที่อาตมาชัดเจนและใช้อยู่ สรุปแล้วต้องปฏิบัติธรรม
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โสดาบันเห็นค่าของชีวิตมากกว่าวัตถุ _1614 เห็นค่าของวัตถุมากกว่าสิ่งมีชีวิต เป็นได้แค่สมมติสงฆ์ อย่าพูดถึงบรรลุโสดาบันเลย พ่อครูว่า...อันนี้จริง คนที่บรรลุโสดาบันนั้น ศีลข้อ1 จะชัดเจนสำนึก จะเห็นค่าของชีวิตไม่มากก็น้อย จะไม่เหมือนปุถุชนที่ไม่รู้ค่าชีวิตสัตว์เล็กสัตว์น้อย ฆ่าได้ง่ายๆหมด ไม่เห็นค่าชีวิต แต่โสดาบันเป็นต้นไปจะรู้แล้ว จะมีสติสัมปชัญญะ จะรู้ นอกจากขาดสติทำให้ตายก็จะรู้ว่าเราศีลขาดๆ โสดาบัน จึงต้องปลงอาบัติทำคืนเป็นปาจิตตีย์ ทำให้สัตว์ตายโดยไม่เจตนา
_สาคร เวียนตระกูล หนังจะนับว่าเป็นกายไหมครับ? น้ำปัสสาวะที่ยังอยู่ข้างในนับว่าเป็นกายไหมครับ? _คุณสิริกาญถามว่า สัมผัสวิโมกข์8ด้วยกายหมายถึงอะไรคะก็จะได้อธิบายวิชาการอันนี้เลย _มีของคุณอโศกสัมปวังโกว่า...เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พ่อครูได้พูดถึงคำว่ากระบวนทัศน์ เป็นคำที่อาจารย์โสภณใช้บ่อยมากในรายการกฎธรรมชาติของโสภณ อ.โสภณ ได้ให้คำจำกัดความว่า เซ็ตของความคิด หรือชุดของความคิด และอ.โสภณได้ยกมาเป็นหลักการแก้ปัญหาความรุนแรงของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้คำแนะนำแก้ปัญหาไว้ว่า “จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา เราจะต้องเรียนรู้และเข้าใจ เซ็ตของความคิด ของผู้ที่มีความเชื่อ หรือนับถือศาสนาที่แตกต่างจากเราเสียก่อน ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด” คำแนะนำดังกล่าวเป็นคำแนะนำที่ พ่อครูเห็นด้วยมากน้อยเพียงไหน และจะให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมอย่างไร พ่อครูว่า...ในเชิงกว้าง สำหรับคุณโสภณกับอาตมา กว้างถึงการเมือง การบริหาร สังคม อาตมาสู้คุณโสภณไม่ได้ คุณโสภณได้ผ่านมาจริงๆ แต่อาตมาได้มาบริหารภายในกลุ่มของอาตมา เป็นการแคบเข้ามาหาเนื้อแท้ จะใช้คำว่า set ของความคิดนี้ก็ได้ อาตมามีชุดของความคิดแคบกว่าคุณโสภณที่มีsetของความคิดกว้าง แต่อาตมาบอกคุณโสภณ กว้างกว่าของอาตมาก็ได้ ของอาตมาเข้าหาเนื้อแก่นของศาสนาจึงเป็นคนละทิศทาง อาตมาก็มิบังอาจจะไปแนะนำได้เพราะเป็นคนละหน้าที่
_พ่อครูเคยให้คำพูดว่า “คนที่เป็นโรคเดียวกันรักษากับหมอคนเดียวกัน ใช้ยาขนานเดียวกัน ใช้วิธีการรักษาแบบเดียวกันคนนึงหายใจคนนึงไม่หาย ทั้งนี้ก็เพราะว่าองคาพยพของแต่ละคนไมเ่หมือนกัน” เข้าได้กับลางเนื้อชอบลางยาหรือไม่ และเข้ากับการแพทย์ทางเลือกที่ว่าร้อนเย็นหยินหยางกรดด่าง ธาตุดินน้ำลมไปพิการหรือไม่? พ่อครูว่า...ที่อาตมาพูดว่า องคาพยพของคน แต่ละคนต่างกันหมดไม่เหมือนกันหรอก องคาพยพคืออาการ 32 ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จนไปถึงข้างในทั้งหมด ไล่ไปทั้ง 32 นั่นแหละ ทวัตติงสาการอาการ 32 ของพระพุทธเจ้าอวัยวะทุกองคาพยพ คนตายไปแล้วไม่มีกาย แต่ว่า คนที่ตายไปแล้วยังมีพลังงานยึดถือก็จะทำให้ร่างนี้ไม่สลายไป เป็นพีชะได้ แต่คนที่ยึดไว้และอยากฟื้นหากมีพลังงานพอก็ฟื้นมาได้ วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ช่วยได้ ในองค์รวม องค์ประชุมของกาย กายคือองค์ประชุมของรูปนาม จึงไม่มีอะไรเท่ากัน ไม่มีอะไรเสมอสมานกัน การเป็นโรคคือความไม่สมดุลของอวัยวะเจ้าการ อาการ 32 ไม่สมดุลก็เจ็บป่วย แม้แต่ธาตุร้อนเย็นไม่สมดุลก็เจ็บป่วยแล้ว การรักษานั้นที่อาตมาว่า คนที่เป็นโรคเดียวกันรักษากับหมอคนเดียวกัน ใช้ยาขนานเดียวกัน ใช้วิธีการรักษาแบบเดียวกันคนนึงหายใจคนนึงไม่หาย ทั้งนี้ก็เพราะว่าองคาพยพของแต่ละคนไมเ่หมือนกัน โดยเฉพาะจิตที่ยึดต่างกัน ก็ยิ่งไม่หายง่าย ไปกันใหญ่
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน สัมผัสวิโมกข์ด้วยกายในบุคคล 7 กลับมาสู่คำว่า กาย ในศาสนาพุทธ ถ้าอาตมาไม่เกิดมา คำว่ากายก็จะไม่เอามาพูด และจะไม่เห็นความสำคัญของคำว่ากาย ก็ปฏิบัติกายคือองค์ประชุมของรูปนาม คุณจะไม่มีความรู้ในศาสนาพุทธบริบูรณ์ อาตมาว่า ถ้าเข้าใจสักครึ่งก็เป็นศาสนาพุทธครึ่งใบ แต่นี่ไม่เหลือครึ่งแล้ว ไม่ใช่ศาสนาพุทธครึ่งใบในทุกวันนี้ในไทย เสี้ยวหนึ่งก็ยังยาก เพราะคำว่า กายนี่เขาจะไม่รู้เรื่องเลย กายเป็นภาษาธรรมะ แม้แต่ในบาลีเอง ถ้าเป็นนักธรรมะในอินเดียเขาใช้ภาษานี้ก็ต้องรู้คำว่ากายหมายถึงอะไร ก็จะเข้าใจกายผิดว่า เป็นดินน้ำไฟลมเหมือนกับคนไทย แต่ถ้าเข้าใจโลกุตระ กายหมายถึงดินน้ำไฟลมด้วย แต่หลักๆ แม้แต่ในพจนานุกรมบาลี เกือบทุกเล่มเท่าที่อาตมาพบ กายเขาก็ยังแปลว่า หมวดหรือกองของเจตสิก สาม คือ เวทนาสัญญาสังขาร กายคือองค์ประชุมของ เวทนาสัญญาสังขาร ในพจนานุกรมแปลเช่นนี้ แต่ทุกวันนี้โดยสามัญสำนึก เขาเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลม แต่พอเข้าหาตำราพระพุทธเจ้าแล้วกายเป็นเรื่องของจิต อาตมาว่าชาวอโศกจะเข้าใจได้ดี แต่นอกนั้นต่อให้จบเปรียญ 18 คือจบเปรียญ 9 สองเที่ยว มีสังฆราช สา จบเปรียญ9 ตั้งแต่เป็นเณร แต่ไม่มีหลักฐานก็เลยเรียนใหม่เป็นเปรียญ9 อีกเที่ยวก็เป็นเปรียญ 18 เรียกสังฆราช สา ต่อให้เรียนเปรียญ 9 เปรียญ 18 จะไม่ชัดเจนในคำว่ากาย อาตมาเอามาจากพระไตรปิฎกไม่ได้พูดเอง คนเจ็ดจำพวก สายศรัทธา 1. สัทธานุสารี . > 3. สัทธาวิมุติ . > 5. กายสักขี . > สายปัญญา 2. ธัมมานุสารี . 4. ทิฏฐิปัตตะ . 6. ปัญญาวิมุติ . . (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด)
ถ้าปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ สายศรัทธา เมื่อปฏิบัติไปเป็นกายสักขี [42] บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “กายสักขี” กตโม จ ปุคฺคโล กายสกฺขี อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา เอกจฺเจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล กายสกฺขีฯ
คนระดับที่ 5 นี้ต้องรู้จักกาย และสัมผัสกาย สัมผัสกายมีกายสักขี อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปได้บ้าง แต่ต้องมีปัญญา ปัญญาะจะเกิด ต้องมีสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าไม่สัมผัสก็ไม่ได้ จะบรรลุ อาสวะบ้างอย่างสิ้นก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คนนั่งหลับตาปฏิบัติจึงหมดทางที่จะดับอาสวะได้ตลอดกาลนาน หลับตาปฏิบัติไม่มีคำว่ากาย ไม่มีทางปฏิบัติที่จะหมดอาสวะได้เลยสักอย่าง พระพุทธเจ้าจึงต้องกำชับไว้ว่า จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กายสักขี ในพระไตรปิฎก แปลว่าผู้เป็นพยานในนามกาย นามกาย ก็คือทางจิต แล้วการบรรลุดับอาสวะบางส่วน ก็ต้องเป็นผู้มีกาย เพราะฉะนั้น นามกายจะดับบางส่วน ต้องประจักษ์ด้วยตัวเอง ต้องปฏิบัติสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะมีกายสักขี อาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ผู้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้นไป ปฏิบัติเพื่อเป็นอรหัตตมรรค หรือได้อรหัตตผลเป็นปัญญาวิมุติ สายปัญญานี้ถูกต้องหมดจะต้องมีสัมผัสภายนอกด้วย แต่สายศรัทธานี้ไม่ค่อยจะมีสัมผัสภายนอกในการปฏิบัติ ท่านก็แปลว่า ผิดๆ ปัญญาวิมุติ...[41] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ) หมายถึงว่า บุคคลผู้นี้ไม่ต้องสัมผัสอีกเพราะท่านได้ทำมาตั้งแต่ต้นจนจบแล้วในการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่คนที่ไม่มีสภาวะก็แปลกันตื้นๆว่า ผู้มีภูมิปัญญาวิมุตินี้ไม่มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ปัญญาวิมุตินี้สูงกว่ากายสักขี เป็นผู้ดับอาสวะทุกอย่างสิ้นไปแล้ว ไม่ใช่ดับได้บางอย่างเหมือนกายสักขี ปัญญาวิมุตินี้สูงกว่ากายสักขี กายสักขี...[41] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ) อาสวะบางอย่างดับได้ ก็แปลว่า ผู้ที่แม้กายสักขีก็ต้องมีสัมผัสวิโมกข์8ด้วยกาย ด้วย แต่เขาเข้าใจผิดเพี้ยนไปหมด อาตมาชาตินี้มาฟื้นคืนความถูกเหล่านี้ถ้าอาตมาไม่มาเกิดไม่มาอธิบาย ความรู้เหล่านี้ก็หายไปหมดแล้ว ผู้ที่มีความรู้ในศาสนาก็ไม่ได้ธิบายกัน
โลกุตรธรรม มี 37 ขึ้นต้นด้วย กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไปจนถึง 1. สติปัฏฐาน 4 . สติตรวจสอบจิตให้บริสุทธิ์ 2. สัมมัปปธาน 4 . ยุทธวิธีเพียรทำลายกิเลส 3. อิทธิบาท 4 ทะยานยันไปสู่ความสำเร็จ 4. อินทรีย์ 5 . สั่งสมเป็นกำลังธรรมของจิต 5. พละ 5 . ขุมกำลังธรรมะของจิต 6. โพชฌงค์ 7 . การก้าวเดิน..สู่การตรัสรู้ 7. มรรคมีองค์ 8 ทางเอกเพื่อเดินสู่การตรัสรู้
ถ้าไม่รู้จักกายอย่างสัมมาทิฏฐิ โลกุตรธรรมก็ไม่เกิดก็ตั้งแต่แรก เข้าใจกายในกายไม่ได้ กายในกายในสติปัฏฐาน 4
คำถามว่า กายกับจิต อันไหนคือแก่นแท้ความเป็นคน ก็ตอบว่าจิตสำคัญ แต่ต้องมีภายนอกด้วย กายต้องมีภายนอกด้วย ถ้าไม่มีสัมผัสนอกด้วยก็ไม่ใช่กาย
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มูลกรรมฐาน 5 ถึงกายปัสสัทธิ มูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนังพิจารณา แยกกายแยกจิตได้เหมือนกัน เอาที่เล็บก่อน เล็บติดอยู่ที่ตัวคน เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่เป็นกาย การแยกมูลกรรมฐาน 5 นั้นที่เขาเข้าใจผิดกัน เขาเลยแยกกายแยกจิตว่า ผมขนเล็บฟันหนัง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ท่องบาลีท่องไทยด้วย เขาก็ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกาย นอกนั้นเป็นจิตหมด ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ แม้หมอแมะก็สัมผัสเข้าไปได้ หมอปัจจุบันก็ใช้ สเต็ทโตสโคป แต่หมอแมะเขาละเอียดกว่า แมะแค่นี้รู้ปอดหัวใจได้ แต่หมอปัจจุบันไม่รู้เท่าในอันนี้
กาย เอาเล็บมาอธิบาย เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไรไม่เป็นกาย ก่อนอื่นต้องเข้าใจกว่า กายต้องมีจิตร่วมด้วย ถ้าไม่มีจิตร่วมด้วยไม่ใข่กาย เล็บที่ยาวออกมา ส่วนที่ตัดทิ้งไปแล้วไม่ใช่กายเราแล้ว แต่คนที่ยึดเป็นเราเป็นของเรา มันยึดว่าเป็นกายของเราเก็บไว้เสียดาย สวย เป็นของขลัง ยิ่งใหญ่อะไรก็แล้วแต่แต่ตัดแล้วไม่ใช่กาย แต่ที่ยังไม่ตัดมีความเป็นกายด้วยไหม ที่จะไม่เป็นกายก็คือ คุณต้องรู้เรื่องนิยามชีวิต 5 อุตุ พีชะ จิต เมื่อเล็บยาวพ้นจากปลายประสาท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive