340628 องค์แห่งการตรัสรู้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข20 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340628 องค์แห่งการตรัสรู้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก

องค์แห่งการตรัสรู้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2534 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

นานๆได้มาพบกัน ได้มาคุยกันบ้าง ก็มีเรื่องเยอะ มีข้อมูลมากมาย ที่อาตมาได้รับข้อมูลต่างๆนานา ทางด้านศีรษะอโศกนี่ ที่ได้พูดได้บอกไปกับสมณะท่านบ้างแนะนำมา แต่ว่าเรายังไม่ได้พบกัน เลยยังไม่ได้พูดกันกับทุกๆคนน่ะ พวกเราชาวอโศกนี่ ก็กำลังขยาย โดยเฉพาะปี 34 ขยายอะไรต่ออะไรมาก ขยายกิ่งหรือว่าสาขา ขยายแผนก ขยายเรื่องของสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ พวกเราจะต้องเข้าใจเรื่องมรรคองค์ 8 การปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้านี่ ให้ดีจริงๆนะ การปฏิบัติธรรมนี่ จะต้องมีสติปัฏฐาน 4 จะต้องมีสัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 หรือมีโพชฌงค์ สำคัญต้องมีสติเป็นตัวที่จะต้องระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม ระลึกตัวอยู่ อาตมาเคยเน้นสติสัมโพชฌงค์ กับสติธรรมดาของมนุษย์นี่มันไม่เหมือนกัน สติสัมโพชฌงค์ นี่คือสติที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ สติสัมโพชฌงค์นี่หมายความว่า โพชฌงค์นี่หมายความว่าองค์แห่งการตรัสรู้ คือสติที่จะต้องรู้ตัวของเราอยู่เสมอ รู้ตัวไม่ใช่รู้ตัวอย่างเป็นคนมีจิตใจธรรมดา มีความรู้สึกนึกคิด มีความอยากอะไร ทำอะไร ก็มีตัวจิตเป็นตัวบงการสั่งให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ มันอยากทำอะไรก็ทำ ที่คิดว่ามีตัวคัดเลือกเหมือนกัน คัดเลือกตามธรรมดาของคนโลกๆนะ ปุถุชนคนโลกๆนะ มีตัวตัดสินว่า ทำอย่างนี้เถอะดี ทำอย่างนี้ไม่ดี มันมีตัวตัดสินอยู่เหมือนกัน ยังงี้ควรทำให้ตัวเองนี่นะ อร่อยดี สนุกดี เพลิดเพลินดี ทำเพราะว่ายังงี้ ฆ่ามันเถอะ มันควรจะฆ่า ยังงี้จะเอามาให้แก่ตัวเองก็เอามาเถอะ เพื่อสมใจอยาก สมใจการโกรธ การโลภ ตามประสาของคนธรรมดา ที่มีจิตอันประกอบไปด้วยกิเลสเป็นเจ้าเรือนบงการ นั่นเ

อ่านต่อ

ป็นธรรมดาของปุถุชนคนโลกๆ ทุกคนเคยเป็นมาทั้งนั้น มีสติแล้วก็ระลึก ตั้งสติอยู่ ระลึกรู้ตัวอยู่ ก็มีสามัญสำนึก มีความรู้สึกธรรมดา มีสติแล้วก็รู้ตัว อะไรควรทำ ไม่ควรทำ ก็ตัดสินไปตามอำนาจของกิเลส ส่วนสติสัมโพชฌงค์นั้นนะ เป็นสติที่รู้ตัวแล้ว ก็ยังคำนึงถึงศีล คำนึงถึงหลักเกณฑ์ของชีวิต ของตัวเองที่ได้สมาทานว่า เราสมาทานศีล สมาทานหลักเกณฑ์ต่างๆให้แก่ชีวิตไว้ว่า เราจะปฏิบัติอยู่ในขอบเขต คุณงามความดีอย่างนี้ ละเว้นอันนี้ ไม่ทำอันนี้ หรืออันนี้ต้องทำให้ยิ่งๆ โดยเฉพาะรู้ถึงจิต รู้ถึงจิตใจอารมณ์ ว่าอันนี้เป็นอำนาจของความโกรธ อันนี้เป็นอำนาจของความโลภ อันนี้เป็นอำนาจของราคะ จะต้องพยายาม วิจัยให้ได้ เป็นโมหะ ไม่ให้หลงผิด ไม่ให้เป็นไปตามอำนานของปุถุชนธรรมดาๆ เราจะเข้าใจเลยว่า อ๋อ ถ้าเป็นปุถุชนหรือว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ เราไม่ได้สังวรศีล เราไม่ได้มาตั้งใจปฏิบัติ ประพฤติธรรม สติของเราก็จะมีอย่างโลกๆแล้วเราก็จะตัดสินไปเลยและก็จะทำตามใจอย่างนั้นนะ แต่เมื่อเราปฏิบัติธรรมแล้ว สติของเรา รู้ตัวแล้ว ไม่ทำตามใจอย่างนั้น เราจะระลึกถึงองค์ประกอบของศีล ที่สมาทานว่าเราเองในฐานนี้ สมาทานศีล 5 เป็นต้น ความหมายของศีล 5 เราก็พยายามเข้าใจอย่างจริงๆว่า ศีล 5 มีความหมายขนาดนี้ เราจะต้องระมัดระวัง เว้นขาดขนาดนี้ คนไหนมีศีล 5 ที่สูงขึ้นกว่านี้ มีความหมายที่อธิศีลสูงขึ้นกว่าที่เราได้สมาทานเหมือนกัน เราก็จะทำตามที่เรากำหนดสมาทาน ถือศีลขนาดไหนๆ จนกระทั่งถึงอธิศีล ถึงศีล 8 ไล่ขึ้นไปถึง ศีล 8 หรือจะขยายศีล 5 ไป สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่พูดถึงคำว่าศีล 8 ก็ได้ และความหมายของศีล 5 ที่เป็นอธิศีล สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะมีลักษณะที่สูงลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ตัวเราปฏิบัติตามศีลนั้นได้ แล้วขัดเกลากาย วาจา โดยเฉพาะขัดเกลาจิต จิตอันนี้เป็นกิเลสธรรมดาของคน แต่ก่อนนี้ถ้าไม่ได้ถือศีลนี่ เราไม่ขัดใจเราหรอก เราไม่ขัดเกลากิเลส ไม่ขัดเกลาจิตใจหรอก เราจะทำตามใจเราเลยแหละ แต่เมื่อเราถือศีลแล้ว เราปฏิบัติธรรมเป็นโลกุตระแล้วนี่ เราจะอ่านอาการของจิตออก เรียกว่า รู้รูปนาม อาการของจิต เครื่องหมายของจิต ว่าอย่างนี้เป็นกิเลสนะ ยังงี้นี่ มันกำลังบังคับเรา มันกำลังจะเอาตามใจ มันจะเอาตามความอยากตามความโกรธ แต่เมื่อเราปฏิบัติแล้ว ชนะความอยาก ชนะความโกรธ ที่จะมาบำเรอตน ตามใจตน ขัดเกลาจิตอย่างนี้เรียกว่า กำลังทำอธิศีล อธิจิต ทำให้ศีลนี่เกิดความขัดเกลา และจิตก็เกิดการขัดเกลา กาย วาจา นี่มันก็เกิดตามจิตที่เป็นประธาน เพราะจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง มันจะสั่ง เราก็จะลดมันได้ตามวิธีที่เราได้มีสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีองค์แห่งการตรัสรู้ ที่จะธัมมวิจัย และจะต้องมีความเพียรพยายามด้วย มีวิริยะสัมโพชฌงค์ เพียรที่จะกระทำให้ได้ ตามที่เราปฏิบัติ ตามที่เรารู้ทฤษฎีการปฏิบัติ ควบคุมความคิด ควบคุมวาจา ควบคุมการกระทำ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ ควบคุมการงาน การงานที่ทำประจำชีวิต มันจะสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับผู้คน ต้องสัมผัสแตะต้องๆ ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัสทางรูป รส กลิ่น เสียง เกิดเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดอารมณ์ทางจิต เกิดอารมณ์โกรธ เกิดอารมณ์โลภ อารมณ์ราคะ และเราก็จะต้องมีธัมมวิจัยว่า ต้องให้ถูกต้องตามสัจจะ ไม่โมหะ ไม่หลงผิด เห็นให้ถูกจริงๆ วิจัยลงไปจริงๆเลย จึงจะเรียกว่ามีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ และมีสติที่ทำงานสติสัมโพชฌงค์ มีสติที่ทำงานวิจัยธรรมะ อันไหนเป็นสัมมา อันไหนเป็นมิจฉา หรืออันไหนเป็นบาป เป็นบุญ หรืออันไหนเป็นไปเพื่อตามใจกิเลส อันไหนเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส ไม่ให้ตามใจกิเลส รู้อาการของกิเลส สายราคะหรือโลภ มีกิเลสสายโทสะ ราคะก็รู้ว่าราคะ อราคะก็คือลดมันลงมา โทสะก็รู้ว่านี่กำลังเกิดอาการโทสะ เป็นอาการนิมิต เราจับอาการของมันได้ เครื่องหมายที่เราจับรู้เกิดในจิตของเรา เราจะจับจิตเราได้ เรียกว่าปรมัตถสัจจะ ผู้อ่านจิตได้ จับจิตได้ นี่แหละเป็นผู้ตาทิพย์ รู้จิตในจิต จิตในจิตมีองค์เจโตปริยญาณ 16 รู้ราคะ โทสะ โมหะ รู้ว่าตอนนี้เรากำลังประพฤติ เรากำลังลดราคะ ลดโทสะ ลดโมหะได้อยู่ กำลังลดได้ทีเดียว เราก็รู้ว่า นี่กำลังเป็นไปเพื่ออราคะ หรือโทสะ อโมหะ เราจะเข้าใจทิศทางของความเพิ่มความโลภ โกรธ หลง หรือเพิ่มราคะ โทสะ โมหะ หรือว่าไม่เพิ่ม หรือว่าเรากำลังทำให้ลด การปฏิบัติธรรมที่รู้ยิ่งเห็นจริงด้วยญาณ ด้วยปัญญา ที่มองเห็นอ่านเห็น มีญาณหรือมีตาทิพย์ เห็นจริงๆว่าเรากำลังลด นั่นแหละเรากำลังเกิดทางสู่มรรคผล การลดกิเลสนี่คือทางเดิน ลดกิเลสคือทางเดินสู่มรรคผลนิพพาน สู่ผลเป็นนิพพาน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รู้ปรมัตถ์นี่คือเรารู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน เจตสิกคืออาการของจิต ลักษณะของจิตทั้งหมดนั่นแหละ และมันมีอาการอย่างไร เราก็รู้ นั่นแหละ สิ่งที่ถูกรู้นั่นเรียกว่ารูป เราลดมันได้ ก็รู้มันเลยว่า เรารู้มรรครู้ผลไปเรื่อยๆ ว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ต้องมีความเพียรพยายาม มีวิริยสัมโพชฌงค์ ความเพียรที่ตัดกิเลส เรียกว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพียรประพฤติทางกาย วาจา ใจ ประพฤติทางสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี่แหละ ทางความคิด ก็คิดมา ในทางที่เจริญ เป็นอาริยะ ต่อสู้กับกิเลส ปรับปรุงเป็นสัมมา ให้เป็นสัมมาอย่าให้เป็นมิจฉา เป็นทางที่ถูกต้อง การพูดก็พูดให้เป็นสัมมา ไม่ใช่พูดเพื่อโลภ พูดเพื่อโกรธ พูดเพื่อสมใจในโลภ โกรธ หลง ไม่ใช่ แต่พูดเพื่อที่จะไม่เป็นโลภ ไม่เป็นโกรธ ไม่เป็นหลง อโลภะ อโทสะ อโมหะ เราทำให้ได้ จนจิตเราเก่งขึ้น ดีขึ้น แม้มันจะได้บ้าง แต่มันยังไม่เก่ง มันยังเป็นสังขิตตะหรือเป็นวิกขิตตะ มันยังเป็นก้อนเป็นแท่ง มันยังหดยังหู่ เป็นสังขิตตะ เป็นลักษณะได้ เรารู้ว่า เราลดได้ แต่ว่ามันยังตื้อๆ มันยังหนักๆ มันยังหู่ ยังหด ยังแข็ง ยังกระด้าง ยังมึน ยังซึมอยู่ มันยังไม่โปร่ง ยังไม่โล่ง ยังไม่เบา ยังไม่ว่าง หรือมันยังกระเด็นกระดอน กระเซ็นกระสาย ฟุ้งๆขจรขจายอยู่ เรียกว่าวิกขิตตะ วิกขิตตังจิตตัง เป็นจิตที่ยังกระเซ็น เขาแปลเอาง่ายๆว่า สังขิตตะ แปลว่าจิตหดหู่ วิกขิตตะแปลว่า จิตฟุ้งซ่าน ก็ถูก แต่ลักษณะของมัน ต้องรู้จักสภาวะของมัน มันกระเซ็น มันยังซ่านอยู่ ยังฟุ้งอยู่ ยังไม่เป็นสภาพที่ลงตัว ที่โปร่ง ที่ว่าง ที่ชัด มองมีญาณอะไรเห็น อ่านรู้ มันยังปนๆเปๆ อะไรก็แล้วแต่ มันยังจับไม่ติดก็ได้ วิกขิตตะน่ะ มันยังไม่แน่ไม่ชัด สังขิตตะ ก็เป็นก้อน ตีไม่แตกมั่ง แยกไม่ออกมั่ง มึนๆ ซึมๆ หนาๆ ทึบๆ มันไม่โปร่ง ยังงี้เป็นต้น นี่เป็นลักษณะของจิต ที่เราเอง ยังไม่ดี มันซึม มันมึน มันตื้อ มันไปในลักษณะที่ทึบ ที่ไม่ค่อยรู้ ส่วนวิกขิตตะ วิกขิตตังจิตตัง ก็เป็นจิต มันกระจาย มันกระเซ็น มันจางๆ มันยังไม่ชัด มันยังลางๆเลือนๆ มันยังวุ่นวาย มันยังสับสน มันยังฟุ้งยังซ่าน ยังงี้เป็นต้น เราลดได้ล่ะ ลดกิเลสได้ แต่มันก็ยังไม่ชัดไม่เจน ยังไม่ดี ต้องทำให้ดียิ่งขึ้น จึงเรียกว่าให้เจริญขึ้น ไปสู่ทางสูง ทางเจริญ เรียกว่ามหัคคตะ ในการพิจารณาจิตในจิต 16 ระดับ สติปัฏฐาน 4 นี่ พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม จิตในจิต นี่ก็คือลักษณะ 16 เจโตปริยญาณ 16 นี่ อาตมาไล่ไป 8 แล้ว ราคะ โทสะ โมหะ อราคะ อโทสะ อโมหะ สังขิตตะ วิกขิตตะ จะต้องทำให้ดี ให้มัน เจริญขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า มหัคคตะ ให้มันได้ผล หรือเราทำไม่ได้ ก็เรียกว่า อมหัคคตะ เรียกว่าจิตมันไม่เป็นไปในทางเจริญ มันไม่ดีขึ้น มันยังอยู่เท่าเก่า หรือแย่ลง เรียกอมหัคคตะ เราก็รู้จิตของเราว่า จิตของเรานี่ ทำได้อยู่หรือไม่ ตรวจตราอ่านยังงี้ เรียกว่าสัมโพชฌงค์ เรียกว่าผู้อยู่ในองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นผู้ที่อยู่ในภาคปฏิบัติเสมอ จะทำงานทำการ จะคิดจะพูด จะทำอะไรอยู่ จะทำอาชีพอะไรอยู่ มีสัมผัสแตะต้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้จักกายกรรม รู้จักวจีกรรม รู้จักมโนกรรมของเรา รู้จักอิริยาบถของเรา รู้จักกรรมกิริยาของเรา กรรมกิริยาของกาย กรรมกิริยาของวาจา กรรมกิริยาของจิต ต้องมี ต้องอ่านจิตตัวนี้ เข้าไปอ่านจริงๆ มีตัวแววไว มีตัวมุทุภูตธาตุ มีธาตุแห่งการรู้อย่างไว อย่างอ่อน อย่างแววไว อย่างฉลาด แล้วก็สามารถปรับได้ จึงจะครบคุณภาพของมุทุภูตธาตุ แล้วต้องรู้ด้วย เรียกว่าปัญญา และต้องสามารถทำได้ด้วย เรียกว่าเจโต สามารถดัด สามารถปรับ เรียกว่าหัวอ่อน จิตหัวอ่อน จิตที่มีจิตไว อ่อนเร็ว แล้วก็ปรับมันได้ด้วย ปรับมัน ก็คือพัฒนาให้มันเป็นภาวนามัย เป็นภาวนา จะเป็นสมถภาวนาหรือเป็นวิปัสสนาภาวนา สามารถลดกิเลสได้จริงอย่างไร เมื่อไร นั่นแหละ มันยิ่งถูกต้องตามหลักการในการปฏิบัติธรรมนั้น และเราจะทำอะไรก็ดี มุทุภูตธาตุ และก็มุทุภูเต กัมมนีเย และเราจะทำอะไรอยู่ กรรมคือการกระทำทุกอย่าง เป็นการงานทุกอย่าง การงานทางคิด การงานทางพูด การงานทางกระทำ การงานทางอาชีพอะไรอยู่ ก็แล้วแต่ มันก็จะเหมาะควร ท่านเรียกว่ากัมมนีเย การงานอันเหมาะควร มันจะเหมาะ มันจะดี มันจะลงตัว เป็นไปได้อย่างถูกต้อง อย่างดีงาม ทั้งข้างนอกข้างใน เป็นไปได้ ทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี จึงเป็นการเดินทางไปสู่มรรคผล เดินทางไปสู่นิพพาน โดยการเป็นชีวิตธรรมดาๆ ทั้งคิด ทั้งพูด ทั้งทำงาน ทำการ ทั้งทำอาชีพ มีชีวิตสัมผัสแตะต้อง ลืมตาธรรมดา มีชีวิตปกติธรรมชาติๆ นี่แหละ และเราได้มีการปฏิบัติธรรมที่เรียนรู้ มีสติปัฏฐาน 4 รู้องค์ประชุม รู้ข้างนอกด้วย ข้างในด้วย กายะ กาโยนี่แปลว่าองค์ประชุม มันมีสิ่งแวดล้อม มีวัตถุ มีดิน น้ำ ไฟ ลม มีต้นหมากรากไม้ มีดิน มีเขา มีน้ำ มีวัตถุธาตุ มีเครื่องใช้ไม้สอย มีบุคคล มีการกระทำ มีกิริยาของบุคคล เขาพูดก็ได้ยินเสียง ตาก็ได้เห็นรูป จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส มีทุกอย่างที่ประกอบเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคใดๆ ด้วยประชุมอยู่กับเรานี่ ใกล้หรือไกล ประชุมอยู่จนกระทั่ง แม้การประชุมอยู่ใน เรียกว่ากายในกาย องค์ประชุมของจิตวิญญาณ มีกรรมกิริยาของจิตวิญญาณ อ่านจิตในจิตออก กายในกายหรือจิตในจิตนั่นแหละ อันเดียวกัน กายในกาย ก็คือ สภาพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่มันอยู่ข้างใน เรียกว่าอายตนะ อายตนะ 6 และเราก็รู้อาการของอายตนะ รูปมันเป็นยังไงข้างใน รูปแล้วมันก็มีอาการเวทนา มีรูปอย่างนั้น และมีเวทนา และมีความรู้สึกสุขทุกข์ยังไง สุขทุกข์อย่างโลกียสุข หรือว่าทุกข์เพราะยังเป็นกิเลส ยังไม่สมใจในกิเลสนะ เราจะอ่านออก สุขเวทนา ทุกข เวทนา และเราก็พยายามปรับไม่ให้เป็นไปตามกิเลสอยาก ลดกิเลสได้ หรือจะบำเรอกิเลส เราก็จะรู้ว่า จะเป็นสุขบำเรอกิเลส เรียกว่า โลกียสุข ถ้าเราไม่บำเรอล่ะ แต่เราจะลดความต้องการของกิเลส ลดโลภะ โทสะ ในจิตลงได้ เรียกว่าลดสมุทัย ลดทุกข์สมุทัย ลดตัวการใหญ่ได้ด้วยสมถะภาวนาก็ดี ด้วยวิปัสสนาภาวนาก็ตาม ลดลงได้จริงๆนั่นแหละ ลดละหรือเว้นขาดออกมาได้ จะมากจะน้อย จะชั่วคราว เป็นตทังคปหาน หรือจะเป็นวิกขัมภนปหาน ทำได้อย่างกดอย่างข่ม ทำได้เก่งได้เร็วขึ้น เป็นปฏิปัสสัทธิปหาน หรือจะเก่งถึงนิสสรณปหาน ได้อย่างสลัดออกเลย เราก็จะรู้ความเก่งของเรา ความสามารถของเราว่ามีมากน้อยแค่ไหน มีปหานปธานนั่นแหละ อย่างที่ว่าเมื่อกี้ ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน นิสสรณปหาน หรือสมุจเฉทปหาน ประหารอย่างเด็ดขาด สมุจเฉทปหาน ไม่ใช่อุทเฉทะเท่านั้น เรียกว่าขาดสูญอย่างต่อเนื่อง สมุจเฉทปหานได้อย่างดีจริงๆ เราก็ต้องรู้ว่าเรามีปหาน สังวรปธาน ปหานปธาน มีสัมมัปธาน 4 ภาวนาปธาน ก็คือ ได้ผล ทำให้เกิดภาวนามัย ทำให้เกิดภาวนาปธาน เกิดได้ผล ภาวนาแปลว่าการเกิด ปฏิบัติธรรมมีมรรคมีผลมา สั่งสมผลขึ้นมาเรื่อยๆ และอนุรักขณาปธาน มารักษาผลนั่นได้ด้วยอิทธิบาท 4 ด้วยความยินดี ด้วยความเพียร อิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ด้วยความเพียร ด้วยความเอาใจใส่ ด้วยการรู้ยิ่ง กำลังพิจารณาวิเคราะห์ วิจัย ตัดสิน พิพากษาอะไรอยู่ทีเดียว พิพากษาตัวเราเอง พิพากษาสิ่งที่ได้ สิ่งที่ดีอะไรนี่ มีองค์ประกอบในการปฏิบัติธรรมจริงๆนะ ถ้าเรามีความรู้ทั้งกาย เวทนา จิต อธิบายไปแล้วเมื่อกี้นี้ แม้จะยังไม่ทะลุถึงวิมุติ อวิมุติ ก็ตาม อธิบายทั้งสังขิตตะ วิกขิตตะ มหัคคตะ อมหัคคตะ สอุตตระ อนุตตระ อีกคู่หนึ่งเป็น 10 เมื่อกี้นี้ 6 ราคะ โทสะ โมหะ อราคะ อโทสะ อโมหะ 6 แล้ว สังขิตตะ วิกขิตตะ 8 มหัคคตะ อมหัคคตะ 10 สอุตตรจิตตัง กับ อนุตตรจิตตัง อีกคู่หนึ่ง สอุตตรจิตตัง คือจิตที่ดียิ่งกว่านี้ยังมีอีก จิตดีขึ้น มหัคคตะนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้น เจริญขึ้น แต่มันยังรู้ เราจะมีญาณรู้ว่า ดีกว่านี้ยังมีอีก จิตที่ดียังไม่ถึงที่สุดหรอก ยังไม่จบ ยังดีกว่านี้ได้อีก เราจะมีญาณรู้จริงๆ จึงเรียกว่าสอุตตรจิต แต่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ เจริญอยู่เรื่อยๆ จนถึงขั้นอนุตตรจิต เป็นจิตที่ยิ่ง ไม่มีจิตใดเหนือกว่าอีก อนุตตรจิต แต่จิตอนุตตรจิตนี้ มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นสมาหิตะและเป็นวิมุติ มีเงื่อนไขอีก 2 อย่าง ต้องเป็นสมาหิตจิต และมีทั้งสมาหิตจิต มีทั้งวิมุติจิตด้วย จึงเรียกว่าอนุตตรจิต จึงเรียกว่าจิตที่ยิ่ง จิตที่เหนือกว่าจิตใดๆ ไม่มีจิตใดยิ่งกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นในการพากเพียร ในการจะปฏิบัติให้เกิดอนุตตรจิตนี่จะต้องเรียนรู้สมาหิตะ เรียนรู้วิมุติด้วย เพราะฉะนั้นสมาหิตะ คือจิตประโยชน์ที่แข็งแรงตั้งมั่น เป็นจิตที่อยู่เหนือโลกจริงๆ เป็นจิตที่อยู่กะโลก มีการทำงาน มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีธาตุรู้ มีตัวรู้ รู้ในอายตนะทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทวารกระทบสัมผัส และก็เข้าไปรู้ๆ อยู่ข้างในจิตตัวเอง เป็นอายตนะแล้วเราก็สามารถรู้อายตนะเหล่านั้นว่า รูปก็ดี รสก็ดี กลิ่นก็ดี เสียงก็ดี สัมผัสก็ดี ไม่มีกิเลสร่วม ทำงานอย่างแข็งแรง มีประโยชน์ต่อมนุษย์โลกอย่างแข็งแรง ตั้งมั่น เรียกว่าสมาหิตะ เป็นสมาธิ เขาแปลทับศัพท์ว่าสมาธิ สมาหิตะนี่คือ สมาธิ สมาหิตะเป็นภาษาบาลี เขาแปลทับศัพท์ สมาหิตะ ว่าสมาธิ และก็ไปแปลกันว่า ตั้งมั่นเฉยๆ จริง ตั้งมั่นก็ถูก แต่ตั้งมั่นอย่างไหนล่ะ ตั้งมั่นอย่างที่เรียกว่าอยู่เหนือมัน เป็นจิตที่วิเศษ เป็นอนุตตรจิต เป็นสมาหิตะ เป็นสมาธิอย่างอนุตตรจิต สมาหิตะ คืออย่างที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อโลก ต่อมนุษย์ เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนคือกิเลสหมด อนุตตรจิตนี่คือจิตที่ไม่มีกิเลสแล้ว กิเลสไม่มี และพร้อมกันนั้นก็มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีบทบาทการงานอยู่อย่างมีคุณค่าประโยชน์ต่อโลก เป็นหิตประโยชน์ โดยเฉพาะเป็นทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ และก็เป็นสัมปรายิกัตถประโยชน์ด้วย ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คืออะไร ทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือมีความขยัน อุฏฐานสัมปทา และก็มาอารักขสัมปทา เข้าถึง เป็นความถึง ถึงความขยัน และก็ถึงการรักษา รักษาทุกอย่าง รักษาตนเอง รักษาผู้อื่น ช่วยรักษา รักษาไม่ใช่สะสม เขาไปแปลว่า สะสมเงินทอง สะสมทรัพย์ศฤงคาร แปลอย่างตื้นๆเขินๆ แล้วก็เลยกลายเป็นขี้โลภ แล้วค้านแย้งกับ อปจยะ ของพระพุทธเจ้าด้วยว่าไม่สะสมนะ อารักขสัมปทา แปลว่า การรักษา ไม่ใช่สะสม ถ้าเรามีแผล เราจะรักษาแผล เราทำให้แผลนั่นน่ะอยู่กะเรา สะสมแผลให้โตๆขึ้นใช่ไหม ไม่ใช่ ไม่เอานะ เรารักษาแผล เราก็เลยสะสมแผลไว้ไม่ให้แผลหายจากเราและให้แผลมันโตขึ้นด้วย สะสมใช่ไหม ให้แผลมันเยอะๆ ใช่ไหม รักษาแผล ไปแปลรักษาว่า สะสม ไปแปล รักษาว่า มีอยู่ ไม่ใช่ รักษาแปลว่าทำให้เจริญ ทำให้ดีงาม รักษานี่ ทำให้อยู่อย่างสมเหมาะสมควร รักษานี่ แปลว่า ทำให้ดี ดูแลให้ดี รักษา อันใดควรปราบ ก็ปราบ ผู้รักษานี่ อันใดปราบ ก็ปราบ อะไรทำให้ดียิ่งก็ดียิ่ง รักษานี่ ไม่ได้หมายความว่า สะสม มันละเอียดนะ มันลึกซึ้ง แปลว่าสะสม มันก็ค้านแย้ง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้คนสะสม แปลกันมานานแล้ว มาแปลกันมาก แปลมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วจะต้องร่ำรวย ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ปัจจุบัน เป็นหัวใจเศรษฐี ต้องร่ำรวย แปลทิฏฐธัม เอาเล็กๆน้อยๆ แปลเอาความหมาย เออ อย่าหัดสุรุ่ยสุร่าย หัดประหยัด จะต้องรักษาดูแล สะสมทรัพย์ศฤงคาร อย่าไปฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ฟุ้งเฟ้อ อะไรก็ถูกในความหมายง่ายๆ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นนะ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์ของปรมัตถ์ด้วย สัมปรายิกัตถประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์ของปรมัตถ์ด้วย แต่เขาอธิบายไม่ออก เขาอธิบายได้แต่ง่ายๆ แล้วก็ตีความเอาง่ายๆ เลยกลายไปเป็นโลภโมโทสัน จะมีมิตรดี มีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เรียกว่า เกิดเข้าถึงกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก มีมิตรดี สหายดี มีสังคม สิ่งแวดล้อมดี มีจริงๆ กัลยาณมิตรนี่มี กัลยาณมิตร คือมิตรที่ปฏิบัติไปทางเดียวกัน มีทิฏฐิเดียวกัน มีศีลสามัญญตา มีความเข้าใจในศีล มีความเข้าใจในความเห็น ความเข้าใจในที่เรารู้ว่า เออ ไปอย่างนี้ เป็นความเจริญของมนุษย์ มนุษย์ไม่สะสมนี่ เจริญกว่า มนุษย์สะสม มนุษย์กอบโกย เอาเปรียบ เอารัด มนุษย์มักน้อยนี่ เจริญกว่ามนุษย์มักมาก มีความโลภ มีความมาก สะสมมากๆ นี่ เป็นมนุษย์ไม่เจริญเท่ามักน้อยหรอก แต่มันยาก ของพระพุทธเจ้านี่มันทวนกระแสธรรม ซึ่งเรามาปฏิบัติขณะนี้ แม้แต่นักเรียนนี่ก็คงพอเข้าใจบ้างแล้ว จะโตๆ ที่เรามาปฏิบัติธรรมกัน จนลด จนละ จนเลิก จนทิ้งโลกียะมาตั้งเยอะตั้งแยะนี่ ฟังที่อาตมาพูดนี่จะเข้าใจและจะรู้ว่า เออ ตัวเราปฏิบัติได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง หรือว่าดีมากขึ้น ดีกว่าเก่าเยอะแยะอะไร เราจะรู้ความจริงตามความเป็นจริง ที่เราได้ฝึกฝนอบรมตัวและใจเราก็สบายขึ้นด้วยปัญญา เราก็เห็นชัดเจนด้วย ยังงี้แหละเป็นความเจริญที่เป็นไปได้ยาก ไม่ง่ายจริงๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นแล้ว และเป็นประโยชน์ต่อตนและท่าน มันเป็นวูปสโมสุข คือ สุขที่สงบ ระงับ ไม่ใช่สุขัลลิกะ ไม่ใช่กามสุขัลลิกะ ไม่ใช่สุขอย่างโลกๆ ไม่ใช่โลกียสุข แต่เป็นวูปสโมสุข สุขอย่างจิตมันระงับกิเลส สุขอย่างระงับกิเลสมาจริงๆ นี่มันเป็นความสุขอย่างไร เราจะอ่านอาการ ลิงคะ นิมิตของมันออกจริงๆ อ่านออกจริงๆ และเราจะปฏิบัติได้ถูก สอดคล้องตามที่อาตมาได้หยิบมาอธิบายนี่ ก็สอดคล้องว่าเราจะมีมิตรดี สังคมชาวอโศกเรานี่ มีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย ซึ่งอาตมาเรียกว่า ญาติธรรมด้วยซ้ำ ไม่ได้เรียกแค่มิตร เรียกญาติธรรม ได้เกิดๆ เรื่อยๆ ตอนนี้กำลังมีลูก ตอนนี้กำลังตั้งท้องปฏิสนธิ ตอนนี้นี่มีลูก ที่นี่เกิดก่อนนะ ที่นี่มีลูกก่อน ที่นี่ตั้ง กศน. แล้วก็มีเด็กมีลูกตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ นี่คือชาวอโศกตั้งครรภ์นะ ทั้งวัดนี่ ชาวอโศกที่นี่ตั้งครรภ์ ฟังให้ดีนะ การตั้งครรภ์นี่ อย่าคิดแต่เป็นพ่อเป็นแม่ ตั้งครรภ์คือ อยู่ในมดลูกนี่ เอาเชื้อเข้าไปแล้ว ก็ผสมไข่อยู่ในมดลูกนี่เท่านั้น อันนั้นเป็นการเกิดทางร่างกาย ไม่ใช่การเกิดทางสัตว์โอปปาติกะ สัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ ข้อที่ 7,8,9 มีว่า แม่มี พ่อมี สัตว์โอปปาติกะมี ข้อที่ 7,8,9 มิจฉาทิฏฐิ ถ้าเผื่อว่า เห็นว่ามีต้องเห็นด้วยญาณปัญญาเห็น จะบอกว่าแม่มี คือคนที่ให้กำเนิดเรามานี่คือแม่ อย่างนั้นไม่ใช่ปัญญาพระพุทธเจ้าสอนหรอก ใครๆมันก็สัมมาทิฏฐิอีแบบนั่นน่า แต่สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้านี่ ลึกซึ้ง แม่มี พ่อมี อาตมาพูดมามากมายว่า ไม่ได้หมายแม่ที่คลอดปู๊ดออกมายังงั้น พ่อที่คลอดปุ๊ดออกมาอย่างนั้นไม่ใช่ ยังงั้นสัตว์โลกเดรัจฉาน มันยังรู้เลย นี่เป็นแม่เป็นพ่อ ถ้าแบบนั้น จะเอาปัญญาพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาสอนคนทำไมแบบนั้น แม่คำนี้ จึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง ต้องเข้าใจเป็นนามธรรม การเกิดทางโอปปาติกะ แม่พ่อที่ให้เกิดทางสัตว์โอปปาติกะ ไม่ใช่แม่พ่อที่ให้เกิดทางเนื้อหนังมังสาตัวตน เป็นแม่เป็นพ่อที่ให้เกิดสัตว์โอปปาติกะ เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิหรือจะเกิดสัมมาทิฏฐิใน 3 หลักนี้จะต้องรู้ว่า แม่คืออะไร พ่อคืออะไร เห็นว่า โอ แม่มีแล้ว นี่แหละคือ เราอยู่ด้วยกัน ศีลก็เป็นแม่ การประพฤติการปฏิบัติเป็นแม่ พวกเราแต่ละคนนี่เป็นแม่เป็นพ่อ ที่เป็นแม่ช่วยกันฟูมฟัก นี่ พระเจ้านี่ เป็นแม่เป็นพ่อได้ทั้งนั้นแหละ อาตมานี่เป็นพ่อและอาตมาก็เป็นแม่ด้วย อาตมากำลังเป็นแม่เป็นพ่อในตัว เป็นพ่อลูกอ่อนที่มือหนึ่งถือดาบ มือหนึ่งป้อนนมลูก ก็เคยพูดให้ฟัง เปรียบเทียบให้ฟัง และทำงานทั้งบุกบั่นสู้รบทั้งต้องเลี้ยงลูกให้โตนะ ให้มีชีวิตการงาน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นสัมมา ที่ เป็นสุจริต หรือเป็นกุศล เจริญงอกงามอยู่ในสังคมจริงๆ นี่ขณะนี้ของเรานี่กำลังมีลูกจริงๆ กำลังตั้งครรภ์ เด็กที่อยู่กะหมู่เรานี่ เป็นลูกของเราทุกคน ต้องเมตตาเกื้อกูล เอ็นดู เลี้ยงดูจริงๆกัน อย่าเข้าใจว่าเป็นเด็กมาเรียนหนังสือ เป็นเด็กมาอยู่กันอย่างไม่ใช่หน้าที่ของเรา อยู่ด้วยกันทุกคน โดยเฉพาะอยู่ในวัดนี่เป็นลูก แม้แต่จะเป็นชาวอโศก ก็เหมือนกัน ต้องเข้าใจให้ได้ว่า ผู้ใดที่มีคุณวุฒิมีวัยวุฒิด้วยก็ตาม ต้องดู วัยวุฒิก็คือ เราอายุมากกว่าเด็ก คุณวุฒิก็คือ มีคุณธรรม ถ้ามีคุณธรรมอยู่ตัวเราแล้ว เราจะต้องเอื้อเฟื้อเจือจาน เลี้ยงดู มีอะไรแนะนำกัน หวังดีต่อกัน นี่แหละเรียกว่าเรากำลังมีลูก เป็นญาติธรรม หรือเป็นกัลยาณมิตรที่แท้ๆ แล้วจะเกิดสมชีวิตา จะเกิดการยังชีพ จะเกิดการเลี้ยงชีพที่ดี จะเกิดมีชีวิต เป็นสัมมาอาชีวะ เป็นสมชีวิตา เป็นการยังชีพเลี้ยงชีพที่เป็นคุณค่าประโยชน์ มีบุญ เป็นการเลี้ยงชีพอย่างบุญ ไม่ใช่ได้บาป ทุกวันนี้เลี้ยงชีพกันอย่างบาป เอาเปรียบเอารัด อาตมาอธิบายซ้ำซาก ถึงทฤษฏีกำไรขาดทุนของอาริยชน ไปทำงานแล้วก็เอาค่าแรงงานหมด มันมีบุญตรงไหน ดีไม่ดีเอาค่าแรงงานเกิน ทำอะไรขึ้นมาเอาไปขายเกินราคาทุน ก็ได้บาปทั้งนั้นแหละ ไม่ได้บุญหรอก ไม่ได้เป็นสมชีวิตา ไม่ได้เลี้ยงชีพชอบอะไร เป็นความโลภ แล้วโลภอย่างไม่มีสิ้นสุดด้วย เพราะมีหลักทฤษฏีออกนอกรีตพระพุทธเจ้า ค้ากำไรเกินควร เอาเปรียบเอารัดตลอดเวลา และหลงว่าเป็นกำไรนะ แต่เกินทุนนะ ว่าเป็นกำไร ที่แท้น่ะ มันขาดทุนโดยสัจธรรม ฟังสัจธรรมให้ออก เพราะเราไม่เอาเกินทุนละ อาตมาจะไม่วิเคราะห์อันนี้ต่อ ในพวกเราในขณะนี้ เพราะไม่มีเวลามากมายนักนะ จะไม่วิเคราะห์ตัวนี้ต่อละ เป็นกำไรขาดทุนอย่างไร และโลกเขาไม่รู้ว่าขาดทุน ไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขให้แก่ตัวเองนะ เขาขาดทุน ได้บาป เขาไม่ได้บุญอะไร มีชีวิตไม่ได้เจริญ ไม่ได้เป็นสมชีวิตา ไม่ได้เลี้ยงชีพชอบอะไร เป็นการเลี้ยงชีพอย่างขาดทุน เป็นการเลี้ยงชีพอย่างเป็นหนี้ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า คนเราเกิดมานี่ จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกยาก ก็ยาก หรือว่าเป็นเทวดา จะได้กลับมาเป็นเทวดาอีกยากก็ยาก ส่วนมากตกนรก ตกนรกก็เพราะเขาไม่รู้อย่างที่อาตมากล่าวนี่แหละ ไม่รู้สัจธรรมที่เขาไม่สร้างหนี้ เขาสร้างแต่หนี้อย่างนี้จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่ มันจะได้มาเกิดเป็นเทวดาอีกได้ยังไง มีแต่ลงนรก ขาดทุน ไปใช้หนี้ใช้สินเขาอีกหลายชาติละ อีกนานเลย แต่ละคนๆนี่ เพราะฉะนั้นผู้ไม่ได้พบสัจธรรมที่แท้จริงนี่จนกระทั่งมีทิฎธัมมิกัตถประโยชน์ที่แท้ เป็นคนขยันหมั่นเพียร สร้างสรร แล้วก็เส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน