571016_ความรัก๑๐มิติ(๙) เรื่อง มิติที่ ๗ เทวนิยม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571016_ ความรัก 10 มิติ ( 9 ) โดยพ่อครู ที่ราชธานีอโศก เรื่อง มิติที่ 7 เทวนิยม
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 16 ตุลาคม 2557 ที่ราชธานีอโ ศก เราได้เรียนกันถึงมิติที่ 6 แล้ว ความรักในความหมายของคนทั่วไปนั้นกว้าง ศาสนาอื่นเขาใช้ความรักรวมไปหมดจนถึงความรักของพระเจ้า แต่ศาสนาพุทธแบ่งความรักเป็นความรักแบบกาม กับความรักที่ออกจากกาม มีการแยกแยะรู้เหตุในจิต ถึงเวทนาในเวทนา ที่เป็นอารมณ์สุขทุกข์ชัดเจน มีธัมวิจัยสามารถแยกได้ รู้จักความสุขด้วยกาม รู้จักความสุขที่ลดกาม เรียกว่าสุขที่สงบจากกิเลส กิเลสลดลง กามลดลง เนกขัมมะได้ ใจก็สุขสงบ
ซึ่งคนละชนิดกัน แยกเป็นสุขโลกุตระที่ลดกิเลส สุขสงบ ว่างๆ อทุกขมสุข อุเบกขาเฉยๆ เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้ ทุกวันนี้ศาสนาเสื่อมมาก ที่ไม่สามารถรู้สุขแบบเนกขัมมะเป็นอย่างไร ได้แค่รู้ว่าให้หยุดปรุงแต่ง หยุดคิด สมมุติมาว่าจิตเราอยู่เฉยๆ สะกดจิตไว้ เฉยๆ อย่างมืด กับเฉยๆ อย่างสว่าง สายมืดก็สาย อ.มั่น สายสว่างก็ธรรมกาย ซึ่งออกนอกพุทธหมด
ทุกวันนี้ อาตมาบังอาจมาว่าเขาผิดไปหมด อาตมา ก็อายุย่างทศวรรษที่ 9 แล้วควรพูดได้แล้ว ก็ไม่บ ัน ยะบ ัน ยังเท่าไหร่ไม่ไว้หน้า อาตมาก็ได้พยายามพูดกันแล้ว แต่ไม่เห็นกระเตื้องกันเลย ไม่แก้ไข เพราะมันมิจฉาไม่พานิพพาน ไม่สัมมาทิฏฐิ จึงไม่สามารถรู้ความรักที่เจือไปด้วยกาม ด้วยกิเลส กิเลสมีทั้งกาม ทั้งภพ
อย่างนั่งสมาธิเป็นภพ เป็นความรักอย่างภพ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ สร้างภพในภวังค์ เป็นอาภัสรา หรือไม่ก็สุภกิณหาก็เลยไม่รู้จักความเป็นสัมมาทิฏฐิ ที่ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ต้องรู้จักจิตวิญญาณรู้กิเลส จับกิเลสเป็น แยกแยะวิจัยวิจารโดยเฉพาะเวทนา 108 แยกมโนปวิจารได้ รู้เคหสิตเวทนา รู้การออกจากโลก เป็นเนกขัมมสิตเวทนา
ถ้าแยกเวทนาเป็นสอง
อ่านต่อ
สายนี้ ถ้าแยกไม่ออกก็ไม่รู้อินทรีย์กิเลส มิติที่ 1 เป็นความรักทางกามชัดๆ เห็นแก่ตัวจัดมาก เห็นแก่ความรักที่ตนหึงหวงผูกพันเป็นตัวกูของกู แค่สองคน ไม่สามารถรู้ความจริงว่า ถ้าเป็น มิติที่ 2 ก็กว้างเผื่อมาถึงลูก นอกนั้นก็ไม่เผื่อให้ใคร อยู่แคบแค่ มิติที่ 2 ลูกตนเอง ปุตปิตานิยม เป็นเรื่องของแค่พ่อ แม่ ลูก หรือกว้างสูงเป็น มิติที่ 3 เห็นแก่ญาติบ้าง เป็นญาตินิยม เป็นโคตรนิยม ก็แค่นั้น มิติที่ 4 ก็ไปสู่มิตรสหาย สังคม แต่ก็ไม่รอบกว้างนัก ยังรอบแคบ ก็กว้างขึ้น จิตมีเผื่อแผ่มากขึ้น เป็นความรัก หรือคุณธรรมช่วยเหลือเกื้อกูลกันเรียกว่าจิตสังคหะ ไม่ได้เห็นแก่ตัวกรอบแคบๆ เราก็กำหนดสภาวะจริง มาสู่ มิติที่ 5 ชาตินิยม หรือรัฐนิยม ก็รักคนทั้งประเทศ ทั้งรัฐ มีจิตใจเผื่อแผ่ มุ่งมั่นเห็นแก่ตัวน้อย ตนเองก็พึ่งตนรอด และก็ช่วยคนอื่น เป็นความจริงของจิตวิญญาณคน จนมิติที่ 6 สากลนิยม กว้างไปหมด ก็เอาเหตุปัจจัยวัตถุเป็นเครื่องชี้บ่างว่า จิตใจเราเป็นเช่นนั้นไหม? ถ้าเรารู้ว่าจิตเรากว ้ างไปได้ เป็นรัศมีของเหตุทางวัตถุมากกำหนดว่าเราอยู่ในกรอบขนาดไหน? เราก็จะรู้ว่าภูมิธรรมของตนสูงหรือต่ำ เราก็ไม่ทำแบบเตี้ยอุ้มค่อมด้วย รู้ประมาณตน เราจะสามารถจัดสัดส่วนประมาณได้ ว่าเราจะช่วยได้ขนาดไหน? มีสัปปุริสธรรม 7 ไปตามภูมิเรา
ทุกวันนี้ ศิลปะกลายเป็นศิลเปรอะ หลอกลวงกัน แต่ศิลปะที่แท้จริงจะไม่เห็นแก่ลาภ ยศ อามิส คือผู้ที่เป็นอาริยะที่แท้จริง แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง วรรณกรรม มอมเมากันเละเทะไปหมด มันอาจมีบางส ิ่ งที่พอจะเป็นไปได้ ที่เป็นสาระคุณค่าประโยชน์ ก็น้อย นอกนั้นเละที่เต้นกินรำกิน การละเล่น กีฬา มันมอมเมากันทั่วโลกเลย ทุกวันนี้ตกเป็นทาสกีฬา การละเล่นบันเทิงเริงรมย์ไม่ว่าจะเต้นแร้งเต้นการ่ำร้อง เป็นกิเลสแต่คนไม่รู้เท่าทันไปใหญ่ โอลิมปิก เอเชี่ยนเกมก็ตาม ทุกวันนี้เตะลูกเข้าโกลที่หนึ่งก็จะช็อคตาย เพราะมันปรุงแต่งจิตไปมาก เพราะมันนับค่าราคาไว้สูงมาก นี่คือความหลงไม่รู้เรื่องจริงๆ
เรื่องหลอกกันนี่มี 5 ชนิด จิตรกรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม นาฏกรรมและดนตรีการ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ศิลปะ 5 อย่าง ไปมีศิลปะแบบต่างๆ มากมาย ไม่เป็น pure art แล้ว มันออกนอกรีตไม่มีสาระหลงใหลแต่สุนทรียะ ไม่มีสาระศิลป์ ศิลปะจึงเป็นเรื่องมอมเมากันทั้งโลก คนก็เลยใช้ความรักชอบ จากผู้คนแวดวงมิตรสหาย ตัวมิตรสหายเป็นเหตุปัจจัยประกอบกัน เป็นความหลงความชอบ ความรักอร่อยส ิ่ งที่ติด หนักเข้าก็หลงอารมณ์ปรุงแต่งที่เรียกว่าศิลเปรอะนี่ คนก็เลยติดยึดอันนี้ย ิ่ งกว่ามิตรสหาย พวกพ้อง ประชากร ญาติ ย ิ่ งกว่าลูกหลาน หลงดารายิ่งกว่าลูกหลาน หลงอบายมุขยิ่งกว่าลูกหลาน เอาเงินทองไปถม ลูกหลานจะตายแล้ว นี่คือความล้มเหลวของสังคมที่ไม่รู้จักสาระอันสำคัญของสังคม ก็เลยพัฒนาไม่ได้ มีแต่จมไป มันมีซับซ้อนแม้แต่วิชาการ นักบริหารที่มีท่าทีองค์ประกอบปรุงแต่ง ท่าทีลีลา สุ้มเสียง สำเนียงภาษา ทุกวันนี้ ใช้ภาษาแสดงความรู้ สร้างค่ากัน ประพฤติไม่ติดดิน อยู่บนหอคอยงาช้างกัน ไม่ทำจริง เหมือนอย่าง คานธี ประพฤติจริง อยู่กับคนนี่แหละ
และในหลวงเรานี่ทำจริง แต่คนไม่เข้าใจ ท่านลดตัวมาปฏิบัติก็คำนึงถึงสารูปของพระเจ้าแผ่นดิน ท่านทำได้สมส่วนดีที่สุดแล้วท่านไม่ถือเนื้อถือตัว ปฏิบัติมาตลอดเวลาไม่ได้หยุดหย่อน แล้วคนก็เข้าใจไม่ได้ แถมไม่กล้าจัดการสิ่งไม่ดีอีกก็เลยพะอืดพะอมกัน
มีจิตที่เห็นแก่ตัว เพราะรักลาภ ยศ สรรเสริญ อยากได้สุขมาเสพกาม บำเรออัตตา เท่านั้นเอง สมใจพอใจก็สุข ไม่ได้สมใจก็ทุกข์ ดีไม่ดีอาฆาต เคียดแค้นทำลาย ปราบให้เรียบ เห็นอยู่คนเช่นนี้ เอาชนะให้ได้สมใจตนตลอด ซึ่งเมืองไทยนี้เป็นเมืองพุทธย่อมแสดงถึงความล้มเหลวของศาสนา ถ้าอาตมาคิดว่าอาตมามีชีวิตถึง 500 ปี อาตมาจะพยายามอยู่ เพื่อเผยแพร่ศาสนาพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้พูดถึงกระแสหลักอย่างไม่ไว้หน้า เพราะไม่ค่อยกระเตื้องกัน น้อยเกินไป ไม่เข้าท่าอะไร แล้วมาเผยแพร่สิ่งที่ควรหยุดได้แล้ว ที่อาตมาต้องพูดถึงขนาดนี้ เพราะมันเมื่อยก็ต้องขอว่าหนักๆ บ้าง
ความรัก มิติที่ 1 ถึง 6 มีวัตถุเป็นเครื่องชี้บ่ง พอมาถึง มิติที่ 7 ก็จะเป็นเรื่องนามธรรมแล้ว คือความรักที่แผ่กว้างสุดมหาเอกภพ เป็นนามธรรมยิ่งใหญ่ รักทุกสรรพสิ่ง เป็นความรักระดับพระเจ้า ไม่มีขีดคั่น รักแม้ศัตรูไม่มีแบ่งมิตร ศัตรู ถึงขนาดใครจะตบแก้มซ้ายก็ยื่นแก้มขวาให้เขาตบอีกด้วย มุ่งหมายคุณงามความดีโดยยึดถือพระเจ้าเป็นหลัก หากใครทำความดีไม่ทำความชั่วแล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า หรือทำความชั่วน้อยเท่าไหร่ก็จะได้เข้าใกล้พระเจ้ามากที่สุด ทุกคนพยายามทำคนให้มีความรักดุจเดียวกับพระเจ้า เป็นการฝึกตนให้ทำความดี โดยทิ้งความไม่ดีทั้งมวล หยุดความไม่ดี พยายามไม่โลภ ไม่โกรธไม่เห็นแก่ตัว มีเมตตามหาศาล แผ่ไปทุกทิศ เสียสละแก่คนทั้งโลก มีความเข้าใจแบบนี่ว่าแล้วเขาก็พยายามทำจิตให้เป็นเช่นนั้น
เช่นชาวพุทธให้ทำจิตเราแผ่เมตตา ก็บอกไม่ได้ว่าแผ่อย่างไร เขาก็ว่าเขาแผ่เมตตา ทางศาสนาเทวนิยมก็สอนเช่นนี้ว่าต้องเผื่อแผ่กว้างไปไม่เห็นแก่ตัวเอง แต่ไม่ได้สร้างญาณเข้าไปอ่านจิต เจตสิก รูปนิพพาน เขาไม่ได้อ่านว่าจิตนี้มีอาการ ไม่ได้จับองค์ประชุมของจิตที่เรียกว่า กาย หรือสักกายะ จับรู้องค์ประชุมของตน จะต้องเข้าโสดาปัตติมรรคเป็นต้นไปจะรู้อาการจิต จับตัวได้เลยว่าอาการจิตมันเคลื่อนไหว เป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม จนเห็นเหตุที่พาสุขทุกข์
ตัวพาทุกข์ก็คือตัวพาสุข ไปบำเรอมัน ให้มัน มันก็เลยมีอาการสุข เป็นสุขขัลลิกะ สุขเท็จ พวกเราได้ฟังก็พอเข้าใจว่ามันไม่มีสุขจริงหรอก เป็นสุขขัลลิกะ แต่ความจริงคือทุกข์ เป็นทุกขสัจจ์ ผู้เป็นอาริยะถึงรู้จักทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ สุขก็หมดทุกข์ก็หมด จิตก็อทุกขมสุข เป็นจิตอุเบกขาไม่ใช่แบบพักยกด้วยนะ เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ใครอ่านจิตตนได้ทำได้ก็มีสิทธิ์เข้าถึงนิพพาน ถึงอรหันต์ได้ ทำมาตั้งแต่หยาบ
คนเราเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวก ก็เพราะมีกิเลส หากล้างกิเลสได้ ก็จะเสียสละแก่ผู้อื่น มิติที่ 7 ก็รู้ว่าไม่เห็นแก่ตัวดี เสียสละให้มากดี ไม่ติดใจ ไม่โกรธใคร ไม่อาฆาตพยาบาทเลยดี แต่ไม่ได้อ่านจิต รู้อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทสนั้นๆ เลย ไม่ได้รู้เครื่องหมายเลย เพราะมันอสรีรังไม่มีรูปร่าง รู้ไม่ง่าย ทุกวันนี้น่าสงสารที่เขาศึกษากัน ดีที่ยังมีพระไตรฯ อยู่ สมบูรณ์ถึงนิพพานแท้ๆ แต่ไม่เข้าใจไม่มีสภาวะก็เลยศึกษาไม่ได้
และเทวนิยมก็เข้าใจว่าต้องเอาความเห็นแก่ตัวออก แต่เขาไม่มีปรมัตถ์ไม่ได้มีญาณ ไม่ได้สร้างอธิจิตสิกขา ไม่มีหลักสูตรแบบพระพุทธเจ้า สูตรที่สั้นย่อคือ อาริยสัจ 4 หรือไตรสิกขา ท่านก็ขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 สมบูรณ์แบบ ถ้าเข้าใจ โพธิปักฯ ก็สามารถเข้าสู่โลกุตร 9 ได้ ถึงนิพพานได้
ผู้ที่พากเพียรทางเทวนิยม แม้ไม่รู้ทฤษฎีแต่ท่านก็พากเพียรทำ แต่ไม่สมบูรณ์รู้รูปนามได้ แต่มีวิธีการสร้างกุศลแล้วกดข่มอกุศลไป ทั้งหลับตาลืมตา เป็นสายเทวนิยมเขาก็ทำได้เก่งมีผลได้ เป็นกาละที่นาน แต่มันไม่ Absolute ไม่ถึงที่สุด ไม่ Ultimate ไม่สัมบูรณ์ แล้วกลับฟื้น จึงไม่มีคุณธรรมที่เป็นนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ)
ความยากของศาสนาพุทธให้เรียนรู้ความไม่เที่ยง แล้วทำความไม่เที่ยงให้หายไป จนมันเที่ยง เหมือนกับผู้มีจึงเป็นผู้ไม่มี แล้วผู้ไม่มีจึงเป็นผู้มี เหมือนกัน ผู้เห็นความไม่เที่ยง แล้วทำความไม่เที่ยงให้หายไปได้จนมั่นเที่ยง เหมือนกับผู้สามารถทำความมีจนเป็นคนไม่มี ผู้นั้นแหละคือผู้ที่มี
ต้องอ่านตั้งแต่ สักกายะ อ่านกาย เวทนา จิต ธรรม มีสติปัฏฐาน เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นหลักสูตรชัด เป็นสายพุทธ ไม่ใช่สายพุทธไม่มีทฤษฎีอย่างนี้ชัด และต้องฟังมาก่อนจึงรู้ได้ เร ิ่ มตั้งแต่เป็นสาวกภูมิ ไม่เหมือนสายเทวนิยมที่ต้องเชื่อศาสดาไม่เชื่อไม่สำเร็จ แต่ของพระพุทธเจ้า ไม่ให้เชื่อแม้แต่เป็นครูของเรา ไม่ให้เชื่อใครทั้งนั้น เชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วจริงในตนที่เป็นรูปเป็นนามบรรลุแล้ว เชื่อแล้วไม่ปักมั่นถือมั่นอย่างเทวนิยม
ใครที่สามารถเข้าใจเห็นจริงแล้ว มีหมู่ฝูงที่ดี รีบพลีชีพลุย ทุกวันนี้เกิดหมู่ฝูงที่สัมมาทิฏฐิแล้ว
การฝึกตนให้เป็นคนดีงามก็ต้องเลิก ทิ้งความไม่ดีมาให้หมด อย่างจิตขี้เกียจ พระพุทธเจ้าท่านรู้ชัดและบัญญัตภาษาแจกละเอียดเลย โกรธมากน้อย หยาบ กลาง ละเอียดอย่างไรก็รู้หมด แต่สายเทวนิยมก็จะไม่ชัดตรงนี้ เพราะไม่มีทฤษฎีสมบูรณ์ แต่เขาก็ทำได้อย่างกดข่ม ก็ต้องเคารพบูชากัน เพราะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ แต่ของพุทธนั้นยาก แต่ก็ทำได้กันอยู่ก็เลยไม่เสื่อม แต่เทวนิยมจะมีตลอดกาล แต่พุทธมีเป็นกาละ มีหมดยุคพุทธ มียุคพุทธันดร ยุคที่ว่างจากศาสนาพุทธ ซึ่งมีอยู่ในสองช่วงในมหาจักรวาลคือ ยุคที่คนไม่มีกิเลส คนดีมาก คนก็มีไม่มาก ก็อยู่กันอย่างอบอุ่นเหลือเฟือไม่แย่งชิงกัน จนเกิดกิเลส ทรัพยากรร่อยหรอลง ทรัพยากรน้อยกว่ากิเลส คานธี ว่า โลกนี้มีทรัพยากรเพียงพอต่อทุกคน แต่ไม่เพียงพอกับคนๆ เดียวที่ขี้โลภ แม้ทุกวันนี้ก็ตามทรัพยากรก็ยังพอ แต่ไม่พอกับความขี้โลภของคน จนเป็นยุคกลียุคมากร้ายแรงมากที่ไม่มีศาสนาพุทธ ก็เป็นอีกยุคที่เป็นพุทธันดร
ใครตกไปอยู่ในวงจรของทุนนิยมเสร็จ อาตมาจึงให้พวกเราตัดออกจากวงจรทุนนิยม คือเราไม่เป็นหนี้เลย แต่มีการเกื้อหนุนภายในกันได้ เราไม่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยได้ หลุดพ้นจากโลกทุนนิยมได้เปราะหนึ่งแล้ว สร้างให้เกินกินใช้ เผื่อแผ่แก่คนอื่นสะพัดออก ไม่กักตุน ถ้ากักตุนก็คือเห็นแก่ตัว เพราะสังคมมีความต้องการแต่เราเอาไปกักไว้ เศรษฐกิจก็ไม่คล่อง การสะพัดคือเศรษฐกิจที่ดีที่สุด อย่างในหลวงตรัส เราเอาแบบคนจน เราไม่เอารวย แต่เรามีพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คำแต่ละคำของในหลวงที่ตรัสเป็น The Great word แต่ละคำนี่
เป็นการมุ่งฝึกฝนตนให้ดีเป็นที่ตั้ง ทำดีมันอย่างเดียว ละชั่วประพฤติดีอย่างเดียว แต่ไม่ได้ทำจิตให้บริสุทธิ์เหมือนศาสนาพุทธ เขาทำการทิ้งการทำไม่ดี แบบไม่ใส่ใจ ไม่ไปยุ่งกับเขาไม่โกรธเกลียดเขาด้วย ปล่อยคนชั่วลอยนวล พวกศาสนาเทวนิยม เอาแต่ดีให้ตนแล้วปล่อยคนชั่วลอยนวล ไม่เอาภาระ ไม่หาวิธีการช่วยเขา แต่อย่างพระพุทธเจ้าท่าน ให้โอสถทิพย์แทรกเข้ารูขุมขนไม่ให้เขารู้ตัว แต่ถ้าให้เขาดื่มคำตำหนิได้ คือ เปยยวัชชะ คือให้เขาดื่มคำด่าคำว่าได้ ผู้สามารถทำศิลปะจนด่าเขาแล้วเขาชอบได้ คือ ปิยวาจา แต่ชมคนให้คนดื่มได้คนชอบนี่ ใครก็ทำได้ ตั้งแต่แบเบาะ เอาใจแม่มาแต่แบเบาะ เอาใจคนให้คนชอบนี่ทำกันได้แต่ด่าคนให้คนชอบนี่ เขาทำไม่ได้ คำว่าวัชชะคือคำตำหนิ เปยยะคือของควรดื่ม ทุกวันนี้อาตมาตำหนิ เขาก็ไม่ดื่มนะ แต่ก็มีคนรับได้บ้าง อาตมาด่าเอาบุญ เป็นสำนวนนะ เป็นปิยวาจา
ต่อไปเป็นการ พ่อครูว่า ประเด็น?
_ ศาสดาที่ทำคุณงามความดีมากๆ เป็นอรหันต์แบบใดแบบหนึ่งได้ไหม? พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านไม่รับรอง อย่างอินเดียนี่เป็นแบบเทวนิยมอยู่ได้นาน มีพลเมืองพันกว่าล้าน แต่จีนอยู่ได้นานเพราะมีคุณธรรมพุทธอยู่ แต่จีนก็หลวมกว่าอินเดีย อินเดียเขาถือกันแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่าย ป ระ ธานาโมดี ที่จะจัดให้มีส้วมในอินเดียให้ทั่ว ไม่ให้ขี้ทั่วไป อาตมาว่า ไม่สำเร็จในชีวิตของเขาหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนไม่ได้แต่ก็เร ิ่ มดีแล้ว มีลึกเรื่องจิตวิญญาณนี่นะ เทวนิยมมีลักษณะกดข่มอย่างเดียว แต่ละลัทธิเขาหลายๆ ล้านๆ ปีนะ คนแต่ละคนตายไป อายุ 100 ปี ถือว่ามากแล้ว แต่ยุคนี้นี่เฉลี่ย 70 ปี เท่านั้น แค่นี้ตาย แต่วัฏฏะสงสารนี่มันนานมากกว่ามาก พวกยึดความสงบจะตึดยึดหลงในภพนานมาก แต่พวกที่ทุกข์ร้อนอยู่เป็นสภาวะนรกนั้นมากมาย ทั้งคนที่เกิดมาน่าทุเรศ ทุรังการ ทั้งคนที่ได้อาการ 32 ครบ แต่บางคนต้องมาทรมานเพราะสวย บางคนต้องมาทรมานเพราะฉลาด บางคนก็จะได้มาทุกข์ทรมานเพราะรวย มีเยอะ และซับซ้อนด้วย ที่มารวยแล้วไม่รู้ตัว ทำชั่วหนักเข้าอีก ถ้าไม่ได้รับภูมิธรรมเข้าไปเพ ิ่ มก็หลงอีกนานเยอะ เป็นอจินไตย เกินกว่าคิดได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนที่ตายไปจะได้เกิดมาเป็นคนนี้เท่ากับดินที่ติดมาในเล็บ แผ่นดินในปฐพีที่เหลือ คือคนที่ตกนรก เทียบกันไม่ได้เลย บางคนสะสมความดีโลกีย์มาก็กดข่มกิเลสได้นานก็มี เพราะคนรู้ว่าเสียสละดีไม่เห็นแก่ตัวดี
_นร.ฟังเพลง ชอบติดเพลงแบบโลกีย์ จะมีผลเสียอย่างไร? พ่อครูว่า… มันก็ทำให้จิตวิญญาณติดยึดน่ะสิ ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะฟังเพลงไม่เป็น เหมือนอย่างที่พา นักเรียน ทำ ไม่ให้ใช้เงิน ใช้ตามจำเป็นที่ผู้ใหญ่ให้ใช้ ไม่ให้ใช้ตามใจตามชอบ พ่อแม่ก็ไม่มีสิทธิ์เอาไปฝากให้ลูกใช้ แต่จบม. 6 ก็ไม่เห็นมีใครที่ใช้เงินไม่เป็น ก็ใช้เงินเป็นกันทั้งนั้น คนพอมีภูมิธรรมได้รับไปก็ไม่หลงเงินทองอะไรกันมากนัก แต่คนที่เฟ้อเกินก็มี เราก็พยายามให้ความรู้ที่มีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะอยู่กับโลกเขายาก จะฟังเพลงนั้นเขามอมเมากันจัด หลวงปู่เป็นนักแต่งเพลง แต่ทำไมมาห้าม เพราะเพลงมีคุณสมบัติหลายอย่าง จะร้องก็ร้องเพลงหลวงปู่สิ เป็นเพลงโลกุตระ เพลงธรรมะ เพลงมี 5 แบบ คือ ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ
ศิลปินต้องมีความรู้นี้ แล้วจะใช้อย่างไรเป็นศิลปะ ต้องเร ิ่ มแต่สาระ แต่ถ้าไม่มีสุนทรียศิลป์ร่วมด้วยอย่างพอเหมาะก็ไม่เป็นศิลปะ เพลงหลวงปู่ มีเพลงโลกุตระเยอะแยะ เพลงธรรมะก็มีตั้งมาก ไปร้องแต่เพลงโลกๆ ต้องหัดเลิก ละ อย่ามอมเมาทำร้ายตน
เราไปเห็นกิเลสคนอื่นนั่นคือกิเลสตนเองใหญ่ มันไม่มองตนเอง คนที่รู้ตนเองมองตนเอง คุณเห็นกิเลสคนอื่นมันได้แต่ประมาณเดาเอาตามอาการ อาจพอถูก แต่ไม่จริงทีเดียวแต่อ่านกิเลสตนเองจริงๆ นี่แหละจะเก่ง การอ่านกิเลสคนอื่น พระพุทธเจ้าว่า นาตนเองไม่ทำผ่าไปทำนาคนอื่น
_โลกข้างนอกอโศกตอนนี้มีการมอมเมาตน โดยเฉพาะเสริมจมูก ทำศัลยกรรม พ่อครูว่า… มันมอมเมากันมาก เรื่องการหลงรูป หลงสวยงาม คือผู้หญิงติดยึดเช่นนี้ คนเกิดมาเป็นหญิงก็ติดเรื่องนี้เป็นธรรมดา จนมอมเมาผู้ชายไปด้วย ตอนเด็กอาตมา ก็นึกว่าคนนุ่งกางเกงสีนั่นสีนี่ ก็นึกว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนหน้าด้านนุ่งกางเกงสีแดง แต่เดี๋ยวนี้มีแล้ว และต่อไปในอนาคต เขาคงตัดตรงก้นกางเกงแล้วทาสีก้นสีแดงๆ ก็คงมีแล้วนะ มันเหลือเกินจริงๆ อันนี้เป็นเรื่องอจินไตย พวกอเวไนยสัตว์ พูดอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจ คนนี่แหละเป็นอเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้ กับอีกผู้หนึ่งที่สอนแล้วไม่เปลี่ยนแปลงคือ กระเทย เพราะจิตมันฝัง คนที่ข้ามธรรมชาติ คนเป็นประเทยคือจิตเกินธรรมชาติ ติดยึดสัมผัสเสียดสี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจัดจ้านเกินขนาด ธรรมชาตินั้นผู้ชายกับหญิงก็ชอบกันแต่นี่เกินไป ผู้ชายก็ไปชอบสัมผัสเสียดสีผู้ชาย ผู้หญิงก็ไปชอบสัมผัสผู้หญิง จนบางคนก็ทั้งหญิงทั้งชาย คนที่เป็นอย่างนี้มาบวชก็ต้องให้สึก แล้วเขาก็ว่าเป็นประเทยก็ทำไมต้องมากีดกัน เราก็ต้องกั้นขนาดขีดคั่น ไม่ได้รังเกียจ เห็นใจ แต่เราต้องป้องกันตนเองเราสงสาร แต่เป็นวิบากกรรม เป็นยุคใกล้กลียุคแล้ว อาตมาไม่อยากไปแตะต้อง ศิลปะ กับอบายมุขเหล่านี้ แต่เรื่องบริหาร เศรษฐกิจ การศึกษา อาตมาต้องแตะต้องทำ
โอลิมปิก อาจเป็นเชื้อให้ก่อสงครามโลกก็ได้ แข่งบอลโลกเขาแข่งกันทั้งโลกแล้ว หาเงินกัน
เป็นการสร้างจิตให้เคยชิน แล้วให้จิตโน้มไปทางไหนก็ตามได้ แต่ไม่ได้มีการปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ให้กิเลสลดเป็นขั้นตอนไป ศาสนาเทวนิยมมีเป็นธรรมดาสามัญคู่โลก ทุกยุคทุกสมัย เพราะกุศลหรือคุณงามความดีคนรู้หมด แม้กระทั่งว่ามุ่งมาจนดีกว่ามุ่งไปรวยคนก็รู้ ว่าดี ไม่สะสมสะพัดนี้ดี นอกจากคนติดมากก็จะว่าจนจะอยู่ได้อย่างไรก็คงมีบ้าง ในหลวงตรัสว่า แบบคนจน ไม่ต้องไปรวยถึงยากมาก เหมือนเป่าปี่ แต่วิธีกดข่มทำแต่ดี แล้วทางโน้นเขาไม่เอาใจใส่เรื่องความชั่ว เขามองข้ามความชั่ว เขาทำแต่ดีๆๆ แม้ไม่ร่ำรวยไม่สะสมก็เข้าใจ ไม่มีกามมากก็รู้ กดข่มจน พวกฑิคัมภพ ศาสนาเชน ไม่นุ่งเสื้อผ้าก็ได้ กดข่มกันได้ เดินโชว์เปลือยกันเฉย ผู้หญิงสาวๆ ก็ไปกราบเคารพ เขาก็ไม่สะดุ้งสะเทือนก็ทำได้ เป็นวิธีการสามัญ กดข่ม มนุษย์มีสัญชาติญาณกดข่มกันทุกคนแหละ ไม่แสดงอาการกิเลสกันในสาธารณะหรอก ไม่ว่าจะฟรีเซกซ์ชนาดไหนก็ไม่ทำหรอก เขากดข่มได้ เขาทิ้งความไม่ดี ปล่อยความชั่วให้ลอยนวล ไม่มีฝีมือราวีคนชั่ว ไม่มีสรณะ คือไม่เป็นศาสนาที่ประกอบด้วยสงคราม ศาสนาพุทธมาทำสงครามธรรมาธรรมะสงคราม เป็นศาสนาเดียวที่ทำธรรมาธรรมะสงคราม แต่ศาสนาที่ปล่อยคนชั่วลอยนวลเป็นศาสนาที่ไม่มีสรณะ แต่ ศาสนาพุทธทำสงครามอย่างฉลาดจริงใจ ไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวลอย่างจริงใจ
_คนที่ปฏิบัติธรรมแล้วเห็นความชั่วคนอื่นก็ไม่กล้าตัดสินว่าผิดหรือถูก? ก็ไม่ใช่แบบพุทธ? พ่อครูว่า… ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่หนักมาก แต่มันส์มาก พระโมคคัลลานะ ก็ตายในสนามรบ ก็ต้องตาย เพราะสงคราม
_ฟังพ่อครูแล้วรู้สึกว่าอายุคนเรานี่สั้นมาก แต่เราก็ยังแพ้อำนาจกิเลส ทำอย่างไรจะเอาชนะใจตนเองได้ เหมือนญาณ 4 โสดาบัน เป็นเด็กอ่อนหดมือเมื่อโดนไฟ พ่อครูว่า… ต้องเป็นขั้นตอน สะสมไปตามลำดับ จะมีหิริโอตัปปะ หิริ คือไม่ทำต่อหน้าแต่ลับหลังทำ ส่วนโอตตัปปะต่อหน้าหรือลับหลังก็ไม่ทำ กลัวบาปนะ ต้องตั้งตนบนความลำบาก กุศลกรรมเจริญยิ่ง ที่ว่าทางสายกลาง อย่าเคร่งเกินอย่าตึงเกิน ก็เลยว่าไม่ลำบาก แต่อยู่ที่นี่ก็มีลำบากไม่เกินไป ได้อดทนพากเพียรไป อยู่ที่วิธีการที่เราเข้าใจและจัดสรร แต่ละคนล้วนเป็นตำรวจตรวจให้ตน และคนอื่น