600922_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้ ตอน2.docx
เนื้อหาในไฟล์
600922_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้ ตอน2
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560 ที่ราชธานีอโศก วันนี้ดูทีวีช่องไหนเขาก็จะบอกว่าวันศุกร์สุดสัปดาห์ เป็นวันที่คนเขามีความสุขกันเพราะว่าจะได้พัก ของเราไม่ได้สุขจากการพัก แต่เราสุขจากการเพียร วันนี้ดูข่าวที่ประชาชนไปสักการะพระบรมศพยังคงหนาแน่น บรรยากาศอากาศร้อนมาก ฝนตก เหมือนสามฤดู วันนี้ดูเหมือนมีข่าวที่ทำให้นายกรัฐมนตรีอารมณ์เสียเพราะนักข่าวมักจะถามเรื่องปล่อยให้คนหนีไปได้อย่างไร นายกฯ ก็บอกว่านักข่าวทำไมไม่ถามเรื่องที่จะพัฒนาบ้านเมือง แต่ก็คนเขาก็มองว่าคนระดับนี้ปล่อยให้หนีไปได้อย่างไรกัน นักข่าวก็บอกว่า มีตำรวจมะเขือเทศหรือเปล่ารองนายกก็บอกว่ายังมีผู้สื่อข่าวมะเขือเทศเลย ก็มีตรรกะของคนที่คิดก็ได้หมด ว่าจะต้องจับมือกันปรองดองรอมชอมกัน ก็คิดกันไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ ทำให้นายกฯ อาจจะเกิดอาการท้อก็คือ เปิดดูข้อคิดเห็นที่ส่งมาบอกว่ามีชม 50 ด่า 50 จริงๆแล้วคนไทยน่าจะชมกันมากกว่านี้ แต่พวกที่เป็นฝ่ายอธรรม มักจะรวมตัวกันเหนียวแน่นมาก เหมือนข้าวเหนียว กลมเกลียวสามัคคีกันดีเลย แต่พวกฝ่ายคนดีมีคุณภาพข้าวแต่ละเม็ดเหมือนกับข้าวกล้อง รวมตัวกันไม่ค่อยได้ สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องบอกว่าค่านิยมของสังคมไทยเราไม่ค่อยได้แสดงออก ไม่ค่อยแสดงความชื่นชม กับคนที่ดีคนที่น่าสนับสนุน แล้วแต่ตอนนี้เราก็รู้กันว่า การเลือกตั้งใกล้จะมาถึงแล้ว ก็น่าจะหาทางรับมือกัน ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดจากคนดีมีไม่มากพอที่จะรวมกันเพื่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี การสร้างคนดีก็ยังเป็นภารกิจของพ่อครู อาตมาดูประวัติคนที่แก้ปัญหาของโลกอย่างคานธี มีงานหลักอย่างเดียว คือให้อินเดียออกจากอังกฤษ แต่ว่าไม่มีเวลาสร้างคนดี พอออกมาเสร็จคนด
อ่านต่อ
ีก็ลุกขึ้นมาฆ่ากัน แต่พ่อครู แต่ละวันก็มีหน้าที่สร้างคนดีให้เกิดขึ้นมา พ่อครูว่า...ก่อนที่จะได้พูดถึงธรรมะอะไรต่ออะไร มี sms มาด้วย ก็ขอโฆษณาชักชวน ผู้ที่ควรจะได้มาเข้าค่ายบ้าง เราจัดค่ายที่บวรราชธานีอโศกนี้มาถึงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 21 แล้ว วันที่ 22-24 กันยายน 2560 อยากจะให้คนภายนอกที่ไม่ใช่ชาวอโศกที่เดียวมาศึกษากันบ้าง แต่ก็ยากเหลือเกินมีน้อย ก็ทำไป จะได้แค่ไหนก็ไม่รู้ได้ ก็ชวนกัน กิจกรรม ลงทะเบียน เข้าค่ายสัมมาอาริยมรรค ครั้งที่ 21 ที่บวร ราชธานีอโศก เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 21 ณ บวร ราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 22 - อาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ 091-5063130(สิกขมาตุตรงธรรม) คุณชญาดา 087-4437865 ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร onlineได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP
ความเป็นบวร นี้จะถ่ายซึมลึกเข้าหากันอย่างวิเศษ พิเศษ มาอยู่รวมกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก กัลยาณมิตโต คือมิตรร่วมกันทางจิตวิญญาณ กัลยาณสหาโย คือการร่วมกันทำประโยชน์ สหายะ แปลว่าประโยชน์ กัลยาณสัมปวังโก คือทุกสิ่งทุกอย่างสิ่งแวดล้อมทั้งหมดเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ทั้งองค์รวม ดินน้ำไฟลม พฤติกรรมจารีตประเพณี การถ่ายทอด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมจะซึมลึกหากันอย่างสนิทเนียน อย่างที่ไม่มีคำพูดจะอธิบายได้ ซึ่งมีต้นทุนที่เป็น static เป็นสิ่งที่พวกเรามีอยู่ มีสามเส้า static dynamic และมีตัวแปรที่เป็น Coefficient สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ ที่ถ่ายซึมหากัน เป็นการสร้างสรรค์ที่สุดยอด จะได้พิสูจน์กันใน ยุคปลายกลียุค คนมีภูมิปัญญาในโลกเข้าใจได้ ก็พยายามทำไป อยากจะให้มากัน กับประเทศไทยเป็นประเทศหลักที่จะมีความรู้อันวิเศษอันนี้ อุตตริมนุสสธรรม ของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรม ให้แก่มนุษย์ทั้งโลก จะมีการสอบวิชาการ ของ ว.นบ. ก่อนออกพรรษา ของนิสิต ว.นบ. ในวันอังคารที่ 26 กันยายน นี้ ที่บวรราชธานีอโศก นิสิต คนไหนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่หากประสงค์จะร่วมสอบด้วย กรุณากลับเข้าพื้นที่เพื่อมาสอบ เป็นการวัดผลในช่วงเข้าพรรษานี้ กราบขอบพระคุณพ่อครูครับ ... สมณะสิกขมาตุ ที่ดูแล ว.นบ.
SMS วันที่ 20 กันยายน 2560 (พ่อครู : บวรศีรษะอโศก)
_3867ฟังพ่อครูเทศน์รอบเช้ากับรอบค่ำตอนพ่อครูอ่านบทความชำแหละระบอบล้มปืนล้มทุนล้ม..เผากรุงฯเสียงหาย2รอบโดนผีดีลปรองดองดูด ฤากฎอภิสิทธิชนเซ็นเซอร์ก็ไม่รู้?ปลงอธิปไตยในการฟังคิดพูดทำในการดำเนินชีวิต ไม่ได้อยู่ในอำนาจปวงชนเต็มร้อย?อยู่ใต้อำนาจใครก็ไม่รู้? ซักสลึงก็ไม่เคยอุปถัมภ์ค้ำจุณเกื้อกูลกันซัก฿เดียวเอวัง
_3867ถ้าเป็นเพราะสัญญาณสดุดเพราะคลื่นสุริยะฯทำไมสดุดเฉพาะตอนพ่อครูพูดระบอบการเมืองร้อยเล่ห์เหลี่ยม? ไม่เข้าใจ?
จากเฟสบุ๊ค
_นวลตา ทรายมูลวงศ์ · ชอบมากรายกานนี้ อจ แต่ พึ้นถานความรู้หนูยังไม่ถึงบ้าง ถึงบ้างนิดๆ เลย งงงมากสะส่วนไหย่ค่ะ เจตะชิก 52มีอะไรบ้างค่ะ พระ อจ แยกรูป แยกนาม ต่างกันย่างไร
_ปรีชา ขำเพชร · เสียงขาดหายเป็นระยะๆครับ....ฝ่ายเทคนิคกรุณาด้วยครับ.....ขอบคุณครับ
_สุมณฑา อาจศัตรู เหล่าชัย · เสียงไม่ค่อยสม่ำเสมอ อาจเป็นเพราะสัญญานทางนี้ค่ะ
_พว.ใจเกื้อ ศรีโพธิ์ · เพิ่งได้สังเกตุหน้าตาผิวพรรณพ่อครู สังขารท่านเสื่อมลงเยอะ แต่เสียงไม่เปลี่ยน ขอพ่อครูสุขภาพแข็งแรง อยู่กับพวกเรา ไปอีกนานแสนนาน กราบนมัสการค่ะ
_ขวัญไพรเย็น ....กราบนมัสการค่ะ ขวัญขอส่งประเด็นคำถาม พ่อว่า เมื่อเราปฏิบัติธรรมแล้วในบางตัวที่ยังเหลืออาสวะ อนุสัยอยู่ เปรียบเหมือนกับเรามีวัคซีน เพื่อให้เกิดปัญญาจากการสู้ แล้วผลจากการสู้กลับไปเสียบกิเลสตาย เก็บสาระจากอาสวะอนุสัย เช่นนี้ลูกเข้าใจถูกไหมค่ะ ตอบ...ถูกต้อง
_The Sun ... กราบ ถามพ่อครูว่า เพื่อมนุษยธรรม ประเทศไทยควรเปิดรับชาวผู้อพยพต่างชาติให้มาลี้ภัยในประเทศไทยเราไหมครับ พ่อครูว่า อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ควรรับหรือไม่ควรรับ ต้องมีข้อมูลผู้อพยพมาเป็นคนลักษณะไหนมีนิสัยใจคออย่างไร มีปัจจัยเยอะ ทั้งโอกาส สถานที่บุคคลและอะไรอื่นอีกมาก ตอบไม่ได้เลย ผู้ที่ดูแลอยู่ เห็นควรหรือไม่ ชาวพุทธชาวไทยมีเมตตากรุณากันอย่างยิ่ง อันนี้ได้รับการยืนยันจากต่างประเทศก็มี คือเราไม่ใช่คนโหดร้ายอะไร ถ้าเหตุปัจจัยมันไม่เหมาะสม ก็ต้องว่ากันไปตามเหตุปัจจัยนั้นนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลที่พระอาริยะพอใจคืออย่างไร _สมบัติ ...ผมสงสัย โสตาปัตติยังคะ 4 คืออะไร ที่ว่า 1. ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระพุทธเจ้า 2. ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระธรรม 3. ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระสงฆ์ 4. ประกอบด้วยอริยกันตศีล คือ ศีลอันเป็นที่ชื่นชมพอใจของพระอริยะ บริสุทธิ์ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิแปดเปื้อนหรือครอบงำ และเป็นไปเพื่อสมาธิ และโดยเฉพาะข้อ 4 อริยกันตศีลนี้ มีขอบเขตแค่ไหนครับ? พ่อครูว่า...อริยะ ก็คือ ความเจริญ civilization อาริยะ กับ อันตะ คำว่า อันตะ แปลว่า มากเป็นที่สุด เพราะฉะนั้น อาริยกันตศีลคือ ศีลที่พระอาริยะ(อันตะ) เขาก็แปลความว่า ท่านชื่นชมพอใจ คือศีลที่ปฏิบัติแล้วพระอริยะท่านเป็นผู้ให้คะแนน ศีลที่คุณปฏิบัติ พระอริยะสัตบุรุษผู้รู้ท่านพอใจใช้ได้ ตามฐานะที่ควรเป็นไป นั่นคือ อาริยกันตศีล ถ้าคุณปฏิบัติศีล แล้วพระอาริยะไม่ให้คะแนน ดีไม่ดีผิดด้วย เช่น ปฏิบัติศีลได้แค่กายกับวาจาเท่านั้น ก็ไม่ใช่ ปฏิบัติศีล กายกรรมไม่ฆ่า วจีกรรมไม่พูดฆ่าไม่เอาของคนอื่น แต่ตัวตัดสินอยู่ที่ใจ ยิ่งถ้าภายนอกไม่บริสุทธิ์ก็ยิ่งไม่ได้ ข้างนอกต้องได้ก่อน แล้วจิตคุณจะเกิด ศีลพระพุทธเจ้าอธิบายในกิมัตถิยสูตร 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)
อาการของจิต เป็นเครื่องวัด อาริยกันตศีล คือปฏิบัติศีลแล้วพระอริยะเห็นว่าใช้ได้ เข้าเกณฑ์ เกณฑ์คือ ไม่ใช่แค่กายกับวาจา ต้องจิตเป็นได้ด้วยตามลำดับ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกาม ออกนอกรีต ก็พยายามคบคุ้นกันก็ตัดสินกันได้ภายนอก แต่ที่จิตนี้ถ้ากดข่มก็แสดงออกทางกิริยามาก ก็แสดงว่าไม่บรรลุ หากไม่ต้องกดข่มมาก ก็แสดงว่าบรรลุ หรือมีภาวะจิตอ่านภายนอกและซับซาบภายใน สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลเป็นต้น คืออ่านรู้ภายนอกเข้าถึงภายในได้ สรุปแล้ว ต้องให้ผู้รู้ผู้ที่มีภูมิธรรมแท้จริงเป็นผู้ให้คะแนนผู้ตัดสิน นี่เรียกว่า อาริยกันตศีล ส่วนรายละเอียดว่า ศีลอันเป็นที่ชื่นชมพอใจของพระอริยะ บริสุทธิ์ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิแปดเปื้อนหรือครอบงำ และเป็นไปเพื่อสมาธิ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิตที่บริสุทธิ์สะอาด จิตที่ลดกิเลสได้ แล้วตกผลึก ผนึกกันเข้า ควบแน่นกันเข้า ก็เรียกว่าจิตตั้งมั่น สมาธิ ไม่ได้แปลว่านั่งหลับตาสะกดจิต แข็ง นั่นเป็นสมาธิของลัทธิศาสนาอื่น ที่เป็นโลกียสมาธิ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นหมายถึงกิเลสลดแล้ว จิตตกผลึกตั้งมั่นสะอาดแข็งแรงขึ้นเป็นธรรมชาติ สะสมจนไม่ต้องควบคุม ไม่กดข่ม ทำแล้วทำอีกก็ได้ จะถึงขีดที่ถาวรสะอาดบริสุทธิ์ สูงสุดของความบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า จึงถึงขั้น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นคุณสมบัติความดีความดีงามแข็งแรงถาวรสะอาดบริสุทธิ์ ความขยันหมั่นเพียรความเสียสละ ความเป็นผู้ทำงานรับใช้มวลชนอย่างแข็งแรงมั่นคงถาวรตลอดกาลไม่ท้อถอย เหมือนในหลวงร.9 ทรงงานมาตั้ง 70 ปีนี่ละสุดยอด
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ปัจจัตตังที่ถึงอจินไตยคืออย่างไร _จาก...ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพสุดบูชาค่ะ ปัจจัตตัง กับ อาจินไตย เหมือนกัน หรือมีส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้างคะ เพราะต่างเป็นวิสัยของผู้มีญานปัญญา เป็นอาริยบุคคล ลูกเข้าใจว่า ปัจจัตตังเป็นมรรคของผลที่ปฏิบัติให้เกิดความจริง(กรรรม วิบาก)ได้ในขณะปัจจุบัน จนถึงขั้นอุเบกขา มีผลเกิดเป็นอาจินไตย ที่ถ้าใครยังไม่มีสภาวะ ไม่สัมผัสด้วยการปฏิบัติฌานลืมตา สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายด้วยตนเอง อธิบายยังไงให้คนที่ไม่มีสภาวะคงเข้าใจยาก แต่ในตัวเราที่เป็นปัจจัตตังจะรู้ในตนเอง ว่าเราหลุดพ้นได้แค่ไหนแล้ว อยู่ที่ตัวเราจะจบกิจ(กิจจญาน)ในเรื่องนั้นๆ มีกตญาน จบเป็นเรื่องๆไป สั่งสม เก็บแต้มสู่นิพพานไปเรื่อยๆ ลูกเข้าใจอย่างนี้ถูกไหมคะ กราบรบกวนพ่อครูอธิบาย ขยายความเพิ่มด้วยค่ะ พ่อครูว่า...อุเบกขาของทางโลกนั้นเป็นเคหสิตะ คือไม่เที่ยงแท้ไม่ถาวรยั่งยืน ทนไม่ตลอดกาล กลับกำเริบได้ สักวันหนึ่งก็อาจจะนานมากก็ได้แต่ต้องเวียนกลับ แต่ของพุทธไม่เวียนกลับ พอได้ล้างตัวเหตุให้หมดสิ้นไปอย่างไม่เหลือเชื้อเลย อาตมาเทียบ อุปมาว่า เหมือนกับระเบิดปรมาณู มันระเบิดตูมทำงานเสร็จ ระเบิดก็หายไป มันไม่สามารถก่อตัวกลับมาอีก จะไปสร้างระเบิดใหม่ก็เป็นอันใหม่ แต่อันเก่านั้นหมดแล้วหมดเลย สูญถาวร สนิทจบ อุเบกขานี่เป็นผลอจินไตย จะพูดว่าถูกก็ถูก แต่ต้องอธิบายถึง นิสัย วิสัย อนสัยแล้ว มีอจินไตย ที่ผู้ที่บรรลุแล้วเป็นวิสัย เช่นฌานวิสัย พุทธวิสัย เป็นเรื่องลึกซึ้งมากและต้องเป็นจริง ได้แล้วเป็นจริงของผู้นั้น ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงอย่าไปคิด คิดแล้วหัวแตกเปล่าๆ คุณสมบัติของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธะวิสัยอย่าไปคิด ไม่มีทางถูก มันเกินกว่าความคิด แม้แต่ฌานวิสัยของพระสาวกต่างๆก็สะสมเป็นฌานที่สูงขึ้นๆ ฌานคือการทำลายกิเลสและสั่งสมสร้างสิ่งที่เจริญแข็งแรงเป็นสมาธิ ฌานเป็นมรรคของสมาธิ แยกว่า ปัจจัตตังเป็นมรรค อจินไตยเป็นผลก็ได้ อย่างที่คุณหมาย ปัจจัตตัง คือรู้ได้ด้วยตนและตนทำแล้วก็สร้างตนเอง เป็นนามธรรมที่รู้ได้ด้วยตนของตนคนอื่นไม่เกี่ยว เหมือนช้อนที่อยู่ในแกงก็รับรสนั้น แต่ช้อนที่ไม่ได้อยู่ในแกงจะไปรู้รสแกงได้อย่างไร...ไม่ได้ ต้องมีสภาวะนั้นสัมผัสแล้วเกิดผลของตนเองเป็นปัจจัตตัง แล้วสั่งสม จนถึงวิสัย ขึ้นไปถึงอนุสัย เป็นอนุสัยที่ไม่ใช่กิเลส แต่เป็นอนุสัยของปัจจัตตังของผู้ที่มีภูมิถึง ตามอนุสัยได้ อนุ แปลว่าตาม สย หรือสยังของตนเองไปได้ อาตมาขยายความธรรมะพระพุทธเจ้ายังไม่หมดมีอีกเยอะ อาตมาอายุ 84 แล้วมันชักจะยังไงๆอยู่ อาตมาฝืนขันธ์ตนเองมา หนึ่งนักษัตรแล้ว พยายามดันตนเองให้ถึงสามนักษัตร จะพยายามไปถึง 144 ก็ครบรองสามนักษัตร ก็มีผู้ช่วยเหลืออยู่ วันนี้ก็ไปยกกระสอบปุ๋ย ทีละสองกระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ไม่ค่อยได้ทำก็เลย เรื้อ ไปช่วยเขาขึ้นได้คันเดียวเขาก็ให้พักแล้ว ก็กล้ามเนื้อยังไม่ค่อยเข้าที่ การสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก็ยังขยายกันอยู่ เป็นเรื่องใหญ่ รูปีรูปานิปัสสติ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ และสุภันเตวอธิมุตโตโหติ ไปสู่อากาสา วิญญานัญจา อากิญฯ เนวสัญญาฯ ก็ขยายไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆขยับขยายไป ก็ต้องตามฟัง พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ุ6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ ุ61)
มนสิการ จนเป็นหลักของศาสนาพุทธที่สำคัญ หากไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะไปนั่งสะกดจิตหลับตา หรือลืมตาสะกดจิตแบบ ติชนัทฮันห์ เป็นต้น ก็พยายามอธิบายทั้งสัมมาทิฏฐิ และส่วนที่ผิดก็ต้องขอบคุณที่ต้องเอามายกตัวอย่างอ้างอิงประกอบ และก็ถามไปว่า เราหลุดพ้นได้แค่ไหนแล้ว ปัจจัตตัง อยู่ที่ตัวเรา จบกิจ กิจญาณในเรื่องนั้นๆ กตญาณ จบเป็นเรื่องเรื่องไปสั่งสมนิพพานเป็นแต้มไป พ่อครูว่า ถูกแล้ว
_Nuch สัณห์ปัญฑา....นมัสการเจ้าค่ะ มีปัญหาถามค่ะ ออกไปใส่บาตรแล้วเจอคนห่มเหลืองที่เดินมาแต่หนูไม่นิมนต์เค้าให้มารับอาหาร มีแต่คนว่าหนูว่าใส่บาตรให้ใส่ๆไปเลยจะเลือกพระใส่ทำไม ก็ในเมื่อคนนี้ไม่ใช่พระ เป็นกระเทยที่ชอบด่าชาวบ้านด้วย เพียงแค่ห่มผ้าเหลืองเพื่อหาเงิน หนูผิดมั้ยคะที่เลือกพระรับบิณฑบาต พ่อครูว่า..ถูกต้องทำถูกแล้วอย่าไปส่งเสริมพระที่ทำผิด
_ดิฉันเข่ง ใจแก้ว อโศกตระกูล จะเล่าตอนดิฉันมาปฏิบัติธรรมที่สันติอโศกใหม่ๆ แบกอัตตามานะมาเต็มที่ กับหยิ่งถือตัวก็เท่านั้น หลงตัวว่าสวย รวย เก่ง สิ่งเหล่านี้แหละเสริมอัตตามานะได้อย่างดี ดิฉันเลยเกิดอัตตามานะมาก ไม่ค่อยจะฟังใครเขา เชื่อมั่นตัวเองไม่ยอมใครง่ายๆเลยค่ะ ตอนมาปฏิบัติธรรมที่สันติอโศกใหม่ๆจะฟังแต่พ่อท่านเทศน์อยู่องค์เดียวเท่านั้น องค์อื่นๆเทศน์ไม่สนใจฟัง คิดดูก็แล้วกันว่า ถ้าหากดิฉันไม่มาปฏิบัติลดละอัตตามานะ ถ้าหากอยู่ทางโลกๆจะน่ากลัวแค่ไหน จะเบียดเบียนตัวเองและไปเบียดเบียนผู้อื่นขนาดไหน ถ้าอยู่ทางโลกๆมีทั้งเงินทอง มีทั้งอำนาจ มีทั้งคนยอมรับในสังคมนั้นๆด้วย อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากไม่มีศีลมีธรรม เราก็หลงตัวหลงตนว่าเราเป็นคนดีแล้วเข้าข้างตนเอง หารู้ไม่ว่ากำลังสร้างกรรมวิบากให้กับตัวเองมากๆ อยู่มาวันหนึ่งความไม่เที่ยงก็เกิดขึ้น ได้เปลี่ยนทางเดินมาเข้าสู่โลกโลกุตระ ทางนี้ต้องขยัน กล้าจน ทนเสียดสี หนีสะสม นิยมสร้างสรร สวรรค์นิพพาน ทางนี้ก็เสื่อมลาภยศสรรเสริญ ถูกนินทา ใหม่ๆก็ทุกข์เพราะเคยได้สมใจทุกอย่าง สุดท้ายมาทางนี้ก็ต้องเสื่อมหมด แล้วไม่ทุกข์ได้ ถึงจะเข้าถึงมรรคผลได้ พอดีฉันได้ปฏิบัติธรรมนานวันเข้าก็ได้เจริญธรรมขึ้นไป ก็ได้ทบทวนตัวเอง ก็ได้เห็นโทษของอัตตามานะชัดขึ้น มันน่าเกลียดอย่างนี้ ดิฉันก็เลยตั้งใจพยายามจะลดตัวอัตตามานะ แต่ก็ไม่ใช่จะลดได้ง่ายๆทันทีก็พยายามหาวิธี ฟังผู้อื่นและก็ยอมผู้อื่น แม้บางครั้งเขาเข้าใจเราผิด เราก็ต้องยอมไม่เถียง ทำทุกวิถีทางจะลดอัตตามานะ บางครั้งก็เจ็บปวดหัวใจเหมือนกัน บางครั้งน้ำตาก็ไหลออกมา บางครั้งน้ำตาก็ตกอยู่ข้างใน ดิฉันคิดแล้วไม่มีทางอื่น มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่มีพ่อท่านพระโพธิรักษ์พาสอนให้ลดอัตตามานะได้จริงๆ ที่อื่นๆมีแต่สอนให้เพิ่มอัตตา ไม่ได้สอนให้ลดอัตตาเลย เรื่องของอัตตามานะนั้นไม่ใช่จะยอมกันง่ายๆเลย ถ้าไม่สู้อย่างชนิดตายเป็นตายและเด็ดขาด กิเลสมันไม่ยอมเราง่ายๆเลยค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ต้องทิ้งโลกธรรมจึงรู้รสพระธรรม สุดท้าย จะถามพ่อท่านว่า ถ้าดิฉันไม่ได้มาปฏิบัติจนกระทั่งเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ จะไม่รู้รสของความเสื่อมทุกสิ่งทุกอย่างของการหมดของโลกียะ จะไม่รู้ว่าพ้นโลกธรรมใช่ไหมคะ คนที่มีลาภ มียศ มีสรรเสริญอยู่เต็ม จะไม่รู้เลยว่า การเสื่อมมีอาการของโลกธรรมเป็นอย่างไร ใช่ไหมค่ะ กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ พ่อครูว่า...ถ้าไม่ต้องทิ้งอะไรมาก็ได้ พระพุทธเจ้าจะทิ้งมาทำไม อาตมาจะทิ้งทางโลกออกมาทำไม มันต้องหมดตัวจริงๆ เราไม่มีจริงๆถึงรู้ แล้วอีกอย่างคือวิบาก หากคุณ ไม่มีลาภยศสรรเสริญเลย แล้ววิบากตามมาทันแล้ว เราจะรู้ เราจะเอาอำนาจเอาเงินฟาดจัดการก็ได้ทั้งนั้น แต่นี่มันไม่มีแล้วคุณจะต้องยอม ลดมานะอัตตาแล้วจะมีทางออก แล้วก็มีอจินไตย ยิ่งเราให้ยิ่งเราไม่มี ยิ่งเราขาดทุนจะยิ่งกำไร เป็นเรื่องที่เป็นปัจจัตตังรู้ด้วยตนเอง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา หรือแบบคนจน เราทำแบบคนจน ในหลวงเรา ท่านเองพยายามทำตัวจน แต่บารมีท่านต้องมีคนหนุน แม้แต่อาตมาก็ตาม แต่บารมีไม่มากเท่าในหลวงหรอก แต่เรารู้ว่าใจเราสะอาด ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเราจริงๆ เงินที่เขาเอามาบริจาคให้อาตมา อาตมาจะไม่ใช้เพื่อตัวเองเลยแม้ตนเองจะเจ็บป่วยจนจะตายแล้วก็ไม่เอาเงินที่เขาบริจาคนี้มาใช้รักษาตัวเอง ถ้าไม่มีส่วนไหนมาช่วย ตายเป็นตายหรือต้องกินอันนี้ จะต้องกินอันนี้จึงจะไม่ตาย ก็จะไม่ใช้เงินที่เขาบริจาคมาซื้อ อาตมาตั้งปณิธานไว้ ทำได้มาตลอด เงินที่บริจาคมาก็หมุนเวียนไปใช้ในกิจกรรมส่วนกลางหมด ไม่เอามาใช้ส่วนตัวแม้แต่กระทั่งกินข้าวหรือซื้อยา อันอื่นก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ทำเพื่อตนเอง อาตมาทำได้สำเร็จ พูดแล้วเหมือนยกตัวยกตน แต่มันเป็นวิชาการที่เอามายืนยัน พูดให้ฟัง เป็นเรื่องสัจจะที่ต้องปลูกฝังอย่างมาก แล้วจะได้นำพาความจริงที่เป็นมวลปฏิบัติได้ เป็นมวลที่เป็นรูปธรรม และมีพลังงานมีพฤติกรรม ทำงานให้แก่สังคมโลกไม่ใช่แค่ในประเทศไทย
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จิต มโน วิญญาณต่างกันอย่างไร _อีกอัน จิตมโนวิญญาณ เป็นอย่างไรคะ ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า...ตอนนี้คงอธิบายไม่ไหวแล้วละ่ก็ค่อยคิดตามฟังไปเรื่อยๆ ก็ตอบไปเล็กน้อย จิต มโน วิญญาณ จิตกับมโน เป็นคู่รูปนาม มโนนี่ถือเป็นพลังงานที่เรียกว่าพลังงานทางจิตยิ่งกว่าจิต ส่วนคำว่าวิญญาณ เป็นพลังงานโดยองค์รวม เจตสิกทั้งหลาย องค์รวมของเวทนา สัญญา สังขาร ทั้งหมดคือวิญญาณ การทำงานก็คือธรรมะสองมีจิตกับมโน สุดท้ายจริงๆแล้ว ธรรมะ 2 ขั้นปลายสุด ก็มีมนายตนะกับธัมมายตนะ มีสะพานกันมโนกับธรรมะ ธรรมะคือสิ่งทรงไว้เป็นอัตตาเรา กับการทำงานมโน มโนเป็นตัวละเอียดที่สุดทำงานคู่กับจิตเป็นธรรมะ 2 ตลอดเวลา ส่วน วิญญาณเป็นองค์รวม เป็นประธานของ จิตกับมโน แต่ตัวทำงานหลักคือ จิตกับมโน จิตจะเป็นตัวหยาบใหญ่ก็ได้ มโนเป็นตัวละเอียด ขยายความแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน มันจะมีอะไรอีกเยอะ เมื่อขยายจิต 82 เป็นต้น จะมีอะไรละเอียดกว่านี้อีกเยอะ
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานพลังงานคือเผากิเลสตน _อาตมาเอาข้อเขียนที่จะลงหนังสือเราคิดอะไร เดือนตุลาคม “ศาสตร์พระราชา” “ฌาน”ของพุทธจริงๆนั้นมันหมายถึง“พลังงานอุณหธาตุ”เป็น“ไฟกองใหญ่”มีฤทธิ์เหนือกว่าพลังงาน“ธาตุสสาร”และ“นามธาตุขั้นโลกีย์” อย่างวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)เกินคาด เผาแต่ของตนเอง คนอื่นทำให้ไม่ได้ ถ้าตนเองทำได้ แล้วก็ใช้ไฟฌานเผากิเลสคนอื่นได้ ถ้าทำได้ พระพุทธเจ้าก็ทำแล้วสิ แต่มันเป็นไปไม่ได้ จึงต้องสร้างขึ้นมาเอง ไฟฌาน อันประกอบด้วยปัญญา ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น ไปบอกว่า นั่งหลับตาแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนั้น มีแต่ต้องปฏิบัติ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีสัมมาทิฏฐิที่จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ทยอยเติมปัญญาเป็นปัญญินทรีย์ จนเป็นปัญญาผล มีกระบวนการทั้ง 6 นี้ทำงาน อาตมานามของพระพุทธเจ้ามาอธิบายตามแบบของอาตมา ซึ่งเป็น“พลังงาน”ที่มีทั้งความเร็วในการหมุนตัวรอบสูง และมีทั้งความแรงที่มีฤทธิ์สลายธาตุอื่นได้เยี่ยมยอด จึงสามารถ“เผา”หรือ“กำจัดไฟธาตุ”อื่นที่เป็น“จิตนิยาม”คือ“ไฟราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ” ให้ละลายหายสูญไปอย่างสิ้นซากเกลี้ยงสนิทเด็ดขาดถาวรยั่งยืนตลอดกาลนิรันดรได้จริงๆ แต่ผู้มีจริตสายสมถะ ก็เอาภาษาคำว่า“ฌาน”ไปใช้ในเชิง“การเพ่ง-การกดข่ม”เท่านั้นในวิธีหลับตาเพ่งข่ม(meditation ซึ่งมิใช่ supra-concentration)ด้วยพลังงาน“ข่มจิตสะกดจิต”ให้ยิ่งๆ กระทั่งแน่นแข็งนิ่งสนิท ไม่เคลื่อนไม่ไหวติงสำเร็จ ตนไม่รู้ตัวนานสุดแสนนาน ถึงขั้นตน“จำกาละ”ไม่ได้ จึงทำให้หลงว่า นี่คือ “นิรันดร” เพราะมันนานเกินกว่าที่ตนจะระลึกนึกถึงหรือระลึกนึกค้นขึ้นมาได้
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน สัจจะของอัตตา ซึ่งสัจจะของ“อัตตา(ตัวตน)”แท้ๆนั้นผู้ยอมรับว่ามี“อัตตา”นิรันดรเป็นที่สุด ก็คือ ผู้ยังไม่มี“ปัญญา”แบบพุทธสัมมาทิฏฐิ ตามที่สาธยายมา เป็นผู้ไม่พ้น“อวิชชาสวะ”หรือที่สุดจริงๆคือ ไม่พ้น“อวิชชานุสัย”สัมบูรณ์แท้ยังเป็นผู้“จำนน”ต่อ“ภาวะที่มีอัตตานิรันดร”อยู่นั่นเอง ตนจึงต้อง“มีพระเจ้า” เพราะเขาไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”(สัมมาทิฏฐิ)ที่สามารถกำจัด“อัตตา 3”แท้ เกลี้ยงได้จริงอย่างเป็นลำดับละเอียดลอกระทั่ง“อนัตตา(ไม่มีตัวตน)”เป็นที่สุดแห่งที่สุดได้เกลี้ยงสำเร็จแท้ จึงจำนนเป็น“เทวนิยม”ผู้มี“พระเจ้า”คือ“บรมอัตตา(ปรมาตมัน)”อย่างที่มีกันนั้นแหละ ความจำนนเป็นผู้“มีอัตตา”นิรันดรอยู่แท้จริง จึงเป็นกันด้วยเหตุเช่นนี้เอง เพราะที่แท้นั้นสภาวะ“อัตตา”นั้นๆยังไม่ได้ถูกกำจัดทำลาย ยังไม่“สลายสูญไป”หรือหายไปจากความเป็น“ตัวตน”นั้นๆเด็ดขาด ตามคำสอนของ“พระศาสดา” “พระศาสดา”คือ มนุษย์นี่แหละที่มีตัวตนจริง เป็นผู้ประกาศคำสอนแก่มวลมนุษยโลก “พระศาสดา”ทรงสอนให้“รู้”ได้เท่าใดผู้ได้รับคำสอนจะปฏิบัติบรรลุผลได้สูงสุดก็เท่าที่พระศาสดานั้นทรงสอนให้เท่านั้น “พระศาสดา”ของพุทธคือ พระพุทธเจ้า เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งแท้ๆที่ทรงประกาศ“ทฤษฎีวิเศษ”ของพระองค์แก่มนุษยโลก ให้มนุษย์ทุกคนปฏิบัติบรรลุตามได้ กระทั่งสูงสุดก็สามารถบรรลุเท่ากับ“พระศาสดา”เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งบ้าง มนุษย์ ทั้งหลายจึงล้วนมีสิทธิ์เสรีภาพจะเป็นได้ มนุษย์ทุกคนจึงมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกคนที่จะพากเพียรพยายามบำเพ็ญบารมีให้บรรลุความเป็น“พระศาสดา”ของพุทธได้เป็น“พระพุทธเจ้า”พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในโลก ไม่สงวนสิทธิ์ ทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะบรรลุเป็น“พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า”ได้ ถ้าหากคนผู้นั้นพากเพียรบำเพ็ญตน สั่งสมบารมีให้ถ้วนถึงจนกระทั่งบรรลุ“พระอนุตตรสัพพัญญุตญาณสัมมาสัมพุทธเจ้า”ได้จริง กระทั่งสามารถบรรลุตาม“ทฤษฎีอันวิเศษ”(สัมมาทิฏฐิที่มีคุณวิเศษขั้นอุตตริมนุสสธรรม)ของพระพุทธเจ้าได้จริงแท้ ศาสนาที่ไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ” คือ“สัมมาทิฏฐิ”เป็นต้นของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”ได้เป็นอันขาด นั่นคือ ถ้าไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”คือ“สัมมาทิฏฐิ” เช่นว่า ไม่มีความรู้ขั้น“อาริยสัจ 4” ไม่มี“สัมมาอาริยมรรค อันมีองค์ 8” ไม่มี “โพชฌงค์ 7” หรือไม่มี“โพธิปักขิยธรรม 37” ไม่มี“จรณะ 15 วิชชา 8” ไม่มี“ไตรสิกขา” ฯลฯ ก็จะไม่สามารถมีความรู้“ธรรมนิยาม 5” และไม่พ้น“อจินไตย 4”แน่นอนเด็ดขาด เช่น ยุงนี้ ต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive