600913_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องข้ามเขตกุศลได้จึงเป็นบุญ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
600913_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องข้ามเขตกุศลได้จึงเป็นบุญ
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธ ที่ 13 กันยายน 2560 แรม 8 ค่ำ เดือน 10 ปีระกา ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เรามีงานศพของ ครูอุดม พรหมสีดา ซึ่งเป็นบิดาของ สมณะเดินดิน บวชตั้งแต่ปี 2517 บวชมา 43 ปี โยมอุดม อายุ 97 ปี ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ [421] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯ [422] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดทอนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ 4 นิ้ว วางไว้ สมมติว่า นี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูน ปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ก้อนดินทั้งหมดปฐพีนี้หมดก่อน บิดาของเรามีมากกว่านั้น ไม้เหล่านี้
อ่านต่อ
หมดก่อน มารดาของมารดาเรามีมากกว่านั้น ควรเบื่อหน่ายในวัฏสงสารนี้ได้แล้ว คนก็ไม่ค่อยได้คิดได้เห็น เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติก็มีคนมาปฏิบัติได้ระดับนั้น ในกาละนี้พ่อครูมา ก็มีคนมาฟังธรรมระดับนี้ คนจะมาฟังสัทธรรมเป็นสิ่งที่หาได้ยาก สัทธรรมเป็นเรื่อง รู้ตามได้ยากเห็นตามได้ยากปฏิบัติตามได้ยาก แต่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่เราควรจะได้ ท่านก็พยายามสาธยายให้เราได้รับรู้ ทำให้เราเข้าใจให้ได้ น่าเห็นใจท่านมาก อธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้เราเป็นให้ได้ลดละกิเลสให้ได้จนบรรลุธรรมได้ แล้วทำงานเพื่อศาสนาโดยไม่มีตัวตนให้ได้ จึงเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก ที่ใครทำได้เป็นได้ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลก ยิ่งโลกปัจจุบัน กิเลสมากมายมหาศาล คนทำได้ก็น่าเคารพบูชา อย่างอ.อุดม พรหมสีดา ที่ทำได้ เราจะทำได้ไปตลอดชีวิตหรือไม่ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน โลกียะกับโลกุตระต่างกันตรงไหน พ่อครูว่า…เนื้อหาสาระของธรรมะจะพูดอย่างไรมันก็ต่อกันได้หมด พูดไปพูดไปก็จะถึงตรงนั้นเอง เป็นอย่างนั้นเอง โลกียะกับโลกุตระนี่ มันจะถึงกันได้ ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่สามารถมีภูมิโลกุตระจริงแล้ว จะมาพูดทุกสิ่งออกมามันเป็นสมมติที่บัญญัติ เป็นการกำหนดโดยการสื่อให้รู้กันได้ เรียกว่าสมมุติขึ้นมาเป็นภาษา ก็จะเป็นภาษา คนเราจะดีตรงที่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานตรงที่มีภาษา ภาษาของชาติไหนก็พูดเป็นภาษาของชาตินั้นๆได้ สามารถสื่อสารให้รู้สภาวะธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งถึงขั้นโลกุตระ โลกุตระเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะรู้ที่จะเข้าใจ มีผู้เขียนถามมาว่า… โลกียะ กับโลกุตระ โดยแยกแยะว่า ..โลกียะเป็นรูป โลกุตระเป็นนาม คณิตศาสตร์หลงรูปเรขาคณิต บ้าน หน้าตา วัตถุ สี เสียง บ้านเลขที่ ฯลฯ บวกลบคูณหารกันในทางที่ผิด ภาษาก็หลง ลาภยศ ชื่อ ตำแหน่ง ก-ฮ สระต่างๆ แก่งแย่ง ทำลายล้าง บ้าอำนาจ นี่คือโลกียะ (พ่อครูว่า...ฟังแล้วก็ โอ้โห พูดเหยียบย่ำโลกียะติดดินเลย) ต่อมาโลกุตระ(นาม) ถือว่าเป็นพลังงานจิต (ดี) เป็นคณิตศาสตร์ที่ใช้บวกลบคูณหารอย่าง ไม่ติด ไม่เยอะ ไม่ยึด ภาษาก็ใช้พยัญชนะ หัวข้อ อธิบาย สภาพสภาวธรรม รู้ความคิดและอาการของกิเลส เวทนา 108 ความรู้สึกดับไป เป็นอนัตตา ไม่ติดไม่ยึด อดีต เคยเป็นครู อนุบาล ประถม ถนัดวิชาการ กบายเป็นวิชาเกิน เป็นวิชากรรม ปัจจุบันเป็นนร.สถาบันวิชชาราม และจิตอาสา ทำงานฟรี เรียนรู้วิชชาธรรมกับพระโพธิสัตว์เบิกบาน บำเพ็ญกุศล สุขทั้งแผ่นดิน ทุกข์เท่าฝุ่นปลายเล็บ สภาวธรรมตอนนี้ฝึกฝน พุทโธ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ปัญญาของผู้เรียนทุกวันนี้ ไม่รู้จักโต เรียนเท่าไหร่ก็ไม่เลื่อนชั้นเรียนเป็นโลกุตระ พ่อครูว่า...ตัวท้ายนี้จริง ที่ว่า จะฟื้นได้เท่าไหร่ แต่ได้ อย่างพวกเรามาเข้าโลกุตรภูมิ โลกุตรภูมิกับโลกียะนั้นต่างกัน คือ โลกุตระนั้นคือผู้สามารถรู้จิตตัวเอง และรู้อารมณ์ตัวเองคือเวทนา แล้วทำอารมณ์ตัวเองให้เป็นผู้ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ อารมณ์ที่ว่า คือเวทนา ศาสนาพุทธนั้นเรียนรู้อารมณ์เป็นสำคัญ ความเป็นทุกข์ก็คืออารมณ์ ความเป็นทุกข์ก็คือความรู้สึก เพราะฉะนั้นความเป็นทุกข์ก็คืออริยสัจ สมุทัยอาริยสัจ นิโรธอาริยสัจ ฟังมาถึงตรงนี้แล้วก็คงจะรู้ว่า การเรียนรู้ศาสนาพุทธนั้นสำคัญที่เวทนา ที่เวทนานี้แหละสำคัญที่สุด เวทนาเป็นกรรมฐาน เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธอาตมาไม่เห็นว่ามีใครพูด ว่า เวทนานี่เป็นกรรมฐาน เป็นฐานที่จะต้องกระทำ กระทำกับเวทนานี่แหละ เวทนา 108 จัดการกับเวทนา 108 ของตนให้ได้ โดยเฉพาะ ผู้ที่สามารถ อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ คือรู้รูปนามของอาการที่มันเป็น จิต เจตสิก โดยเฉพาะอาการที่เป็นเวทนา รู้อาการเวทนาได้ 108 แล้วปฏิบัติเวทนา 108 ได้บรรลุสมบูรณ์สูงสุดครบถึงที่สุดแห่งความเป็นเวทนา 108 จนจบ จบก็คือ เวทนาของตน ที่ปฏิบัติแล้วเป็นปัจจุบัน เวทนาที่เป็นปัจจุบันของตนเองก็เป็นเวทนาที่กิเลสไม่มี เป็น 0 อดีตก็เป็น 0 อนาคตก็เป็น 0 ถาวร พ้นความเป็นอวิชชาในส่วนอดีตและอนาคต ถาวร ตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสในอวิชชา 8 ที่บอกว่า ผู้ที่ยังไม่รู้ คืออวิชชา ก็คือไม่รู้ 8 สภาพนี้ 1.ไม่รู้ในทุกข์ 2.ไม่รู้สมุทัย 3. ไม่รู้นิโรธ 4.ไม่รู้มรรคมีองค์ 8 คือทางแห่งการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ 5. ไม่รู้ส่วนที่เป็นอดีต 6. ไม่รู้ส่วนที่เป็นอนาคต 7. ไม่รู้ส่วนที่เป็นอดีตและอนาคต 8. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่เกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่งการเกิดทุกข์คือปฏิจจสมุปบาท อาตมาพูดไปพูดมา ก็พยายามสรุป ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อเพ้อเจ้อออกไปจากจุดสำคัญของศาสนาพุทธ เลอะเทอะไปเยอะเลย ที่พูดกันทุกวันนี้เป็นเรื่องฝอยเฟ้อกันเยอะ บรรยายกัน ไม่ได้เข้าหาโลกุตรธรรม ไม่เข้าหาเนื้อหาสาระสัจจะของศาสนาพุทธ ไปพูดถึงเรื่อง โลกจินตา (ความคิดทางโลก) โลกก็คือโลกียะ ไปพูดโลกจินตา กัน ซึ่งเป็นอจินไตยข้อที่ 4 มันไม่มีจบหรอกเรื่องทางโลก เท่าที่ตัวเองไปติดยึดมาในเรื่องทางโลก แต่ละคนไปติดยึดมามันน้อยเมื่อไหร่ จะไปเพิ่มความติดยึดทำไม เอาเวลาแรงงานทุนรอนมาปฏิบัติโลกุตระเถิด แต่ก่อนอาตมาพูดเรื่องให้คนมาเป็นโสด คนก็แย้งว่า ถ้ามาบวชหมด ไม่แต่งงานคนก็หมดโลกสิ สูญพันธุ์สิ แต่อาตมาก็ว่า คุณมาบวชให้ได้ก่อนสิ ไม่แต่งงานให้ได้ก่อนสิ ...เขาก็เลยจำนนเพราะเขาทำไม่ได้ แล้วคนทั่วไปก็ไม่สามารถมาไม่แต่งงานได้หมดหรอก
SMS วันที่ 11 กันยายน 2560
_3867เห็นพ่อครูเพียรไม่พักแล้วท่านก็สอนลูกศิษย์เพียรแล้วพักบ้าง! แต่เห็นพ่อครูพักน้อย มากกว่าเพียรหนักทุกที! อยู่กับหมอเขียวท่านก็ยังไอจนน่าเป็นห่วง!ผู้น้อยควรส่งให้น้อยลงเพื่อรักษาน้ำเสียงท่านดีไหม?
_3867เป็นโยมเฝ้าหน้าจออโศกตั้งแต่เป็นFMtvจนมาเป็นบุญนิยมแล้วมาเป็นมวลเสริมกทธ.บ้างก็จะสิบปีแล้ว!หลังพิธีมงคลสูงสุดผ่านไปจนเข้าสู่แผ่นดินรัชสมัยใหม่!ผู้น้อยสมควรหยุดได้แล้วกระมัง?ห่วงใยพ่อครูเกรงใจทีมงานด้วยท่านเห็นเป็นอย่างไร?skkแต่ยังไปศาลีอโศกคงเดิม
_3867จิตนิพพานที่ญตธ.ถาม!ถ้าพูดภาษาธ.คือจิตแท้ที่ละกิเลสอุปกิเลส!ดับวิปัสนสูปกิเลสที่เป็นวีติกกมกิเลส,ปริยุฏฐานกิเลส,อนุสัยกิเลสจนหมดสิ้นเป็นจิตบริสุทธิ์ฤาจิตปภัสสรถูกไหม?
_3867พ่อครูเพียรหนักจนเสียงแห้ง!ฉันแต่ผักผลแห้งๆน่าจะฉันน้ำมะพร้าวสักช้อน2ช้อนทุกวันเทศน์จะได้ลื่นไหลทุกวัน กราบอนุโมทนาธ.พ่อครูที่คนปฏิบัติจนรู้จักความเป็นโอปปาติโยนิเป็นผู้มีภูมิธ.สูงพาให้เจริญในศีล จนพ้นสีลัพพตปาทานฤาสีลัพพตปรามาสจนได้สัมมาญานฤาปรทัตตูปชีวี(สัมมาสมาธิ-อธิปัญญา) พ่อครูว่า... ไปเอาทำไมปรทัตตูปชีวี มันคือเปรต
_7680เอื้อไออุ่นครานี้ดูแล้วรู้สึกว่าร้อนแรงด้วยพลังงานที่พ่อครูขับออกมาอย่างเต็มที่ครับ ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง – จางคลาย
_2166เรื่องโคออฟฟิเสียน ออฟฟิเชิ่น สูตร ชีใหญ่ ชีเล็ก บวกโอ บวกเอ ไม่ทราบว่าหลวงปู่เทศให้นักวิทยาสาดรุ่นไหนฟังครับ ผมฟังแล้ว งงๆๆๆๆ ยกกำลัง12 ครับ.? /เชียงบัว.
_3752กราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่ให้ทุกๆอย่าง
_จากเฟสบุ๊ค
_นางสุธิดา อุ่นเรือน · กราบนมัสการพ่อครู ขอบพระคุณมากนะคะที่ขยันอบรมสั่งสอนลูกๆ คนไกลวัดอย่างดิฉันก็ได้ฟังและเพียรปฏิบัติตามด้วยค่ะ
_แสน เลียม · กราบเท้าพ่อท่าน ผมคนเสื่อม บางทีพ่อท่านใช้ศัพท์สูงเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจ แต่ผมก็จะพยายามที่จะทำความเข้าใจครับพ่อท่าน พ่อครูว่า...ผู้ไม่เข้าใจก็มีแต่ก็พยายามทำความเข้าใจ
_วันชัย สหมโนธรรม · ฟังพ่อครู แล้วชัดเจนเรื่อง มังสวิรัติ มากขึ้น สาธุ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน กุศลกับบุญต่างกันตรงไหน มีอันที่ค้างอยู่ไม่ได้ตอบก็คือ บอกว่า _ทำบุญทำกุศล สร้างบารมีไว้ แต่ละชาติแต่ละชาติจะมีโอกาสไหมครับที่จะบรรลุธรรมได้ พ่อครูว่า...มีคำว่าทำบุญกับทำกุศล ถ้าคุณทำ บุญ ให้อาตมาอธิบายให้ชัดๆว่า คำว่าทำบุญนี่แหละจะพาคุณบรรลุ ถ้าทำบุญได้สำเร็จ มีผลถูกต้องสัมมาทิฏฐิตามคำว่าบุญ คุณจะบรรลุธรรม แต่คำว่ากุศลนั้นต่างกับคำว่าบุญ คำว่ากุศลนั้นพาให้เจริญ เจริญโลกียะเป็นต้น กุศล เป็นภาษาทางโลกียะ เป็นขั้นตอนเท่านั้นเอง กุศลนี่แปลว่า ความเฉลียวฉลาด ถ้าเฉลียวฉลาดข้ามขั้นกุศลโลกีย์มาเป็นโลกุตระ ความรู้ความเฉลียวฉลาดข้ามกรอบออกนอกกรอบของโลกียะเรียกว่า อัญญะ อัญญา ที่แปลว่าอื่น เป็นความรู้ความเฉลียวฉลาดที่แยกออกมาจากความเฉลียวฉลาดของโลกียะได้ ท่านก็เลยเรียกว่า อัญญา มันเป็นความรู้ที่เฉลียวฉลาดความรู้ เป็นความรู้ที่แตกต่างจากความรู้ที่ทุกคนมีคือปุถุชน แต่อัญญะหรืออัญญานี่ คนที่บรรลุธรรมมีจิตที่เป็นอัญญธาตุ แล้วก็เป็นธาตุความรู้เรียกว่าอัญญา ภาษาที่พระพุทธเจ้าสื่อแล้วอาตมาขยายความมันไม่ใช่ง่ายๆ ในสภาวธรรม ขออภัยที่จะพูดว่าไม่มีใครมาขยายความได้ละเอียดอย่างอาตมา เพราะมันไม่ได้ง่ายที่จะขยายความอย่างละเอียดอย่างที่ว่านี้ แม้แต่อัญญะ อัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดที่มีนิยามของมัน ความเฉลียวฉลาด อัญญา มาเป็นปัญญา ปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดโลกุตระ ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดของโลกียะเลย ซึ่งโลกียะนี้ได้ขี้โกง เอาภาษาคำว่าปัญญา ชาวปุถุชนโลกียะโกงเอาคำว่าปัญญาไปเรียกแทนคำว่า เฉกะหรือเฉโกที่ชาวปุถุชนเป็นกัน เพราะเป็นความฉลาดของโลกียะปุถุชน ในกรอบโลกีย์ ไม่เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้จึงยากมากที่จะปักหลัก เอาธรรมะพระพุทธเจ้ากลับคืนไปสู่ความรู้ สู่ความเป็นสภาวะจริงให้ตรงจริงของศาสนาพระพุทธเจ้า แม้แต่คำว่าปัญญานี่ก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ปัญญา ไม่ใช่คำที่เป็นความฉลาดและผิดเพี้ยนไปอย่างทุกวันนี้ ต้องใช้เฉกา แต่เขาไม่ใช้ เขาไม่ใช้เฉโกหรือเฉกากันแล้ว ไม่ใช้แล้ว จนมาใช้คำว่าปัญญาไปเรียกว่าฉลาด ฟั่นเฟือนไปจนหมด ก็เลยอาตมาอธิบายกลับย้อนไปสู่สภาวะเก่าจึงยากมาก หรือแม้แต่คำว่าบุญ ก็จึงอธิบายกลับไปสู่คำว่าบุญก็เหมือนกับคำว่าปัญญา อธิบายกลับไปสู่คำว่าบุญจริงๆหมายความว่าอะไรจึงยากมาก จะว่าไปแล้ว คำว่าปัญญา ยังเข้าใจได้ง่ายกว่า อธิบายได้เข้าใจได้ง่ายกว่า คำว่าบุญ ยิ่งเข้าใจได้ยากกว่าปัญญา เพราะว่าปุญญะ นี้มีลักษณะพิเศษมากยิ่ง เพราะว่า เป็นลักษณะ เอกังเสนะ เอกังสวาที เป็นลักษณะเอง โดยตนเองอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับใครเลย ที่ว่าไม่เกี่ยวคือมีหน้าที่เดียว แล้วทำอย่างเดียว บุญนี้ไม่เป็นอื่น เป็นอื่นไม่ได้ เป็นได้อย่างเดียวคือ ฆ่า บุญมีหน้าที่อย่างเดียวคือ ฆ่า ฟังแล้วจะตกใจ ใครไปอยากได้บุญคือคนยังไม่เข้าใจศาสนาพุทธเลย อยากได้บุญคือคนไม่เข้าใจศาสนาพุทธเลย บุญไม่ได้เป็นสมบัติ บุญใครทำได้แล้ว สร้างขึ้นมาได้แล้ว เป็นเครื่องมือฆ่าได้แล้วทำหน้าที่จบแล้ว บุญก็หายไป บุญ เหมือนระเบิดปรมาณูระเบิดไฮโดรเจน คนจะสร้างให้เกิดระเบิดไฮโดรเจนได้ต้องมีปัญญา มีเฉโกหรือเฉกะสร้างไม่ได้ สร้างบุญไม่ได้ นี่ขอยืมคำว่าระเบิดปรมาณูมาเทียบ คนไม่มีความรู้ก็สร้างระเบิดปรมาณูไม่ได้ หรือ คนไม่มีความรู้จริงๆไปสร้างระเบิดปรมาณูก็จะตาย ผิดพลาด ระเบิดตัวเองตายเลย ฉันเดียวกัน คนที่ไม่รู้จักคำว่าบุญก็ไปสร้างคำว่าบุญเละเทะไปหมด ตัวเองก็ตาย เพราะตัวเองก็ไม่รู้แล้วไปสร้าง ใครก็ไปสร้างบุญไม่ได้ ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา คนที่จะสร้างได้ก็คือ อาตมาพูดว่าคนโลกีย์สร้างบุญไม่ได้ ทำบุญไม่ได้ บุญถ้าทำขึ้นมามันก็จะทำงานทันที ระเบิดทันที ทำงานฆ่ากิเลส ถ้าคุณไม่มีกิเลส คุณจะสร้างบุญขึ้นมาทำไม คุณจะเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า เรียนเพื่อสร้างความเป็นบุญให้เกิดให้ได้ แล้วสร้างได้แล้ว บุญนั้นก็จะทำหน้าที่ล้างกิเลสจัดการกับกิเลสเรียกว่าอภิสังขาร เรียกเต็มๆว่าปุญญาภิสังขาร อภิสังขารนี้คือผู้มีวิชชา เป็นผู้รู้จักสังขาร รู้จักวิญญาณ รู้จักนามรูป รู้จักอายตนะ รู้จักผัสสะ รู้จักเวทนา รู้จักตัณหา รู้จักเวทนา รู้จักภพรู้จักชาติ รู้จักความทุกข์อริยสัจ เมื่อรู้หลักปฏิจจสมุปบาททั้งหมดนี้จึงสามารถที่จะ โดยเฉพาะรู้จักชาติ และรู้จักชาติถึงขั้นชาติ 5 รู้และทำได้ ทำนิพพัตติ ทำจนสุดเป็นอภินิพพัตติ เป็นชาติ ชาติตัวที่ 4 ตัวที่ 5 ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อภินิพพัตติ เป็นตัวจบ เป็นการเกิดที่เกิดอรหันต์ ถ้านิพพัตติ คือเกิดโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี คนที่ไม่รู้จักชาติก็อยู่ใน ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นี่เป็นอีกสาม ทำชาติ สร้างชาติที่เป็นนิพพัตติไม่ได้ ไม่เป็น ก็จะอยู่กับ ชาติ สัญชาติ ชาติ คือความหมายกลางๆ ของการเกิดทั้งปวง สัญชาติ คือความหมายของการเกิดเก่าที่มันเกิดแล้วแล้วติดตัวมาเรียกว่าสัญชาติ เคยเกิดมากับตัวเราแล้ว อยู่ในสัญญา สัญญะของเรา แล้วมันก็มาเป็นสัญชาตญาณ สัตว์ธรรมดาสามัญก็มีสัญชาตญาณของแต่ละสัตว์ คนก็มีสัญชาตญาณของแต่ละคน ที่มันมีไว้ใช้โดยอัตโนมัติ ก็คือชาติเก่า ของเก่าเราเกิดมาจำได้มีสัญญา สัญญะ เราเป็นมา ไม่มีใครสอนหรอก เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธนี้ศึกษาให้ดีแล้วจะไม่งงว่า ทำไมถึงทำเป็นอย่างนี้ เกิดมาทำอย่างนี้เป็นเลยทำไมรู้ ลูกจิงโจ้ มันเกิดมาก็ไต่ไปหากระเป๋าหน้าท้องได้ ไม่มีใครไปสอนมัน ลูกสัตว์เกิดมาก็ไต่ไปหากินนมแม่เลย ตายังไม่ลืมเลย ก็คือ สัญชาตญาณของมัน
มาขยายความคำว่ากุศลกับบุญที่สร้างบารมีไว้ ตอบที่เขาถามว่า ทำบุญทำกุศลไว้แต่ละชาติจะมีโอกาสบรรลุธรรมไหม พ่อครูว่า...สร้างบุญนี่แหละจะบรรลุธรรม สร้างกุศล บรรลุโลกุตรธรรมไม่ได้หรอก เพราะกุศลเป็นสมบัติแล้วอยู่กับตัวเรา ในชีวิตแต่ละอัตภาพ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนมาเป็นคน ล้วนเก็บเป็นสัญญา เก็บกุศลกับอกุศลใส่ไว้ บันทึกไว้ เป็นสมบัติ ไม่หายไปไหน จะออกผลกับเราเรียกว่า กรรมทายาท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ พาเราเป็นไปก็ด้วยกรรมที่ทำมา สั่งสมในกุศลอกุศลกรรม ออกฤทธิ์กับเราตลอดกาลนาน จนกว่าจะสามารถเรียนรู้ กรรมนิยาม รู้จัก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ศาสนาพุทธ เรื่องกรรมอย่างยิ่งใหญ่โดยเฉพาะกรรมที่เป็นปัจจุบัน กรรมที่เป็นอดีตก็ต้องผ่านปัจจุบัน กรรมที่จะมาถึงในอนาคตก็ต้องผ่านปัจจุบัน นอกจากคนจะไปหลงวาดเรื่องอนาคต แล้วนึกว่าอนาคตมันเป็นมันมี แล้วตนเองก็ไปยึดถือ ลอยๆเพ้อๆ อย่างนี้ก็แน่นอน ตนเองก็อวิชชา ทั้งๆที่มันไม่มีเลยอนาคตก็เอามาเป็นตัวเป็นตนได้ ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตน แล้วตนก็ใส่กระบะอวิชชาของตนเองไว้ ทั้งที่อนาคตนั้นมันไม่มี สรุปคำตอบ กุศลเป็นสมบัติ ไม่ได้พาไปบรรลุธรรม แต่พาให้เจริญได้ พระพุทธเจ้าให้ทำกุศลให้เจริญไปจนเกินกุศลก็เป็นบุญ (ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังความเป็นอรหัตผลไปโดยลำดับ) กุศลที่สุดคือบุญ บุญคือยอดของกุศลที่ข้ามเขตกุศลไป ต้องข้ามเขตกุศลด้วยนะ มันเป็นอัญญะ อื่นจากสมบัติมันเป็นวิบัติ คืออะไร คือทำกุศลที่ฆ่ากุศล ฆ่าสมบัติได้ สมบัติของจิตโง่ๆอวิชชา มันติดลาภยศสรรเสริญโลกียสุขทั้งนั้น กุศลแปลว่าฉลาด อกุศลแปลว่าไม่ฉลาด ถ้าหลงอกุศลเป็นกุศลมันก็เป็นสมบัติ กุศลเป็นสมบัติ อกุศลก็เป็นสมบัติ ไม่ได้พูดเล่นลิ้นเล่นภาษา แต่บอกลักษณะของสัจธรรมที่มันต่าง กุศลนี่มันไม่ใช่บุญ แต่จะสร้างกุศล จนกระทั่งเป็นบุญได้จะต้องสุดยอดของกุศลจึงจะข้ามเขตไปเป็นบุญ แต่มันไม่ใช่กุศล กุศลแปลว่าฉลาด ต้องฉลาดข้ามเขตของโลกียะเป็นความฉลาดอื่น จึงเป็นความฉลาดที่ใหม่มาก พระพุทธเจ้าเทศนา 2 กัณฑ์กับปัญจวัคคีย์คือพราหมณ์ 5 รูปมีอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้น โกณฑัญญะก็เกิดจิตตัวนี้ เป็นจิตตัวที่ฉลาดสุดยอด เป็นความฉลาดตัวใหม่ที่ไม่ใช่กุศลเป็นบุญ เป็นอัญญะ เกิดจิตตั ว แรกเลย เริ่มเกิดขึ้นมาในโลก เป็นคนที่มีอัญญธาตุเกิดมาเป็นคนแรกในโลก พระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตใจคนได้ รู้ว่าอัญญาโกณฑัญญะ อัญญธาตุเกิดแล้ว ท่านก็อุทานว่า อัญญาสิ วตโพ โกณทัญโญ พระพุทธเจ้าจึงมีกำลังใจ ตอนแรกท่านก็จะไม่สอน มันจะสอนคนรู้เรื่องหรือไม่หนอ เสียเวลาเปล่าไปกระมัง จะสอนเรื่องบุญเรื่องโลกุตระนี่ ปรุงให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าบุญนี้ให้ได้ จึงเรียกว่าปุญญาภิสังขาร จะมีฤทธิ์ทำลายพลังไฟราคะ โทสะ โมหะได้ จะเรียกว่าฌานก็ตาม เป็นตัวมรรคของศาสนาพุทธ คำว่าฌาน ศาสนาอื่นเขาก็ใช้แต่คนละเรื่องกับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ใช้บัญญัติภาษาของเขาอธิบายแบบของท่าน ถึงยากมากเลยพระพุทธเจ้าจึงได้ปริวิตกว่าท่านจะสอนคนรู้เรื่องได้หรือ อธิบายเรื่องบุญมันจะเข้าใจหรือ จะเกิดปัญญารู้ได้หรือ ท่านก็เลยลองเทศนาดู ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กับ อนัตตลักขณสูตร อัญญาโกณฑัญญะจึงได้มีอัญญธาตุ ท่านก็อุทานว่าได้แล้วหนอ ท่านก็เทศน์ต่อ จนได้เป็นพระอรหันต์กัน เกิดเป็นพระอรหันต์ 5 องค์แรก ที่จริงก็เป็นบารมีของพระพุทธเจ้า ท่านจะสร้างศาสนาทุกอย่างก็ครบหมดแล้ว เหมือนลิเกโรงนี้มีพร้อมมีตัวโกง ตัวพระ ตัวนาง ตัวประกอบต่างๆ แม้แต่เสนาก็พร้อม สิ่งเหล่านี้เป็นอจินไตยจะต้องมีสิ่งที่ต้องมี มันถึงจะทำให้เจริญขึ้นไปได้ เพราะศาสนาพุทธนั้น สิ่งที่มันไม่มีจะไม่มีเลย ศาสนาพุทธนั้นสิ่งที่ต้องมี ถึงจะมี ไม่เช่นนั้นไม่ได้ ศาสนาพุทธของแต่ละพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ พอถึงยุคที่หมดเชื้อของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธจะไม่มีในโลก มนุษย์จะไม่รู้จักพุทธศาสนา เมื่อไม่มีแล้วใครคนใดคนหนึ่งที่จะมาเกิดที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า จะมาเกิดแล้วมาเอาศาสนาพุทธประกาศจะไม่มี จะมีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะเอาศาสนาพุทธมาประกาศขึ้นมาในโลก ถ้าหากศาสนาพุทธในโลกนี้มันหมดไปแล้ว หมายความว่า ศาสนาพุทธสมณโคดมจะหมด 5000 ปี เมื่อไหร่ 5000 ปีก็หมดศาสนาพุทธแล้ว จากนั้นใครจะมาเกิดที่จะมาเอาศาสนาพุทธมาประกาศก็ไม่มี ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาอุบัติขึ้นอีก หลังจากศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าสมณโคดมหมดไป 5000 ปีก็จะเกิดพุทธันดร เกิดช่วงกัปป์ที่ไม่มีศาสนาพุทธไปอีกนาน เพราะมันจะเกิดกลียุคเลย มันจะมีการทำร้ายทำลายฆ่ากัน ศาสนาพุทธเอามาสอนเขาไม่รู้เรื่องเพราะเขาชั่วจนเกินจะรับได้ สมณะฟ้าไทว่า..แต่ละพุทธันดร มีเวลาเท่ากันไหมครับ พ่อครูว่า..ไม่เท่ากันหรอก แต่ละพระพุทธเจ้า แต่ละองค์ไม่เท่ากัน มันก็เป็นเรื่องอจินไตย แต่ละกัปป์แต่ละกัปป์ อย่างกัปป์นี้ มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ เป็นกัปป์ที่ไม่ใช่พุทธันดร ไม่ใช่กัปป์ที่ไม่ใช่แบบไม่มีศาสนาพุทธ ภัทรกัปป์หนึ่งห้ารูปหรือไม่ใช่ห้ารูปก็ได้ ไม่ต้องไปคิดตามหรอก เอาแค่กัปป์นี้ เอาแค่อาริยสัจ 4 ให้บรรลุอรหันต์ให้ได้ พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็พยายามสอนใบไม้กำมือเดียวคือพระอรหันต์ แต่อาตมานี้มาพูดมากกว่าพระพุทธเจ้า เพราะอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะต้องสอนให้หลากหลายแล้ว ศาสนาพระพุทธเจ้าก็ได้ตราลงไปแล้วในโลกมนุษย์แล้วท่านก็ปรินิพพานไปแล้วก็ได้ปล่อยไว้ อันใดหลายอย่างที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ไขความ อาตมาก็มาไข บางสิ่งบางอย่างก็เหมือนกับว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายไว้ แต่อาตมาก็ขยายต่อ ไม่ใช่ว่าเอาที่ไม่มีเค้าเงื่อนเลยมาพูด อาตมาจึงไม่ค่อยพูดเรื่องโลก อะไรที่ไม่เป็นธรรมะ แม้อาตมาจะไปพูดเรื่องการเมือง การค้าขาย เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นอยู่ในสังคมมนุษย์ ก็เป็นธรรมะทั้งนั้น การเมืองก็เป็นธรรมะ การค้าขายก็เป็นธรรมะ เช่นมิจฉาวณิชชา 5 ก็ต้องพูด หรือแม้แต่เศรษฐศาสตร์ก็ต้องพูดขยายความอธิบาย เพราะมันเป็นพฤติกรรมสังคม จะแยกอะไรออกจากธรรมะไม่มีหรอก ถ้าไม่มีโลกียะ โลกุตระก็ไม่มีคำพูด ก็ต้องอาศัยโลกียะ เป็นตัวพูดตัวสื่อ แล้วเหนือกว่าโลกียะ นั่นแหละคือโลกุตระ
เขาให้อาตมาประชาสัมพันธ์ เนื่องจาก เหลือเวลาอีก 3 สัปดาห์ก็จะออกพรรษา ทางผู้วิจัยต้องประเมินผล ตอนนี้กำลังอยู่ในการทำคอร์ส ตามหาพระโสดาบันกัน แล้วก็ทำเกณฑ์ตรวจสอบความเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้นก็อยากให้อาตมาบอกพวกเรา ผู้วิจัยก็จะประเมินผลให้เห็นภาพก่อนมหาปวารณา จึงขอความร่วมมือจากญาติธรรม ช่วยกรอกข้อมูลเรื่องเกณฑ์ ชุดที่ 1 เรื่องความเป็นผู้มีศีล 5 บริสุทธิ์ ชุดที่ 2 เรื่องญาณ 7 พระโสดาบัน ญาณ 7 คือเครื่องตรวจสอบ ถ้าเราไม่มีเครื่องหมายไม่มีมาตรวัด ญาณ 7 เป็นเครื่องตรวจสอบว่า เราจะมีญาณ 7 ตามที่ท่านตรัสไว้ไหม ถ้าไม่มี คุณก็ไม่ชัดเจน พระโสดาบันคือใคร พวกเราช่วยกันทำก็ดีแล้ว อาตมาพูดไว้มาก พวกเราก็ช่วยกันตามมาทำ อาตมาสอนโลกุตระไม่ได้สอนโลกียะ โลกียะไม่ต้องสอนมากหรอก สอนแค่ความสุจริตก็พอแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไร ความสุจริตก็สอนในตัวแล้ว ถ้าคุณไม่มีกิเลส ความทุจริตก็หายไปเอง กิเลสเป็นตัวการให้เกิดทุจริตพาให้ชั่ว เมื่อรับเอกสารไปแล้ว หรือผู้ใดยังไม่ได้ก็มาเอาไปได้ที่โต๊ะท้ายศาลาประชาสัมพันธ์ และส่งที่กล่องเดิมนี้ ผู้ที่ทำนี้อาตมาก็ขอขอบคุณและอนุโมทนาที่มาเอาภาระ จะได้หลักฐานนี้ เอกสารเขาก็ช่วยกันออกแบบช่วยกันทำมา ต่างคนต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ดีกว่าเรียนแล้วทิ้งขว้างเลอะเทอะ เป็นคนที่ไม่พยายามเรียนรู้อย่างมี กิจญาณ กตญาณ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจญาณ แล้วก็เก็บความรู้ สมัยนี้มันมีเอกสารหลักฐานงานวิจัย ยุคนี้มันเป็นยุคทำพวกนี้ได้ดี ก็จะเกิด ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จักกตญาณ ไม่รู้จักกรอบ จบโสดาฯเมื่อไหร่ จบสกิทาฯเมื่อไหร่ อนาคาฯเมื่อไหร่ ที่จริงไม่ได้ตัดเป็นท่อนๆหรอก มันจะมี overlap จะค่อยประสาน โสดาบันจะค่อยๆเกิดคุณธรรมของสกิทาคามีไป เมื่อเข้าเขตสกิทาคามีแล้วก็เลยโสดาบัน ไปเป็นสกิทาคามีเหลื่อมได้อนาคามีเพิ่ม สกิทาฯก็สูงขึ้น จนหมดความเป็นโสดาบัน จนเป็นอนาคามี ก็ลดสกิทาคามี จนหมดอนาคามี ก็ไปสู่ความเป็นอรหันต์ไปตามลำดับ ความเป็นลำดับนั้นต้องมีจริง แต่ทุกวันนี้ไม่พูดกันชัดเจน พาให้นั่งหลับตาตะพึดบรรลุอรหันต์เลย ปุ๊บ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอรหันต์เดา แล้วมีอาจารย์สอบญาณ ที่จริงเราทำเกณฑ์ตรวจญาณ เกณฑ์โสดาฯสกิทาฯก็เหมือนกับการตรวจญาณ แต่ก็ไม่สามารถรู้ใจของคนปฏิบัติ หากไม่ทำอย่างละเอียดลออจริงๆ โดยการให้เขามานั่งสมาธิแล้วมีอาจารย์มานั่งเช็ค ขั้นนั้นแล้วขั้นนี้แล้ว เหมือนพระอนุรุทธะตรวจญาณของพระพุทธเจ้าเก่งจริงๆ แต่มาถึงอย่างนี้แล้วก็แจ้งบอก
_ขอให้พ่อครูอธิบายรายละเอียด เขาทำ pattern แต่ละช่อง ให้ขีดถูกลงว่าเราทำได้หรือไม่ในแต่ละช่องศีล 5 ในศีลแต่ละข้อ เป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พ่อครูว่า...ถ้าคุณรู้เข้าใจในแต่ละระดับนี้ ก็ดูรายละเอียดของเขา อย่างหยาบมาหาละเอียด ขั้นกาย วจี มโน แล้วมีมากหรือน้อยอีก ทำได้กี่ % ก็มีช่องให้ลงละเอียดพอสมควร ก็ขอบคุณจริงๆ อาตมาไม่มีเวลาจะมาทำแบบนี้ พวกเราก็ช่วยเสริม พวกเราก็ได้ศึกษา เป็นการศึกษาที่ได้เรียนจริงๆ ผู้ที่ไม่เอาถ่านไม่ใส่ใจในการเรียนก็ไม่ได้เพิ่มเติม แต่ผู้ที่เอาใจใส่เพิ่มเติมการเรียนก็เป็นประโยชน์ เราเรียนกันโดยชนิดที่ว่า ไม่ได้มีค่าจ้างวานอะไร ทำด้วยใจด้วยน้ำใจ เสียสละมาช่วยกันโดยแท้จริง ก็ต้องขอบคุณอย่างจริงๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ธรรมะกับการเมือง อาตมาพูดผ่านๆว่า พูดเรื่องธรรมะก็พูดเรื่องการเมืองด้วย เขาก็หาว่ามาพูดเรื่อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive