571017_พุทธชีวศิลป์(๑๗) เรื่อง ผัคคุณสูตร .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571017_ พุทธชีวศิลป์ ( 17 ) โดยพ่อครู ราชธ านีอโศก เรื่อง ผัคคุณสูตร
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 17 ตุลาคม 2557 ที่ราชธานีอโศก คนที่หาเงินแล้วก็ใช้ๆ ยังไม่ทันไร ถึงสิ้นเดือนอีกแล้ว ชีวิตก็ไม่มีอะไรหรอก ถ้าเราไปหลงโลกว่าจะต้องมีต้องเป็นอย่างเขา ข่มเบ่งหลอกกันมอมเมากัน ตกเป็นทาส แต่สำหรับพวกเราได้ปฏิบัติเลิก ละ ลดมาก็จะง่าย แต่คนข้างนอกพูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่องเขาจะเห็นว่ามันต้องมี แล้วไม่มีจะอยู่อย่างไร? ยกตัวอย่าง คนไม่มีเงินจะอยู่อย่างไร ยิ่งคนติดยึดมากๆ ไม่มีเสื้อผ้าจะอยู่กับสังคมได้อย่างไร เป็นต้น ติดยึดกันไปหมด คำว่า อาหาร เครื่องอาศัย ของชีวิตต้องเรียนรู้ พระพุทธเจ้าตรัส อาหาร 4 ต้องเรียนรู้ อาตมาก็ต้องอธิบายอีกแล้วอีก จนให้เข้าใจทะลุ มีพลังปัญญา ตัดได้ ตัดอนุสัยอาสวะได้เลย แต่ไม่ง่าย
ลองมาดู พระไตรฯ ล. 16 ผัคคุณสูตร 2 . ผัคคุ ณ สูตร [ 31 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 เหล่านี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่อ อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 เป็นไฉน คือ ( 1 ) กวฬ ิ การาหารหยาบหรือละเอียด ( 2 ) ผัสสาหาร ( 3 ) มโนสัญเจตนาหาร ( 4 ) วิญญาณาหาร อาหาร 4 เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือ เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ พ่อครู ว่า … ชีวิตต้องอาศัยอาหาร ถ้าไม่เรียนรู้แล้วเราจะทุกข์เพราะอาหาร เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแสวงหาอาหารให้แก่ชีวิตอยู่
[ 32 ] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้ กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกิ
อ่านต่อ
นวิญญาณาหาร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า กลืนกิน [วิญญาณาหาร] ถ้าเรากล่าวว่ากลืนกิน [วิญญาณาหาร] ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกิน [วิญญาณาหาร] แต่เรามิได้กล่าว อย่างนั้นผู้ใดพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรหนอ อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า วิญญาณาหารย่อมมีเพื่อความ บังเกิดในภพใหม่ต่อไป เมื่อวิญญาณาหารนั้นเกิด มีแล้ว จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯ
[ 33 ] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่าย่อมถูกต้อง ถ้าเรากล่าวว่าย่อมถูกต้อง ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง แต่ เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดพึง ถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีผัสสะ อันนี้ ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ฯ
[ 34 ] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัย หนอ จึงมีเวทนา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนา เป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ฯ [ 35 ] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมทะเยอทะยาน ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมทะเยอ ทะยาน ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน แต่เรามิได้ กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัย หนอ จึงมีตัณหา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯ [ 36 ] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมถือมั่น ถ้าเราพึงกล่าวว่าย่อมถือมั่น ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีอุปาทาน อันนี้ ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [ 37 ] ดูกรผัคคุนะ ก็เพราะบ่อเกิดแห่งผัสสะทั้ง 6 ดับด้วยการสำรอก โดยไม่เหลือผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ
พ่อครูว่า… เห็นใจคนที่ไม่เข้าใจไม่ซาบซึ้ง ไม่มีบารมี อ่านแล้วก็ไม่รู้เรื่อง อ่านเที่ยวเดียวแล้วจะไม่อ่านอีกเลย เป็นครั้งที่สอง เข็ดเลย แต่คนมีบารมีฟังเข้าใจจะซาบซึ้ง มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ง่ายเลยก็เห็นใจ
ถ้าเราไม่รู้อาการที่จะสำรอกไม่ให้เหลือ อเสส วีราคะ นิโรธา ดับด้วยการจางคลายไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ดับปุ๊ปปั๊บหรือกดข่ม เห็นความจางคลาย วิราคานุปัสสี ปฏิบัติเห็นเกิดญาณวิราคานุปัสสี เห็นความไม่เที่ยง มันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ผ่านมาก็ผ่านไป
คำว่าอาหาร คือเครื่องอาศัย แต่คนทั่วไปก็ว่าอาหารคือของกินได้ ตาพึดเลย แต่อาหารก็มีของกลืนกิน เป็นคำข้าวเลี้ยงขันธ์ และเราก็อาศัย ไม่ใช่แค่คำข้าวเท่านั้น เราต้องอาศัย ผัสสหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร
แล้วการจะไปดับเวทนา ดับวิญญาณ ที่พระพุทธเจ้าแจกแจงไว้ ว่าแล้วอะไรจะดับไม่ให้เหลือ ท่านตรัสใน ปุตตมังสสูตร ข. 240 ล. 16 ว่า
[ 244 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่ พระราชา ว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิดใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ ว่า ท่านผู้เจริญ ไ ปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเย็น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่า เมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวัน อยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหาร ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ นามรูป ได้แล้ว เมื่ออริยสาวก มากำหนดรู้ นามรูป ได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ อีกแล้ว ฯ จบสูตรที่ 3
พ่อครู ว่า … เขาก็ต้องได้รับทุกข์ตลอดเวลาเลย เพราะไม่รู้วิญญาณาหาร ที่ต้องกำหนดรู้ใน นาม รูป ก็น่าเห็นใจในชีวิตที่อวิชชา โจรนั้นอยู่ในวิญญาณหาหาร แต่เราไม่ได้จัดการโจรที่มีอยู่ในชีวิตเราตลอดเวลาเลย ทีนี้มีหมอมาบอกว่าในร่างกายนี้มีโจร เป็นเชื้อโรคใหญ่ คุณก็ต้องบอกว่าให้หมอฉีดยาฆ่ามันเลย ให้ประหารด้วยหอกร้อยเล่ม แต่มันดื้อ แต่ดื้ออย่างไรคุณต้องจัดการให้มันตายให้ได้ แต่การรู้วิญญาณาหารต้องกำหนดรู้ด้วย นามรูป
รูป คือส ิ่ งที่ถูกรู้ ถูกรู้ด้วยนามธรรม คุณต้องรู้ด้วยญาณ แต่รูปนอกคุณก็รู้ด้วยทวาร 5 แต่รูปที่เป็นนามธรรมคุณต้องใช้นามธรรมอ่านรูปนั้น แล้วจัดการฆ่ากัน เป็นเครื่องอาศัยอีก 3 คือ กามในกว ฬิ งการาหาร คือเวทนาในผัสสะ คือตัณหาในมโนสัญเจตนา มีปฏิสัมพันธ์กันในอาหารอีก 3 คุณรู้โจรแล้ว คือกำหนดรู้ นาม รูป ได้
ก็จะสามารถรู้ กาม เวทนา เจตนา ของจิตได้ ในกาม ก็เป็นนามธรรม ในเวทนา ในผัสสะก็เป็นนามธรรม คือนาม 5 มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ
คุณก็ต้องรู้นามรูป ที่เป็นเวทนาคืออย่างไร สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการคืออย่างไร รู้แล้วต้องจัดการให้มันดับ ต้องสำรอกไม่ให้มันเหลือ จนให้เกิดนิโรธ
กามคุณ 5 คำว่า กาม แปลว่า ความต้องการ ความอยาก กามที่ต้องกำจัดคือ กามคุณ 5 ท่านใช้ว่า ต้องกำหนดรู้ความยินดี ซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ คือสัมผัสทางทวาร 5 เมื่อสัมผัสแล้วเกิดความยินดี คืออาการอัสสาทะ คุณต้องกำจัดตัวนี้ คือความพอใจยินดีในรสกาม ต้องกำจัดรสยินดีในกาม ไม่ใช่กำจัดกามไปหมด ในศาสนามีคำว่า ธรรมกาโม คือความปรารถนาในธรรม
กาโม คือความใคร่อยาก คุณอยากได้ธรรมะก็ต้องฆ่าความยินดี ในกามคุณ 5 มันมีตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ปรากฏรู้ได้ ต้องอาศัยมันด้วย ตาก็ต้องเห็นรูป หูก็ต้องได้ยิน จมูกก็ต้องได้กลิ่น บางอย่างก็แสบตา บางอย่างก็นวลตาดี จมูกก็มีกลิ่น ฉุนหรือหอม แต่อาการยินดียินร้ายที่แฝงมาต่างหากที่เราต้องกำจัด แต่เราไปกำจัด เสียง แสง กลิ่น ที่มันมีฉุน มีเหม็น มีหอม เรากำจัดมันไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติ
ส่วนมากคนไปหลงชอบก็ไม่รู้ตัว ส ิ่ งไม่ชอบก็อยากทำร้ายจัดการกับมัน แต่คุณไม่จัดการตัวไม่ยินดี ตัวยินดี แต่ดีไม่ดีคุณไปโกรธจัดการทำร้ายทำลายมัน มันเป็นธรรมชาติมันจะเกิดก็เกิดของมัน มันเป็นพิษหากทนได้ก็พออยู่ อย่างอยู่โรงปุ๋ย อยู่ไปจนกลิ่นปุ๋ยหอม อาตมาเคยไปฟาร์มไก่ เขาก็อยู่ได้ดมขี้ไก่ตลอดก็เฉย แต่เราไปก็ฉุน แต่ก่อนไปปฐมอโศกกลิ่นขี้หมูจัดมาก แต่เดี๋ยวนี้ลดลงแล้ว มันมีกลิ่น รูป รส เสียง ตามที่มันมี แต่เราต้องแม่นประเด็นที่เราจะกำจัด หากไม่แม่น มันเลอะเทอะ แล้วไม่สมบูรณ์แบบ ชีวิตคุณก็ใช้เวลาไปกำจัดส ิ่ งไม่ได้เรื่อง เช่น ชาวหนีออกป่าเขาก็จัดการไปหมด หรือคนปฏิบัติไม่คมแม่น ก็ไม่ชัด คุณต้องชัดแม่นใน สักกายะ ตัวตนของกิเลส ตัณหาอุปาทานชัดๆ คุณต้องเรียนรู้ว่ามันเกิดเวทนา อย่างไร สุข ทุกข์ ไม่สุขทุกข์เป็นอย่างไร มันก็มีเหตุเดียวกันแหละ ในสุขหรือทุกข์ ฐานที่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเป็นฐานนิพพานที่ต้องทำให้เกิด อภินิพพัตติ ให้ได้
จะเกิดได้เพราะกิเลสดับตายไป ตัวนี้ก็เกิดคืออุเบกขาเนกขัมมะ จิตประเสริฐก็เกิดทันทีโดยไม่มีอะไรคั่น เป็นอาการเกิดจิตวิญญาณแบบโอปปตาติกะไม่เหลือซาก เหตุปัจจัยครบ จิตหมดความสกปรกปุ๊ป เป็นจิตสะอาดปั๊ป เป็นวิทยาศาสตร์ที่อธิบายกันชัด เราเรียกส ิ่ งที่เกิดดับทางจิตวิญญาณ เราเรียกว่า โอปปาติกโยนิ เป็นสัตว์ ท่านก็ให้ตรวจโดยวิโมกข์ 8 หรือวิญญาณฐีติ แล้วทำให้หมดตามหลักวิโมกข์ 8 ด้วยองค์ประชุมต่างๆ แม้อรูปก็ทำได้ บริบูรณ์
เมื่อเรารู้เวทนา เรารู้ตัณหา ซึ่งตัณหา 3 มีตัณหาที่เป็นเครื่องอาศัย ที่ไปปราบตัณหาที่เป็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เมื่อดับเหตุแห่งทุกข์ดับได้อย่างสัมมาทิฏฐิ ตัณหาก็ลด ละ จางคลาย นิโรธได้
อาหาร 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เราก็ใช้สัญญากำหนดรู้แล้วจดจำ เมื่อเราสามารถสัมผัส แล้วมันก็เกิด นาม รูป ถ้าปราศจากเหตุปัจจัยวิญญาณไม่เกิด วิญญาณจะเกิดต้องมีผัสสะ ต้องมีสัมผัส 6 แล้วจะเกิดตัณหา 6 มีเวทนา 6 ให้เราเห็น ซึ่งแจกเป็นมโนปวิจาร 18 ต้องวิจัยเหตุแห่งทุกข์สุข แล้วกำจัดได้ เนกขัมมะได้ ตัววิภวตัณหาเป็นตัวนำพาให้เรากำจัดกามตัณหา ภวตัณหา ตามลำดับ หมดกามก็กำจัดรูป และอรูปต่อ ให้สิ้นเกลี้ยง เมื่ออาสวะ อนุสัยหมด จิตวิญญาณก็อาศัยวิญญาณสะอาดอาศัย ตอนนี้ไปบอกพระเจ้าแผ่นดินได้ว่า วิญญาณโจรตายแล้ว พระเจ้าข้า ฆ่าด้วยหอก 37 เล่ม
ตั้งแต่โลกุตระที่ 1 คือ กายในกาย คือ ทำใจในใจ ให้เกิดอภิสังขาร 3 เป็นปุญญาภิสังขาร กำจัดกิเลสในอาหารให้ได้ คนไม่รู้วิญญาณาหาร อ่านนามรูปไม่เป็น คุณจะไปฆ่ามันด้วยหอกมั น ก็ไม่ตาย ถ้าไม่รู้ชัดว่า วิญญาณมีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องมีผัสสะ จากปสาทรูป แล้วมีโคจรรูป อ่านนามรูปของวิญญาณได้ วิจัยเวทนา สังขาร ได้ ถ้ากิเลสมันสังขาร เราก็อภิสังขารชำระกิเลส มันปรุงแต่เป็นสัตว์นรก อบาย ผี เราก็ปรุงแต่งพลังปัญญาของเราเหมือนกัน ไปล้างกิเลส จนมีพลังไฟฌานปัญญาไปสลายพลังไฟราคะโทสะโมหะได้ จางคลายจนนิโรธา เห็นความจริงหลัดๆ ไม่ได้ทำอย่างงมงาย เห็นมัน วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ทำซ้ำทำทวนให้เกิด อาเนญชาภิสังขาร ทำอาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำๆ มันมาเมื่อไหร่ก็ทำ มันไม่เกิดเราก็ไม่ได้ทำ มันเกิดเราก็ทำให้มาก จนกระทั่ ง เวทนา 108 ทุกปัจจุบัน ใส่ลงไปเป็นอดีตที่สูญ แล้วอดีตจะถาวรเป็นสูญ ปัจจุบันก็สูญ อนาคตก็ต้องสูญ
พอผัสสะปุ๊ปมันก็สวาปามเป็นกิเลสทันทีเลย มันมนสิการเช่นนี้ทั้งนั้น เราก็มนสิการเป็นให้เป็นอภิสังขาร ด้วยวิธีการ ปหาน อย่างไร พิจารณาอย่างไรมีไฟปัญญาอย่างไร จะเห็นด้วยความจริงตลอด เราสังวรระวังตลอด มันไม่ได้ปุปปับง่ายดาย แต่มันจะง่ายดายต้องมีวสี มีพลังแรงเก่งขึ้น สัมผัสแล้วลดได้เร็วไว เด็ดขาด สมุทเฉท ปหาน ได้ทันที จนแตะได้ไม่เกิดกิเลสเลย ปฏิปัสสัทธิปหาน เหมือนปลิงเจอน้ำมันมั นไม่เกาะได้เลย แตะปุ๊ปก็หลุดไปเลย เป็นนิสรณปหานเลย เป็นตถตา เช่นนั้นเอง ไม่ต้องปฏิบัติแล้ว เดินไปกิเลสวิ่งหนีไปหมด มันไม่กล้ามาแตะเราหรอก อยู่เหนือกิเลสมีอำนาจเหนือกิเลส เป็นสัจจะที่พิสูจน์ยืนได้จริง พวกเราต้องพิสูจน์อย่างแท้จริง
ผัสสาหาร หากไม่รู้ว่าเหมือนวัวถลกหนังแดงๆ ลมพัดไปต้องมีแมลงมาตอม สารพัดเลยที่จะทุกข์ทรมาน
มโนสัญเจตนาหาร ให้กำหนดรู้ ตัณหา 3 เรารู้ว่าหลุมนี้เต็มไปด้วยถ่านเพลิงไม่มีเปลวควัน และลึกมากกว่าชั่วบุรุษ แล้วมีบุรุษที่ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ มีบุรุษสองคนมีกำลังฉุดแขนเขาให้ลงไปหลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจอยากไปไกลจากหลุมถ่านเพลิง เพราะเขารู้ว่าถ้าตกหลุมจะตายหรือทุกข์มาก เหมือนมโนสัญเจตนาหาร ที่ต้องการมาบำเรอ หรือต้องอาศัยเพื่ออาศัย หรือคุณมีอะไรแฝงเป็นกามตัณหา ภวตัณหา เราต้องใช้วิภวตัณหาในการลดกาม แล้วจะมีโมเดลในการลด ละ ไปตามลำดับ ถ้าผู้ใดไม่ได้เรียนรู้ตัณหาจาก สัญเจตนาของตน เรามีชีวิตมา แต่ก่อนเราไม่ได้ศึกษาเราก็เหมือนบุรุษรักสุข เกลียดทุกข์ แต่พอเราได้ศึกษารู้ว่ามันพาให้เราวนเวียน ฆ่าเช้า กลางวัน เย็น เราก็ยังหลงว่าต้องอาศัย ต้องได้เสียง รูป รส กลิ่น ต้องได้ชื่อเสียง ต้องได้อัตตาเช่นนี้ มันมีอาการแฝงด้วยความยินดี ตามความผูกติดยึดในกาม ในรูปหรืออรูป ก็ตาม ถ้าไม่เรียนรู้อย่างจริงและทำให้สะอาดจริง แล้วคุณคิดดูสิว่ามันก็พอลด ละ เรื่องหยาบๆ สามัญได้ กดข่มไป หากไม่เรียนรู้ตัวตนไม่อ่าน สภาวะนามรูป มีวิปัสสนาญาณ มีวิชชาจริงเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตจริง ความจริงแล้วเป็นวิชชาศาสตร์ ของพระพุทธเจ้าเหนือกว่าวิทยาศาสตร์ แต่เป็นศาสตร์ที่เกิดความรู้ระดับวิชชา ไม่ใช่แค่วิทยาตลาดวิทยาศาสตร์ทั่วไปไม่มีขาย มีแต่เฉพาะของพระพุทธเจ้า ใครเห็นหรือรู้ได้ก็เข้ามาอุดหนุนตลาดวิชชานี้ คนรู้ค่าก็มา อีกหน่อยต่อไปราชธานี จะมีคนมาอุดหนุนสินค้าวิชชา ก็ดูสิ สันติอโศก มีคนมาจนรถติด ตำรวจมาว่าเราเลย
แต่ก่อนเราก็ถูกแรงฉุดดึงไปทางโลกแต่ก็ไม่รู้ทางออก มันก็ลงหลุมไฟอยู่ตลอดเวลา รักสุข เกลียดทุกข์ เราต้องมาดับเหตุที่หลงสุข เกลียดทุกข์นี่แหละ หลุมไฟของเราก็หายไป แต่หลุมไฟในโลกก็มีอยู่ เราโดดไปในหลุมไฟเราก็ไม่เป็นไร neutron ทำอะไรเราไม่ได้