340605 ทำอะไรวันเกิด ธรรมะก่อนฉัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
340605 ทำอะไรในวันเกิด ธรรมะก่อนฉัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
ทำอะไรในวันเกิด ธรรมะก่อนฉัน 5 มิถุนายน 2534 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
ก็ต้องทำชีวิตให้เป็นสุขที่สุด ฟังดีๆนะ ใช่มั้ย วันเกิดก็ต้องทำชีวิตให้เป็นสุขที่สุด อาตมาก็ต่ออีกด้วยว่า จะสุขก็ต้องสุขอย่างดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้ดีที่สุด วันเกิดทำอะไร วันเกิดทำให้ชีวิตเป็นสุขที่สุด ทำชีวิตให้ดีที่สุด อย่างสัมมาทิฏฐิที่สุดด้วย แถมเงื่อนไขสุดท้าย ต้องอย่างสัมมาทิฏฐิที่สุดด้วย ในฐานะเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราเรียนทฤษฎี เราเรียนสัจธรรมของพระพุทธเจ้า เราเรียนความรู้ เราเรียนความจริงว่า เราควรจะดีอย่างไรที่เป็นดีตามสัมมาทิฏฐิ สุข...สุขอย่างไรที่เป็นตามสัมมาทิฏฐิ เราจะต้องเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวอาตมาจะไล่ไป สำหรับศาสนาอื่นเขาจะสุขอย่างไร เขาจะมีความลึกซึ้งอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของศาสนาอื่น วันนี้อาตมาพูดในฐานะลูกพระพุทธเจ้า จะบรรยาย จะพูดถึงเรื่องความสุข วันเกิดมันก็ต้องเอาให้สุขล่ะ เราก็จะต้อง...วันเกิดทำอะไร? ก็ต้องทำความสุขให้แก่ชีวิต หรือทำความดีให้แก่ชีวิตอย่างดีที่สุด อย่างสุขที่สุด ไล่ไปตั้งแต่มันยังสุขผิดๆ ไล่ไปตั้งแต่มันดีผิดๆ ดีแล้วมันผิดได้อย่างไร เหมือนกับเขาว่าเรานี่น่ะดี แต่ผิดนี่แหละ เราโดนตู่อยู่ทุกวันนี้ เขาว่าดีแต่ผิด จริงๆแล้วถ้าเราดีจริงแล้ว เราผิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ที่บอกว่าดีแต่ผิดนั่นก็เพราะว่ามันดีที่มันยังไม่จริง มันดียังไม่ถูกทาง ยังไม่สัมมาทิฏฐิ มันก็เรียกว่าผิด เขาก็คงจะเข้าใจเราว่าเราดี แต่เราไม่สัมมาทิฏฐิก็ได้นะ เอ้า...ก่อนจะว่าดีต้องพูดถึงตัวสุขเสียก่อน คนในโลกนี้นี่แสวงหาความสุข ทำชีวิตให้เป็นสุข แต่อวิชชา ไม่รู้จักความสุขที่ประเสริฐ ไม่รู้จักความสุขที่เยี่ยมยอด เราเป็นนักศึกษ
อ่านต่อ
าธรรมะแล้วนี่ เราจะได้ฟังมาว่าสุขมันมีนะ ท่านเรียกว่าวูปสโมสุขหรือเรียกว่าสุขัลลิกะ เรียกว่าโลกียสุขอะไรพวกนี้นี่ มันมีคำว่าสุขพวกนี้อยู่หลายสุข โลกียสุขหรือว่าสุขัลลิกะนี่ เป็นสุขที่มนุษย์โลกธรรมดารู้โดยอัตโนมัติ รู้ดีอยู่แล้ว แล้วเขาก็จะทำตัวให้สุขในวันนี้เป็นวันเกิด เอ๊ย! วันนี้วันเกิด ไป เราสุขเกษมเต็มที่ คนที่มีจริตนิสัย มีความชอบ มีอารมณ์ มิจฉาทิฏฐิ ก็เอาแล้ววันนี้...จะ...สุขอย่างไร หยำเปอย่างไรเขาก็ไม่รู้ มีอบายมุขอะไรอย่างไรที่เขาจะระเริง เขาจะบันเทิงเป็นความสุขได้ เขาก็ไปทำของเขา คนอย่างนี้ไม่มีปัญญาแท้ วันเกิดตัวเองแท้ๆควรจะตั้งใจให้วันเกิดเป็นวันที่ดีของตนเอง สุขก็ควรจะสุขอย่างมีทิศทางเจริญ สุขอย่างเจริญ ไม่ใช่สุขอย่างเสื่อม สุขอย่างทรามหรือสุขอย่างเสียหาย สุขอย่างทำให้ชีวิตตกต่ำ มันไม่ควรนี่ ใช่มั้ย คนที่มีสติสัมปชัญญะปัญญาดีๆ มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่เขาไม่มีสติ ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่ได้ศึกษาชีวิตที่ดี เขาเลยปล่อยปละละเลย เอ้า...ระเริงเลย วันสุขวันนี้เต็มที่โว๊ย กินเหล้ากันให้เมา เลวหรือชั่ว เอ๊ย..เลวหรือดี เหอ! (พ่อท่านถามคนฟัง) กินเหล้ากันให้เมา ไม่เมาไม่เลิก วันนี้วันเกิดอั๊ว เอ้า...ก็มันเลวน่ะซิ กินเหล้าให้เมา แล้วก็ยิ่งเมาก็ยิ่งเลว ยิ่งเมาสติก็ยิ่งเสียยิ่งเสื่อม สติเสียสติเสื่อมก็ทำชั่วทำเลวไปตามอำนาจกิเลสที่อยู่ใต้พื้นจิตที่มันมีอำนาจบงการอยู่ในจิต ยิ่งควบคุมกิเลสไม่ได้ ยิ่งตั้งตัวตั้งใจไม่ได้ สติไม่มีไปควบคุมกาย วาจา ใจ เลย กิเลสสดๆก็ออกมาหมด วันเกิดก็เลยเละ ได้ทำชั่ว แต่เค้าว่าเค้าได้สุขนะ กินเหล้านี่สุข มันสุขตรงไหน มาเรียนดีๆแล้วไม่ได้สุขอะไรหรอกนะ หรือไม่ก็เอาเลยวันนี้เที่ยว เที่ยวให้เต็มที่เลย สุข...ว่าอย่างนั้นนะ เที่ยว...แหละ เขาก็ไปหาเรื่องเตร่ ได้เที่ยว...สำมะเลเทเมาอะไร ก็แล้วแต่นะ เพราะฉะนั้นการฉลองวันเกิดของคนที่ยังอวิชชา คนที่ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิ ยังไม่เข้าท่า ยังไม่รู้ความสุขที่ดี ให้ดีที่สุด หรือให้สูงให้เยี่ยมให้ประเสริฐขึ้นไปอย่างไรนี่ เขายังไม่มีความรู้เขาก็จะ...วันเกิดเขาก็จะไปฉลองกัน อย่างที่ว่านี่กินให้เต็มที่ มันแปลกนะ เราเคย...วันเกิดเราเคย ใช่มั้ย แล้วมาปฏิบัติวันเกิด อาตมาพาทำ แทนที่จะไปกินให้เต็มที่ เป็นอย่างไร...เรากลับไม่กินวันนี้ วันเกิดไม่กิน ถามจริงๆเถอะ เด็กเกิดมาวันแรกนี่กินอาหารมั้ย กินมั้ย ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาวันแรกกินอาหารหรอก ไม่มีใครตลกบ้าๆบอๆเอา...เอาอาหารไปป้อนเด็กวันเกิดหรอก ไม่มี วันเกิดวันแรกมันไม่ต้องกินอะไรหรอก เพราะฉะนั้นลองดูซิวันเกิดเราก็ระลึกถึงวันที่เราเคยเกิดตั้งแต่เด็ก โอ๊ย! เราเกิดวันแรกเราไม่กินอะไร ก็ลองอดมันดูบ้างซิ มันจะตายมั้ย การหัดอดทน หัดอด หัดลดนี่เป็นแนวทางของศาสนาพระพุทธเจ้า หัดอด หัดลด หัดละนี่ เพราะว่าเราเฟ้อ เราเกินกันมานาน แต่คนไม่มีปัญญาทางธรรม ไม่เข้าใจตัวนี้ ก็เลยบำเรอประคบประหงม เอาใส่ตัวเองให้มากๆเลย มีอะไรก็จะเอามาถล่มทลายให้แก่ตัวเอง แล้วไม่รู้ว่าถล่ม นึกว่าตัวได้ ตัวกำไร ตัวได้...ได้เปรียบ ได้มา ใครเขาเอาอะไรอะไรมาให้ก็จะเอากันมาหมดเลย ใครเอามาให้ก็ดีอกดีใจ เขาว่า โอ้โห! เราได้เปรียบนะ ใครเขาเอาอะไรต่ออะไรมาให้กันมากมาย เอามาก็จะได้เป็นของของกู เป็นของของตัว เราก็จะได้ ได้เปรียบ ได้มาก ได้สมบัติ ได้ข้าวได้ของ ได้โน่นได้นี่ ขี้โลภ ใช่มั้ย ได้มาแล้วก็ดีใจสมใจเป็นสุข ขี้โลภมั้ย ขี้โลภ แล้วจิตขี้โลภมากขึ้นๆ จิตมันสมใจในขี้โลภนี่มันก็อ้วนก็พีก็แข็งแรง จิตตัวโลภก็แข็งแรงๆ จิตตัวโลภก็อ้วนก็พี ก็มีกำลังของความโลภมากขึ้นๆ มันเป็นความเจริญของคนนั้นมั้ย ไม่ใช่ความเจริญเลย เป็นความเสื่อมของคน คนนั้นเสื่อม วันเกิดแท้ๆก็มีพฤติกรรมมีขนบประเพณีมีจารีตอะไรมีวิธีการอะไรทำให้ตัวเองเสื่อมลงน่ะ มันดีเหรอ วันเกิดตัวเองแทนที่จะต้องเป็นวันเจริญ สุขอย่างหลงๆ สุขเพราะเราได้เปรียบ ได้กำไรแบบโลกๆ ได้เปรียบเขาว่าได้กำไร เขาเอามาให้เราฟรี เขาขนไอ้โน่นไอ้นี่มาแจกมาจ่าย เราก็ได้สมความ โลภก็ดีอกดีใจ นั่นเป็นความเสื่อม ไม่ใช่ความสุขที่ดี ไม่ใช่ความดีที่ดี ไม่ใช่ความดี มิจฉาทิฏฐิ ฟังดีๆ อาตมากำลังขยายสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ในตัวของมันเอง หนึ่ง ไปฉลองบำเรอตนด้วยอบายมุข เสพสุข จะกินเหล้ากินยา เล่นการพนันเป็นต้น เที่ยวกลางคืน วันเกิดนี่ เอาแล้วออกเที่ยวกลางคืน ใช่มั้ย ไปยันรุ่ง อะไรอย่างนี้ สำมะเลเทเมามันยันรุ่ง แล้วมันผิดพลาดมั้ยๆ วันเกิดมันควรจะเป็นวันที่เป็นบุญ เอาล่ะ เดี๋ยวอาตมาจะได้อธิบายบุญนี่ เดี๋ยวเข้าใจต้นๆว่าบุญคืออะไร แล้วก็ค่อยๆพาอธิบายไปก่อน เอาตรงนี้ก่อน ตรงอบายมุขเสียก่อน มันเป็นเบื้องต้นที่แท้จริง แล้วค่อยขยายไปถึงบุญถึงทาน แล้วก็ทำบุญทำทานน่ะเป็นความถูกต้องมั้ย เป็นสัมมาทิฏฐิมั้ย เป็นควมดีจริงมั้ย แล้วควรจะเป็นสุขมั้ย ไปหลงสิ่งที่เป็นบุญเป็นทานที่ไม่เป็นสุขแท้ นึกว่าเราได้ทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นทาน ที่แท้ผิดพลาดแล้วก็หลงว่ามันเป็นความสุข ดีอกดีใจ นั่นก็เป็นความเข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิดเราก็ไปซ้ำ ย้ำซ้ำไอ้ความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ เป็นความหลง เป็นความหลงผิด เป็นอวิชชา แล้วก็นึกว่าเราได้ ย้ำอวิชชาไว้ในวันเกิดเป็นของดีหรือของเลว ตัวเองย้ำอวิชชา ให้เกิดอวิชชา ให้เกิดความโง่ ให้เกิดความเข้าใจผิดในจิต มันก็เลวลงอย่างนี้เป็นต้น เอ้า! เดี๋ยวค่อยขยายไปถึงบุญถึงทาน เอากันจุดแรกเสียก่อนว่า เมื่อวันเกิดแล้วก็จะต้องมีความสุข อะไรจะสุขล่ะ อ้าว...ฉันปล่อยผีน่ะวันนี้ ปล่อยเปรตล่ะ วันแห่งสำมะเลเทเมาเลย กลายเป็นวันแห่งระเริง สำมะเลเทเมา เพราะฉะนั้นจะกินจะสูบจะดื่มจะเสพย์จะเล่น มันเป็นเรื่องเหลวไหลหมดเลย เป็นเรื่องเลวร้ายหมดเลย เคยเมากันบ้างมั้ยที่นั่งๆอยู่นี่ พอวันเกิดแล้วก็ระเริงอย่างนี้ อย่างที่อาตมาพูดนี่ เคยกันบ้างมั้ย เคยหรือเปล่า อาตมาว่าทุกคนน่ะน้า แม้แต่อาตมาด้วย แม้แต่อาตมาก็เคยเข้าใจผิดอย่างนี้นะ ว่าเราจะต้องสุข มีความสุขที่สุดล่ะวันเกิดนี่ จะต้องทำให้ตนเองมีสุขที่สุด เสร็จแล้วเราก็ไม่เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่รู้จักสัจธรรม เราก็ไประเริงอย่างที่ว่า สำมะเลเทเมา กลายเป็นกินสูบดื่มเสพย์อย่างไม่เข้าเรื่อง คนเดียวโง่ไม่พอ พาคนอื่นมาโง่ด้วย พาคนอื่นมาเมาอีก พาคนอื่นไปสำมะเลเทเมา วันนี้วันเกิดอั๊วเลี้ยงเลย...ไป...เปิดซ่องฟรี แน่ะ (พ่อท่านหัวเราะ) ฉันเหมาเอง เละไปใหญ่เลย ไปเล่นการพนัน ไปเล่นการละเล่น ไปอะไรก็ไม่รู้ ไปดูหนังดูละคร ไปดูอะไรที่จะให้มัน คือไม่มีสติสัมปชัญญะปัญญาไตร่ตรองเลือกเฟ้น ปล่อยเลย นี่เป็นเบื้องต้นเลยว่าวันเกิดของผู้ใด ไม่มีสติสัมป ชัญญะปัญญาออกปานฉะนี้ ก็ได้ทำตนเองในวันเกิดนั้นเป็นวันซวย เป็นวันเลว เป็นวันเสื่อมให้แก่ตัวเอง ใครทำคนนั้นโง่ ใครทำคนนั้นแหละได้บาป ได้สิ่งที่เป็นอกุศลให้แก่ตนเอง ฉิบหายเงินด้วย ฉิบหายเวลาแรงงานด้วย บางทีวันเกิดเสร็จแล้วนี่ กว่าจะฟื้นตัวนี่นะ ฟุบไปตั้งไม่รู้สามวันแปดวัน (พ่อท่านหัวเราะ) บางคนน่ะนะ หนักถึงขนาดนั้นแน่ะ ทรมานตัวเอง กินอะไรก็ไม่รู้ ทำอะไรก็ไม่รู้ ไปจ่ายอะไรก็ไม่รู้ จนชีวิตร่างกายของตัวเองเสื่อมเสีย สองวันสามวันสี่วันค่อยฟื้น ซวยตายเลย (พ่อท่านหัวเราะ) แทนที่จะแข็งแรงในวันนั้น แล้วอีกวันรุ่งขึ้นยิ่งแข็งแรงใหญ่ กลับกลายเป็นยิ่งเสื่อมลงไป แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน เห็นมั้ยว่าอวิชชาของคนนี่มีมา ที่อาตมาพูดนี่ไม่ได้ใส่ความนะ แต่พูดสัจจะสู่กันฟังว่าเราควรจะต้องตั้งตัวอย่างไร ควรจะตั้งสติสัมปชัญญะปัญญาอย่างไร แล้วจัดแจงว่าถ้าวันเกิดนี่เราจะทำอะไร เราจะควรทำอย่างไรมันถึงจะดี นี่อาตมาก็ขยายความให้ฟัง วันเกิดทำอะไร ก็ฟังไปดีๆ แล้วจะได้รู้ จะได้มีความรู้ แล้วจะได้ไปทำวันเกิด วันเกิดเราทำอะไร มันจะได้เกิดคุณค่าบ้างนะ นี่ประเด็นความสุขในพื้นฐานต้นๆ เสร็จแล้วไม่เข้าใจความสุขแล้ว ไปทำความสุขเหลวไหลให้เราเสื่อมต่ำ เสียหายทั้งเงินทองวัตถุเวลาแรงงาน เสียหายทั้งสุขภาพร่างกาย ดี...ไม่ดีที่สุดก็คือ ไม่ใช่ดี...ไม่ดีไปกว่านั้นคือ ทำให้ตัวเองน่ะซับซาบเอากิเลสหนาขึ้น อวิชชาโง่ขึ้น เลวร้ายไปอีก ติดเป็นทรัพย์แท้ ทรัพย์แท้นี่มันเป็นที่กิเลส ที่จิตวิญญาณใช่มั้ย จิตวิญญาณไปได้ความเป็นอวิชชาที่โมหะหลงผิด โง่เพิ่มขึ้น แล้วก็ไปได้ให้จิตวิญญาณน่ะซับเอากิเลส นึกว่ามันอร่อย นึกว่ามันสนุก นึกว่ามันสมใจอะไร ซึ่งเป็นเรื่องของความอยากในทางเลวร้าย อยากในอบายมุข อยากจะเสพย์อบายมุข อาตมาไม่มีเวลามาก เพราะฉะนั้นจะไม่ขยายความมากหรอก อบายมุขนี่มันเลวร้ายอะไร อย่างไรบ้าง มีอะไรอีกมากมายบ้าง เพราะฉะนั้นคนมีปัญญาพอสมควร เอาไปเลือกเฟ้น หรือเอาไปถามไถ่ผู้รู้อีกเพิ่มเติมเอาเองก็แล้วกัน อาตมาบอกแต่เป็นหลักๆว่า มันมีการพนัน มันมีสิ่งเสพติด มันมีคบมิตรชั่ว เอ๊ย! ไม่ใช่คบมิตรชั่ว เอ้า! ก็ด้วย คบมิตรชั่ว มันไม่ใช่หลักต้น แล้วก็มีบันเทิงเริงรมย์ด้วย มหรสพการละเล่นต่างๆนะ เที่ยวกลางคืน คบมิตรชั่ว ขี้เกียจขี้คร้าน นี่เป็นอบายมุขหกชัดๆเจนๆ แล้าเราก็ไม่รู้ พอวันเกิดก็ครบเครื่องเลย อบายมุขพร้อม คนนั้นซวยแล้ว ฉลองให้แก่ตัวเองด้วยความซวย อย่าโง่ อย่าเชียวนะ เพราะฉะนั้นวันเกิดทำอะไร อย่าโง่เง่าอย่างที่กล่าวนี่ ใครได้เสียท่ามาหลายครั้ง หลายปี หลายคราวแล้ว อาตมาขอแถมหน่อยนึงนะ มันคิดได้ตอนนี้ แต่ที่จริงก็ขยายต่อไปก็ได้นะ เอ้า...ต่อมาทีนี้ วันเกิดเราควรจะมีมิตรมาก...ดี แต่ชวนมิตรมากมาแล้วพามาสำมะเลเทเมาในอบายมุข ซวยแล้วใช่มั้ย เพราะฉะนั้นคุณวันเกิด ควรจะมีมิตรมาก ตกลง มีมิตรมากมา แล้วคุณก็คิดว่าคุณได้เลี้ยงๆ ได้เสียสละเงินทอง ได้เลี้ยงอาหารเพื่อนฝูงนี่ดี ตกลงอันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งว่าก็ดีเหมือนกันได้เสียสละ ได้ทาน ได้เสียสละเงินทองให้เพื่อนฝูงกิน แต่เพื่อนฝูงที่เราเชิญมาเลี้ยงนั่นน่ะ โดยจริงแล้วไม่ใช่เพื่อนฝูงที่ควรจะเลี้ยงเท่าไหร่หรอก ส่วนมากเพื่อนฝูงที่ควรจะเลี้ยงก็นึกถึงคนที่มีหน้ามีตา คนที่ร่ำที่รวย คนที่ถ้าเผื่อว่าเรียกเขามาแล้ว ต่อไปในอนาคต เพื่อนฝูงคนนี้มันจะเป็นประโยชน์กับเรา นี่ๆคิดอย่างนี้ ไอ้คนควรเลี้ยงน่ะคือเพื่อนฝูงที่ยากจน เพื่อนฝูงที่ไม่มีหน้ามีตา เพื่อนฝูงที่มันกระจอกงอกง่อย นั่นเพื่อนฝูงอย่างนั้นควรจะเลี้ยงใช่มั้ย แล้วเราได้ทำอย่างนี้มั้ย เราได้ทำอย่างที่อาตมากล่าวมั้ย ตอบซิ เปล่าเลย นึกถึงเพื่อนฝูงที่มันมีหน้ามีตา มันเด่นๆโด่งๆดังๆอยู่ในสังคม อาตมาเคยโง่อย่างนี้มาเหมือนกัน ไม่เคยระลึกไปทางสัมมาทิฏฐิหรอก อยากจะเลี้ยงเพื่อนฝูงก็ไปเอาเพื่อนที่มันจะต้อง ไอ้นี่มาบางทีมีของติดไม้ติดมือมาเป็นของกำนัลบ้าง เป็นของขวัญวันเกิด มันจะให้เรามากกว่าที่เราจะเลี้ยงมันด้วยซ้ำ นี่คิดหาทางเอาเปรียบ นี่จะได้กำไรแบบโลกๆอย่างนี้เสียด้วย ถ้าไอ้คนนี้นี่เชิญมันมาวันเกิด เออ...เราจะได้มีเวลาทำความสัมพันธ์สนิทแน่น มีอะไรมันจะได้ประโยชน์แก่กันและกัน เดี๋ยวงานนี้ยังไม่สำเร็จ เลี้ยงมันวันนี้มันอาจจะตกลงกับเราก็ได้ อะไรต่างๆนานานี่ เป็นความคิดเชิงที่เหลวไหลเลวทราม ฟังไปเถอะ วันนี้โดนอัดน่าดู ที่เทศน์ว่าวันเกิดทำอะไรนี่ โดนอัด ที่จริงอาตมาเคยโง่อย่างนี้มาจริงๆ มาคิด มาเห็น มาเข้าใจความจริงได้ตอนนี้ ตอนที่ปฏิบัติธรรมะแล้วก็มาได้ ไม่ใช่เพิ่งเข้าใจวันนี้นะ เข้าใจมาหลายวันแล้วล่ะ เข้าใจมานานแล้วล่ะ แต่วันนี้ได้ฤกษ์ได้โอกาสก็เปิดเผยกันเสียที เปิดเผยสู่กันฟัง เพราะฉะนั้นมิตรที่จะเลี้ยงไม่ใช่คนที่ควรจะเลี้ยง แต่เป็นคนที่คุณจะเอาประโยชน์จากเขา เพื่อประโยชน์เกิด...ตัวจะได้ประโยชน์ได้หน้าได้ตา ได้งานได้การ ได้ลาภยศสรรเสริญ ได้อะไรต่ออะไร...ไม่ถูก เพราะฉะนั้นควรจะเลี้ยงก็ไปเลี้ยงคนที่ควรจะเลี้ยง มีคนที่ทำบุญวันเกิดนะ ไปเลี้ยงอาหารก็ไปเลี้ยงคนหรือเด็กยากจน ไปเลี้ยงชาวสลัม ไปเลี้ยงเด็กกำพร้า ไปเลี้ยงโรงพยาบาล คนที่ควรจะได้รับอะไรก็ไปเลี้ยงพวกนี้ อย่างนี้ก็ยังดีเข้าที เข้าทีนะ อย่างนี้วันเกิดทำอย่างนี้เข้าทีกว่า อบายมุขน่ะตัดไปเลย ไม่มีอะไรจะดีสักอย่าง แต่ว่าในเรื่องที่จะทำบุญทำทานจะเลี้ยงอาหารนี่ เอาตกลงอย่างที่ว่านี่ จะเลี้ยงอาหารไปเลี้ยงคนที่ควรจะได้เลี้ยง คนยากคนจนคนที่ควรจะได้เลี้ยง คนยากคนจนที่ไปเลี้ยงนี่นะก็มีซ้อนเชิงเหมือนกันนะ คนยากคนจนที่ไปเลี้ยงแล้วเขาก็ย่ามใจ ยิ่งเลี้ยงเขาก็ยิ่งขี้เกียจ ที่จะเป็นโรงนั้นโรงนี้อะไรนี่ เป็นสลัมอย่างนั้น หรือเป็นหมู่อย่างนี้ เป็นขอทานอย่างโน้นอย่างนี้ ที่เป็นขอทานยิ่งไปเลี้ยงเขา ก็ได้แต่งอมืองอเท้า แบมือ ไม่ทำอะไรเลย ยิ่งเลี้ยงยิ่งเป็นภาระสังคม ยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งขี้เกียจ ยิ่งเลี้ยงเขาก็ยิ่งเสื่อมทราม ยิ่งเลี้ยงเขาก็ยิ่งติดนิสัยที่เลวทรามเลวร้าย อย่างนี้ก็ต้องมีปัญญารู้ว่าควรจะเลี้ยงผู้ใด หมู่ใด คนอย่างไร แม้แต่...ตอนนี้เขยิบขึ้นมา เมื่อเลี้ยงคนที่ควรจะได้รับการเลี้ยงแล้ว ต้องเลือกต้องเฟ้น ทีนี้เลือกไปๆนี่ ก็มีอยู่อันหนึ่ง ควรจะไปเลี้ยงพระ เลี้ยงสมณะ พระอย่างใดควรเลี้ยง พระที่ท่านไม่ติด พระที่เป็นพระอาริยะ พูดกันอย่างต้นๆเสียก่อนเป็นพระอาริยะ เป็นผู้ไม่ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นผู้ที่ไม่มีแล้วทรัพย์ศฤงคาร เป็นผู้ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีฐานะ ยิ่งไม่มีฐานะเท่าไหร่ ท่านยิ่งจนยิ่งยากใช่มั้ย เราก็ควรจะไปเลี้ยงท่านไว้ ยิ่งท่านเป็นพระอาริยะ เป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นผู้ที่ไม่โลภในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่โลภในทรัพย์ศฤงคาร เป็นผู้ที่เป็นพระอาริยะจริงๆ เออ...อย่างนี้ ไปเลี้ยงอย่างนี้ได้บุญกุศลด้วย เป็นสัจจะแท้ๆด้วย พระอย่างนี้น่าไปเลี้ยง ส่วนพระที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพระอาเสี่ย เป็นพระรวยๆหรูๆหราๆโด่งๆดังๆที่ไม่เข้าเรื่อง อย่าไปเลี้ยง นี่พระก็จะเป็นศัตรูกับอาตมาแล้ว ถ้าพูดอย่างนี้ขึ้นมา อย่าไปเลี้ยง หรือแม้แต่พระใดที่ท่านเองท่านมีคนไปเลี้ยงเอาไว้มากมายแล้ว ก็ไม่ต้องไปเลี้ยงท่านหรอก หรืออย่างอาตมาวันนี้พวกคุณไม่ต้องมาเลี้ยงอาตมาอะไรมากมาย นี่วันเกิดอาตมาก็ไม่เห็นจะต้องมีมาอะไรมากมาย อาตมาไม่ได้เสียใจ ไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไรเลยนะ ดีแล้วๆ เพราะอาตมาอย่างไรก็กินไม่หมด นี่กินไม่หมด กินก็มื้อเดียว มีคนถามอาตมาเหมือนกันว่าวันนี้วันเกิดท่าน ท่านจะไม่กินอาหาร หรือว่าจะกินอาหาร อาตมาบอกวันเกิดอาตมากิน แต่วันอโศกรำลึกอาตมาจะไม่กินนะ วันอโศกรำลึกนี่เป็นวันเกิดสมณะจะไม่กิน วันนั้นจะประพฤติอย่างนั้น ส่วนวันนี้กิน ทีนี้อาตมาพูดตอนต้นว่า เอ้า! เราลองดูซิว่าวันเกิดของเราหัดๆอดบ้าง หัดอดบ้าง หัดไม่กิน เหมือนกับเราเกิดมาใหม่ๆนี่เราไม่กินอาหาร คนเกิดใหม่ๆ เด็กเกิดใหม่ๆนี่ไม่กินอาหาร จะหัดอย่างนั้นบ้างก็เอา แต่อาตมาหัดเป็นแล้ว อาตมาอดอาหารวัน สองวัน ห้าวันอะไร อาตมาอดได้จริงๆแล้วก็ไม่ทุกข์ร้อน ไม่...ไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก อาตมาได้ฝึกมาแล้วเรื่องอดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่เคยอด อดบ้างซิ หัดฝึกปรือบ้างซิ นี่อาตมาก็แนะไปเชิงหนึ่ง ประเดี๋ยวจะหาว่าก็ไหนเวลาแนะคนอื่นให้อดอาหารวันเกิด ทีตัวเองกินน่ะ ประเดี๋ยวจะมาต่อว่าเสียอีก อาตมาทำได้ๆ อดอาหารได้จริงๆ คนไหนที่ยังไม่ได้ฝึกหัดเสียบ้าง ทีนี้ฝึกได้แล้ว คุณจะกินก็กินเถอะ กินอย่างที่ไม่ได้โลภโมโทสัน ไม่ได้ไปอยากกินอะไรบำเรอตน จนกระทั่งกินจนอ้วก พอวันเกิดกินจนอ้วก แย่เลย ทีนี้วันเกิดนี่นะ เขามีประเพณีจารีตให้มันสนุกสนาน แล้วเขาก็ทำทีท่าอย่างเอาตะวันตกเขามา เอาทางฝรั่งมา มีเค้กวันเกิด เค้กนี้ไม่ใช่เค้กจี้นะ รู้จักเค้กจี้ไหม เค้กจี้นี่อาตมาไม่เอา มีเค้กวันเกิด เสร็จแล้วก็มีเทียนมาปัก แล้วก็เป่า อาตมาขอร้องนะชาวอโศกอย่าไปทำตาม โดยเฉพาะที่เอาเค้กวันเกิดมาแล้วก็เอาเทียนปัก แล้วก็ไปเป่า เป่าลงไปใน...น้ำลายก็ลงไปในนั้น เชื้อโรคอะไรถ้าตัวเองมีโรคอะไรมันก็จะลงไป ถ้ามีโรคอะไรล่ะ? มีไวรัส มีโรคหวัด มีโรคอะไรที่เป็นโรคติดต่อ มีทีบี มีโน่นนี่ มีอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งคุณยัง...โอ้โห! โรคเยอะนะที่ออกมาจากทางน้ำลายทางพวกนี้ ใครไปกินเค้กวันเกิดแบบนี้น่ะ ระวังเถอะจะรับโรคไป ซึ่งไม่เป็นการดีเลย ไม่ควรแนะนำทำเลยวิธีนี้น่ะ เราเกรงใจกัน พ่อแม่พี่น้องเป็นโรคเราก็เกรงใจ ก็ประเดี๋ยวจะหาว่ารังเกียจ ก็กินก็อะไรต่ออะไร แล้วมันดีตรงไหน เพราะฉะนั้นกรรมวิธีนี้เลิกไปได้เลย อย่ามาพ่นขี้ฟัน เพราะว่าคุณจะเป่าโดยไม่ให้ขี้ฟันออก อย่าเลย ถึงอย่างไรมันก็ไม่ดี เป่าไม่ให้น้ำลายกระเด็นออกมามันก็ไม่เข้าท่าอะไรหรอก ไม่เอา เปลืองเปล่าๆ ทำพิธีการไม่เข้าเรื่อง แหม...คิดมาแต่ละอย่างๆ ให้เขานิยมกันนี่ คิดมาเหลวไหล แล้วไทยก็เอาซะด้วยนะ คนไทยก็ชอบ แหม...เป็นไทยแท้ๆ ไปทำเค้กจี้กับเขามา แหม! ต้องไปเป่าเค้กเป่าเคิก ไม่เข้าเรื่อง นี่อาตมาพูดอย่างนี้ ฝรั่งจะมาโกรธก็มาโกรธเถอะ อาตมาจะทำลายล่ะประเพณีจารีตที่เลวๆร้ายๆแบบนี้ มันก่อให้เกิดการแพร่เชื้อโรค แพร่จริงๆนะ แพร่เชื้อโรค แล้วต้องให้เป่าด้วยนะ เป่าเทียน เป่าแรงๆ เป่าดับทีเดียวเลย ยิ่งอายุมากๆ หลายๆดอก หลายๆเทียน หลายๆเล่ม ก็ยิ่งพ่นลงไปแรงๆซิ โอ้! หมดเลย เชื้อ เทียนหลายๆเล่ม แล้วก็ยิ่งพ่นลงไปแรงๆซิ พรื้อ! โอ้! หมดเลย เชื้อโรคเท่าไหร่ก็เต็มเลย เต็มไอ้เค้กก้อนนั้นน่ะ กินเข้าไปอ้วกตาย ต้องพูดกันให้ชัดๆอย่างนี้ ภาษาไทยนะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องศึกษาดีๆ ต้องเรียนรู้จริงๆ อย่าไปเอาธรรมเนียมประเพณีที่ไม่เข้าเรื่องเข้าราวพวกนี้มาสืบต่อ ไม่เอาๆ ไม่ทำ ไอ้เรื่องที่จะมีเค้กมีวิธีการ แฮปปี้เบิร์ดดี ดี...เดอ...อะไรกัน ร้องเริ้งอะไรกันไม่ต้องเอา นี่ก็บอกกันให้ทราบนะ อธิบายกันให้เข้าใจ ไปเผยแพร่ต่อ แล้วอย่าไปถล่มเหมือนอย่างที่อาตมาพูดนี่ อาตมาพูดต่อหน้าพวกคุณเหมือนอย่างคนกันเอง พูดกันได้ แต่ไปต่อหน้าต่อตาคนข้างนอกเขา ไปพูดอย่างอาตมาพูด สำเนียงลีลาอย่างนี้ระวัง (พ่อท่านหัวเราะ) ได้รับหมัดรับมวยมา อย่ามาหาว่าอาตมายุนะ (พ่อท่านหัวเราะ) เหอ! (พ่อท่านถามคนฟัง) อ้า!...ไปโดนขนมเค้กโปะหน้า โดนหมัด โดนมวยมา อย่าหาว่าอาตมายุ คุณต้องระมัดระวังของคุณเอง นี่ก็กำกับไว้แล้วนะ นี่อาตมาพูดกับพวกเรา ให้ได้เห็นชัดเจนว่า เป็นการสื่อที่เป็นศิลปะชนิดหนึ่ง แล้วมันชัดไหม อาตมาพูดอย่างนี้มันแรงดี ชัดดี เอ้าทีนี้ต่อเรื่องเลี้ยงอีก จะไปเลี้ยงอาหารคนที่ควรเลี้ยง แม้มาถึงขั้นที่อาตมาพูดแล้วว่าไปเลี้ยงอาหารพระ ถวายอาหารพระ จริงนะ ถวายอาหารพระหรือสมณะผู้สงบที่แท้จริง ผู้เป็นพระอาริยะ สมณะที่ยิ่งเป็นพระอรหันต์ด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ใช่มั้ย พระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่ามีอานิสงส์ยิ่งกว่าถวายพระอนาคามีร้อย ถวายพระอนาคามีหนึ่ง ก็ยิ่งดีเท่ากับถวายพระสกทาคามีร้อย ถวายพระสกทาคามีหนึ่งก็ดียิ่งกว่า เทียบค่าถึงขนาดถวายพระโสดาบันเป็นร้อย อย่างนี้เป็นต้น มันก็ดีจริง ถ้าเข้าใจสัจธรรม เพราะท่านไม่ได้ติดยึด ท่านไม่ได้โลภโมโทสัน ท่านไม่ได้มาบำเรอตนอะไร แล้วถวายง่ายด้วยนะ ถวายอาหารกับพระอาริยะนี่ถวายง่าย ไม่ต้องไปเอาอาหารแพงๆ อาหารปรุงแต่ง ที่เลิศลอยในโลกๆเขา ราคาแพงๆอะไรเอามาประคบประหงมกัน ไม่ต้องด้วยซ้ำ อะไรที่จำเป็น อะไรที่สำคัญก็ถวายได้ถ้าจะไปถวายพระ ไปถวายสมณะนั้นๆ แต่ถ้าเผื่อว่าเอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก สมณะท่านก็ไม่อดอยากอะไรหรอก เราเอาวันเวลานี้ซึ่งมี 12 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง ที่เราจะมีเวลาไป เอาไปแจกจ่ายทาน จะถวายอาหารหรือจะให้อาหารแก่ผู้ที่ควรให้...ก็ดี มีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิดีๆ คนไหนควรให้ เอ้อ...วันสำคัญของเรา เราก็ไปทำบุญทำทาน จะทำทานอาหารก็ดี คนที่ควรได้อาหารคือใคร ? แล้วก็ทานให้พอเหมาะพอดี อย่าไปบำเรอบำรุงเบอะๆบะๆเบะๆเสียๆทิ้งๆขว้างๆให้มันเกินเขตเกินการก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ไปมอมเมาเขาจนเกินไป หรือแม้ผู้ที่ไม่ควรจะให้ทานให้อาหารก็ต้องให้รู้อย่างที่ว่านี่ จริงๆนะ ต้องใช้ปัญญาจริงๆ การทำทานโดยปัญญานี่...ดี อย่าทำทานโดยไร้ปัญญานะ เพราะฉะนั้นการที่จะทำสิ่งที่ดี เราก็มาหาถึงคำว่าทาน ทีนี้ก็เข้ามาคำว่าบุญมั่ง...บุญ เพราะฉะนั้นวันเกิดทำอะไร วันเกิดควรทำบุญ ทีนี้มานึกถึงทำบุญทำอย่างไร ทำบุญก็ควรทานเป็นเบื้องต้นใช่มั้ย ทำบุญคือควรทานคือเสียสละความโลภ เอาความโลภออกไป เสียสละซะ ลดความโลภ ทำลายความโลภในตัวเราออกไป นี่เป็นการทำบุญ เพราะฉะนั้นเราไปให้วัตถุให้สิ่งของ ทานวัตถุสิ่งของแก่คน แก่ผู้ที่ควรให้ วันเกิดเราจึงเป็นวันที่ไม่ควรจะเอาของใคร ใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วเป็นอย่างไรทุกวันนี้ วันเกิดฉันถ้าไม่ได้ของขวัญวันเกิดจากพ่อจากแม่ ร้องไห้เลย กำปั้นทุบให้แน่ะ วันเกิดเราไม่ควรเอา วันเกิดเราควรทำบุญ ทำบุญคือสละความโลภ ไม่ต้องเอาอะไรของใครดีที่สุด วันเกิดนี่ไม่ต้องเอาอะไรของใครดีที่สุด เห็นมั้ยกลับกันมั้ยทุกวันนี้น่ะ วันเกิดต้องได้ของขวัญจากคนนั้นคนนี้ ถ้าไม่ให้ของขวัญฉัน...เสียใจ น้อยใจ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เห็นมั้ยว่ามันเป็นจารีตประเพณีวัฒนธรรมที่เสียหรือดี เลยกลายเป็นทุกวันนี้ ตั้งหน้าตั้งตาจะต้องภูมิใจดีใจที่...แหม วันเกิดเรามีคนเอาของมาให้เยอะ คนนั้นก็เอามาให้ คนนี้ก็เอามาให้ คนนั้นก็เอาให้ เยอะ ฟูใจ ดีใจที่ได้โลภ ได้มากๆ โอ๊!...เรานี่ยิ่งใหญ่นะ มีคนมานับถือ มีคนมาให้ของ มีคนมาอะไร เอามาเบอะๆบะๆเยอะๆแยะๆ วันเกิดก็เลยเป็นวันขี้โลภ ฟังดีๆ ฟังธรรมะอาตมาเดี๋ยวนี้ตีลังกาหัวทิ่มดิน เพราะฉะนั้นจารีตประเพณีที่บอก วันเกิดเราจะต้องได้ของมากๆ ขี้โลภมาก ไม่ควร ผิดๆ ต้องทำบุญ คือเราต้องเป็นผู้ให้ วันเกิดเรานี่ เราจะให้ใครได้มากๆก็ให้เข้าไป ไม่ใช่ไปเอาของเขา วันเกิดเราต้องทำทาน จะได้บุญ ไม่ใช่วันเกิดคือคนอื่นเอามาให้เรา แล้วเราก็ขี้โลภ แล้วเราก็ได้บาป ไม่ใช่บุญนะ...บาป บาปคือการโลภโมโทสัน บุญคือการชำระความโลภ ชำระความเห็นแก่ตัว ชำระสิ่งที่ควรจะชำระออก แม้แต่วัตถุเราก็ไม่ควรเอาวัตถุเขา ควรจะให้วัตถุแก่เขา ให้น้ำใจ ให้แรงงานแรงกาย เพราะฉะนั้นจะไปทำงานทำการอะไร ช่วยเหลือเฟือฟายเขา ก็วันเกิด ดี ได้บุญ ช่วยเหลือแรงงานกัน ในงานที่ควรทำ งานที่ดี ไม่ใช่ไปช่วยงานที่ไม่ดีด้วยนะ ก็มีปัญญา นี่ก็อธิบายมีเงื่อนไขกำหนดกำกับลงไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นในการ...คำว่าทำบุญหรือทำทานนี่ ต้องทานจริงๆ ต้องให้ไม่ใช่เอา เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเจ้าของวันเกิดไม่ใช่ว่ามานั่งตั้งหน้าตั้งตาจะเอาของเขา ต้องให้เขาดีที่สุด อย่ามานั่งเอาของเขา จะให้แก่ใครล่ะ อย่างน้อยที่สุดให้คนที่ควรจะให้ เป็นกตัญญูกตเวที วันเกิดของเรานะ ก็ให้อะไรแก่พ่อแก่แม่ แก่ผู้มีพระคุณ วันเกิดของเรา เราควรเอาไปให้ ไม่ใช่วันเกิดของเรา พ่อแม่ไม่ให้อะไรฉันน่ะ เอ๊ย! (พ่อท่านหัวเราะ) มันผิดนะ วันเกิดของเราต้องกตัญญูกตเวที วันเกิดเราเราต้องไปให้พ่อให้แม่ ไม่ใช่ให้พ่อให้แม่มาให้เรา เห็นมั้ยว่ามันกลับกันหมดแล้ว ผิดมั้ย วันเกิดทำอะไร วันเกิดทำอะไรถูกต้อง ทำมิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ กระทำอย่างผิดๆ เคยทำกันมามากมั้ย เคยทำกันมาทุกคนหรือเปล่า ก็เกื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive