340804 ตอบให้ถึงเส้นทางสายใหม่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340804 ตอบให้ถึงเส้นทางสายใหม่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ตอบให้ถึงเส้นทางสายใหม่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
พยายาม ที่อาตมาตอบนี่ พยายามที่จะให้พวกเราเข้าใจในเส้นทางใหม่ของพระพุทธเจ้า เส้นทางโลกใหม่ เป็นโลกใหม่ จริงๆนะ คำว่าโลกนี้ โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก ภาษาบาลีนี่ ปโรโลโกเขาแปลว่าโลกใหม่ หรือโลกอื่น โลกหน้า หรือว่าสัมปรายิกภูมิ หรือ สัมปรายิกภพนี่คือภพใหม่ มันเป็นโลกใหม่ ตั้งแต่มันเป็นๆนี่ ควรจะรู้ อยู่ในโลกเดิมๆ โลกเก่านั่น ใครๆก็เคยเป็นมา โลกแห่งปุถุชน โลกมนุษย์สามัญธรรมดาใครๆก็รู้ทั้งนั้นแหละ เสพโลกียสุข หมุนเวียนเป็นสังสาร วัฏ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หมุนเวียนชาติแล้วชาติเล่าอยู่อย่างนั้นน่ะ คนยังไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ อาตมาก็ขอยืนยัน ตรัสแล้ว อาตมาก็เห็นจริง เชื่อจริงด้วย แล้วก็เอาคำยืนยันของพระพุทธเจ้ามาอ้างด้วย มายกให้พวกคุณฟังด้วย พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนเราเกิดมานี่ แต่ละคนๆ นี่ ถ้าเอากระดูกของคุณชาตินี้ ตายแล้วก็จะได้กองเท่านี้นี่แหละนะ เหลือแต่กระดูกอันอื่น มันก็จะไม่อยู่แล้วเนื้อหนัง นี่มันจะเน่าไปหมด กระดูกนี่เหลือคงทนหน่อย กระดูกก็จะมากองไว้ ชาติหน้าไปเกิดเป็นคนอีก ก็เอามาอีก ได้กระดูกมาอีก ชาติไหนก็แล้วแต่เกิดไป บางชาติได้ไปเกิดเป็นช้าง ได้กระดูกมากหน่อย บางชาติไปเกิดเป็นหมา ก็กระดูกน้อยหน่อย เอามากองรวม แต่ละชาติๆ เอามากองรวมแต่ละคนๆ นี่ จะมีกระดูกกองเท่า ภูเขาเวปุลบรรพต ท่านตรัสไว้ ใช้ ภาษาเรียก ภูเขาเวปุลบรรพต มันไม่มีหรอกในปางนี้ ในขณะนี้ในโลกนี้ มันไม่เคยเห็น เพราะว่าโลกนี้มันก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนภูเขา เปลี่ยนแม่น้ำ ทะเลก็เปลี่ยน ภูเขาก็เปลี่ยนไป ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เพราะโลกน
อ่านต่อ
ี้มันไม่ได้อยู่กะที่นะคุณ แม้โลกใบนี้ มันไม่ได้หมายความว่า มันอยู่เที่ยง อยู่กะที่นะ มันเปลี่ยน ทะเล ภูเขา แม่น้ำ มันเปลี่ยนไปตั้งเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น ภูเขาเวปุลบรรพต มันเป็นภูเขาตั้งแต่สมัยโบราณยุคไหนก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าเอามาตรัส เป็นภูเขาที่ใหญ่ก็แล้วกัน หมายความว่า ถ้าภูเขาหิมาลัย ถือว่าใหญ่ ภูเขาเวปุลบรรพต นี่ก็ใหญ่ที่สุด ที่จะยกอ้างขึ้นมา ให้คนเข้าใจว่า จะมีกองกระดูกเท่ากับภูเขาใหญ่ๆ นี่แหละ แต่ละชาติ และอีกอันที่ท่านตรัสเอาไว้ก็คือว่า แต่ละคนๆเกิดมานี่ ถ้าเก็บน้ำตาแห่งความทุกข์ของแต่ละคนๆนี่ ชาตินี้คุณร้องไห้ เก็บน้ำตาของคุณมีเท่าไหร่เอามาเก็บไว้ น้ำตาของแต่ละคน นี่จะประมาณกว่าสี่มหาสมุทร ท่านบอกว่าสี่เลยนะ อาตมาก็บอกว่า โอ้โฮ ท่านประมาณคำนวณยังไงหนอ มากกว่าสี่มหาสมุทร น้ำตาของแต่ละคน แต่ละชาติ ถ้าเก็บไว้ ไม่ได้เกิดชาติเดียวหรอก พูดจริงๆ ลึกๆนะ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ คุณคิดว่าอาตมาพูดยกย่องตนเอง หลงใหลอะไร ก็ตามใจเถอะ พวกคุณได้มาฟังธรรมะที่อาตมาพูดอยู่นี่ เป็นธรรมะโลกุตระ เป็นธรรมะอีกโลกหนึ่ง คนอีกอย่างหนึ่ง มีความรู้สึก มีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกที่เห็นจริงๆนะ เห็นว่าเป็นการเสียสละ นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ แล้วเราก็เต็มใจยินดีได้เสียสละ ถ้ามันยังมีกิเลสอยู่ ที่ภาคภูมิตนเองนี่ก็ยังเป็นกิเลสอยู่นะ เราหลงภาคภูมิตัวเอง แหม ฟูใจ ในภาษาท่านพุทธทาสท่านว่า ฟูใจ จิตใจมันพองโต ฟองฟูใจนี่ก็ยังเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง จริงๆแล้ว แม้เราทำดี เราก็ไม่ฟูใจ เราทำอะไรไม่ได้สมใจ เราก็ไม่เหี่ยวใจ ไม่แฟบใจ ไม่น้อยใจ ไม่ท้อแท้อะไร คนเรานี่ ถ้าแข็งแรงนี่จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องศึกษา จนกระทั่งเรามีบุญบารมีได้มาฟัง คนได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ท่านตรัสเอาไว้เหมือนกัน คนได้ฟังธรรมะของพระพุทธ เจ้านี่ ถือว่าเป็นคนมีบุญขนาดหนึ่งเหมือนกัน ธรรมดาไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังหรอก แต่ได้ฟัง แต่ค่าความดีงาม หรือว่าคุณค่าของความรู้ในระดับหนึ่งๆเท่านั้น เรียนรู้จากปุถุชน ได้ความรู้ ได้ศึกษา ได้เป็นดอกเตอร์ อาจจะเป็นดอกเตอร์เยอะแยะ แต่ไม่ได้ฟังธรรมะ ที่จะเลิกโลกธรรม มาเป็นผู้เสียสละที่แท้จริง มาเป็นผู้เกิดความคิดความเห็นแล้ว จนกระทั่งเชื่อมั่น อาตมาบอกแล้วว่า แบ่งความเชื่อไว้ 3 ระดับ 1.เชื่อถือ 2.เชื่อฟัง นี่ลงมือปฏิบัติแล้วนะ คนถึงขั้นเชื่อฟังนี่ ปฏิบติทำตามแล้ว ฝึกฝนตามแล้ว จนกระทั่งเห็นผลจริง เห็นความสมบูรณ์ เห็นความสำเร็จแล้วก็จะเชื่อ เชื่อความสำเร็จที่เราได้ มันจะเชื่อมั่น อาตมาเรียกมันว่าเชื่อมั่น ภาษาบาลีเรียกว่าศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ คือศรัทธาผล เป็นความเชื่อที่เกิดจริงในตน ในบุคคลแต่ละคน อย่างอาตมานี่มีของจริง อาตมาเอามาพูดกับคุณนี่ ไม่ได้ไปอ่านตำรา ไม่ได้ไปนั่งท่อง ไม่ได้ไปนั่งจำ ไม่ได้ไปนั่งขบคิดตาม เรียนรู้ตามภาษากับเขาอะไรมากมายหรอก อาตมาเป็นคนเรียนน้อย ศึกษาน้อยชาตินี้ แต่อาตมามีของเดิมของอาตมาเยอะ ที่เอามาพูดนี่เป็นของจริง ที่อาตมามีของเดิมมาพูดเยอะ แม้สมัยนี้จะใช้ภาษาอะไรมาเรียก อะไรต่างๆนานา ภาษาธรรมะก็ตาม จะมาพูดในเชิงของภาษาบาลี หรือภาษาไทยที่พูดอยู่นี่ ก็เป็นของจริงที่อาตมาเอามาแปลเป็นภาษาที่เราใช้พูดกันนี่ อาตมารู้ภาษาไทยมาก ก็พูดออกมา แปลจากความจริงนี่ แปลจากสภาวะนี่ มาเป็นภาษาให้เราฟัง ถ้าอาตมารู้ภาษาอังกฤษ อาตมาก็จะแปลเป็นภาษาอังกฤษให้คุณฟัง ถ้าอาตมารู้ภาษาจีน อาตมาก็จะแปลเป็นภาษาจีนออกมาให้คุณฟัง แต่แปลมาจากของจริง ภาษานี่ไปเป็นสิ่งสื่อเท่านั้นเอง ซึ่งอาตมามีของจริงนี่ต่างหาก ส่วนภาษาที่สื่อนี่อาตมาใช้ภาษาที่รู้ ภาษาที่มันใช้แทนได้ เอามาบรรยายให้ฟังเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนเราถ้าเผื่อว่ามีของจริงแล้ว มันจะเชื่อของจริงที่เรามี อาตมาพูด อาตมาถึงยืนยันว่า อาตมาไม่ได้เป็นนักพูด อาตมาไม่ได้เป็นนักเล่า อาตมาไม่เป็นนักตรรกศาสตร์ เป็นนักขบคิด เป็นนักเหตุนักผล เป็นนักเรียนนักศึกษา ไม่ได้เป็น อาตมาเป็นนักพูดความจริงตามของจริงที่เรามี เราเป็น ให้กันฟัง พูดสื่อให้คุณฟัง นี่อาตมาเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นบางอย่างบางสิ่งมันไม่ตรงกับเขาหรอก มันไม่ค่อยเหมือนเขาหรอก แต่อาตมาจริงใจ อาตมาพูดออกมาจริงๆ ให้ได้รับรู้กัน ผู้ใดเห็นด้วย เชื่อถือ ก็เอาไปทำ เอาไปพิสูจน์ได้ก็มี นี่แหละ อาตมาเอามาให้พิสูจน์และก็ได้กันมาเรื่อยๆ ยังงี้ทิ้ง เรียนหนังสืออยู่ฝรั่งเศส เรียนหมออยู่ฝรั่งเศสปี 4 หมอปี 4 ฝรั่งเศส ซื่อตั๋วเครื่องบินมาเที่ยว มาพักซัมเมอร์ มาเมืองไทย แล้วก็แอ็ค นี่ เขาเป็นยอดนักแอ็ค เขาเป็นนักแอ็ค ชอบแอ็คอาร์ท แต่งตัว ทำเด่น ทำโก้ เขามีนิสัยยังงั้นนะแต่ก่อนนี้ เขาก็มาเมืองไทย เขาอยากจะหาความสงบ คงจะเบื่อโลกเต็มทีแล้ว ไอ้แอ็คเป็นดารา แฟช่งแฟชั่นอะไร อย่างอยู่ที่ฝรั่งเศส มันยิ่งแฟชั่นเยอะ เสร็จแล้วมาเมืองไทยแล้ว ก็ไม่รู้จะคิดอยากจะสงบจริง หรือไม่อยากสงบจริงๆ หรือจะแอ็คให้มันดังก็ไม่รู้นะ อาตมาก็ว่าไปต่อหน้า ก็ไปบวชเป็นชีที่วัดอโศการาม ตั๋วเครื่องบินนี้ซื้อไปกลับนะ เพราะว่าเรียนอยู่จะต้องกลับ ตั๋วเครื่อง บินนี่ซื้อไปกลับ มาจากฝรั่งเศส แล้วจะต้องกลับฝรั่งเศสไปเรียนต่อ มาแอ็คบวชอยู่ที่วัดอโศการาม อาตมาก็บวชอยู่ที่นั่น แล้วเขาก็มาบวชอยู่ที่นี่ ไปๆมาๆโคจรมาเจอกับอาตมาเข้า อาตมาก็เทศน์ให้ฟัง เทศน์ไปเทศน์มา เชื่ออาตมาแฮะ ก็เลยไม่กลับแล้ว ฉีกตั๋วเครื่องบินทิ้งเลย พ่อแม่ก็มาหาอาตมา บอกทำไมมาเอาลูกฉันไว้ ลูกของคุณๆ ก็เอาไปซิ อาตมาไม่ได้เอาไว้นะ คุณจะเอาไว้ก็เอาไป เขาอยากอยู่ก็เรื่องของเขาเอง เขาเห็นอันนี้ดี เขาก็เอาของเขาเอง อาตมาก็ไม่ได้บังคับใครนา พ่อแม่ของเขาก็มาต่อว่าอาตมา ต่อว่าหนักเข้า พ่อ พี่สาวท่านสมณะลักขโณ นั่งอยู่ไหนล่ะ นั่นแหละหนักเลย มาต่อว่าอาตมาฉอดๆ พี่สาวเขาจะเอาอาตมาตาย อาตมาบอกว่าอาตมาไม่ได้ไปล้างสมอง ไม่ได้ทำอะไร ลูกคุณเป็นเอง ลูกคุณเห็นเอง ลูกคุณจะเอาเอง ลูกคุณ น้องคุณ จะเอาของคุณไป อาตมาบังคับได้ที่ไหน อาตมาไม่ได้บังคับนะ นี่ก็เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ต่อว่าจัดจ้าน แม่เขาก็ไม่ได้ต่อว่าจัดจ้านขนาดนั้นหรอก อาตมาก็บอก อาตมาเพียงแต่แนะนำสิ่งที่ดี ใครเห็นด้วยก็เอา ใครไม่เห็นด้วยก็อย่าเอา สิ่งนี้มันบังคับกันไม่ได้หรอก แต่นี่เขาสมัครใจ สุดท้ายไม่ไปเรียนต่อแล้ว ฉีกตั๋วเครื่องบินทิ้ง เลิก ก็อยู่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ เกือบ 20 ปีแล้วอยู่นี่ ตั้งแต่เป็นสาวๆ เอ๊าะๆ อยู่จนกระทั่งบัดนี้ ขณะนี้ก็ 40 กว่าแล้ว ไอ้ยังงี้ก็ อ้าว นี่ตามพี่ชายมา พี่ชายบวชเป็นพระ ตามพี่ชายมา ตั้งแต่บัด โน้นถึงบัดนี้ก็อยู่กันมา สิกขมาตุบุญแท้แต่ก่อนชื่อบุญเทียม อาตมาบอกว่าของเทียมๆ ไม่เอาหรอก เอาของแท้ๆ ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เป็นสิกขมาตุบุญแท้นะ จะมาเทียมๆ ที่นี่ไม่เอา เอาของแท้ นั่นสิกขมาตุเยาวลักษณ์นั่นน่ะ โอ๋ มีสามงสามีอย่างดีนะ เอาไปเอามาทิ้งสามีนะ และเขาก็ทิ้งอย่างดี อย่างที่เคยเล่าให้ฟังน่ะ จนกระทั่งสามียอมยกให้ แหมวันที่เขายกให้อาตมานี่ แหม เป็นประสบการณ์ที่ต้องฟังเขาเล่า เขาซาบซึ้งกันดี เขาสามีผัวเมียกันเอง เขาซาบซึ้งกันดี ต้องฟังเขา ฟังอาตมาไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก อาตมาไม่แท้หรอก ต้องฟังของเขาแท้ จนกระทั่งขอสามีก็ยกให้อีก ยกให้อาตมาเลย ยกก็ยกซิ เขาก็ให้มา แหม ทำน้ำตาร่วงน้ำตาหล่นนะ เดี๋ยวนี้ก็ไปมีเมียใหม่แล้วสามีเขาน่ะ ทำเป็นน้ำตาร่งน้ำตาร่วง ก็ยังงี้ทั้งนั้นน่ะ ก็อยู่ๆกันไปๆมาๆ ก็จนกระทั่งมาอยู่ที่นี่ ก็ทิ้งมา เลิกทางเก่ามาอยู่ทางใหม่นี้ และมาอยู่กันจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็แก่งั่กไปตามๆกันแล้ว มากันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 เลย อย่างสิกขมาตุต้นข้าว นี่สิกขมาตุเยาวลักษณ์ สิกขมาตุตลับ สิกขมาตุต้นข้าว สิกขมาตุพิกุลแก้ว มาตั้งแต่ยังไม่ 20 ทั้ง 2 คน ใช่ไหม มาตั้งแต่อายุยังไม่ 20 เดี๋ยวนี้เท่าไหร่แล้ว เดี๋ยวนี้อายุ 29 นั่นน่ะ 32 แล้วนะ ก็อยู่กันไปยังงี้ และมันเห็นจริงนะ อยู่ยังงี้ แต่ก่อนผอมตัวนิดเดียว เดี๋ยวนี้หน้าเท่ากระด้งแล้ว ขนาดกินมื้อเดียวนี่นะ ให้กินหลายมื้อไม่ใช่กระด้งแล้ว หน้าบานเป็นสนามหลวงเลย นี่ขนาดกินมื้อเดียวนะ หน้าบานเป็นกระด้งขนาดนี้ แต่ก่อนตัวผอมบางนิดเดียว แต่ละคนๆนะ นี่แหละคือทางใหม่ สิ่งที่อาตมายืนยันนี่ของพระพุทธเจ้าสอนมานะ อาตมาแน่ใจว่า อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา และเอามาให้พิสูจน์ ไม่หลอกลวง ที่นี่ไม่ต้องการ ถ้าหลอกลวงเราจะได้คนฉลาดหรือคนโง่มา คุณต้องการบริวารโง่ๆหรือ ไม่มีใครต้องการบริวารโง่ๆหรอก อาตมาคนหนึ่งล่ะ อาตมาไม่ต้องการบริวารโง่ๆ ถ้าเราหลอกเขา เราก็จะได้คนโง่มา คนฉลาดจะถูกหลอกได้ยังไง เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาความจริง นี่เอาความจริงนี่มันยากนะ ความจริงนี่ให้มันพิสูจน์ เพราะงั้นเอาความจริงนี่มาพิสูจน์ เผยความจริงเข้าไป ใครตามความจริงได้ ใครเห็นความจริงได้ ผู้นั้นฉลาด ผู้นั้นมา อาตมาต้องการคัด ไม่ใช่ไม่ต้องการหรอก ต้องการคัดคน ไม่ต้องการหลอกคน เพราะฉะนั้นอาตมาทำความจริง ยากก็ต้องยาก คนที่รู้เรื่องยาก จะรู้เรื่องความลึกซึ้งได้ เขาต้องมีปัญญา เขาต้องเป็นคนฉลาด คนที่มันไม่รู้ ไม่ได้ ก็ปล่อยไปซิ นอกจากรู้ไม่ได้แล้ว มาด่าเราอีก ก็ไปทำยังไงเขาได้ ว่าเขาไม่ได้ด้วย และเขาเข้าใจผิดด้วย เขาก็ด่า นอก จากด่าแล้ว ยังปราบปรามเราด้วย เอ้า ปราบปรามก็ปราบปราม เราก็พยายามอย่าให้เขาปราบได้ นี่ก็พยายามอยู่ ไม่ให้เขาปราบ พยายาม แต่ไม่ใช่ไปทะเลาะเบาะแว้ง ไปตีรันฟันแทง ก็ไม่เอา มีเรื่องหยาบคายรุนแรง เราก็ไม่เอา เอาละ ก็ เป็นเรื่องทางใหม่ที่อาตมาเน้นชี้ยืนยันกับพวกคุณอย่างนี้ เป็นทิศทางอย่างนี้ ซึ่งก็ คงได้ฟังใหม่ๆแปลกๆไปแล้วว่าทางนี้ไม่เหมือนปุถุชน ไม่เหมือนโลกียะอยู่จริงๆ ทีนี้ตอบปัญหานี่ ก็คงจะได้อธิบายรายละเอียดอะไรประกอบไปในนี้ เอ้า อันนี้ 6 ข้อ เมื่อเช้านี้ 5 ข้อ 6 ข้อนี่ลายมือคนเดียวหมดเลย ลายมือเดียวกัน ถาม : 1. วิธีปฏิบัติฝึกให้จิตใจเข้มแข็ง ทำอย่างไร ตอบ : ตอบแล้ว ซ้ำกับปัญหาเมื่อเช้านี้ ทำให้จิตใจเข้มแข็ง กล้าหาญ ไม่กลัว หายกลัวเป็นอย่างไรแล้ว ถาม : 2. วิธีปฏิบัติให้มีสมาธิ ระลึกรู้ทุกขณะ ตอบ : วิธีปฏิบัติ ให้มีสมาธิระลึกรู้ทุกขณะนี่ ก็ต้องฝึกฝนจริงๆ เราจะรู้สึกตัว มีสติรู้ตัวนี่นะ สตินี่ มันมีหลายระดับ สติธรรมดานี่ ก็คนอย่างหนึ่ง ธรรมดาสามัญนี่ก็คนอย่างหนึ่ง มีสติเป็นคนสามัญ เป็นปุถุชนมีสติยังงี้ สัมปชัญญะ รัก โลภ โกรธ หลงอยู่ เป็นแบบธรรมดานี่แหละ เสร็จแล้วเราก็ทำตามที่ใจเรารัก เราโลภ เราโกรธ เราหลงนะ ถือว่าเป็นสติธรรมดา เป็นคนธรรมดา อันนี้ก็ทำให้สมใจรัก โกรธก็อยากจะแก้แค้นบ้าง หรือไม่อยากจะแก้แค้น จะอภัยบ้าง ก็ต้องแล้วแต่ความสำนึก แล้วแต่ละบุคคล ก็เป็นสติธรรมดาคนโลกๆ ส่วนสติของศาสนาพุทธนั้น เราเรียกว่าสติสัมโพชฌงค์ หรือสติปัฏฐาน 4 สตินี้จะต้องเป็นสติที่ประกอบไปด้วยความรู้ เรารู้ตัว และเรารู้ด้วยว่าอะไรดี อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป อะไรเป็นทิศทางเดินมาทางโลกุตระ อะไรเป็นทิศทางเดินที่ไม่เป็นอาริยะ จะรู้ทางเดินจริงๆ เป็นสติที่จะต้องรู้ เป็นองค์ของการตรัสรู้ โพชฌงค์นี่แปลว่า เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ มีสติรู้ตัว แล้วก็มีสติสังวรตน มีสัมมัปปธาน 4 มีการรู้ตัว แล้วก็สังวรตน อยากปฏิบัติให้ละกิเลส ให้ละทุจริต ให้ละอกุศล เป็นการพยายามอยู่ สติอย่างนี้เรียกว่าสติสัมโพชฌงค์หรือสติอาริยะ ซึ่งต่างกับสติคนธรรมดาๆ อยากกินก็หามากิน อยากโลภก็หามาให้สมโลภ อยากได้ จะไปเบียดเบียนเขาบ้าง ก็ไม่มีความรู้นะ จะเบียดเบียนเขา จะไปสร้างบาปสร้างเวรให้ตัวเอง ก็ไม่รู้ เรียกว่าสติคนธรรมดา ส่วนสติอีกอันหนึ่งนั้น เป็นสติคนในภพ เป็นสติอีกอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าคนเสียสติ หรือคนที่อยู่ในภพของเขา เราเรียกว่า คนบ้า คนบ้านี่เขาก็มีสติอย่างของเขา เขาก็รู้ตัวอย่างของเขา เขาก็อยู่ในภพของเขา เขาจะเห็นอะไรสำคัญ ก็สำคัญของเขา ไม่สอดคล้องกับคนสามัญ ไม่สอดคล้องกับคนธรรมดาปกติ เขาก็ของเขายังงั้นแหละ เขาก็เห็นของเขา จริงของเขา เราจึงเรียกว่าพวกเสียสติ หรือพวกสติเฟื่อง เห็นไม่เหมือนกันหรอก และไม่เข้าร่องเข้ารอย เห็นไม่เหมือนกัน เห็นพวกอาริยะเป็นพวกสติเฟื่อง หรือสติเสีย นั่นก็เป็นพวกมีสติอีกอย่างหนึ่ง เป็นพวกที่ระลึกรู้อย่างหนึ่งของเขานะ เพราะฉะนั้นเราจะมาฝึกตนอย่างที่ว่านี่ ต้องมีสติ แล้วให้ระลึกรู้ให้สูงขึ้นมา เรียนรู้จริงๆ สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิธรรมดา ธรรมดาก็มีการรู้สึกตัว คนอื่นเขาก็สอน สติรู้สึกตัวธรรมดา อะไรดี อะไรชั่ว ก็แค่อะไรดีอะไรชั่วแบบสามัญ ดีแบบสามัญ ได้เงินมามากๆ ดี ได้ยศสูงๆ เร็วๆดี เป็นความเจริญของชีวิต นั่นมันสามัญปุถุชน แต่ของพระพุทธเจ้านี้บอกจะไปแย่งไปชิงอะไร ไปเอาเปรียบเอารัด เอาลาภ เอายศมา มันไม่ใช่ความดี ที่จริงแล้ว เราเสียสละด้วยซ้ำไป หรือไม่เสียสละยศ เรารู้เรื่องความจริงว่า ยศนี่คือการกำหนดตำแหน่งหน้าที่ เพื่อที่จะทำงานมากกว่าเก่า คนที่ยศสูงกว่าก็จะต้องทำงานมากกว่าเก่า รับผิดชอบมากกว่าเก่า มีหน้าที่จะต้องเก่งสามารถขึ้นกว่าเก่า จึงได้รับตำแหน่งยศใช่ไหม แล้วเราไม่ได้หมายความว่า ยศคือเราจะได้เงินเดือนมากขึ้น ยศคือเราจะได้อำนาจไปใช้คน ไปเบ่งข่มคน ไปอวดอ้างเป็นหน้าเป็นตา ไม่ใช่ เรื่องยศคือการกำหนดหน้าที่ ซึ่งจะหนักกว่าเก่า ซึ่งต้องรับผิดชอบมากกว่าเก่า ทำงานหนักเพิ่ม ทำอะไรต่ออะไรดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงยินดีในยศของคนที่เขามีสติสัมปชัญญะดีๆนี่ จะยินดีในยศ เพราะจะได้ทำงานมากขึ้น จะได้เสียสละมากขึ้น จะได้เกิดคุณค่าต่อชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่เพราะจะได้เงินมาก จะได้อะไรต่ออะไรอย่างที่กล่าวแล้ว อย่างนี้เราจะต้องเรียนรู้ เรียนรู้แล้วเราก็จะมีสติสังวรตน แล้วปรับปรุงตนให้เข้าทิศทางนี้ นี่เรียกว่า สร้างสมาธิอย่างเป็นสัมมาสมาธิ ลดกิเลส สรุปง่ายๆ ทำตัวให้รู้กิเลสและลดกิเลส นั่นคือเป็นการสร้างสมาธิแบบพุทธ จะทำยังไง ต้องมาเรียนหลักของพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วว่าทางปฏิบัติอันเอกคือ มรรคองค์ 8 อาตมาไม่มีเวลาที่จะสอน จะแนะนำวันนี้ เพราะว่ามันยาวนะ มรรคองค์ 8 นี่ เรียนกันจนตาย ทฤษฎีของไอน์สไตน์ E=mc^2 เรียนกันมาจนหัวจะผุจะพัง เรียนกันเป็นดอกเตอร์ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่กว่า E=mc^2 ของไอน์สไตน์ด้วย เรียนกันทั้งชีวิต ไม่ใช่ชาติเดียวด้วย มรรคองค์ 8 นี่ เรียนกันแค่นี้ แต่คนเขาประมาท เขานึกรู้แล้วมรรคองค์ 8 มีกี่ตัวเขาไล่ถูกหมด ท่องแปลว่าอะไร สัมมาสมาธิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา แปลว่าอะไร หมายความว่าอะไร เขาแปลได้หมด สอบนักธรรมเอกได้ สอบเปรียญได้ สอบพุทธศาสนบัณฑิตได้ แต่เขาไม่ได้รู้ละเอียด เขาไม่รู้ถึงสภาวะละเอียดแล้วเอามาปฏิบัติอย่างไร จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมอย่างไร เขาไม่รู้ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ ที่จะเกื้อกูล สร้างสรรมนุษยชาติจริงๆนะ เพราะฉะนั้นจะเรียนรู้วิธีปฏิบัติให้มีสมาธิ ระลึก รู้ทุกขณะนั้น สรุปง่ายๆ ก็ต้องมาฝึกหัดเรียนรู้จริงๆนะ ถาม : 3. แปลศีล 5 อย่างละเอียด ขั้นบริสุทธิ์ ตอบ : แปลศีล 5 อย่างบริสุทธิ์ อาตมาขอสยบว่า แปลให้ฟังตอนนี้ไม่ได้ ศีลข้อ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี อาตมาเขียนแล้ว หนังสือเล่มเท่านี้ ปาณาข้อเดียวแล้วถึงขั้นบริสุทธิ์ด้วย ถึงขั้นอรหันต์ ศีลข้อหนึ่ง ข้อเดียวนี่ มีจริงนะ พิมพ์เป็นหนังสือเล่มแล้วด้วย ศีลข้อ 2 อทินนาทานา เวรมณี ก็นั่นละเป็นเล่ม กาเมสุ มิจฉาจาร ก็เป็นเล่มมีแต่ไม่ได้พิมพ์ ก็มีเป็นเล่ม จนถึงบริสุทธิ์ แต่มุสากับสุราเมฯอาตมาไม่ได้เขียน แล้วก็คิดว่าไม่เขียน เพราะว่ามันเป็นส่วนขยายเท่านั้นเอง มุสาก็เป็นวจีกรรม ส่วนกรรม 3 ปาณา อทินนา กาเมสุมิจฉาจาร รวมกรรมหมดแล้ว ถ้าเผื่อว่าเรียนรู้ ก็ต้องเรียนรู้ในทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ 3 เป็นมิจฉากัมมันตะ 3 ปาณาติปาตา อทินนาทา กาเมสุมิจฉาจารนี่ เป็นมิจฉากัมมันตะ 3 นี่ต้องเรียนรู้จริงๆนะ เพราะฉะนั้นศีลข้อเดียว อาตมาอธิบายให้ฟังได้ อย่างที่คุณกำหนดมานี่ มันอธิบายไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นถ้าอธิบายไม่ตรงตามที่คุณตั้งเงื่อนไขมาก็ขอผ่าน เพราะถ้าอธิบายไม่ละเอียดตามที่คุณขอนี่ ผิดใช่ไหม และขั้นบริสุทธิ์ด้วยก็ผิดอีก เพราะอธิบายไม่ไหวก็ต้องผ่านข้อนี้ คุณกำหนดเงื่อนไขมาผิด เพราะฉะนั้นคอม พิวเตอร์ทำงานไม่ได้ ที่นี่มีความพิสดาร มีเป็นเทป อาตมาอธิบายไว้ ไปๆอ่านดู ขออธิบายนิดหน่อยว่า ศีลนี่แหละ จะพาให้เราเป็นพระอรหันต์โดยลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะ ไม่ใช่อาตมาพูด แต่ทุกวันนี้ไม่เห็นศีลสำคัญแล้ว จะไปเป็นพระอรหันต์โดยวิธีคิดเอา เป็นแบบเซน ซาโตริ ผู้รู้แล้ว แทงทะลุแล้ว ตลก ศีลจะทำให้ผู้ปฏิบัติประพฤติเป็นกุศลนี่ ศีลนี่ ปฏิบัติศีลให้เจริญนี่ เรียกว่าเป็นกุศลนั่นแหละ มันจะพาเราไปเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนั้น ก็บอกคุณได้อย่างนี้แค่นี้ เพราะฉะนั้นการจะเรียนศีล สมาธิ ปัญญา เราก็พยายามทำกัน อย่างมาตั้งศีล อย่างอาตมาสอนศีลข้อที่ 1 อย่าฆ่าสัตว์ ใครก็สอน มันเก่าแล้ว ใครฟังก็ มันด้านแล้ว เป็นลูกด้านแล้วเฉย ปาณาติปาตา เวรมณี อย่าฆ่าสัตว์ ไม่เกิดผลอะไรเลย อาตมาก็มาใช้วิธี พวกเราหยุดกินเนื้อสัตว์ เอาวิธียังงี้มาสอน พอหยุดกินเนื้อสัตว์ ก็ค่อยๆสอนไป ให้เข้าใจสัตว์ ให้เข้าใจชีวิตสัตว์ไปอยู่เรื่อยๆ เกิดเมตตา เกิดเข้าใจ และเกิดละ เกิดรู้จักกิเลส ลดปลดปล่อยลงมาได้ เขาก็ไม่ฆ่าสัตว์เอง คนไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว เขาก็ไม่ฆ่าสัตว์ โดยปัญญาญาณ จิตรู้แจ้งแทงทะลุขึ้นมาด้วย แล้วรู้บุญรู้คุณค่าของการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนใคร ที่จริงความหมายของการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ใช่แค่ไม่เบียดเบียนสัตว์ มันหมายถึงว่าเราจะต้องมีเมตตาจริงๆ แล้วเห็นสัตว์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อย่างที่เคยท่องกัน และเป็นจริงๆ เกิดความเป็นจริงขึ้นมาในใจนะ และจะถึงขั้นบริสุทธิ์นะ เอาละ อาตมาอธิบายแค่นี้ ในข้อ3 ถาม : 4. เวลานอนแล้วตื่น คือรู้สึกตัวแล้วแต่ไม่ลุก มีวิธีแก้อย่างไร ตอบ : ต้องฝึก อาตมาเข้าใจนะ นอนแล้วพอรู้สึกตัวแล้วก็ไม่อยากลุก มันติด มันอร่อยว่ายังงั้นเถอะ อยากนอนเข้าไปอีก มันเป็นภพชนิดหนึ่ง เสพติดๆ พระ พุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า สิ่งที่เสพแล้วไม่มีวันอิ่มวันเต็มมีอยู่ 3 อย่าง 1. เมถุน การเสพเรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่ ไม่มีวันอิ่มวันเต็ม 2. ของมึนเมา เสพสิ่งที่มึนเมา ไม่มีความอิ่มความเต็ม 3. การหลับ ไม่มีความอิ่มความเต็ม ไม่มีความจบ เราต้องมาเรียนรู้ความพอดี เราจะนอนให้พอดีได้อย่างไร คนเราจะต้องพักผ่อน การนอนเป็นการพักผ่อนชนิดหนึ่ง หรือจะพักผ่อนขนาดไหนพอดีแล้วจะตื่น รู้จักตื่น รู้จักหลับ ฝึกจริงๆ อาตมาฝึกจนกระทั่งทุกวันนี้ คนงงอาตมา อาตมานอนวันหนึ่งก็บางที 7 ชั่วโมง ถึง บางที 6 ชั่วโมง บางที 5 ชั่วโมง แล้วแต่ แต่ส่วนมากเฉลี่ยแล้วอายุมากขึ้น มันต้องนอนมากขึ้น เพราะว่าร่างกายชีวิต เซลล์ประสาทมันชักจะไม่สดไม่แข็งแรงเท่าเดิม จะต้องอาศัยการพักผ่อนมากกว่าเก่าเป็นธรรมดาก็คงรู้นะ อันนี้เป็นสามัญสำนึก คนแก่นอนพักมากกว่าคนหนุ่มๆสาวๆ อาตมานอนนี่ ทุกวันนี้ฝึกฝนจนกระทั่งคนบอกว่า เอ๊ นอนอยู่ได้ยังไง เสร็จแล้วก็ลุกมาตีระฆังทุกชั่วโมงๆ นอนยังไง แต่นอนนี่นอนอิ่ม หรือไม่อิ่ม ที่จริงอาตมานอนอิ่ม ถ้าไม่อิ่มป่านนี้ผอมแห้งแรงน้อยตายไปแล้ว อาตมาไม่ได้ตีระฆังวันเดียวเมื่อไร ตีตลอดเวลา ไม่ใช่ตีตลอดเวลา ตีอยู่ทุกวัน ตีระฆังไปไหนก็ไป มีระฆังอันหนึ่ง ไปไหนก็ไป นอนแล้วถึงเวลาตีก็ตี 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม เวลาอาตมาอยู่ในที่นอน อยู่ในมุ้งแล้วรู้สึกตัวเมื่อไหร่ก็ลุกขึ้นมาตีตามระยะที่อาตมาจะต้องตี รู้ตัวว่าชั่วโมงนี้ จะต้องตี มันเกินบ้าง มันขาดบ้าง ถ้าขาดแล้ว ก็รอตีได้ ถ้าเกินแล้ว มันไม่ได้ตีแล้ว ชั่วโมงนั้นหมายความว่าพลาด อาตมาจะตีระฆังในเวลา ก่อนจะถึงชั่วโมงนั้น กับหลังเลยไปสิบนาที ก่อนถึง 10 นาที กับเลยไป 10 นาที เช่นว่า 4 ทุ่ม ก่อนจะถึง 4 ทุ่ม อีก 10 นาที อาตมาจะตีแล้ว หรือเลย 4 ทุ่มไปก็ตามถ้าเลยไป 10 นาที ตี ถ้าเลยไป 11 นาทีไม่ตี หรือยังไม่ถึง ก่อนจะถึง 4 ทุ่ม อีก 11 นาที ก่อนจะถึง 4 ทุ่ม ก็ยังไม่ตี ต้องรอให้ถึง 10 ก่อนแล้วค่อยตี หรือ 10 ขึ้นไป เหลืออีก 3 นาที 5 นาที 8 นาทีอะไรก็ตี ในช่วงนั้นจะต้องตี หมายความว่าก่อนหรือหลังแต่ละชั่วโมงตีระฆัง เพราะฉะนั้นรู้สึกตัวมาในช่วงนี้แล้วจะตีระฆังบอกเวลา มันอาจจะผิดพลาด 10 นาที ก่อน 10 หลัง10 อะไร ผิดพลาดเวลาจริงในราวนั้น เหมือนกับคนตีระฆัง พวกยามนั่นแหละตีตรงเป๊ะไม่ได้หรอก กว่าจะเดินไปถึงใบโน้น เขาก็ตีเลยไปใช่ไหมล่ะ ตีก่อนนิดหน่อย แบบเดียวกัน ส่วนอาตมานี่ อาศัยตั้ง 10 นาที ก็ตียังงั้นตลอดเวลา บางชั่วโมงไม่ได้ตีก็เพราะ อย่างที่ว่านี่ มันเลย แต่ว่าตื่นก่อนอาตมาก็จะ ชะลอไปนอนต่อ หรือว่าชะลอไปให้มันได้เขตที่ได้เวลาถึงจะตีนะ ก็ทำยังงี้ตลอดเวลา ก็ไม่เห็นมันซีดมันเซียวอะไร มันเป็นรสอร่อยอย่างหนึ่ง ต้องฝึกหัด ยาก แม้แต่ในพวกเรานี่ก็ยังยาก อาตมาฝึกเลย แต่ก่อนนี้เข้าเวรตีระฆังนะ นอนแล้วถึงเวลาเวรตีระฆัง วันนี้ต้องตีระฆังนะ พยายามตีระฆังให้ได้ๆ ทุกชั่วโมงอย่างนี้ แต่ก่อนนี้ อยู่เวร เดี๋ยวนี้อาตมาไม่อยากคุมแล้ว ใครอยากทำก็ทำฝึกเอาเอง ก็ตีมั่งไม่ตีมั่ง จะได้ยินตีรับเสียง พวกคุณได้ยินบ้างหรือเปล่า ว่าระฆัง วันแรกได้ยิน ต่อมาๆ หาย เอาละ มันไม่ใช่ง่าย ต้องฝึกจริงๆ การนอนนี่เป็นสิ่งที่เสพติด ไม่อิ่ม ไม่เต็มง่ายๆ ต้องมาฝึกปรือนะ มีวิธีแก้อย่างไร อาตมาตอบตายตัวไม่ได้ ต้องมีวิธีเยอะแยะเลย หัดนอนตะแคงขวา มันไม่อร่อยนะ นอนตะแคงขวานี่ หัดนอนเตียงน้อย ถ้าพลิกกายตกนะ เคยเห็นเตียงน้อยไหม ไม่เคยเห็นหรือๆ แล้วค่อยไปคอยหาดูนา เอาละขอผ่านในเรื่องนอน ขอผ่าน ต้องฝึกปรือจริงๆ ถาม : หลักใหญ่ๆ หรือวิธีปฏิบัติที่สำคัญ ที่กลับไปจากที่นี่แล้ว จะต่อสู้กับกิเลสต่างๆ (กลัวจะแพ้ สู้มันไม่ได้) ตอบ : แหม ดีจังเลย กลัวอย่างนี้ดีๆ หลักใหญ่ๆ ในวิธีปฏิบัติสำคัญก็คือ คุณหาหลักอะไรที่คิดว่า ตัวเองทำ จะทำให้เรารู้สึกว่า ลดละได้ หลักง่ายๆ ที่เราทำก็คือไปเลิกอบายมุข ไปเลิกสิ่งเสพติด ไปเลิกการพนัน ไปเลิกมหรสพมอมเมาอะไรต่างๆนานา ไปเลิก เช่น คุณดูหนังหรือดูละคร หรือดูเกม หรือดูรายการเกมโชว์ หรืออะไร ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร อย่าไปดูเลย เลิก เพราะฉะนั้นกำหนดรายการ โทรทัศน์ที่ไม่ควรดู รู้ว่ารายการนี้มอมเมา อย่าดู เลิก อย่างนี้เป็นต้นนะ กำหนด ให้ตัวเอง กำหนดสิ่งเสพติด สูบบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกแต่งตัว เลิกซื้อของไอ้นั่นไอ้นี่ เราชอบเราอะไร เราติดเรายึด เห็นว่ามันไม่ต้อง ไม่เป็นไร เราไม่ต้องมีอย่างนี้ เราไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ประหลาด ชีวิตนี้อยู่ได้สมบูรณ์นะ เป็นผู้หญิงไม่ต้องชอบเพชร ไม่ต้องมีเพชรให้ได้ตลอดตาย ลองดูซิ ไม่งั้น มันชอบนัก ผู้หญิงนี่เขาชอบเพชร ผู้ชายก็ช
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive