340409 สัมภาษณ์ปฏิบัติกร ชุด ผู้ครองรัก งานพุทธาภิเษกฯ ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์384 KB
วันที่แก้ไข22 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340409 สัมภาษณ์ปฏิบัติกร ชุด ผู้ครองรัก งานพุทธาภิเษกฯ ศาลีอโศก

สัมภาษณ์ปฏิบัติกร ชุด ผู้ครองรัก เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2534 เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถานศาลีอโศก อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์

พ่อท่าน : เอ้า! เจริญธรรม สำนึกดี ทุกๆคนนะ วันนี้รายการเขาให้สัมภาษณ์ปฏิบัติกร คือเป็นนักปฏิบัติธรรมนั่นแหละ ของเรา เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วมันก็มีประสบการณ์ต่างๆนานา แม้แต่ในเรื่องของคู่ในเรื่องของความรัก วันนี้เราก็จะเอาเรื่องนี้ละมาเปิดเผยกันบ้าง หลายคนก็คงจะบอกว่าวันนี้เรียกว่าหนังนี่เขามีอยู่สองอย่างง่ายๆ ที่จริงมันมีสามสี่อย่างนั่นแหละ เป็นหนังตลกมั่ง เป็นหนังผี หนังน่ากลัวมั่ง เป็นหนังสืบสวนสอบสวน หรือว่าเป็นหนังประเภทลึกลับแบบฮิทค็อกอะไรนี่บ้าง แต่เรื่องหลักๆ ก็มีหนังรักกะหนังบู๊ วันนี้เราก็จะเอาเรื่องจริงนะ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกะสภาพธรรมจริงๆนะ ที่เราเป็นนักปฏิบัติธรรมนี่ เราจะได้อ่าน ได้รู้สึก แทนที่จะปล่อยปละละเลยไปตามอำเภอใจของโลก คนในโลกนี่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ได้มาคำนึงคำนวณ ไม่ได้มาอ่าน ไม่ได้มาพิจารณา เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ประสบการณ์ของชีวิต เมื่อเจออะไรต่ออะไรพวกนี้ไปแล้วมันก็ไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้วยังงมงายอีก คือแทนที่จะละหน่ายคลาย แทนที่จะเห็นโทษเห็นภัย กลับกลายเป็นยิ่งอาฆาตหนักขึ้น พยาบาทหนักขึ้น หรือรักหลงใหลจมดิ่งหนักขึ้นไปอีก ก็เป็นเรื่องสังสารวัฏ เป็นเรื่องของภัยในสังสารวัฏ ด้วยความอวิชชา ด้วยความไม่รู้ มันก็กลายเป็นอย่างงั้นไป แต่พวกเรานี่เป็นนักปฏิบัติแล้ว แม้ในอดีตผ่านมา พอมาเจอะธรรมะแล้วเราก็ได้ใช้ธรรมะ บางคนอาจจะมีเชิงของธรรมะมาก่อน ก่อนจะได้ปฏิบัติธรรม แล้วพอมาปฏิบัติธรรมด้วย ได้รับทฤษฎี ได้รับหลักการ

อ่านต่อ

ได้รับอะไรต่ออะไรไปก็เอาไปปฏิบัติประพฤติ แล้วก็เอาไปใช้ ก็เกิดประโยชน์ขึ้นมา จะมีประโยชน์คุณค่าในสิ่งเหล่านี้แหละ รายการนี้เราชื่อซะสวยเลยว่า ผู้ครองรัก ทีนี้รักมันมีหลายมิติ เพราะฉะนั้นใครจะครองรักได้ในมิติไหนๆก็เดี๋ยวได้ฟังกันดู แต่ละคู่เลือกมานี่มีประสบการณ์กันคนละอย่าง แล้วจะนำพาไปคนละอย่าง อาตมาจะไม่ซักซอกแซกหลายอย่าง เพราะว่าบางทีบางจุดซักเข้าไปแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าตัวไม่อยากเปิดเผยในบางจุด ประเดี๋ยวมันจะดูไม่เข้าที เพราะฉะนั้นเจ้าตัวคิดว่าอะไรที่ควรเปิดเผย ให้พวกเราได้เกิดประโยชน์ ได้เกิดรับรู้รับทราบไปด้วยกันอย่างดี คิดว่านะ...ต่ละคนก็คงจะมีประมาณของแต่ละคนนะ ลองดูซิว่าผู้ที่มาปฏิบัติธรรมนี่ก็อาจจะมาซ้ำๆกันบ้าง ในเรื่องของประสบการณ์แบบนี้น่ะ มันคงจะมี นั่งๆอยู่ในนี้ เราก็จะได้เอามาเปรียบเทียบ เอามาใช้เป็นแนวนำให้แก่ของตนๆบ้างก็ดูจะดีนะ จะมีประโยชน์อย่างนั้นน่ะ เอาละอาตมาจะขอเริ่มต้นเลย เป็นลำดับๆไปนะ ลำดับแรกนี่อาตมาจะเอาผู้ที่มาอย่างดึกดำบรรพ์ซะก่อนนะ คือประเภทดึกดำบรรพ์นี่ เค้าไม่มีหรอกความรัก มีแต่เรื่องผู้หญิงผู้ชายก็ให้แต่งงานกัน แต่งงานกันไปแล้วก็ว่ากันไป พอสมัยนี้มีอะไรต่ออะไรมา มันก็มีอย่างโน้นอย่างงี้ เสร็จแล้วก็มามีอุปาทาน แล้วก็เป็นไปบ้างอะไรกันบ้างอย่างงี้ มันเป็นยังไงกันเรื่องนี้นี่ แล้วทำไมมีชีวิตขึ้นมาได้อยู่ขณะนี้ แล้วเกี่ยวกับเรื่องความรักอะไร เดี๋ยวนี้มันสำคัญเหลือเกินนะ อย่างโน้นอย่างนี้ มี...แล้วเมื่อเราไม่มีอย่างนี้แล้วมันดีหรือมันไม่ดี ยังไง เดี๋ยวก็ฟังกันดูนะ คนแรกที่อาตมาอยากจะให้พูด อันนี้ ก็คือเหตุการณ์ที่มันเข้าลักษณะที่อาตมากล่าวไปแล้วนั่นล่ะ ก็คือคุณบุญเจือ วรชยานนท์ จะเป็นตัวอย่างรายแรก ในเรื่องของคำว่าผู้ครองรัก ครองกันยังไง ครองรักมันมีรักมาครองรึเปล่า แล้วมันจะเป็นยังไงนะ เดี๋ยวลองฟังคุณบุญเจือรายงานดูซิ ตอนนี้บอกสถานะของตัวเองซิว่าตอนนี้ยังมีความรัก ยังมีคู่อยู่ด้วยกัน หรือว่าเป็นยังไงกันแล้วบ้าง อาชีพเป็นยังไง ตอนนี้ฐานะยังไง อายุเท่าไหร่ อะไรลองรายงานอย่างงั้นซะก่อน แล้วก็ค่อยพูดเข้าเรื่อง เอาเลย คุณบุญเจือ : (คุณบุญเจือหัวเราะ) กราบนมัสการพ่อท่าน (คุณบุญเจือหัวเราะ) สมณะแล้วก็สิกขมาตุ ขอเจริญธรรมญาติธรรมทุกท่านค่ะ พ่อท่าน : บอกเลยชื่อ คุณบุญเจือ : ชื่อ บุญเจือ วรชยานนท์ ค่ะ อาชีพเดิมก็ขายเสื้อผ้าที่ตลาดจังหวัดชัยภูมิฮะ ก็พอดีอดีต (คุณบุญเจือหัวเราะ) ตอน...ตอนที่ว่าเป็นสาวอยู่น่ะ ยังไม่ได้เป็นสาวหรอกฮะ อายุสิบหกปี (คุณบุญเจือหัวเราะ) พ่อท่าน : เป็นสาวแล้ว เป็นนางสาวแล้ว สิบหกนี่ คุณบุญเจือ : ค่ะ เค้าก็มาสู่ขอแบบ...ประเพณีจีนน่ะฮ่ะ ที่...ดิฉันก็บอกท่านติกขฯแล้วนะ ดิฉันนี้เป็นเรื่องของคนจีนนะ ประเพณีก็จีนอะไรอย่างนี้ฮ่ะ คืออย่างว่า ยังไม่รู้อะไรอิโหน่อิเหน่ก็ยังไม่รู้ ก็ค้าขายอยู่กับญาติๆอยู่ เขาก็มาสู่ขอกับพ่อแม่ เขาก็...พอดี...เค้าก็บอกว่า...แม่ก็บอกว่าจะมีคนมาสู่ขอแกนะว่างั้น ดิฉันก็บอกว่า เอ๊...อะไรสู่ขออะไร (คุณบุญเจือหัวเราะ) เค้าบอกว่า เอ้า...เค้าจะมาขอแกไปเป็น...เอาไปเป็นเมียเค้า ว่างั้น (คนฟังหัวเราะ) ดิฉันก็กล่าวเลย เอ๋อ! มันอะไรกัน (คุณบุญเจือหัวเราะ) ไม่รู้เรื่อง อะไรงี้ฮ่ะ ทีนี้พอดีจนกระทั่งดิฉันถาม..ถามแม่ว่าใคร เค้าบอกว่าเดี๋ยวมึงก็เห็นหน้าเองล่ะว่างั้น พอดีเค้าก็มา พอดิฉันเจอหน้าถามว่าขอใครขอใคร (คุณบุญเจือหัวเราะ) ดิฉันถาม เค้าบอกว่าขอ...ขอลื้อ เอาไปทำไม บอกเอาไปเป็นลูกสะใภ้ แม่เค้าว่าอย่างงั้น ดิฉันก็ด่าโคตรแม้เค้า (พ่อท่านและ คุณบุญเจือหัวเราะ) บอกว่าอย่ามาใกล้นะ พ่อท่าน : อ้า! นี่เรียกว่าความลับ คุณบุญเจือ : บอกว่า อย่ามาใกล้นะ หนีไปไกลๆ พ่อท่าน : นี่เป็นความลับรายแรกนะ ฟังดีๆ คุณบุญเจือ : หนีไปไกลๆ พ่อท่าน : เริ่มต้นด้วยการมาสู่ขอ แล้วก็ (พ่อท่านหัวเราะ) ด่าแม่เลย คุณบุญเจือ : ด่าแม่ บอกว่า พ่อท่าน : ด่าโคตรแม่เลย (พ่อท่านหัวเราะ) คุณบุญเจือ : ด่าเลยว่าหนีไปไกลๆนะ อย่ามายุ่งนะ อะไร เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย อะไรงี้ (คุณบุญเจือหัวเราะ) ตั้งแต่นั่น เค้าหายหน้าไปเลย ไม่มาพูดกับดิฉันอีก เค้าก็ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่อะไร ก่อนที่เค้าจะมาขอ เค้าไปพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่กันก่อนแล้วฮ่ะ ผู้ใหญ่เค้าชอบพอกันเอง ส่วนดิฉันกับเค้าไม่เคยรู้เรื่องกันมาก่อนนะฮะ เค้ามาสู่ขออะไรงี้ฮ่ะ ตามประเพณีจีนหมดทุกอย่างอะไรเงี้ย ดิฉันก็...ฮื้อ..ก็ไม่ได้ตกลงอะไรกะเค้านะ แต่เค้าก็ไปจัดการซื้อแหวนเพชร เข็มขัดนาค ทองหยองอะไรครบสมบูรณ์ตามประเพณีจีน (คุณบุญเจือหัวเราะ) ไปหาผู้ใหญ่ ไปขอ..ไปสู่ขออะไรเรียบร้อยกันแบบ...ตามแบบผู้ใหญ่แต่ก่อนนั้นไม่รู้เรื่องหรอก ดิฉันก็เห็นนะ พ่อแม่เค้าปลูกฝังมาว่า รู้สึกเท่าที่เห็นๆน่ะ สมัยก่อนไม่เห็นว่าลูกสาวจะมีสิทธิ์ จะไปโผล่ที่ไหนอะไรอย่างงี้ ก็มีแต่เรื่องของผู้ใหญ่ ก็เห็นพี่สะใภ้แต่งกับพี่ชายนี่ เค้าก็ไม่ได้รักกัน จะเป็นฝ่ายผู้หลักผู้ใหญ่ชอบกันเองอะไรอย่างนี้ (คุณบุญ เจือหัวเราะ) แล้วเค้าก็...ดิฉันก็บอก...พอเค้าหมั้นเสร็จ พ่อท่าน : เอ้า...ทำไม คุณบุญเจือ : พอ...พอเค้าหมั้น ดิฉันก็บอกพี่สะใภ้เลย บอกว่าไม่แต่งนะ ใครหมั้นก็แต่ง อะไร...(คุณบุญเจือหัวเราะ) พี่สะใภ้บอกว่าไม่ได้หรอก รับหมั้นเค้าแล้วเดี๋ยวเค้ามาถอนหงอก (คุณบุญเจือหัวเราะ) เค้าว่างั้น ดิฉันยังไม่ทราบเลยว่า คำว่าถอนหงอกแปลว่าอะไร (คุณบุญเจือและพ่อท่านหัวเราะ) ดิฉันก็เลยก็อึดอัดฮะ ไม่เคย ผู้ชายคนนั้นเค้าไม่กล้ามาหาดิฉันอีกแล้ว เค้ากลัวดิฉันด่าเอา เค้าไม่มาเลย (คุณบุญเจือหัวเราะ) เค้าก็ไปหาแต่ผู้ใหญ่ ดิฉันเลยเข้าใจว่า เอ้อ...ประเพณีจีนนี้ เรื่องของความรักนี่ ไม่ค่อยจะมีกันหรอกสำหรับหนุ่มสาวสมัยนั้น ไม่มี มีแต่เรื่องของผู้ใหญ่ชอบพอกันเองแล้วเค้าก็มามองๆ แล้วเค้าก็บอก เออ...ชอบ...เด็กคนนี้ดี อะไรเค้าก็ ผู้ใหญ่เค้าก็เอ้า...มาสู่ขอกันเองอะไรงี้ฮะ พูดจากันเอง ลูกไม่มีสิทธิ์ที่จะไปหืออะไรงี้ฮะ แล้วเค้าก็กำหนด ดิฉันก็บอกว่าไม่แต่งๆ เค้าโกหกว่าจะหมั้นไว้สามปี ดิฉันก็คิดว่า โอกาสสามปีคงจะมีทางออก อะไรงี้ฮะ ปรากฏว่าสามเดือนเค้าก็แต่งฮะ (พ่อท่านหัวเราะ) อะไรงี้ (คุณบุญเจือหัวเราะ) ก็เลยโมโหใหญ่ ไม่พอใจมากๆเลย เอ๊! อะไรนี่ อายก็อายนะ ท่านฮะ อายมากเลย เรื่องการแต่งงานนี่ อายอยู่ตั้งสามปี ไม่ ไม่หายเลย พ่อท่าน : อายอยู่ตั้งสามปี คุณบุญเจือ : เพราะยังเป็นเด็ก พ่อท่าน : แต่งแล้วนี่เหรอ คุณบุญเจือ : ยังมีความรู้สึกว่าอายฮะ เพราะว่าพอคลอด...พอปี พ่อท่าน : อายสามปี คุณบุญเจือ : ฮ่ะ พ่อท่าน : แต่มีลูกแล้ว คุณบุญเจือ : ฮะ ลูกมีแล้วฮะ พ่อท่าน : โอ้! แหม คุณบุญเจือ : ก็ยังอายฮ่ะ ไอ้ออ นี่คนโตนะฮะ ปีเดียวก็คลอดแล้วฮ่ะ (คุณบุญเจือหัวเราะ) ปีท้ายปีก็คลอดออฮ่ะ แล้วก็ฟ้านวลนะฮะ แล้วก็รู้สึกว่าจะเอาลูกไปกินนมที่ไหนก็แอบฮ่ะ รู้สึกว่าเลี้ยงเขาไม่ได้สมบูรณ์ฮ่ะ นมไม่ได้กินเต็มที่ เพราะมันอาย พ่อท่าน : โอ้โห! เลยตัวสูงยาวขนาดนี้ ไม่ได้กินนมเต็มที่ (คุณบุญเจือหัวเราะ) คุณบุญเจือ : แอบอยู่ข้างฝาฮ่ะ...ให้ลูกกินนม จนกระทั่ง... พ่อท่าน : ขนาดไม่ได้กินเต็มที่ ป่านนี้ประกวดนางสาวไทยได้เลยนะ (คุณบุญเจือหัวเราะ) สูง 180 แน่เลยนี่ ขนาดไม่ได้กินนมเต็มที่ยังสูงขนาดนี้ คุณบุญเจือ : (หัวเราะ) จนกระทั่งว่าอยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อย...ไม่ค่อยมีความสนิทสนม กันฮ่ะ เพราะว่ามัน...มัน...มันเป็นความรู้สึกว่า ...แต่ประเพณีเค้าปลูกฝังมาอย่างนั้นนะ บอกว่าเท่าที่เห็นๆ รู้สึกว่าเค้าจะแต่งงานแต่ละครั้งนี่ ก็เห็นเค้าร้องไห้นะ เหมือนจะตาย ออกจากบ้านพ่อแม่นี่ เค้าเอารถมารับนี่นะ ลูกสาวนี่จะร้องไห้ (คุณบุญเจือหัวเราะ) เห็นเป็น...เห็นหลายคู่ฮ่ะ ก่อนที่ดิฉันจะแต่งเห็นหลายคู่ฮ่ะ พ่อท่าน : แล้วคุณน่ะร้องไห้กะเค้ารึเปล่าล่ะ คุณบุญเจือ : วันนั้นนะ...ไม่ได้ร้อง เพราะแม่อยู่ใกล้ (หัวเราะ) เค้าให้กำลังใจอยู่ตลอดฮ่ะ พ่อท่าน : อ๋อ...แหม...เก่ง (หัวเราะ) คุณบุญเจือ : เพียงแต่อายนี่อายจริงๆฮ่ะ แล้วตอนไปซื้อของจะมาแต่งงานนี่ ด่าพี่ชายบอกอย่าไปพูดว่าดิฉันแต่งงานนะ ไม่ต้องพูด ไปซื้ออะไรก็ช่าง เฉยๆไปซื้อเอาเลย (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ต้องพูด (คุณบุญเจือหัวเราะ) ชุดแต่งงานก็ไม่ต้องไปบอกเค้า ดิฉันก็ไปตัดเองไม่บอกเค้า แต่พี่ชายไปกระซิบบอกเค้าว่าชุดแต่งงานนะว่างั้น เค้ารู้ว่าดิฉันไม่กล้าพูด เค้าก็ไปบอก ไม่รู้เรื่อง จะเอาอะไรไม่รู้เรื่อง (คุณบุญเจือหัวเราะ) ก็ไปด่าพี่ชายไว้เลย เดินไปไหนขามันจะขวิดกันนะ เพราะว่ามันแบบ...มันไปไม่ถูก มันอายไปหมด (คุณบุญเจือหัวเราะ) พอมา...มาอยู่ด้วยกันก็รู้สึกว่า...ก็อยู่ไปเรื่อยๆเพราะรู้สึกว่ามัน...มัน...เท่าที่เห็นนี่ มันเป็นประเพณีที่แบบว่ามัน...มันยังไม่หวือหวาว่างั้นเถอะ เท่าที่ดิฉันมาศึกษาในสันติอโศกนี่นะ เปรียบเทียบอดีตกับเดี๋ยวนี้นะฮะ มันรู้สึกว่าอดีตนี่มันไม่มีความรักแบบหวือหวา ประเพ ณีถูกครอบงำอยู่เยอะ พ่อท่าน : นี่แบบโบราณๆนะ คุณบุญเจือ : ฮ่ะ...โบราณครอบงำไว้เยอะเลย หนุ่มสาวจะไปจีบกันที่ไหนก็ได้ แล้วถ้าหากว่าลูกสาวไปแต่งงานกะคนไทยนี่ เค้าจะเสียหน้ามากเลยฮ่ะ (พ่อท่าน :อ้อ!) แล้วถ้าได้ลูกเขยคนไทยนี่เค้าจะเสียหน้า เค้าถึงบอกว่าลูกสาวนี่เหมือนกะผ้าขี้ริ้วผืนนึง เค้าไม่ให้ค่าเลยค่ะท่าน พ่อท่าน : โอ้โฮ! คุณบุญเจือ : แล้วก็พอ ถ้าหากว่าลูกชายไปได้เมียคนไทย ก็ถือสาเหมือนกัน ถือว่าสะใภ้คนนี้เขาไม่ให้ เขาไม่รักเลยฮ่ะ แล้วเค้าไม่... พ่อท่าน : เรียกว่าเลือดชาตินิยมสูง คุณบุญเจือ : ค่ะ ...ชาตินิยมสูง ตอนนั้นยังมีชาตินิยมสูง (คุณบุญเจือหัวเราะ) กระทั่ง พ่อท่าน : ขนาดมาอยู่เมืองไทยเค้าแล้วนะนั่นน่ะ มีลูกมีเต้าก็เกิดในเมืองไทย ยังมานั่งรัก...แหมทำเป็นชาตินิยมอยู่ในเมืองไทยอีก เดี๋ยวส่งกลับคืนไปจีนเลย (พ่อท่านและคุณบุญเจือหัวเราะ) คุณบุญเจือ : ดิฉันก็แปลกใจ จนกระทั่งว่าตอนหลังนี่มาเจออโศกถึงได้เข้าใจว่า โอ! แต่ก่อนดิฉันเคยพูดนะ เอ๊! ทำไมประเพณีเก่าๆมันหายไปไหน มันมีประเพณีใหม่ๆขึ้นมา แล้วมัน...มันหวือหวา มันไม่อายกันนะฮะท่าน ก็เลยรู้สึกแปลกใจ พอมาเจออโศก ดิฉันถึงเข้าใจว่า โอ๊! นี่เรายังมีประเพณีเก่าๆอยู่ในนี้อีกเยอะเลย อะไรงี้ฮ่ะ ก็ชอบใจนะมาปฏิบัติที่นี่ก็ชอบใจ ตอน...จนกระทั่งว่ารอ...แต่งงานแล้วเค้ามาแล้วนะพ่อท่านก็ทำ...ทำหน้าที่แม่บ้าน พ่อท่าน : มันมีความสุขบ้างมั้ยล่ะ ไอ้อย่างงั้นมา แล้ว โอ้โห! มีลูกกี่คนนี่ คุณบุญเจือ : สามคนค่ะ พ่อท่าน : มีลูกสามคน คุณบุญเจือ : ค่ะ ก็อยู่มาแบบไม่ได้มีความรักอะไรกันยังงี้ฮะ ก็... พ่อท่าน : สามคนก็ยังไม่รัก คุณบุญเจือ : ค่ะ...ก็อยู่ไปตามประเพณีกัน พ่อท่าน : โอ้โฮ! คุณบุญเจือ : ก็แถมยัง พอดีเค้าก็ประพฤติตัวไม่ดี ติดการพนัน ก็ไม่ พ่อท่าน : เอ้า...ไปติดการพนัน คุณบุญเจือ : ค่ะ ไม่เอาภาระเรื่องในบ้าน ก็...สาเหตุมาจากดิฉันด้วยเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชอบพอกัน เพราะต่างคนก็ต่างอยู่อะไรอย่างงี้ฮ่ะ ไม่ค่อย...ไม่ค่อยได้ ไป...ไปสนใจอะไรกันมาก ก็ดิฉันก็ยึดอาชีพค้าขาย พ่อท่าน : ทำมาหากินลูกเดียวว่างั้นเถอะ คุณบุญเจือ : ค่ะ...ค้าขายลูกเดียว ไอ้เค้าก็เลยไปติดการพนัน พ่อท่าน : เอ้า...แล้วก็ไม่ช่วยค้าขายเล่า คุณบุญเจือ : เค้าไม่มาฮ่ะ เพราะว่า... พ่อท่าน : แหม คุณบุญเจือ : รู้สึกว่า ไม่...ไม่มาช่วย ก็ต่างคนก็ต่างทำ ดิฉันก็ทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งว่าได้ลูกสามคนก็ รู้สึกปัญหาเยอะเหมือนกันนะฮะ เพราะว่าเค้าเล่นการพนันแล้วทำลายเงินทองในบ้าน จากรายได้ตั้งแต่พันกว่าจนถึงหมื่น จนวิ่งส่งผ้าได้รายได้เดือน วันนึงสามหมื่นกว่าอะไรงี้ฮ่ะ พ่อท่าน : วันนึงสามหมื่น คุณบุญเจือ : ฮ่ะ พ่อท่าน : โอ้โห! คุณบุญเจือ : ส่งเสื้อผ้า ตอนหลังนี่มีรถวิ่งส่งเสื้อผ้าค่ะ พ่อท่าน : โอ! คุณบุญเจือ : ขายส่ง จากแต่ก่อนขายเป็นอาชีพ ขายปลีกธรรมดา พ่อท่าน : อ๋อ คุณบุญเจือ : ก็ขายส่ง จนกระทั่งว่าตอนหลังนี่ เค้าติดการพนันมาก เค้าก็แอบเล่นเสียเยอะแยะไปหมด ก็ห้ามปรามยังไงก็ไม่ฟัง พูดยังไงก็ไม่ฟัง จากที่ว่า เออ...มันอยู่ด้วยกันมาก็จำเป็นนะฮะ ผู้...ผู้หลักผู้ใหญ่เค้าก็เอาภาระช่วย เค้าก็ให้ดูแลอุดหนุนอะไรช่วยหลายอย่าง เค้าก็บอกว่า...ดิฉันก็จะกลับบ้าน ไปอยู่บ้าน...ไม่ไหว สู้เค้าไม่ไหว เค้าเล่น ทีนี้พอกลับไป วันนึงเตี่ยก็บอกว่าลูกผู้หญิงแต่งแล้วไม่มีสิทธิ์เข้าบ้าน พ่อท่าน : โอ้โห! คุณบุญเจือ : เค้าก็ให้กลับ พ่อท่าน : นี่นะ (คุณบุญเจือหัวเราะ) นี่ประสบการณ์ (พ่อท่านหัวเราะ) ให้ครองรักให้ครองรัก คุณบุญเจือ : ไปอยู่ได้คืนเดียว พ่อท่าน : นี่เป็นรักบังคับนะนี่ คุณบุญเจือ : ถูกบังคับ พ่อท่าน : ให้ครองรักอย่างบังคับให้รัก คุณบุญเจือ : ค่ะ พ่อท่าน : แล้วก็ใจ ก็ไม่มีรักเลยนะ คุณบุญเจือ : ค่ะ พอไปอยู่ที่บ้าน ก็ไปอยู่บ้านคืนเดียว เตี่ยก็อบรมเลยบอกว่า ผู้ หญิงแต่งงานแล้วไม่มีสิทธิ์เข้าบ้านนะ จำเอาไว้ทีหลังอย่าทำ เดี๋ยวน้องเรามีอีกตั้งสามคน ดิฉันมีน้องสาวสามคน ก็...อย่าทำตัวอย่างให้น้องเห็น เดี๋ยวผิดประเพณีหมดว่างั้นนะ แม่นี่ก็ห่วง สมัยที่แม่...แม่จริงๆน่ะฮ่ะเค้าเสียไปแล้วฮ่ะ เค้าก็ปลูกฝังเอาไว้เสมอน่ะว่าลูกผู้หญิงนี่ แกมีลูกสาวสี่คน แกบอกอั๊วมีส้วมแตกอยู่สี่อัน (คุณบุญเจือและพ่อท่านหัวเราะ) อั๊วมีส้วมแตกอยู่สี่อัน แกตายนี่ ตายนอน ตายตาไม่หลับเลยฮ่ะ เพราะห่วงลูกสาวมากค่ะ พ่อท่าน : โอ! โอ! คุณบุญเจือ : แล้วก็สั่งเสียบอกว่าไม่ให้แต่งกับคนไทย ว่างั้น พ่อท่าน : เอ้า...แล้วคุณนี่มีลูกกี่คน สามใช่มั้ย คุณบุญเจือ : ลูกดิฉันสามฮ่ะ พ่อท่าน : สาวหรือผู้...ผู้หญิง คุณบุญเจือ : ผู้หญิงสอง ผู้ชายหนึ่ง พ่อท่าน : อ๋อ...ผู้หญิงสอง ผู้ชายหนึ่ง คุณบุญเจือ : ค่ะ พ่อท่าน : มีส้วมแตกอยู่สองส้วม คุณบุญเจือ : (หัวเราะ) ก็รู้สึกว่า โอ้โห! พูดมากนะเรื่องส้วมแตกนี่ ที่บ้านนี่แม่พูดประจำเลย อั๊ว... พ่อท่าน : แล้วทีนี้ล่ะ คุณน่ะพูดกับลูกรึเปล่า คุณบุญเจือ : พูดค่ะพ่อ พ่อท่าน : บอกว่าส้วมแตกเหมือนกันรึเปล่า คุณบุญเจือ : ค่ะ...ค่ะ (พ่อท่าน : อื้อ! ส้วมแตกอีกสองส้วม) พูดๆ บอกว่าเราเป็นลูกผู้หญิง เรื่องผัวๆเมียๆนี่อย่าไปพูดถึงเลย ก็ดู..ดูแม่ก็รู้นะว่ามัน...ไม่ได้...อะไร ไม่ได้ดีอะไร ก็อยู่ครองตัวเองไปอย่างงี้ก็ดีกว่า ที่บ้านก็เห็นหลานๆเป็นสาวก็จะหาน่ะ น้องคนนึงก็รู้จักกะตำรวจเยอะอะไรงี้ฮ่ะ อีกคนนึงก็...ญาติอีกคนนึงก็รู้จักคนนั้นคนนี้เยอะจะแนะนำอะไรอย่างงี้ ดิฉันบอกว่าไม่ต้อง ลูกขายลูกเขยไม่เอา เพราะว่าไม่จำเป็น (คุณบุญเจือหัวเราะ) พากันอยู่วัดแล้ว ไม่...ไม่ต้องหรอก ดิฉันก็บอก ฝากไว้เลยบอกฝากญาติๆไว้ฮ่ะ พ่อท่าน : นี่มันโชคดีนะ ลูกเลิก ก็มาวัด อะไรนี่ มันก็โชคดีไป คุณบุญเจือ : มากันทั้งหมดเลย พ่อท่าน : แหม...ถ้าลูกไม่มาวัดนี่จะเป็นยังไง คุณบุญเจือ : ก็คงอยู่วัดไม่รอดฮ่ะ ต้องกลับไปค้าขายช่วยลูกอะไรงี้ฮ่ะ ต้องกลับไปช่วยรับผิดชอบต่อ แต่พอดีลูกเค้ามาด้วยก็เลยสบายแล้วฮ่ะ ทุกวันนี้...ไม่ได้ยุ่งยากกับลูกหรอก เพราะว่าเค้าช่วยตัวเองได้หมดแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องไปอบรม ดิฉันก็เป็นแต่เพียงแม่นมเค้าเท่านั้นฮ่ะ พ่อท่าน : โอ้... คุณบุญเจือ : ส่วนทุกวันนี้เขามีอะไรก็ปรึกษาสมณะหมดเลยค่ะ พ่อท่าน : ตกลงชีวิตนี้ (พ่อท่านและคุณบุญเจือหัวเราะ) ไม่ปรึกษาแม่แล้ว คุณบุญเจือ : (หัวเราะ) ค่ะ...ไม่ปรึกษาแม่ มีอะไร...บางทีแม่บอกก็ไม่ฟังฮ่ะท่าน เค้าบอกว่า... พ่อท่าน : ฟังสมณะหมดเลย คุณบุญเจือ : คะ...ค่ะ เค้าไปฟังสมณะ พ่อท่าน : แล้วน้อยใจบ้างมั้ย คุณบุญเจือ : ไม่น้อยค่ะ เพราะดิฉันก็มั่นใจว่าสมณะไม่ได้สอนผิดฮ่ะ ดิฉันบังอาจ...บางอย่างก็สอนผิดฮ่ะ พ่อท่าน : อ่า! (พ่อท่านหัวเราะ) คุณบุญเจือ : สอนลูกผิด บอกให้กลับไปหาเงินหาทองอีกดีมั้ย ว่างั้น พ่อท่าน : นั่นแน่ คุณบุญเจือ : เค้าบอกว่าแม่อุตส่าห์พาลูกมาจนถึงขนาดนี้ พาลูกมาอยู่วัดแล้วยังจะให้กลับไปหาเงินอะไรอีก อะไรงี้ฮ่ะ ดิฉันก็บอก เอ๊ะ! มันไม่แน่นี่ แม่ก็ห่วงลูก อะไรงี้ฮ่ะ ความรักของแม่หรือว่าแม่...ความว่า...ความ...ความ...คำว่าแม่นี่จะทอดทิ้งลูกแบบให้เละเทะละทะนี่มันก็ยากนะ มันไม่ใช่สาวโสด อะไรงี้ฮ่ะ ความรักของแม่นี่มันกว้าง อะไรดิฉันก็บอกเค้า เค้าก็บอกว่าเค้าไม่เชื่อหรอก เค้าเชื่อสมณะดีกว่า เชื่อพ่อท่าน (คุณบุญเจือและพ่อท่านหัวเราะ) เค้าบอกว่าเค้าไปปรึกษาพ่อท่านดีกว่า เค้าว่างั้นนะ พ่อท่าน : เออ คุณบุญเจือ : ให้...ให้สมณะตัดสินก็ได้ เค้าบอกงี้ฮ่ะ พ่อท่าน : เออ คุณบุญเจือ : ดิฉันก็เลยเฉยๆฮ่ะ พ่อท่าน : เฉยๆ แล้วเค้าก็เลยตัดสินของเค้าอย่างงี้ คุณบุญเจือ : ฮ่ะ ตัดสินว่าอยู่วัดค่ะ พ่อท่าน : อ้อ!...ที่จริงเค้าไปปรึกษาอาตมานี่นะ อาตมาจะบอกความลับให้ฟัง (คุณบุญเจือหัวเราะ) ไม่ให้เค้า...บอกว่าเค้าก็ตัดสินใจว่าจะอยู่วัดล่ะ เป็นไงเป็นกัน ว่างั้นนะ เค้าก็คิดว่าไปบอกแม่ว่างั้นนะ ไปบอกคุณนี่เค้าบอกว่าแม่คงเสียใจ คงจะล้งเล้ง พอไปบอกแล้วพลิกล็อค พลิกล็อค (คุณบุญเจือหัวเราะ) แม่กลับไม่ว่าอะไรว่างั้น อ้าว...เลยกลายเป็นเรียบร้อยไปเลย คุณบุญเจือ : ฮ่ะ พ่อท่าน : แล้วก็ไม่บอก ไม่ยักกะบอกลูกให้ ไม่ให้หวุมๆหวำๆในใจด้วยนะ แหม...บอกก่อนก็ไม่บอก (พ่อท่านหัวเราะ) คุณบุญเจือ : ก็...ก็เข้าใจนะฮ่ะพ่อ ว่าดิฉันก็เป็นคนปลูกฝังเค้าเองนั่นแหละ เค้า...เค้าว่าคำนี้ดิฉันก็หน้าหงายเลย บอกโอ๊ย...ถูกลูกเสียบอีก...เสียบกลับ (พ่อท่านหัวเราะ) หน้าหงายเลยบอกโอ๊ย...แม่นี่เดี๋ยวนี้จะไปพูดอะไรกับลูกซี้ซั้วไม่ได้หรอกพ่อ (พ่อท่านหัวเราะ) เค้าเอา โอ้โหย! ศีลห้า ศีลแปดวัดแม่ อุปกิเลส ไอ้นั่นไอ้นี่ (พ่อท่านหัวเราะ) โอ้โหย! แม่จบ ป.4 นี่ เค้าเรียนสูงกว่า เค้าเอาแม่หน้าหงายบ่อยๆ พ่อท่าน : ไม่แน่ๆ (คุณบุญเจือหัวเราะ) เรื่องเรียนสูงกว่า เรียนป.4 นี่เรื่องธรรมะนี่อย่าเอาสูงกว่ามาวัดไม่ได้หรอก เรื่องธรรมะนี่ไม่แน่ๆ คุณบุญเจือ : ตอน...ตอนหลังมารู้สึกว่าดิฉันสบายใจขึ้นน่ะ เพราะว่าเด็กๆช่วยตัวเองได้หมด ไม่ลำบาก ลูกชายเคยเกก็ไม่เกนะ เปลี่ยนแปลงไปหมดเลยค่ะเดี๋ยวนี้น่ะ เดี๋ยวนี้ก็อยากจะค้าขาย ลูกชายเรียนอิเล็กโทรนิคที่เซ็นต์จอห์นจบ 3 ปี แล้วแม่ให้เรียนอีก 2 ปี เค้าบอกว่าแม่...หนูจะค้าขายไปด้วย เค้าบอก ดิฉันก็หา บอกอ้า...แล้วแต่ อาชีพอันไหนที่มันเบาๆ อะไรงี้ฮ่ะ ให้เค้าทำไป พ่อท่าน : อ้อ! คุณบุญเจือ : ช่วยเหลือตัวเองอะไรงี้ฮ่ะ พ่อท่าน : ไปบอกให้อาชีพเบาๆด้วย คุณบุญเจือ : ค่ะ (หัวเราะ) พ่อท่าน : อาชีพเบาๆ แล้วก็ได้เงินเยอะๆน่ะเหรอ คุณบุญเจือ : ค่ะ พ่อท่าน : มันก็เข้าล็อค มีหนี้ ติดหนี้ทางธรรมน่ะซิ คุณบุญเจือ : ขายนาฬิกา..(คุณบุญเจือหัวเราะ) แว่นตาอะไรพวกนี้น่ะ เอาอันเบาๆไปก่อน เพราะเค้าทั้งเรียนอยู่ด้วยฮ่ะท่าน พ่อท่าน : อ๋อ...เรียนด้วย (คุณบุญเจือ : ค่ะ) หาเงินด้วย ทำงานด้วย คุณบุญเจือ : เค้าเรียนด้วย หาเงินด้วย รู้สึกว่าแต่ก่อนนี้ไม่นึกว่าลูกคนนี้จะ...จะฟังแม่นะฮะ เพราะเค้าฮึดมากเลย เค้าสู้กับแม่อะไรงี้ ตอนหลังนี้ไม่มีฮ่ะ ดิฉันก็...ก็วางใจเฉยๆ พ่อท่าน : ทั้งสามคนไม่หนักใจเลย คุณบุญเจือ : ค่ะ ไม่หนักเลยพ่อ เพราะว่า...สมัยแต่ก่อนนี้ ตั้งแต่มาเจอธรรมะ โอ้โห! ไม่รู้จะจัดสรรชีวิตยังไง เป็นแม่ม่ายตั้งแต่อายุสามสิบสอง สามสิบสาม พ่อท่าน : เอาละ...ตอนนี้มาเข้าจุดนี้ (คุณบุญเจือ : เข้าจุดธรรมะ) เป็นแม่ม่ายทำไมยังเป็นแม่ม่าย คุณบุญเจือ : โอ! มันก็ยังเงี้ยฮ่ะพ่อ ถึงว่าเค้า พ่อท่าน : เป็นแม่ม่ายตั้งแต่อายุสามสิบกว่า คุณบุญเจือ : ค่ะ เพราะกลัวสิ กลัวมีผู้ชายมาจีบฮ่ะพ่อ...กลัว พ่อท่าน : ออ! คุณบุญเจือ : กลัวมากเลย พ่อท่าน : พอเป็นแม่ม่ายแล้วอายุยังสามสิบกว่านี่ (คุณบุญเจือ : ค่ะ) แล้วมันก็ยังไม่แก่ไม่เฒ่าอะไร คุณบุญเจือ : ลูกก็สามคนอะไรอย่างนี้ พ่อท่าน : กลัว...กลัวเค้าจะมาจีบ คุณบุญเจือ : ค่ะ พ่อท่าน : เข็ดว่างั้นเถอะ คุณบุญเจือ : ค่ะ...เข็ดค่ะเข็ด...เข็ดมาก เลยคิดว่า พ่อท่าน : แหม คุณบุญเจือ : พอเค้าตาย ก็ตั้งใจเลยว่าไม่แต่งงาน ว่างั้น ไม่แต่งงานอีกแล้ว คิดว่าเข็ดแล้วฮ่ะ เพราะว่า พ่อท่าน : แหม นี่ก็...ดีนะ มีทุกข์ คุณบุญเจือ : สู้กันมาสิบ... พ่อท่าน : เดี๋ยว ดีว่ามีทุกข์อยู่ได้แค่อายุสามสิบกว่า เค้าก็ตาย ว่างั้นนะ คุณบุญเจือ : ค่ะ ไม่นึกว่าเค้าตายง่ายขนาดนั้นหรอกเนาะ (พ่อท่านหัวเราะ) สู้กับทุกข์มาจนเกือบตาย ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด ลูกก็ผูกพันกับเตี่ยกับแม่เค้า พอดิฉันโมโหกลับบ้านเอาลูกไป เค้าก็บอกเอาลูกกูกลับมา ไม่ใช่ลูกบ้านนี้ ไม่ใช่ลูกบ้าน...บ้าน...บ้านนี้ไม่ใช่ลูกบ้านนี้ เค้าก็ไปหอบกลับ เค้าบอกว่าลูกบ้านเค้า ไม่ใช่ลูกบ้านนู่น บ้านเตี่ยดิฉันก็ไม่มีสิทธิ์เค้าบอก พ่อท่าน : เออ...ก็บ้านเค้า คุณบุญเจือ : หอบกันไปหอบกันมาเรื่อยเลยพ่อ พ่อท่าน : เอาละ เดี๋ยวฟังกันคนละนัยยะ เดี๋ยว...เดี๋ยวฟังได้หลายคน แต่คนละอย่าง คุณบุญเจือ : ทีนี้มันทุกข์ฮ่ะ ทุกข์เพราะแก้ปัญหาไอ้...รักไอ้แบบผัวๆเมียๆ แก้ไม่ตกฮ่ะ ตอนนั้นดิฉันทุกข์มากเลย ตอนที่ลูกกำลังโตฮ่ะ หาเงินได้น่ะไม่น้อยเลย แต่ว่าเค้าไปเล่นเสียทีนึงหลายตังค์ พอตรุษจีน สาร์ทจีนนี่ เค้า...สนุกสนานในครอบครัว แต่ละครอบครัวแต๊ะเอียกัน อะไรนะฮะพ่อแบบ...แต่ดิฉัน (คุณบุญเจือหัวเราะ) ไม่มีความสุขเลย พอ...คอย...คอยทะเลาะ พ่อท่าน : ก็ไม่เกี่ยวกันหรอก...แต๊ะเอียนี่ มันคนละเรื่องน้า (คุณบุญเจือหัวเราะ) อย่าให้มันไปปนๆกัน คุณบุญเจือ : ก็ไปสนุกไงฮะพ่อ ไปเที่ยวกันก็แต๊ะอั๋งน่ะฮ่ะ พ่อท่าน : อ๋อ! คุณบุญเจือ : แล้วพอ (คุณบุญเจือหัวเราะ) ได้เงินก็แต๊ะเอียไง พ่อท่าน : อ๋อ! ออ! รวมไปเลยเนาะ อ๋อ! (คุณบุญเจือหัวเราะ) ไปแต๊ะอั๋งตอนที่ไป เที่ยวกัน คุณบุญเจือ : ไม่ได้มี สนุกกันไป พ่อท่าน : ไปแต๊ะเอียตอนที่เอาเงินเนาะ...อ๋อ...แหม คุณบุญเจือ : ค่ะ ผัวเมียไม่ได้ไปด้วยกันหรอก ต่างคนต่างไปเพราะมัน...รู้สึกมันต่างคนต่างอาชีพน่ะ เค้าก็ติดอาชีพเล่นการพนัน ดิฉันก็ติดค้าขาย พ่อท่าน : เออ... คุณบุญเจือ : ก็...ตอนหลังอยากจะให้เค้าเลิก ก็ลงทุนซื้อรถคันนึง รถตู้รุ่นกลางๆนะ แสนกว่าบาท พ่อท่าน : อุ๊ยตาย...นี่ความรัก ความรักเหลือขนาดนี่ คุณบุญเจือ : อดทน...ทนทุกอย่างน่ะ หาทาง... พ่อท่าน : อุตส่าห์หาทางที่จะให้เค้าเลิก ให้อะไร...(พ่อท่านหัวเราะ) คุณบุญเจือ : ให้เค้าเลิกการพนัน ก็คิดว่ามัน...มันเลิกกันไม่ได้ เลิกกันไม่ได้ ก็...ก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน