600917_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รู้ความจริงปัจจุบันของกายในอานิสงส์ของศีล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600917_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รู้ความจริงปัจจุบันของกายในอานิสงส์ของศีล

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2560 แรม 12 ค่ำ เดือนสิบ ปีระกา ที่ราชธานีอโศก ใกล้จะออกพรรษาแล้ว บางคนบอกว่า เห็นสวรรค์รำไรเพราะใกล้จะออกพรรษาก็หมดเวลาตบะที่ตั้งกันไว้ แต่พ่อครูบอกว่า นรกคือสวรรค์นั่นเอง สวรรค์นิดๆก็นรกนิดๆ และตอนนี้ก็ใกล้เทศกาลกินเจ เราก็ต้องช่วยเตรียมงานกัน ปลูกผักกัน ที่ผ่านมาพ่อครูเน้นย้ำเรื่องกาย เพราะเป็นความเข้าใจกายที่จะเอาไปปฏิบัติในหลักต่างๆของพุทธ พ่อครูเน้นกรรมฐานของพุทธคือ เวทนา ทำทุกปัจจุบันให้ 0 ได้ คือความสำเร็จ ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว พ่อครูว่า...เริ่มต้นด้วยคำถาม ที่ค้างมาว่า ขอให้พ่อครูอธิบาย ความจริงกับปัจจุบัน และปัจจัตตัง สามคำนี้ เกี่ยวข้องกันอย่างไร เรารู้กันลึกซึ้งขึ้นมา ทำให้รู้ว่าแต่ละคำมีนัยต่างกันเล็กละเอียด

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ความจริงคืออะไร ความจริงคือสิ่งที่เป็นสภาวะเดียวในโลก ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ถูกต้องที่สุด จะต้องมีต้องเป็นให้ได้ จะต้องถึงให้ได้ ถ้าจะมี ก็ต้องมีอย่างความจริง ถ้าไม่มีก็หมดไปเลย เกลี้ยง และความจริงนั้นต้องดี อาตมานิยามความจริงเอาไว้ถึง 10 อย่าง 1. เป็นความดี 2.มีความถูกต้อง 3.มีคุณค่าเป็นประโยชน์ 4.ต้องพ้นทุกข์อริยสัจ 5.ต้องเป็นไปได้จริง 6.รู้ได้จากสัมผัสปัจจุบัน แม้ที่สุด..รู้กระทั่งนามธรรมในระดับสุญญตา หรืออนัตตา ต้องจริงอย่างแจ้งใจ 7.เข้าถึงความจริงนั้น หรือตนเองเป็นได้ ตามความรู้นั้นๆ แล้ว อย่างเต็มใจ เอาปัจจุบันหลัดๆยืนยันให้ตรงกัน เร็วที่สุด สั้นที่สุด แน่ที่สุด ก็คือปัจจุบัน แม้แต่แค่หายใจเข้าออกหรือจิ้มลงไปปั๊บพอถอนมาก็ไม่ใช้ปัจจุบันแล้ว แต่ใจจริงก็ต้องรู้ว่าอะไรดีๆก็ให้นานไว้หน่อย

อ่านต่อ

ตอนนี้ในโลกก็มี คิมจองอึน กับโดนัลด์ทรัมป์ ทำสงครามกัน อาตมาไม่สงสัยหรอก ผ่านมาหมดแล้ว และเคยทำสงครามอย่างฉลาดกว่ามีปัญญากว่านั้นมากนัก ว่ากันแล้ว ชาวอโศกก็ทำสงครามอยู่ เราขณะนี้ก็ทำสงคราม แต่เป็นสงครามยิ่งกว่ามหาภารตะยุทธ เป็นสงครามคุณธรรมลึกซึ้ง รบกันด้วยคุณธรรมอย่างไม่หยาบคาย เป็นคุณค่าคุณงามความดี แม้แต่ร่างกายก็ไม่ทำให้ระคายเจ็บปวด มีแต่จิตที่จะให้กระทบกัน อย่างหยาบสุดก็แค่ปากหอก จะเจ็บปวดก็แค่มุขสตี แค่ภาษาสำเนียง ตบก็ตบกันอย่างลมๆแล้งๆไม่ถูกตัว ที่จะหยาบอย่างใช้อาวุธหั่นร่างกายนั้นมันต่ำไปแล้ว 8.ผู้ฉลาดแท้หรือปราชญ์แท้ก็จะจำนนยอมรับ ต่อผลของความจริง ที่เป็นแล้ว - ที่มีแล้วนั้น ต้องมีคนอื่นอย่างน้อยอีก1 คนยืนยันร่วมยอมรับได้ด้วย ยิ่งมีมากคนเท่าไหร่เป็นร้อยคน พันคน ล้านคน ก็ยิ่งถือว่าเป็นความจริงมากเท่านั้น โลกุตระก็มีจำนวนหนึ่งไม่มากเท่าโลกียะ โลกียะเขารับรองกันมากมาย ไม่ประหลาด เราก็เข้าใจ เราเคยโง่อย่างนั้น คุณก็รับรองแต่เราก็ไม่เอาแบบคุณแล้ว คุณยังเสียเวลาทุนรอนแรงงานไปกับโลกีย์ก็แล้วแต่ แต่เราไม่ริษยาหรอก เราทิ้งแล้วเราถือเป็นอุจจาระแล้ว(อจร.) 9.ไม่แปรเป็นอื่นอีกแล้ว (อวิปริณามธัมมัง) 10.ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ (เอหิปัสสิโก)

ปัจจุบันเป็นกาละ ความจริงคือ สิ่งที่เป็นกรรมวิบาก สิ่งนั้นเกิดในจิตนิยามจะมีกรรมวิบาก เป็นของคน เป็นทายาทของคน สั่งสมเชื้อพันธุ์ของคน เป็นเครื่องอาศัยถ้ายังไม่ปรินิพพานที่ยังต้องทำสงคราม สรณะก่อนจนกว่าใครจะสามารถจบสงครามเป็นอรณะแล้ว จะมีบารมีช่วยด้วย ปัจจัตตัง คือ เกี่ยวกับตัวเราทั้งนามและรูป เราต้องรู้ด้วยนาม และต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด และที่สัมผัสรู้ต้องให้ผู้อื่นร่วมรู้ด้วยได้ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ยิ่งมากคนยิ่งเป็นความจริงเท่านั้น คำนี้ต้องขออภัย ต้องอธิบายต่อ ปัจจ ป คือกรรม ก ก็คือกรรม แต่ ป เป็นกรรมที่มีปัญญามีความรู้ เริ่มต้นด้วย ป จึงมีความรู้ มีปุญญะเป็นต้น ป ผ พ ภ ม เป็นฐาน ที่มีคุณสมบัติคุณธรรมของผู้ที่มีความรู้มีความเป็นไปได้มีความเจริญ ผ คือ การปฏิบัติจะต้องมี ผ มีสิ่งที่ต้องมาเกี่ยวข้องร่วมทำไปด้วยกัน ผ ต้องมีสิ่งตอบรับ มีคู่ทายก ปฏิคาหก เป็นต้น ภ คือรวมเป็นกิริยา มีสิ่งที่เกิดบทบาทอยู่ ภ สำเภา แปลว่าความเจริญก้าวหน้าพัฒนาการขึ้นไป ยิ่งใหญ่ ม คือรวมลงที่จิตวิญญาณ ป เริ่มต้นทำ + จ เป็นแสงสว่างเป็นความรู้ + อัตตา คือตัวเรา ตัว ต คือสิ่งที่มีอยู่ตั้งอยู่ สิ่งที่มีอยู่ต้องประกอบด้วยปัญญาหรือแสงสว่าง หรือ จจ ถ้ามีทั้งตัวนั้นและมีทั้งตัวรู้ก็เป็นสัจจะ อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้ว ปัจจัตตัง ต้องมีความจริงในปัจจุบันและมีความรู้เพิ่มเติม จึงเรียกว่าปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ซึ่ง วิญญูหิติคือรวมความรู้ทั้งหมดเลยคือวิญญาณ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน คนเราเกิดมาเอาอะไร _คนเราเกิดมาเอาอะไรคะ พ่อครูว่า...เริ่มต้นจิตนิยามเป็นเซลล์แรก เริ่มต้นPrimary cell เป็นจุดเริ่มต้นของชีวะที่เป็นสัตว์ต่างกับพีชะแล้ว กว่าจะออกจากกรอบพีชะมาเป็นสัตว์ต้องมีพลังงานพอ หากเรียนรู้ความรู้จากพระพุทธเจ้าจากผู้รู้ก็ออกได้ง่ายกว่า แต่ทุกวันนี้คนออกนอกโลกสบาย แต่ก่อนออกนอกโลกไม่ได้ง่ายๆ หาพลังงานองศาที่จะออกจากโลกไม่ได้ แรงดึงดูดในโลกก็ดึงดูดกลับมาหมด แต่ทุกวันนี้ได้หมดแล้ว รู้มุม เหลี่ยม องศา วิธีการที่จะใช้พลังงานอย่างนั้นอย่างนี้ได้หมด สรุปแล้วคนเราเกิดมาเอาอะไร คนเราเกิดมาตอนโง่ที่สุด เป็นจิตนิยาม มาเอาอัตตาตัวตน อัตตาที่เป็นตัวต่อ เซลล์จิตนิยามตอนแรก คล้ายกับพีชะ มีแต่ของตัวของตน เอามาเป็นตัวเป็นตน แต่รบกวนใครยังไม่ค่อยเป็น ก็ได้แต่เป็นเหยื่ออันอื่น เป็นสัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่งพัฒนามีเขี้ยวเล็บ ก็พัฒนาผิด สรุปแล้วคนเราเกิดมาเอาอะไรตอนแรกก็มาเอาอัตตาโง่ๆ อวิชชา เป็นตัวกูของกู พีชะ มันก็มีตัวกูของกู แต่ไม่ระรานใคร แต่อัตตาที่เป็นจิตนิยามมันเริ่มมี ตัวกูของกูที่เป็นพิษภัยต่ออันอื่นหยาบคายร้ายแรงเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นได้ หนักเข้าก็อำมหิตโหดเหี้ยม เซลล์ถ้าอวิชชาก็มีแก้แค้นพยาบาทสมบัติผลัดกันชม ทำลายล้างกัน สมบัติก็ผลัดกันชมกัน ถ้าเข้าใจอันนี้ สมบัติผลัดกันชมกับทำลายล้างแก้แค้นกัน สองอันนี้ คือนิยายของโลก ความวนเวียนของโลกียะเท่านี้ สมบัติผลัดกันชมกับทำลายล้างแก้แค้นกัน แรงเท่าที่สามารถเลวได้ เรารู้แล้วก็เลิกไม่ต้องไปแย่งสมบัติใครไม่ต้องไปจองเวรจองกรรมกับใคร ให้มันหลุดพ้นจากบ่วงเวรที่ต้องไปทำร้ายใคร ผู้มีปัญญา ก็เลิกล้างไป มาเอาสิ่งที่ไม่ทำให้เกิดพิษภัยเกิดโทษ ไม่ต้องไปเอาของใคร อยากได้ก็สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง สั่งให้ได้เกินและเหลือ แจกจ่ายผู้อื่น ใครมารบกับเราก็เอาสมบัติแจก ใครมากวนเราก็เอาสมบัติแจก เดี๋ยวมันก็ถูกสมบัติเราทับหัวตาย ทำให้ตาลายทำให้งงงวย จะทำร้ายเราไม่ออก สมณะฟ้าไทว่า...พระพุทธเจ้าตรัสว่าการให้เสมอด้วยการรบ พ่อครูว่า...คนไม่รู้ก็จะมารบกับเรา ทุกวันนี้เราให้ขนาดนั้นเราก็ยังต้องรบ เขาก็มารบกับเรา เราก็สร้างของเราให้เหลือกินเหลือใช้ สรุปอีกที มีภูมิปัญญาแล้วมาค่อยลดละ 1.สมบัติผลัดกันชม 2.ทำร้ายทำลายแก้แค้นกัน ชาตินี้อาตมามีบารมีสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นไม่แผ้วพาลเราได้ เป็นเรื่องอจินไตยวิบากกรรมที่เป็นบารมีของใครของมัน ต้องสั่งสมบารมีนั้นเอาเป็นเรื่องสุดยอด จบตรงนี้แค่นี้ ก็แล้วกัน ก็ค่อยๆได้เป็นจริงตามที่เราสะสมด้วยกรรมของเราเอง จะไปเอามาจากของใครไม่ได้

_คนทุกข์และมีปัญหาและก็หลงตัวเองติดยึดไม่รู้จักตัวเองเป็นได้ไหม เพราะอะไรคะ พ่อครูว่า...ก็เป็นอยู่เยอะแยะ แม้แต่ตัวคุณเองก็ดูให้ดี ระวังโง่ เพราะมันไม่รู้ ต้องเรียนรู้แล้วเลิกลาให้ได้จริงๆจึงจะจบได้

_จากไลน์ส.บินก้าว ส่งคำถามมา

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน มหาปเทส 4 คืออะไร กราบนมัสการเจ้า ท่านสมณะ คะ ลูกขอนำเรียนถามถึง 1.มหาภูต 4 คืออะไรคะ... ? 2. มหาปเทสอีกค่ะ 4 ข้อย่อยๆ ที่เป็นความหมายทั้ง 4 นั้นคืออะไรคะ...สิ่งที่ควร สิ่งใดห้ามสิ่งใดไม่อนุญาตอะไร ทั้ง 4 ข้อนั้นคืออะไรคะ อธิบายให้ลูกทราบทีเจ้าคะ กราบนมัสการคะ พ่อครูว่า... มหาปเทส 4 จะใช้สำหรับพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ก็เริ่มฝึกกัน มหาปเทส 4 คือ 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92) เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ จึงต้องใช้ความซื่อสัตย์ของตัวเองและภูมิปัญญาของตัวเองตัดสินอย่างซื่อสัตย์ ไม่มีตัวตนไม่มีอคติ

_คนที่ 2 จู่ ๆ ส่งภาพและลิ้งค์เพลง คืนความสุขประเทศไทย เข้ามา แล้วถามว่า ทำไมทุกครั้งที่ปฏิวัติสำเร็จแล้ว จึงไม่มีตราของประชาชน ร่วมประกาศเข้าไปด้วยบ้าง ? เพราะประชาชนต่างหากที่ให้การสนับสนุนจึงสามารถทำการได้สำเร็จ และ ก้อประชาชน นี่แหละ ที่ยังร่วมมือตลอดมา...เพื่อว่า หากมีอะไรที่เริ่มออกนอกแนวทาง..จะได้ฟังประชาชนด้วย ตัวอย่างเรื่อง ธัมมี่ , ปู หนีไปได้ หรือ ย้าย ผอ.สำนักพุทธ แบบนี้ ประชาชนไม่พอใจ ออกมาติงบอก ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โยนกันไป-มา หรือว่า ไม่เห็นประชาชนในสายตา... กราบขอบพระคุณครับ อึดอัด.. อึดอัด.. พ่อครูว่า...ให้คนไปสร้างตราของประชาชน แล้วให้ทุกคนยอมรับให้ได้ก่อน แต่ที่ประชาชนทำมาด้วยความสงบเรียบร้อย ทำให้เกิดการปฏิวัติด้วยความสงบอันนี้เป็นความจริง ใช้ความสงบสยบความรุนแรง ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจนสามารถชนะได้อย่างเนียนละเอียด เบา จนกระทั่งพลเอกประยุทธ์บอก ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ เป็นรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สัตตาวาส 9 วิญญาณฐิติ 7 _จากอโศกสัมปสังโก ….เมื่อวันก่อนพ่อครูอธิบายวิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 และสัตตาวาส 9 ทำให้ญาติธรรมเข้าใจเรื่องกายได้อีกมาก ในอดีต พ่อครูได้นำธรรมะ 2 หมวดนี้อธิบายแต่ไม่เคยเชื่อมโยงอย่างนี้ วันนี้ผมอยากให้พ่อท่านให้การรับรองว่า ถ้าหากเข้าใจธรรมะ 3 หมวดนี้แล้ว ก็จะสามารถเข้าใจความหมายคำว่ากายได้ชัดเจน และจะทำให้เกิดการปฏิบัติธรรมได้ผล และคำว่ากาย คือองค์ธรรม 1 ในสติปัฏฐาน 4 อันเป็นก้าวแรกของโพชฌงค์ 7 ในโพธิปักขิยธรรม พ่อครูว่า...ใช่อย่างที่คุณพูด ถ้าสามารถเข้าใจวิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 และสัตตาวาส 9 วิญญาณฐิติ 7 กับสัตตาวาส 9 สัตตาวาส 9 เป็นองค์รวม แต่วิญญาณฐิติ 7 ถอดเอามาเฉพาะวิญญาณ ทิ้ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับ อสัญญีสัตว์ รูปคือตัวที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ กายคือรูปกับนาม ในสัตตาวาส 9 มี 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) . 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) .

คำว่าอสัญญีนี้ มีได้สองอย่าง อสัญญีสายหลับตาดับปี๋ เขาหลงว่าเป็นนิโรธดับ ไม่มีสัญญาจริงๆ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคัมภีรา ปฏินิสสัคคะ หมุนรอบเชิงซ้อนทวนกลับ มีทั้งมี มีทั้งไม่มี สัญญาหนึ่งคือ สิ่งที่เป็นตัวกำหนดรู้ แล้วไปยึด อีกสัญญาหนึ่งก็ไปรู้สัญญาตัวที่ไปยึด ก็ล้างสัญญาตัวที่ยึดมั่นถือมั่นให้หมด พ้นสัญญูปาทานักขันโธ คือการยึดสัญญาว่าเป็นเราเป็นของเรา ล้างสัญญาตัวนี้จนหมดอุปาทาน จึงเกิดสัญญาสะอาด สัญญาตัวที่ไม่มีคือสัญญูปาทาน คือตัวกูของกู ตัวเราของเราก็ล้างให้หมด เหลือแต่สัญญาตัวที่สะอาด สัญญาหนึ่งมีอยู่อีกสัญญาหนึ่งทำให้ไม่มี ก็เหลือแต่สัญญาที่ไม่มีอุปาทาน เป็นสัญญาอาศัย คุณก็อาศัยสัญญานี้จนเป็นวิสัย จนเป็นนิสัย หรือจะโง่ต่อ เอาไปฝังในอนุสัยก็ตามใจเถอะ สัตตาวาสเป็นรูป วิญญาณฐิติเป็นนาม และวิโมกข์เป็นกรรม กายคือธรรมะสอง เอามาทำงานร่วมกันเสีย เป็นคู่ๆอย่าไปทำปนเปทีละร้อยทีละหมื่น อย่าตะกละ จัดการไปแล้วคุณจะเก่งจะเร็วเอง คุณเก่งเร็วทำทีละสอง เก่งเร็วจนคนประดังมาเท่าไหร่ก็ทัน เป็นจอมยุทธที่รับลูกได้ทัน เป็นจอมยุทธที่สุดยอด จัดการได้หมด จะมาท่าทีแบบไหน ก็มีมุทุภูตธาตุ มีธาตุจิตแววไวไหวพริบ ทั้งเจโตก็ปรับเป็นตัวนั้นตัวนี้ได้เร็ว

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายในโลกุตรธรรม 37 ในคอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร อาตมาเขียนไว้ ฉบับที่ 326 เรากำลังอธิบายกันให้ลึกซึ้งถึงความเป็น“กาย”กันอีก ต้องพูดซากพูดซ้ำย้ำกันไปทุกเหลี่ยมทุกมุม กว่าจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในคำว่า“กาย”กันได้จริงๆสำคัญยิ่ง สำคัญมาก เฉพาะอย่างยิ่งในคนไทย “กาย”คำนี้ได้กลายมาเป็นภาษา“ไทย”ไปแล้ว และได้เบี้ยวบิดผิดเพี้ยนจากความหมายเดิมของ“ศาสตร์”พุทธไปสนิท ที่จริงในพจนานุกรม“บาลี-ไทย”ซึ่งยังมีคำแปลกันไว้ ถูกต้องอยู่ ก็ยังมีเยอะนะ กาย = กอง,ฝูง,หมู่,ประชุม ; หมวดแห่งเจตสิกธรรม คือ เวทนา สัญญา และสังขาร ซึ่งมันก็คือ “กาย” และแปลว่า องค์ประชุมหรือหมวดหรือกองของเจตสิกธรรม อันมี เวทนา สัญญา และสังขาร นั่นเองก็ยืนยันชัดเจน คำว่า “กาย”นั้น ไม่ใช่ คำที่มีความหมายแค่“ร่างภายนอก” อันประกอบด้วยดิน,น้ำ,ไฟ,ลมประชุมกันอยู่เท่านั้น แต่ต้องมี“นามธรรม”เป็นหลัก คือ เจตสิกทั้งหลายเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความถูกต้องตามความหมายแท้ของคำว่า“กาย”นั้นยังยืนยันมีหลักฐานอยู่ชัดๆว่า “กาย”ก็หมายถึง องค์ประชุม หรือกองหรือองค์รวมของเจตสิก ธรรม อันมี เวทนา สัญญา และสังขาร ตรงๆ คำว่า “กาย”ในศาสนาพุทธนั้นเป็น บาลี ซึ่งมีนัยะสำคัญยิ่งยวดในการปฏิบัติธรรม เพราะเป็น“โพธิปักขิยธรรม”ข้อต้น กันทีเดียว ที่คนผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธจะต้องเรียนรู้ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิกันให้ได้ ก่อนคำว่า“เวทนา” ก่อนคำว่า “จิต” ก่อนคำว่า“ธรรม” เพราะ“กาย”เป็น“ธรรม”ภาวะข้อแรก ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงก่อนอื่นใดของ“พุทธธรรม” อันเป็น“ธรรม”ที่มีคุณวิเศษ(อุตริมนุสธรรม)ถึงขั้น“โลกุตระ” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรงๆชัดๆว่า “โลกุตรธรรม 46” ที่มี“โลกุตรธรรม 9” กับ“โลกุตรธรรม 37”นั้นอย่างไร? ได้แก่ อะไรกันบ้าง? มีอะไรกันแน่? (ผู้สนใจตรวจดูได้จากพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มรรคผล”นั้นมี “โลกุตรธรรม 9” และกระบวนการ(process)ในการปฏิบัตินั้นคือ “โพธิปักขิยธรรม 37” รวมแล้วทั้งหมดเป็น“โลกุตรธรรม 46” ซึ่งมี“สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน(คัมภีราวภาโส)”ของกระบวนการแห่งโลกุตระอย่างมี ระบบระเบียบของขั้นต้น,ขั้นกลาง,ขั้นปลาย ที่ผู้มี“วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสนวิเศษ”จะมีภูมิปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงตามสภาวแห่งธรรมอันมี“รูปนาม-นามรูป”ที่มีครบทั้ง“มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24” ชนิดที่สลับซับซ้อนดูเหมือนจะสับสน-ไม่มีระบบระเบียบ(chaos)เอาเสียเลยสำหรับผู้ที่ภูมิยังเป็น“ปุถุชน”หรือยังมี“ภูมิโลกียะ” แต่ผู้ที่มี“ภูมิโลกุตระหรือในภูมิของ“อาริยชน”นั้น จะไม่สับสนเลย จะเข้าใจเห็นจริงชัดเจนชัดแจ้งด้วย“วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนวิเศษ”ที่มีระบบระเบียบตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าได้แท้จริง คัมภีราวภาโส = คัมภีระ + ภาวะ +โอภาส คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ดับสวรรค์ขึ้นไปเป็นลำดับชั้นชั้น ไปได้ไปเรื่อยๆ แต่คนอวิชชาจะสร้างสวรรค์ขึ้นไปเป็นชั้นๆ เป็นตีนภูเขาที่ใหญ่โตบานปลายไปหาที่ต่ำด้วย ส่วนโลกุตระจะเป็นปลายยอดภูเขามีที่สิ้นสุดไปหายอดสุด เพราะมี“การสัมผัสของจริง”ที่เป็น“ธรรมะ 2”(เทฺว ธัมมา)ทั้งภายนอกและทั้งภายใน ยืนยันความเป็น“กาย”ต้องมีครบ “ธรรมะ 2”ให้รู้จักรู้แจ้งอยู่ในปัจจุบันหลัดๆโต้งๆครบถ้วน ด้วย“รูป”ด้วย“นาม”ที่เป็น “ปัญญา”อันเป็น“โลกุตรภูมิ”อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การเกิด“มรรคผล”ที่เป็น“โลกุตรธรรม 9”ก็ดี การปฏิบัติด้วย “กระบวนการของโพธิปักขิยธรรม 37”ก็ดี แม้จะมีความสลับซับซ้อนมากมาย มีสภาพ“หมุนรอบเชิงซ้อน”อย่าง“สูงหล้า-ฟ้าลึก”ปานใด ก็เป็นไปตามทฤษฎีที่เป็น“ขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย”อันมีระบบระเบียบ เป็นไปได้ชนิดที่ลุ่มลึกราบเรียบ “ราวฝั่งทะเล”อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งผู้ไม่มี“ภูมิโลกุตระ”จะ“ไม่เชื่อ” ยุคนี้ในวงการพุทธมัน“เป็นจริง”ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ เห็นได้ว่าปฏิบัติหลับตาทิ้งภายนอก ไม่เริ่มต้นจาก“กาย” และเข้าใจ“กาย”ผิดไปหมดแล้ว “ความน่าอัศจรรย์”ที่พิเศษจริงๆนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109 “ปหาราทสูตร” ค้นหาอ่านดูเถิด จะเข้าใจได้อย่างดียิ่ง เพราะเป็นเรื่อง“ทวนกระแสความเป็นโลกียปุถุชน”(ปฏิโสตัง)แท้ๆ ซึ่งเป็น“ความน่าอัศจรรย์”ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 8 ที่เริ่มต้นด้วย“ความเป็นไปตามลำดับ”อันมี“ต้น-กลาง-ปลาย”ย่อมเรียงกันไปเป็นลำดับๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติศีลให้เกิดอานิสงส์ไปตามลำดับ เริ่มจาก“การศึกษาไปตามลำดับ(อนุปุพฺพสิกขา) กระทำไปตามลำดับ(อนุปุพฺพกิริยา) บรรลุไปตามข้อปฎิบัติเป็นลำดับ(อนุปุพฺพปฏิปทา) มิใช่บรรลุอรหัตผลกันแบบลัด ตัดทิ้ง“กายมีแต่ใจ”(ไม่มีต้น-กลาง-ปลาย) ต้องมี“กาย”กับใจ”เสมอทั้งขั้นโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี สุดท้ายถึงขั้นอรหันต์ มีปฏิเวธ แปลว่าแทงลงไป คือที่จริงคือการเคล้าเคลียอารมณ์ลงไป เหมือนจุนสีที่จะซึมซับทั่วไปทุกอณูเลย ปฏิบัติ“ศีล”ก็ต้องมีต้น-กลาง-ปลาย ที่เจริญอย่าง“หมุนรอบเชิงซ้อน”(คัมภีราวภาโส)ที่เป็นระบบระเบียบลึกซึ้งด้วย“อธิศีลสิกขา-อธิจิตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา” พร้อมกายใจ “อธิจิต”หรือ“สมาธิ” ใจก็ต้องสั่งสมตกผลึกเจริญอย่าง“หมุนรอบเชิงซ้อน”ไปครบ“ใจ”ครบ“กาย” เป็น“สมาธิ-สมาธินทรีย์-สมาธิพละ”เสมอ ไต่ลำดับต้น,กลาง,ปลาย “อธิปัญญา” ก็มี“ความฉลาด”ที่ต้องเจริญชนิดที่“หมุนรอบเชิงซ้อน” ครบ“ใจ” ครบ“กาย” ไปตามลำดับมี“ต้น-กลาง-ปลาย” เป็น“ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ”จริง แม้“วิมุติ”ก็ดี หรือ“วิมุตติญาณทัสสนะ”ก็ดี หากไม่มีต้น-มีกลาง-มีปลายเป็นไปตามลำดับดังสาธยายมานี้ นั่นก็คือ ผู้นั้นปฏิบัติธรรมที่ไม่ใช่แบบพุทธ เพราะไม่เริ่มต้นเป็นลำดับ ตรงจุดแรกของการปฏิบัติแบบพุทธที่สำคัญยิ่งได้ถูกแน่ แม่นแท้จริง ผู้นั้นก็จะเสียเวลามาก จะสับสนวนเวียน จะวกไปวนมา ทำแล้ว ก็จะต้องกลับมาทำอีก กลายเป็นคน“วิตักกจริต”ที่จะต้องใช้เวลาปฏิบัติเสียเวลาสูญเปล่ายาวนานเยิ่นเย้อเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น ทำแล้ว ไม่รู้แล้วรู้เสร็จ ทำได้ผลหรือไม่ได้ผล ก็ไม่มีกรอบขอบเขตกำหนดตาม“สัจจญาณ-กิจจญาณ-กตญาณ” เหมือนพวกเชน ที่มีภาชนะอันเดียว ใส่อะไรทั้งหมด ข้าว ขี้ เยี่ยว หรือมีไม้ปัดอันหนึ่งก็ปัดแล้วปัดอีกให้สะอาดๆๆ หรือเปรียบเทียบเหมือนพวกเอาขี้มาขยำอีกต่อ ไม่ใช่พวกเอาขี้ไปทำปุ๋ยนะ ผู้ปฏิบัติที่ไม่มี“วิธีปฏิบัติ”ที่ถูกต้องอย่างเป็นลำดับของ“ศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุติ-วิมุติญาณทัสสนะ” อันเป็นของพุทธ นั่นก็คือ ผู้ปฏิบัติที่ไม่เป็น“ไตรสิกขา”เช่น ผู้มี“ความเห็น”(ทิฏฐิ)ว่า การปฏิบัติธรรม คือ“การหลับตาทำสมาธิ” แล้วก็สอนกันว่า หลับตาทำสมาธิไปเถอะ หลับตา นี่แหละ จะเกิด“ศีลบริสุทธิ์”ตามมาเอง!!!..? มีสอนกันแบบนี้จริงๆ คิดดูเถิด! ศีลจะเกิดได้ในหลับตา ..มันจะเกิดได้ยังไง? ในเมื่อ“ศีล”นั้นคือ ข้อกำหนดเป็นข้อๆ เช่น ข้อ 1 อย่าฆ่าสัตว์ ข้อ 2 อย่าลักทรัพย์ของคนอื่น ข้อ 3 อย่าทุจริตละเมิดในกาม เป็นต้น และอีกเยอะแยะมากมาย แต่ไปปฏิบัตินั่ง“หลับตา” ไม่มีกิริยาเคลื่อนไหวภายนอกเลย ซึ่งไม่ได้สัมผัส “สัตว์”ที่มีสัตว์อยู่ภายนอกจริงๆ หรือไม่ได้สัมผัสกับ“ของ”ที่เป็นของที่มีอยู่ภายนอกจริงๆ แล้วจะยืนยันว่าบริสุทธิ์ ได้ไง? จิตใจเราจะ“อยากทำร้ายสัตว์”หรือเปล่า.. ก็ไม่มี“ความจริง”นั้นให้เรารู้จริง ให้เราได้สังวรระวังปฏิบัติอะไร หรือจิตใจเราจะเกิด“อยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา”ขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มี“ความจริง”นั้นให้เราพิสูจน์เลย ไม่มีอะไรให้เราได้ปฏิบัติสังวรระวังเลย ไม่มีสังวรศีล ไม่มีสำรวมอินทรีย์อะไร “หลับตา”เข้าไป ไม่“สัมผัส”อะไรเลย แล้ว“ตีขลุม”ว่า ไม่ได้ละเมิดศีลข้อใดเลย นี่คือ ..บริสุทธิ์แล้ว อุ๊บอิ๊บมากไป! ไอ้แบบนี้มันได้ปฏิบัติ“ศีล”ข้อไหนกันล่ะ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ฯลฯ ไม่มีเลย!!! มันจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ยังไง..หา? “ศีล”มีแตกต่างออกไปสารพัดอีกมากมาย เรายังหลงติดยึดในอะไรต่างๆนั้นอยู่บ้าง? อย่างน้อยก็ปฏิบัติตาม“จุลศีล” ซึ่งมีแค่ 26 ข้อ ก็ยังจะพอพิสูจน์ยืนยันได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) มหาศีลนี้ไม่ใช่ศีลเฉพาะภิกษุแต่ภิกษุก็ควรรู้ก่อนเลย มหาศีลเป็นเรื่องหยาบ เป็นโอฬาริกนรก อเวจี ยกตัวอย่าง หวย ประเทศไทยเลิกไม่ได้ ยังมีหวยรัฐบาล หากไม่มีหวยรัฐบาล ประชาชนมีหวยไม่ได้หรอก แต่นี่เหมือนแม่ปูกับลูกปู ไม่ให้ประชาชนเล่นการพนัน แต่ทำไมรัฐบาลเล่นการพนันกองใหญ่ เดือนหนึ่งๆดูดของประชาชนไปเป็นพันล้าน จะให้ลูกปูเดินตรงแต่แม่ปูไม่เดินตรง จ้างให้ก็ไม่ได้

อาตมาภูมิใจชาวอโศกไม่เล่นหวย ใจไม่เล่นจิตไม่โลภแล้ว ได้อย่างฟลุคๆ เป็นหนี้อย่างไม่รู้เรื่อง ตาดีได้ตาร้ายเสียเป็นต้น แต่ไปตกเป็นเหยื่อหน้าตาย ประตูได้มีนิดเดียว แต่พวกที่จะได้กินนั้นยิ่งกว่าตาอยู่เอาไปกินหมดเลย ตัดแต่หางนิดๆให้คนหมู่ใหญ่ แต่ตนเองกินตรงกลางตรงหัวหมด ชาวอโศกตอนนี้ยังฟุ่มเฟือยอยู่ จนเด็กๆเอาอย่าง อย่าสุรุ่ยสุร่ายมากนัก 26 ข้อนี้ หรือทั้ง“จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล”นี้ พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงคัดสรรมาแล้ว ด้วยพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ว่า เป็น“ธรรมนูญอันเพียงพอจะยืนยันแล้ว” มัน“พอเพียง”เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของพุทธศาสตร์ เป็น“ตัวอย่าง”(specimen)แทนสิ่งทั้งหลายในโลก ครอบคลุมสารพัดกิเลสได้อย่าง“เพียงพอ”ทีเดียว ที่ผู้ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ จะใช้ปฏิบัติบรรลุธรรมจนชื่ออรหันต์ สำหรับความเป็น“คน”แต่ละคนอันจะถือได้ว่า เป็นผู้บรรลุพ้น“ทุกขอาริยสัจ” จริงแท้ พอเพียงได้แล้ว(efficiency) นี่อะไร? ...“สมมุติธรรม”ก็ไม่มี!!! “ปรมัตถธรรม”ยิ่งเลอะใหญ่! จะฝันเฟ้อเพ้อพกยังไงไปกับ‘ภพน้อยภพใหญ่’ได้ทั้งนั้น เห็นได้มั้ยว่ามันโมเม มันมิจฉาทิฏฐิเพราะ“ศีล”นี้ต้อง“มีของจริง”ที่ระบุให้ปฏิบัติกันตอนมีชีวิตปกตินี่แหละ เป็นชีวิตลืมตา เมื่อสัมผัสอะไร กับสิ่งนั้นก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วสังวร อย่าทำทุจริตให้ผิดศีล โดยไม่ให้“ผิดศีล”ไปตั้งแต่ภายนอกทีเดียวก่อน ที่จะนับว่าบรรลุ“การมีศีล”หรือผู้นั้นบรรลุธรรมคือ เจริญ“อธิศีล-อธิจิต(สมาธิ)-อธิปัญญา-อธิมุติ”นั้น “ในจิตในใจ”ของผู้นั้นต้อง“ไม่มีกิเลส”ที่มันจะละเมิด“ศีล”นั้นๆ อบายมุขแม้แต่สิ่งเสพติดหยาบอย่างเช่นหมาก ท่านมหาบัวก็ยังติดอยู่เลย จึงไม่มีภูมิปัญญาที่จะรู้ลึกซึ้งกว่านั้น มหาบัวนี้ ภูมิใจมากที่ได้ช่วยชาติโดยเอาตัวหลอก (ขออภัยพูดด้วยวิชาการ) หลอกอะไร หลอกว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ คนก็นิยม แล้วเป็นเชิงซ้อน ที่จริงทำทาน ให้เขาบริจาคให้มหาบัว มหาบัวก็เลย เป็นตัวรวม แล้วบอกว่าไม่ได้ให้ตัวเองนะ บริจาคเพื่อชาติ เป็นเชิงซ้อนเอามาให้กูๆไม่เอา แล้วก็โชว์ตัวไม่เอานี่แหละเป็นตัวกู เห็นไหม เป็นกอบเป็นกำเป็นล้านแท่ง เอาไปช่วยชาติ เอารูปมาทำตัวนั้นไปโชว์แล้วก็ยึดว่ากูไม่เอาๆๆ กูแน่นะ เป็นอัตภาพ อรูปธรรมหนึ่งที่มหาบัวไม่รู้จักอรูปตัวนี้ ชัดเจนไหม ระวัง ทุกคน ซับซ้อนอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่รู้ว่าที่ท่านทำคืออัตตาของท่าน ได้อันนั้นเป็นอรูปไปแล้ว ท่านก็เลยหลอกคนงมงายว่า ท่านคืออรหันต์ โพธิรักษ์มาว่านี้บาปนะ สมณะฟ้าไทว่า..คนโลกๆอาจคิดว่าริษยาหลวงตาบัวไหม ตัวเองทำไม่ได้ พ่อครูว่า...ไม่เป็นไรไม่ได้น้อยใจไม่ได้ริษยาไม่ได้แข่งดี อย่างนั้นน่ะ ขั้นหยาบ อัตตาทั้งนั้น อาตมาผ่านมาหมดแล้วก็ไม่เอาแล้ว ทิ้งเป็น อจร.แล้วไม่เกี่ยว ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ มีอะไรมาสัมผัสก็ไม่ได้ศึกษา ไม่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ได้หัดระวังสังวรว่าอะไรผิดศีลไม่ผิดศีล ก็ไม่ได้ศึกษากิเลสลดกิเลส มาสอนแบบนี้นั่งหลับตาแล้วศีลจะบริสุทธิ์เองนี้มันผิดไป หรือไม่ก็หลงผิดอย่างนี้หรือ ..ก็ไม่สอนกันแบบนี้ อย่างนี้ กันแล้ว หรือไม่ก็..หลงผิดไปว่า ถือศีล ปฏิบัติศีล จะมีผลแค่ควบคุมกาย กับวาจา อย่าให้กายให้วาจาผิดข้อที่“ศีล”กำหนดไว้ เป็นอันจบกิจของศีล คือแค่หมายเอาว่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน