340719 ผี วิญญาณ นรก สวรรค์ มีจริงหรือ โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340719 ผี วิญญาณ นรก สวรรค์ มีจริงหรือ โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์

ผี วิญญาณ นรก สวรรค์ มีจริงหรือ ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานรามบูชาอาสาฬหะ ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2534 ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เจริญธรรม ท่านผู้ยังใฝ่ในธรรมของทุกๆศาสนาอยู่ทั้งหลาย อาตมามาพูดในรายการสุดท้าย ในเรื่องที่จะพูด ก็เป็นเรื่องที่ฟังแต่ชื่อ ก็น่ากลัวนะ ผี นรก สวรรค์ ผี วิญญาณ นรก สวรรค์ มีจริงหรือ ก็ต้องขอตอบว่า ขอตอบคำถามจากชื่อเรื่องที่ให้พูดนี่เสียก่อน ว่ามีจริงหรือ ก็ขอตอบว่ามีจริง แต่คนไม่ค่อยรู้จักผี ไม่ค่อยรู้จักวิญญาณ ไม่ค่อยรู้จักนรก ไม่ค่อยรู้จักสวรรค์จริง ความจริงนั้นมีจริงๆ แต่คนไม่ค่อยจะรู้จัก ผีจริงๆ สวรรค์จริงๆ นรกจริงๆ วิญญาณจริงๆ นี่คนไม่ค่อยรู้จัก ก็มาไขความกันให้ชัดเจน เท่าที่เวลาจะมี ดังที่พิธีกรได้กล่าวบอกไปแล้วว่า ถ้าเผื่อผู้ใดมีข้อข้องใจ มีปัญหาอะไรจะถาม ก็เขียนขึ้นมาได้ ฝากผู้ที่จะนำคำถามนั้นขึ้นมาให้อาตมา จะได้ตอบให้ ไขข้อข้องใจอันนั้นให้นะ อาตมาคงขยายความละเอียดไม่ได้ ตั้งใจฟังนิดหน่อย มันอาจจะสั้น อาจจะชี้บอกลงไปไม่รอบถ้วน ไม่ลึกอะไรมากมายนัก เพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ความจริงแล้ว ผี พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดเจนเลยว่า ผู้ที่จะเห็นผีจริงๆได้นั้น มีแต่เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า ฟังอีกทีหนึ่งก็ได้ ผู้ที่จะเห็นผีได้จริงๆนั้น มีเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น คำนี้สั้น แต่ว่าเป็นความจริง ผีต่ำที่สุดเราเรียกว่าผีนรก ที่มันอยู่ในนรกระดับต่ำ ในนรกระดับต่ำ เราก็เรียกมันว่าอบาย โดยเฉพาะคำภาษาไทยๆ อบายนี่แปลเป็นภาษาไทยว่านรก อบายนี่ นรกต่ำที่สุด ก็คือหัวหน้านรก หัวหน้านรกภาษาบาลีว่า มุขะ เพราะฉะนั้นหัวหน้าก็คือ อบายมุข นี่เป็นหัวหน้าน

อ่านต่อ

รก ผีอยู่ที่นรก เทวดาอยู่สวรรค์ ทีนี้กับเทวดา เราจะไปดูที่ไหนๆไม่เห็น ผีคือจิตวิญญาณ เทวดาคือจิตวิญญาณ ฟังดีๆนะ ในหัวข้อนี่บอกว่า ผี วิญญาณ นรก สวรรค์ หัวข้อว่าอย่างนั้น เพราะมันเกี่ยวเนื่องกันหมด ผียังมีแถมคำว่า เทวดา เข้ามาอีกตัวหนึ่ง มีแต่ผี แต่ไม่มีชื่อเทวดา แต่จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามันคู่กัน ผีอยู่นรก เทวดาอยู่สวรรค์ และผีกับเทวดานั้นไม่อยู่ที่ไหนเลย นอกจากวิญญาณ วิญญาณอยู่ที่ไหน ผีหรือเทวดาอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นคนไปบอกว่า ผีอยู่ป่าช้า ผีอยู่ต้นตะเคียน ผีอยู่เรือนร้าง ผีอยู่อะไรต่ออะไรต่างๆ ที่เขาบอกว่าไปอยู่ที่นั่นที่นี่ อะไรก็ตามใจเถอะ ผีเหล่านั้น เราเรียกกันติดปากว่าผีหลอก ไม่ใช่ผีจริง เพราะฉะนั้นใครไปกลัวผีหลอก ก็คือคนที่ไม่รู้เรื่อง คนโง่ๆ แล้วก็กลัวกันเต็มบ้านเต็มเมือง โดยเฉพาะคนไทย ฝรั่งเองไม่ค่อยจะกลัวหรอก เพราะว่าไม่เคยได้ถูกหลอกมาอย่างนั้น ไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่ผีอยู่ที่ร่างศพคนตาย คนตายแล้ว ไม่มีจิตวิญญาณแล้ว คนตายแล้วเหลือแต่ซาก เสร็จแล้วเราก็บอกว่าผีๆ นั่นแหละ ถ้าคนตายอยู่ที่ไหน ศพคนตายอยู่ที่ไหน แล้วก็ว่าผีอยู่ที่นั่น นี่ก็ความโง่ คือความที่ไม่เข้าใจ ความที่ไม่มีปัญญารู้ชัดแจ้งน่ะ อาตมาเคยบรรยายสมัยแรกๆ ที่อาตมาบวช อาตมาได้บรรยายธรรมมา แต่ตอนต้นเลย อาตมากระหน่ำเรื่องผี พยายามสอนเรื่องผี เรื่องเทวดานี่มาก สอนให้รู้จักสภาพที่มันเป็นมิจฉาทิฏฐิในระดับต้น ที่หลงกันอยู่เยอะ อยู่ต่างจังหวัดอาตมาบรรยายอยู่มากมาย และบรรยายหนัก อาตมาเคยท้าทาย เคยบอกว่าใครไปจับผีที่อยู่ป่าช้าก็ดี อยู่ที่ไหนที่มันเฮี้ยนๆนะ ผีเฮี้ยนๆ อยู่ที่ไหนๆ ใครไปเจอที่ไหนๆ จับมาขายให้อาตมา ตอนนั้นอาตมาให้ตัวหนึ่ง 3 ล้านบาท ใครจับผีมาให้อาตมาได้ อาตมารับซื้อตัวละ 3 ล้าน ขึ้นราคามาเรื่อย ขึ้นมา 3 ล้าน ตอนนี้อาตมาขึ้นเป็นตัวละ 10 ล้าน 5 ล้านเดี๋ยวนี้ให้ตัวละ 10 ล้าน ใครไปจับผีได้ที่ไหน ใส่ปี๊บใส่เข่งมาดีๆ จับมาดีๆ ใครไปเจอที่ไหน ใครว่าที่ไหนมีผีนะ นอกจากจิตวิญญาณแล้วละก็ ไม่มีผี ขอยืนยัน เอ้า! ทีนี้เราจะรู้จักผีได้อย่างไรในตัวคนนี่ คนเรามีจิตวิญญาณ มีวิญญาณ ในคนนี่ ที่เป็นๆอยู่นะ ยังไม่ตายนะ บอกแล้วว่าคนตายไปแล้วเหลือแต่ซาก นั่นน่ะไม่มีผี แต่เราก็ไปกลัว ซากผีฝังอยู่ที่ไหน หรือว่าซากผีอยู่ ใครเคยอยู่ที่ไหนๆ เราก็ไปจำเอาไว้ด้วยซ้ำไปนะ ว่ามันอยู่ที่นั่น มันไม่อยู่หรอก มันไม่มี ผีหรือเทวดา จะไม่อยู่ที่อื่น นอกจากจิตวิญญาณ ฟังไว้ดีๆ คนที่เป็นนักศึกษาประสงค์จะศึกษา ฟังภาษาอาตมาพูดแค่นี้ แล้วไปไตร่ตรองดีๆ ในตัวเรานี่ เป็นแท่งทดลอง เป็นแท่งเหมือนหลอดทดลอง นักวิทยาศาสตร์จะมี เหมือนหลอดทดลองเป็น TEST TUBE นะ นี่ในหลอดทดลองนี่ มี SUBJECT อยู่ในนี้เลย มีจิตวิญญาณอยู่ในนี้แล้วเรียบร้อย นี่เราจะเรียนผีอยู่ที่นี่ ในของทุกๆคน เรียนเทวดาอยู่ที่นี่ อยู่ในนี้ชัดเจนแล้วมันจะชัดเจนที่สุด เพราะมันอยู่ในตัวเรา จะเรียนได้ทุกเมื่อ ตลอดเวลาเลย เราจะพยายามศึกษาคำ ไขคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ดีๆ ท่านอธิบายอะไรเอาไว้ละเอียดลออ จิต เจตสิก ต่างๆ วิญญาณนี่คือจิตวิญญาณ เจตสิกต่างๆ นี่มันแสดงอย่างไร เป็นอย่างไร ขอนิยาม กำหนดลงไปเสียก่อนว่า ลักษณะของจิตวิญญาณที่เป็นลักษณะอาการ ท่านเรียกว่า เราจะรู้ รู้จิตวิญญาณได้ ด้วยญาณปัญญา ญาณปัญญาของเราเองนี่ เราจะอ่าน ฟังดีๆนะ ถ้าคุณฟังธรรมะของอาตมาวันนี้แล้ว คุณจะมีตาทิพย์จริงๆ โดยไม่ต้องไปนั่งเพ่ง หลับหูหลับตา เขาเรียกว่าทำสมาธิ ไปนั่งหลับตาก็ไปเกิดภพ เกิดภาพอยู่ในจิต เห็นผี เห็นเทวดา เห็นสัตว์ นรก สัตว์สวรรค์ อะไรก็แล้วแต่ ไปนั่งเพ่งยังงี้ เพ่งยังงั้นน่ะ เห็นผล เห็นผีหลอกเยอะเลย เพราะว่าไปปั้นเอาเอง และเรียนกันอยู่อย่างนี้เยอะมากเลย มากสำนักทีเดียว เรียนกันวิธีนี้ ไปเที่ยวนั่งหลับตาแล้วก็เพ่งปั้นอะไร สร้างขึ้นมาเป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ภาษาบาลีท่านเรียกว่ามโนมยอัตตา เป็นอัตตาชนิดหนึ่ง ที่เพ่งแล้วสำเร็จด้วยจิต โดยเกิดภาพข้างในจิต หรือว่าเกิดรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นรูปในจิตเพ่งขึ้นมา เห็นได้เหมือนกับเป็นของจริง แต่แท้จริงก็คือ อุปาทานชนิดหนึ่ง ที่ปั้นขึ้นมาเป็นรูป ความเป็นจริงคำสอนของพระพุทธเจ้านั่น จิตวิญญาณไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสีสัน ไม่มีโฉมตัวอะไร วิญญาณไม่มีโฉม ไม่มีตัว เราจะรู้จักจิตวิญญาณนี่ จะรู้จักสิ่งที่ถูกรู้ด้วยญาณ เรานี่เป็นนามธรรม วิญญาณเรานี่เป็นนามธรรม เราจะรู้ได้โดยญาณของเรา และจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราสัมผัสสิ่งนั้นได้ สิ่งที่สัมผัสเห็น สัมผัสรู้ได้ด้วยญาณ ท่านเรียกว่ารูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้โดยนาม นามคือจิตวิญญาณ คือปัญญา คือญาณ ญาณปัญญา นี่มันจะไปรู้สิ่งที่ถูกรู้นั้น ซึ่งเป็นนามธรรมเหมือนกัน แต่ถูกรู้ได้ด้วยญาณ เช่น อาการโกรธ เราจะรู้ได้ อาการโกรธ มันไม่ได้อยู่ที่อาตมาชี้หรอกนะ มันอยู่ในตัวของเรา มันอยู่ในจิตเรา อาการโกรธ บางทีมันโกรธสั่นไปถึงขา มันอยู่ที่ขา สั่นไปถึงมือ มันอยู่ที่มือ โกรธ มันก็ทิ่มหน้าคนก็ได้ อะไรนี่ ก็แล้วแต่ โกรธไปที่ตา ตาเขียว มันขึ้นมาที่ปาก ปากแบะ แยกเขี้ยว เขาถึงเขียนยักษ์ที่ขี้โกรธ ที่ผูกโกรธนี่ไว้ตาโปน เขี้ยวยาว อาตมาคงทำไม่เหมือน เพราะว่าอาตมาหล่อกว่ายักษ์น่า หัวเราะเยาะ จริงนะ อาตมาหล่อกว่ายักษ์ นั่นแหละเป็นลักษณะอาการ ฟังให้ดี คือการรู้รูป นาม ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดในพระไตรปิฎก รู้รูปนามได้ด้วยอาการ ขอใช้ภาษาหน่อยนะ อาการ ลิงคะ นิมิต อุทเทศ มี 4 ลักษณะ มี 4 สภาพ อาการก็คืออาการนี่แหละ ลิงคะก็คือความแตกต่าง นิมิตก็คือเครื่องหมาย ที่มันจับรู้ เราไปจับเครื่องหมายอย่างนั้นน่า อาการ แล้วก็มีเครื่องหมาย เรารู้ได้ อย่างอาการโกรธนี้เป็นเครื่องหมาย เป็นลักษณะ เป็นนิมิตหมาย เป็นลักษณะหมายที่เราจับความหมายนั้นได้ อาการนั้นโดยญาณของเรานี่ จับอ่านรู้ว่าอาการมันโกรธ อาการโลภ อาการที่เกิดราคะ อาการกาม อาการโกรธ โลภ หลงอะไรอย่างนี้เป็นต้น เราต้องเรียน เราต้องฝึกจริงๆ ฝึกใช้ญาณ ฝึกให้เกิดญาณ อ่าน ญาณนี้แหละ คือตาทิพย์ ไม่ต้องไปนั่งหลับตาเพ่งอย่างนั้นหรอก ทำความรู้สึก ทำความอ่าน มีสติแล้วก็มีความรู้สึก อ่านอาการอารมณ์ของจิตวิญญาณ ที่เป็นอาการโลภ โกรธ หลงนี่แหละคือผี อาการโลภ โกรธ หลง นี่คือผีจริงๆ ผีแท้ๆ อาตมาไขความลับให้ฟังแล้ววันนี้ อยู่ในตัวที่นั่งอยู่ทุกคน ขอยืนยัน นั่งอยู่นี่ คือผีทั้งหลาย ไม่ใช่อาตมาดูถูก พูดถูก ผู้ที่ยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่ในตัวเองนั้นคือผี ผีจริงๆ ผีแท้ๆ เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า มีพระอรหันต์เท่านั้น ที่จะเห็นผีได้อย่างสมบูรณ์ ก็หมายความว่า พระอรหันต์ท่านรู้จักจิตวิญญาณ รู้จักอาการโลภ โกรธ หลง หยาบ กลาง ละเอียด อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งถึงที่สุดแล้วท่านก็ล้างกิเลส หรือล้างผีนั้นออกอย่างจริงจัง จนกระทั่งมันตายหมด หมอผี ยังไม่หมดผีอยู่ตราบใด แม้เป็นพระอนาคามียังเหลือผี คือกิเลสส่วนเหลือ ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ก็ยังไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งในเรื่องผีทั้งหมด ต้องเห็นผีจริงๆ เศษเล็กเศษน้อยๆ จนกระทั่งถอนอนุสัยอาสวะล้างเกลี้ยง จนไม่เกิดอีกเลยในจิตวิญญาณ ผู้นั้นแหละหมดผี เพราะฉะนั้นผีจึงมีหลายระดับ ชั้นต่ำ กลาง สูงอะไร มีหลายระดับมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตมากที่สุด แต่คนทุกวันนี้ ประมาท ไม่เรียนรู้เรื่องผี จึงกลายเป็นผีจริงๆ ไม่ใช่ผีอย่างที่ไปพูดว่า ผีหลอกอยู่ในป่าช้า สิงอยู่ในนั่น อยู่ในนี่ ไม่ใช่เลย เป็นผีที่หลอกตั้งแต่ระดับโลก ระดับประเทศ ระดับผู้บริหารใหญ่ๆ จนกระทั่งถึงผีกระจอกงอกง่อย อยู่ยากๆ จนๆ เต็มไปด้วยผีเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเมืองนรก สังคมมนุษย์ทุกวันนี้ เป็นเมืองนรก ยิ่งเราหลงใหลว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์ เป็นเมืองเจริญ เช่น เมืองหลวง กรุงเทพฯ เป็นต้น ไม่ควรจะเรียกกรุงเทพฯ ควรจะเรียกกรุงผีจริงๆ คุณจะเห็น ตื่นเช้าขึ้นมา ออกจากบ้านจะพบผีตลอดทางเลย ผีโกรธ ผีโลภ ตลอดทางเลย ผีจริงๆ อาตมายืนยัน ไม่ได้พูดเล่นนะ ฟังสัจธรรมให้ดีๆ ผีจริงๆเลย เกิดมาจากวิญญาณของแต่ละคน อาการของมันเกิดออกมาจริงๆ คนที่มีความระงับๆ ไม่ให้ผีมันปรากฏตัว ไม่ให้ผีมันแสดงอาการ ไม่ให้ผีมันแสดงสภาพขี้โกรธ ขี้โลภ อะไรออกมาบ้าง ก็แสดงว่าผู้นั้นได้สำรวมสังวร ได้หัดฝึก ก็ยังพอเป็นไป ก็ยังพอไปได้ แต่ความจริงแล้วก็ห้ามกันไม่ค่อยหวาดค่อยไหว อย่างอาการ อย่างหยาบ อย่างแรง อย่างร้าย แสดงกันออกมาเต็มไปหมดเลย ตลอดเวลา ในกรุงเทพฯ มีเทวดาเหมือนกัน แต่เป็นเทวดาหลอก เอ้า! ตอนนี้จะไขเทวดาก่อน เมื่อกี้ไขผีไปแล้วบ้าง ทีนี้ไขคำว่า เทวดา เทวดาก็คือจิตวิญญาณ อยู่ในมนุษย์นี่แหละ ไม่ต้องไปเรียนรู้ ไม่ต้องไปสงสัย และไม่ต้องไปคำนึงกังวลอะไรมากหรอก อ้ายผีที่อยู่ข้างนอก หรือผีเทวดาอยู่ข้างนอกตัว ลอยอยู่บนท้องฟ้า ลอยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ คอยหลอกหลอนอยู่ที่มืด อยู่ที่สว่างอะไร ก็ตามใจเถอะ อย่าไปคำนึงเลย ในสิ่งเหล่านั้น ไม่มี ขอยืนยัน มีแต่อุปาทานของคนเท่านั้นแหละกลัว แล้วก็หลอกหลอนตัวเอง หลอกหลอนเป็นเทวดา หลอกหลอนเป็นผีนี่แหละ เดือดร้อน ทุกข์ร้อนมาก เพราะว่ากลัวผีกัน และก็ไม่รู้จักกลัวตัวเอง ที่มีผีอยู่ในตัวเอง ร้ายกาจด้วย ผีขี้โกรธ ขี้โลภ เต็มไปอยู่ตัวเองนี่แหละ ไม่รู้ตัวนะ เอาทีนี้ เทวดานี่ ที่อาตมาเรียกว่าเทวดาหลอกนั่น เพราะว่าไม่ใช่เทวดา จริง เป็นเทวดาลวง เป็นเทวดาชนิดที่ คนหลงมันว่าเป็นความสุข ความทุกข์นั่นคือนรก ความสุขนั่นคือสวรรค์ ทีนี้เขาก็หลงสวรรค์กัน สวรรค์ที่ได้เสพสม เช่นว่า อยากได้สมใจ อยากจะได้เงิน อยากจะได้ลาภ ได้ยศ พอได้มาสมใจก็ดีใจ อาการที่เป็นสุขใจ ดีใจอย่างนั้นแหละคืออาการของเทวดา เรียกว่าสมมุติเทพ เทวดาสมมุติ เทวดาหลอก ไม่ใช่เทวดาจริง เทวดามีอยู่ 3 ลักษณะ มีอยู่ 3 เทวดา 1. สมมุติเทพ 2. อุบัติเทพ 3. วิสุทธิเทพ เทวดาตัวปลอมนั่นแหละคือสมมุติ ไม่ใช่เทวดาจริง เพราะเทวดานี้จะขึ้นสวรรค์ ลงนรกๆ เป็นสังสารวัฏอยู่อย่างไม่รู้จักสิ้น ไม่เรียนรู้ ไม่ได้ล้าง ก็ไม่ได้ลด ไม่ได้ละ แล้วจะบำเรอเมื่อเวลามันอยาก ได้เป็นนรกเป็นความไม่สมใจ อยากได้ อยากเป็น อยากมีอะไร ก็แล้วแต่ มันก็จะเดือดร้อน ดิ้นรนนั่นแหละ คือผีนรก ผีความโลภ อยากจะฆ่าเขา อยากจะอาฆาตเคียดแค้น อยากจะริษยา อยากจะทำร้ายอะไร ก็แล้วแต่ เป็นตัวโกรธ เป็นผีตัวโทสะ ตระกูลโทสะ เมื่อเราได้สมโทสะ เราก็นึกสบายใจ เป็นเทวดา พอได้โทสะ ก็โทสะขึ้นมามันก็ทุกข์ พอได้แก้ ได้บำเรอโทสะนั้นไป สมอยาก ได้แก้ได้ด่าเขาไปบ้าง ได้แก้แค้นเขาไปบ้าง ได้ริษยา ได้ทำอาการริษยาสะใจอะไรไปบ้างก็เป็นสวรรค์ลวง เสร็จแล้วก็เอาใหม่อีก แล้วก็วนเวียนมาโลภใหม่ โกรธใหม่ หลงใหม่อยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้นสมมุติเทพนี้จะไม่มีการดับสนิท จะไม่มีการเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเวลาเรียนรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องรู้จิตวิญญาณที่มันเกิดโกรธ หรือโลภอะไรพวกนี้ชัดๆ เมื่อหลงผิดนี่ก็ตาม นัยละเอียดอาตมาคงไม่ได้พูดมากมายนะ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ลึกซึ้ง และมากมายเหลือเกิน พูดกันกี่ปีๆ ขนาดพระสัมมาพุทธเจ้าที่เป็นปราชญ์เอก สอนอยู่ 45 พรรษา 45 ปี สอนละเอียดลอออยู่นั่นแหละ ก็ยังสอนกันได้ต่ออยู่ และอาตมาในระดับลูกศิษย์จะไปใช้เวลา 500 ปี ก็ยังพูดกันไม่หมดนะ ยังมีคนเคยถามอาตมาว่า พูดอะไรนักหนา เทศน์อะไรนักหนา ตื่นเช้ามาเทศน์ทุกวัน ตื่นเช้ามาก็เทศน์ๆ เป็นปีแล้ว ไม่รู้กี่ปีมาแล้ว ตั้ง 10-20 ปีมาแล้ว อาตมาบวชมาแล้ว 20 ปี แล้วก็เทศน์อยู่อย่างนั้นแหละ แล้วเอาอะไรมาเทศน์ จะมีอะไรเทศน์หรือ อาตมาตอบเขาไปว่า อาตมาถ้าจะอายุยืนถึง 100 ปี อาตมายังไม่แน่ใจเลยว่าจะบรรยายสิ่งที่ต้องการ ที่จะพูดให้พวกเราฟังนี่หมดหรือไม่ ซึ่งแน่ใจว่าจะไม่หมด แม้อายุจะ 100 ปีตาย ก็คิดว่าจะเทศน์ไม่หมด มันลึกซึ้งมาก แต่วันนี้ มาพูดไม่ได้มากหรอก ก็เอาแต่มันพอจะเป็นไปนะ สรุป เทวดา อย่างสมมุตินี่เป็นเทวดาหลอก เป็นสุขหลอกๆ คนเราไม่ศึกษาสิ่งจริง ที่เรียกว่าสัจธรรมเหล่านี้ จึงปล่อยให้ผีเพ่นพ่านเต็ม แม้แต่ตัวเราเอง ก็เป็นผีอยู่ในสังคม เมื่อเป็นผีอยู่ในสังคม จึงเที่ยวได้ทำร้ายทำลายสังคม ทำร้ายมนุษยชาติอยู่ตลอดเวลา แล้วก็บอกว่าตัวเองจะแก้ปัญหาๆ แก้ไม่ได้ ขอยืนยัน ถ้าคนไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่มันเป็นตัวทุกข์ ตัวเหตุแห่งทุกข์คือตัวผีร้าย หรือตัวกิเลสตัณหา ถ้าไม่รู้สิ่งเหล่านี้ ไม่มีทางแก้ปัญหาได้เด็ดขาด ขอยืนยันๆ อวดเก่งให้ตายยังไง ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ไม่มีทางแก้ปัญหาสังคมได้สมบูรณ์ ขอยืนยัน แก้ไปชั่วระยะ นึกว่าดี นึกว่าถูก ยังงั้นยังงี้ แม้แก้เป็นระบบปกครองบ้านเมืองอะไรก็ตามแต่ จากประชาธิปไตย จะเป็นสังคมนิยม จะไปเป็นคอมมิว นิสต์ จะเวียนมานี่ มาหาประชาธิปไตย มาหาเป็นเสรีประชาธิปไตยอีกแล้ว ก็เต็มไปด้วยกิเลสมอมเมากันเข้าไปอีก หมุนเวียนกันอีก หนักเข้าก็ สุดท้ายก็หมุนเวียนไปอีกๆ ระยะนี่ๆ อาตมาบอกไม่ได้ วนเวียนไปอีก สุดท้าย เดี๋ยวไปหาเผด็จการๆ ประชาธิปไตย สังคมนิยม วนเวียนอยู่อย่างนี้นะ ไม่รู้แล้วหรอก เทวดาที่สมมุตินั้น มีอยู่ทั่วทุกคนในหมู่ปุถุชน แล้วก็หลงเทวดา หลงว่าเป็นความสุขที่แท้จริง พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วว่า ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่แท้จริงไม่มี พระ พุทธเจ้าตรัสรู้ความทุกข์เป็นอาริยสัจ เป็นสัจจะที่จริง เป็นสัจจะของผู้ประเสริฐ ความสุขไม่มี จริงๆแล้วก็คือหมดทุกข์หมดสุข เรียกว่าอทุกขมสุข หรืออุเบกขา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข นั่นคือความสงบ นั่นคือการปราศจากทุกข์และไม่มีสุขอย่างโลกๆที่เรียกว่า สุขัลลิกะ หรือโลกียสุข จะไม่มีสุขอย่างนั้นอีกเป็นอันขาด ผู้ที่ฆ่าผีในตัว และรู้เท่าทันเทวดาลวง ฆ่าผี หรือฆ่าเทวดาลวงนั้นได้ จิตก็เกิด ฟังดีๆนะ จิตจะเกิดใหม่ เรียกว่า โอปปาติกโยนิ การเกิดทางจิตวิญญาณ เมื่อวานนี้ อาตมาเทศน์แล้ว เรียกว่าการเกิดมัน มี 4 อย่าง การเกิดทางมดลูกนี่ อย่างคน ม้า วัว ควาย นี่มีมดลูก การเกิดอย่างนี้ สมสู่แล้วเสร็จ ก็จะมีเชื้อไปปฏิสนธิในมดลูกก็เกิดออกมา แล้วก็คลอดออกมาเลย คลอดออกมาเป็นตัวเลย อย่างนี้เรียกว่า ชลาพุชโยนิ การเกิดอย่างเป็นตัวทันที การเกิดอีกชนิดนึงเรียกว่า อัณฑชโยนิ นี่การเกิดอย่างเป็นไข่ก่อน อย่างนก อย่างไอ้เข้ จรเข้ จิ้งจก ตุ๊กแก อะไรพวกนี้ เป็นไข่ก่อน แล้วไข่จึงจะฟักเป็นตัวอีกทีหนึ่ง เรียกว่าการเกิดอย่าง อัณฑชโยนิ ส่วนการเกิดอย่างประเภทที่ไม่ต้องเป็นไข่ ไม่ต้องไปอยู่ในมดลูก จากเหงื่อ จากไคล จากการหมักหมม จากการแตกตัว จากพวกจุลินทรีย์บ้าง อะมีบาบ้าง พวกอะไรก็แล้วแต่ พวกอีกชนิดหนึ่งน่ะ เราเรียกว่าสังเสทชโยนิ การเกิดลักษณะต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสมาถึง 2,000 กว่าปีมาแล้วเรื่องเหล่านี้ และการเกิดจริงๆ อีกอย่างหนึ่ง คือการเกิดของวิญญาณ เรียกว่าโอปปาติกโยนิ อาตมากำลังพูดถึงนี่คือ การเกิดจริงๆ คนเราเกิดใหม่ได้ เกิดทางโอปปาติกโยนินี่แหละ เรียกว่า เกิดเป็นพระอาริยะ เกิดจริงๆ เป็นโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ จิตวิญญาณเกิดเปลี่ยน จากความต่ำ เป็นจิตวิญญาณที่สูงขึ้น เรียกว่า มนุสโส หรือเรียกว่า เทวดาแท้ การเกิดชนิดนี้ จากเทวดาสมมุติ เป็นอุบัติเทพ อุบัตินี่แปลว่า เกิด เป็นเทวดาที่เกิดจริงๆ ลดกิเลสลงไปได้มากได้น้อยเท่าไหร่ เกิดจริงๆ จนเต็มรอบ ก็ได้รอบหนึ่ง ถ้าเกิดได้คุณภาพขนาดหนึ่ง ท่านเรียกว่า โสดาบัน เกิดจากคนเป็นอาริยะ เกิดจากคนธรรมดาปุถุชน นี่เป็นอาริยะ เรียกว่า พระโสดาบันนะ นี่คือการเกิดแท้ๆ เพราะงั้นผู้ใดรู้จักวิญญาณ มีญาณ มีตาทิพย์ อ่านจิตวิญญาณออกจริงๆเลย แล้วก็รู้จักกิเลส มีวิธีการของพระพุทธเจ้าสอน ศีล สมาธิ ปัญญา นี่มรรคองค์ 8 หรือโพธิปักขิยธรรม ขออภัยนะ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาทางธรรมมาฟังภาษาที่อาตมาพูด อาจจะอุงๆอังๆโอๆ ก็แล้วแต่นะ แหม พูดอย่างนี้มันไม่น่าฟังเลย ก็จริง อาตมาก็จำเป็นที่ต้องพูดผ่านบ้างนะ ก็ขออภัย สำหรับผู้ใดที่ฟังๆแล้ว มันรกหูหน่อยนะ สิ่งเหล่านี้ ทฤษฎีเหล่านี้ของพระพุทธเจ้า เราเอามาฝึกฝนศึกษาแล้ว ล้าง รู้จักกิเลสจริง รู้เท่าทันอาการ ลิงคะ นิมิต รู้จักความแตกต่างของความโลภ อาการโลภนี่มันต่างกับอาการโกรธ อาการโลภจัดๆ กับอาการโลภน้อยๆ หรือว่าโลภไม่เท่ากัน ครั้งนี้โลภจัด ครั้งนี้โลภน้อยลง มันมีลักษณะแตกต่างกัน ความแตกต่างนั้นเราเรียกว่าลิงคะ หรือเพศ มันต่างกัน มีเครื่องหมาย มีนิมิตหมาย มีลักษณะหมายให้เราจับได้ อาการพวกนี้อ่านออก มาเรียนรู้ธรรมจริงๆ แล้วจะอ่านกิเลสออก แล้วมีวิธีฆ่ากิเลส ลดกิเลสให้ตายได้จริงๆ กิเลสตายเท่าไหร่ คือผีโลภ โกรธ หลงนี่ตายลงไปเท่าไหร่ เทวดาก็เกิดจริงเท่านั้น คุณจะมีตาทิพย์ เห็นผี เห็นเทวดาตรงนี้แหละ นี่คือเรื่องจริง ถ้าปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่รู้จักผี ไม่รู้จักเทวดา ไม่รู้จักนรกสวรรค์ที่แท้ ปฏิบัติธรรมสูญเปล่าทั้งสิ้น เราต้องการจะเปิดเผยสัจธรรมพวกนี้อยู่ ไม่เอาตังค์หรอก สอนฟรีๆ เรื่องพวกนี้แนะนำฟรี แต่ไม่ไปเอา ชอบแต่จะไปเสียตังค์ให้ผีเขาหลอกเอาน่ะ เดี๋ยวจะบอกผีอันไหนหลอกเก่ง เดี๋ยวจะบอกนา เอ้า สรุปเทวดาเสียก่อน เมื่ออุบัติเทพ เมื่อเราฆ่าสมมุติเทพ ได้ฆ่านะ ฟังให้ดีนะ ฆ่าเทวดาหลอกให้ได้ เทวดาหลอกนั้น คือสิ่งที่บำบัดผีเท่านั้นเอง อยากขึ้นมาเมื่อไหร่ โลภ โกรธ อยากจะต้องการรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยากได้เงิน อยากได้ทอง ได้มาสมใจ แปลงเป็นเทวดาดีใจขึ้นสวรรค์หอฮ่อ พออยากได้ใหม่อีก เป็นผีอีก ได้มาสมใจ ขึ้นสวรรค์ใหม่ หมุนอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จักพอ ผู้ใดลดความอยาก ฆ่าความอยากที่มาบำเรอตนนี้ได้จริง กิเลสนั้นตายจริงๆ ความอยากก็หายไป อยากในโลภ ในโกรธ ก็ตาม สมใจในโกรธ สมใจในโลภ ก็ตาม จับตัวมันให้มั่น อย่าหลงผิด โมหะนี่คือความหลงผิด อย่าไปหลงผิด จับให้มั่น ให้ถูกเนื้อถูกตัวของอาการ ของนิมิตแห่งจิตเจตสิก สิ่งที่ถูกรู้นี่แหละนามธรรม นี่แหละเรียกว่ารูป เป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยญาณปัญญาของเรา เมื่อจับได้แล้วมีวิธีฆ่าได้จริงๆ แล้วจึงจะเกิดอุบัติเทพ เป็นเทวดาเกิดจริง จนกระทั่งกิเลสนี่มันหมด ในเรื่องไหนก็แล้วแต่ เช่น สมมุติว่า คุณติดบุหรี่ คุณติดเหล้า คุณติดแล้ว มันก็เป็นกิเลสอยู่ยังงั้นนะ เรามาจับเรื่องแต่ละเรื่อง เราจะเลิกบุหรี่ เราจะเลิกเหล้า ผู้หญิงจะเลิกทาลิปสติก จะเลิกผัดหน้าผัดตา จะไม่ทาหน้าทาตาแล้ว ทั้งที่หน้านี่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มีรูขนให้ระบาย เสร็จแล้วก็ไปเอาอะไรมาอุดเอาไว้ ชั้นเดียวไม่พอ อุดเข้าไป ถูกเขาหลอก 7 ชั้นแน่ะ ทาเข้าไปถึง 7 ชั้น บางคนหน้าเป็นหน้ากากเลย เสร็จแล้วสุขภาพก็เสื่อม และมีธาตุเคมีอีกด้วย เอาละ อาตมาไม่วิเคราะห์มากนะ ไม่มีเวลามาก เรามาลองดู มาลองเลิกสิ่งเหล่านี้ เมื่อคุณมาลองเลิก แล้วคุณจะรู้เลยว่า เมื่อเราติด เราจะโหยหา เราจะอยากได้เงิน อยากได้แก้แค้น อยากมันมีความอาฆาต พยาบาท บางคนนี่อยากแก้แค้น มาหัดเลิก หัดละ หัดอภัย อยากกินของอร่อย อยากได้ตามสิ่งที่มันสมใจทางตา ได้เห็นสีสวย ได้ยินเสียงไพเราะ เขาจะหลอก เขาจะมอมเมาจะเมา เสียงไพเราะยังไงก็แล้วแต่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เรียกว่า กามคุณ 5 นี่ เราก็จะมาเรียนรู้ แล้วมาลดจริงๆ แต่ละอย่างๆนี่ คุณมาเรียนจริงๆเลย คุณจะจับอาการ นิมิต เหล่านั้นได้ อุเทศ คำกล่าวถึง ที่อาตมายกเอาขึ้นมาแสดงนี่คืออุเทศ กำลังแสดงเทศนา เพื่อให้คุณเกิดการรู้ อุเทศ คือหัวข้อที่ยกขึ้นแสดง ก็แสดงให้ฟังอยู่นี่ เดี๋ยวนี้ก็ขยายความอยู่นี่ เรียกว่าอุเทศ เมื่อคุณรู้แล้ว คุณก็ไปศึกษาให้เห็นจริง ให้รู้อาการ ให้รู้นิมิตของมัน มันแตกต่างกันยังไง จับให้มั่น คั้นให้ตาย แล้วมีวิธีฆ่า ก็พยายามฝึกหัด อบรมฝึกฝนให้มัน ฆ่าให้มันตาย ตายจริงนะ เมื่อตายหมดไม่ว่ากิเลสชนิดไหน เมื่อถอนอนุสัยอาสวะ ถอนตายสิ้นแล้ว สมมุติว่า กิเลสแค่สูบบุหรี่ คุณเรียนรู้จนกระทั่งล้างเลิกบุหรี่ได้จริง สะอาด จิตใจเฉย ไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นบุหรี่ก็เฉย ไม่มีมานะด้วย อันนี้มันสูงแล้ว ไม่มีจิตลบหลู่ ดูถูกคนอื่น เห็นเขาสูบ เออ เขาก็สูบ ก็สงสารเขาแหละนะ แต่ว่าต้องการจะช่วยเขา ถ้าช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง ช่วยได้ก็บอกกัน แนะนำกัน บอกเขาหยุดเถอะ นรกอย่างนั้น อย่าไปเที่ยวเลย สวรรค์หลอกอย่างนั้น เลิกเถอะ ถ้าบอกเขาได้ แนะนำเขาได้ เขาเลิกได้ตามก็ดีไป เลิกไม่ได้ ก็แล้วไป เราก็ช่วยกันไปยังงี้ จิตที่สะอาดจากกิเลสอย่างนั้น เราเรียกว่าวิสุทธิเทพ บอกแล้วเทวดา 3 ชนิด สมมุติเทพเป็นสวรรค์ลวง เป็นเทวดาหลอกเทวดาลวง ฆ่าความเป็นเทวดายังงี้ได้ เกิดจริงเรียกว่าอุบัติเทพ เริ่มอุบัติเรื่อยๆ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกโยนิ เกิดเป็นเทวดาจริงขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งสะอาดไปเรื่อยๆ สะอาดๆจนกระทั่งบริสุทธิ์ กิเลสตายสิ้นเกลี้ยง เรียกจุดสุดท้ายนี้ว่า วิมุติหลุดพ้นหรือตัวดับสนิท นิโรธ นิพพาน ตัวดับสนิทนี่แหละ นิโรธ ดับสนิทกิเลส แม้เรื่องเดียวก็นิพพานในเรื่องเดียว อาตมายกว่าเราไปติดบุหรี่ก็นิพพานเรื่องบุหรี่ คุณพยายามไปเรียนรู้เถอะ แล้วคุณจะรู้อาการ อ๋อ อาการที่เราไม่สุขไม่ทุกข์ อาการที่เราเฉยๆ จิตว่างๆ จากกิเลส อยากก็ไม่มี ไม่อยากก็เฉยๆ ธรรมดาสามัญ อย่างคนที่ไม่ติดบุหรี่นี่ จิตว่างๆ จิตธรรมดา นี่แสดงว่าคุณมีนิโรธตัวนี้ในบุหรี่ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงก็สูบบุหรี่เยอะ เพราะเรื่องราวมันเยอะ ทุกข์ร้อนมันเยอะ นึกว่าดับว่าเป็นการแก้ไขนี่ให้มันเบาๆทุกข์ เพลาๆทุกข์ไปยังงั้นแหละ เอายาเสพติดมาบำบัดไป เอ้า เทวดาอาตมาก็ไขแล้ว ผีนรกก็เปิดเผยไปบ้าง ที่จริงผีนี่มีมากมายนะ บรรยายไม่หมดง่ายๆ รู้จักผี ฆ่าผีตายก็เป็นเทวดา เพราะฉะนั้นผีกับเทวดาจะอยู่คู่กัน ตราบใดที่ยังเป็นผี เป็นกิเลสอยู่ ล้างกิเลสออก ก็เป็นเทวดาแท้ จนกระทั่งกิเลสหมด เป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นมันจะมีมากหลากหลาย มีผีอยู่เท่าไหร่ ก็มีเทวดาขึ้นไปได้เท่านั้น มีผีอยู่เท่าไหร่มีเทวดาได้เท่านั้น คุณต้องเรียนรู้ที่ตัวเรา นี่เป็นผี เป็นเทวดา หรือว่าเป็นนรก เป็นสวรรค์ที่แท้ ทุกวันนี้ เราไปกลัวนี่ อาตมาไม่ได้ดูด้วยเลย สุสานคนเป็น เขาว่าฮิตกันนักหนา และเป็นรายการผีๆด้วย อาตมาไม่รู้ว่าผีหลอก ผีดีอะไรแค่ไหน อาตมาไม่ได้ดูเลย พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย มันจะต้องหามาดูบ้างเหมือนกันนะ เผื่อจะได้เอามาบรรยายให้พวกเราบ้างว่ามันหลอกกันมุมไหนบ้าง และมันจะมีส่วนที่จะหยิบมาเป็นอุทาหรณ์ ประกอบในการที่จะสอน จะชี้ได้บ้าง แค่ไหน ยังไม่รู้นะ ยังไม่มีโอกาสได้ดูจริงๆ สุสานคนเป็น ว่าฮิต ก็จบไปแล้ว ไว้ดูอีกทีหนึ่ง จะหาทาง หาโอกาสดู แล้วก็จะได้เอามาสอน อาตมาไม่ได้อยากดูเพราะว่าอาตมาติดหรอก คนเขาหาว่าอาตมาเป็นสมณะ ขออภัยนะ เขาไม่ให้เรียกตัวเองว่าพระ ถูกบังคับ เกิดมาในโลกนี้สังคมนี้ ถูกบังคับ ท่านประจักษ์ ท่านก็ถูกบังคับชนิดหนึ่ง อาตมาก็ถูกบังคับชนิดหนึ่ง เหตุการณ์เกิด พ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน