340000 การตั้งท้องโลกุตระ โดย สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข23 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340000 การตั้งท้องโลกุตระ โดย สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

การตั้งท้องโลกุตระ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

จะพูดกันวันนี้ คงมีอะไรหลายๆอย่างที่เราจะต้องค่อยๆทำความเข้าใจเข้าไปว่า ก็เพราะว่าเรากำลังเกิดกลุ่มคนนะ โดยเฉพาะปี 34 นี่เรา แหม มันงอกนั่นงอกนี่ มันเหมือนเด็กวัยรุ่นจริงๆ เด็กแตกพาน โอ๊ย ปุ่มนั่นก็จะเกิด ปุ่มนี่ก็จะเกิด มันเกิดทั้งรูป มันเกิดทั้งนาม ตามกันจนจะไม่ทัน อาตมาก็คว้าจะไม่ทัน ดิ้นไปนั่น ดิ้นไปนี่ ไอ้โน่นออกมา ไอ้นี่ก็ไม่รู้เท่าทัน ไอ้นั่นก็ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่ คล้ายๆกับว่า มันจะเกิดท่าทีเหมือนจะมีโรคมีภัย มีโน่นมีนี่ ผิดปกติอะไรขึ้นมาอย่างนั้นด้วยซ้ำ มันมีหลายๆอย่างด้วยที่เราดูๆแล้ว อาตมาก็เปรียบให้ฟังนะ ดูๆแล้วมันก็เหมือนอย่างที่ว่านี่ มันก็เป็นไปตามธรรมชาติแหละนะ ธรรมชาติอันนี้ ไม่ใช่แท่งก้อนที่ดูได้ง่าย มันเป็นสิ่งรวม แต่รวมแล้วก็คล้ายๆกันกะหนึ่งเดียวแหละนะ ทีนี้มันก็ยังทำความเข้าใจไม่ได้ อาตมาก็จะขออธิบายให้ฟัง ก่อนอื่น ก็เรื่องของเด็กๆ ของนักเรียน กศน.ที่มาเรียนกันกับเรานี่ อาตมา ก็ได้พูดแล้ว แต่พวกเราก็ยังเข้าใจไม่ได้กัน เข้าใจยังไม่ดีพอ หรือแม้เข้าใจดีพอแล้ว ก็ยังปรับตัวกระทำการสัมพันธ์ตอบรับให้อยู่ด้วยกันอย่างที่มันเป็นอย่างที่ อาตมาคิดว่าควรจะเป็นนี่ มันยังไม่ได้ เด็กที่มาเรียนในหมู่เรานี่ อาตมาเคยบอกแล้ว่า เป็นลูกเต้าของพวกเรานะ ไม่ใช่ลูกธรรมดานะ ลูกจริงๆนะ ไม่ได้พูดโดยสมมุติ ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้พูดโดยสมมุติสัจจะ อาตมาพูดโดยปรมัตถสัจจะนะ ลูกทางปรมัตถ์เลยนะ ถ้าเราไม่เข้าใจถึงขั้นนั้นแล้วละก็ ไม่ได้เรื่องแน่ ฟังให้ดีนะ มันกลับกัน สมมุตินี่คืออะไรต่างๆนานาง่ายๆ แต่อันนี้ถ้าเผื่อเราหยั่งไม่ถึงปรมัตถสัจจะแล้ว เราจะไม

อ่านต่อ

่รู้สึกว่าเป็นลูก มิจฉาทิฏฐิข้อหนึ่ง 2 ข้อ 3 ข้อด้วย ไม่ใช่ข้อเดียว แม่มี พ่อมี สัตว์โอปปาติกะมี แม่พ่อนี่ พวกเราคือแม่พ่อจริงๆ อย่างนี้นะ เราต้องรู้ได้ว่าเป็นแม่เป็นพ่อ อาตมาเป็นพ่อนี่ อาตมารู้ว่า เออ เราต้องเป็นพ่อ ก็พ่อมีในโลก พ่ออย่างอาตมาไม่ใช่พ่ออย่างสมมุติสัจจะ ไม่ใช่พ่อที่จะมีลูกทางสมสู่กันออกมาแล้วมีลูก ไม่ใช่ อาตมาเป็นพ่อทางปรมัตถสัจจะนะ ทางจิตวิญญาณ ทางโอปปาติกะ เพราะฉะนั้นสัตว์โอปปาติกะนี่แหละ เราจะต้องพยายามเรียนรู้แล้วแก้ไขปรับปรุงให้เป็นลูกทางโอปปาติกะ เป็นลูกทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะนี้ผุดเกิดทางจิตวิญญาณ ขณะนี้พวกเรากำลังตั้งท้องๆ กำลังจะมีเด็ก เด็กกำลังมาจุติแล้ว กำลังจะก่อเกิดแล้ว ถ้าไม่ดีก็จะแท้งกันไปหมดแหละ ถ้าพวกเราเรียกว่าไม่ดี รักษาท้องไม่ดีเด็กก็จะแท้ง หรือดีไม่ดีออกมาเป็นลูกพิการ ออกมาเป็นลูกอีเดียต เป็นลูกโง่ เป็นลูกเกเร เป็นลูกผี เป็นลูกอะไรไปแล้วแต่ ถ้ามันออกมาไม่ดี มันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นขอให้เรารับรู้ด้วยว่า ขณะนี้เราไม่ได้ทำอะไรเล่นๆ ทำจริงๆ และทำกันอย่างไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่ธรรมดา มันเป็นเรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องของมนุษย์นี่ เป็นมนุษย์เหนือโลก เป็นคนเหนือโลก เป็นมนุษย์โลกุตระ และเรากำลังทำกันจริงๆจังๆ เราพยายามที่จะให้เกิด ให้เป็น ให้มี เด็กนี่เราเลี้ยงอย่างเด็กของเรานะ เป็นเด็กที่ใช้ทุนใช้รอน ใช้อะไรของเราทั้งนั้น ให้มาอยู่ในนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เด็กที่มาอยู่กะพวกเรานี่ แกได้รับความอบอุ่น ได้รับความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เด็กก็จะไม่คิดถึงบ้าน ได้รับความอบอุ่นนี่แหละสำคัญ ได้รับความอบอุ่น ได้รับความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นแม่ ได้รับเป็นป้า น้า อา ได้รับความเป็นญาติจริงๆ ถ้าเราเป็นได้ยิ่งกว่าญาติ หรือเป็นญาติจริงๆนั่นแหละ ยิ่งกว่าญาติ หรือญาติจริงๆ ทุกวันนี้มันจะไม่ใช่ญาติ มันยิ่งเข้าใจผิดๆเพี้ยนๆไปมากมาย กิเลสมันมากเข้าแล้ว แม้แต่ลูกที่เป็นสายเลือดที่เกิดออกมากันจริงๆนี่ ก็ยังไม่ใคร่อบอุ่นเลยทุกวันนี้ เพราะพ่อแม่ก็มีหน้าที่ มี ธุระ ความสำคัญมันไปอยู่ที่โลกภายนอกหมด ครอบครัวไม่เป็นครอบครัว ผู้หญิงก็จะต้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าผู้ชาย จะต้องทำงานทำการไปเป็นนายกหญิงให้ได้ จะต้องไปหาซี 12 ให้ได้อะไรต่างๆนานา ต้องไปเป็นคนนำธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าอะไร และจะต้องไปเป็นผู้อำนวยการ ประธานบริษัทอะไรให้ได้ ทำอะไรก็จะยิ่งจะใหญ่ไปหมด แย่งหน้าที่ของทางผู้ชาย ทางบ้านไม่เป็นแม่บ้านแล้วเดี๋ยวนี้ ผู้หญิงก็ไม่เป็นแม่บ้าน อ้างว่าเศรษฐกิจมันสูง เศรษฐกิจอย่างนี้ ถ้าขืนปล่อยปละละเลย ไม่ช่วยกันหาเงิน ก็เลี้ยงลูกไม่ได้ อะไรต่างๆนานา ที่เป็นข้อแก้ตัว ใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ แต่เขาก็อ้างเพื่อจะต้องหาเงินหาทองมาส่งเสียลูกเต้าให้เล่าเรียนสูงๆ ที่จริงนะ ส่งให้เรียนสูงๆ ที่จริงก็ส่งให้ไปแย่อีกเหมือนกัน เด็กที่ไปเรียนสูงๆตีนไม่ติดดิน กลายไปเป็นศักดินาทุนนิยม ใส่หัวจิตหัวใจ กลายไปเป็นคนตีนไม่ติดดิน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อน่ะ แล้วก็มีความรู้สึกว่า ฉันจะต้องสร้างโลก หรือว่าสร้างชีวิตของฉันให้เป็นชีวิตที่สูง ชีวิตที่อยู่เหนือมนุษย์อื่น ไม่ใช่เหนือคนอย่างที่เราเป็นกันนะ เหนืออย่างที่เขาคิดน่ะ ทุกวันนี้สังคมมันเป็นอย่างนั้น อาตมาพูดก็คงพอเข้าใจนะ แล้วก็กลายเป็นคนที่ โอ มีการศึกษาแบบโลกๆ มีภูมิธรรมแบบโลกๆ แล้วก็ได้เปรียบมนุษย์อยู่ในโลก ได้เปรียบแล้วก็ฉลาดแถมเข้าไปอีก มีความฉลาดที่จะหาเหลี่ยม หาวิธีการ วิธีการนี่โลกเขาก็สร้างอยู่ในตัวอยู่แล้ว สังขารธรรมในโลกนี่ คือวิธีการของมนุษย์ ที่ได้พยายามก่อให้เป็นกลไกอยู่ในโลก แล้วก็ใช้กลไกเหล่านี้แหละเอาเปรียบ ฉะนั้นผู้เรียนใดเรียนระบบของสังคมโลกทุกวันนี้ ปุถุชนนี่ก็เป็นผู้ที่เรียนรู้กลไกของสังคม ที่จะทำให้ตัวเองไต่ขึ้นไป เป็นผู้พบผลสำเร็จในชีวิต ก็คือรวยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โดยกลไกของสังคมนั่นแหละ แล้วเขาก็รวยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้นจริงๆนา ผู้ใดประสบผลสำเร็จ ก็คือผู้ที่รวยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นผู้เจริญทางโลกีย์ หรือโลกธรรม ซึ่งมันเป็นสภาพที่ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ร้อนแตกแยก ตามที่เราก็ได้พูดไปแล้ว อาตมาไม่ขยายความต่อแล้วในทางโลกีย์ ทีนี้กลับมาทางเรา เราจะให้เด็กเข้าใจอย่างนั้น ให้เป็นเด็กของเรา ให้เป็นเด็กที่จะต้องรู้ จะต้องเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะบอกให้พวกคุณไปบีบไปบี้ ไปถึงก็ไปจับเป็นเด็กตามที่เราเชื่อว่า นี่โลกุตระ นี่เรามีโลกุตระแล้ว เราก็จะปั้นเด็กให้เป็นตามที่เราว่านี่แหละ ต่างคนก็ทีนี้ หันหน้าเข้าหาเด็กหมดเลยทีนี้ เด็กก็โดนจ้องหมดเลย ไม่เป็นเด็กโลกุตระไม่ได้แล้วตอนนี้ อย่าเพิ่งไปถึงขนาดนั้น สำคัญก็คือเป็นภาวะของการปฏิบัติตน ทุกวันนี้ พวกเรานี่ก็กำลังมีลูกท้องแรก มีลูกท้องสาว ยังไม่ค่อยรู้หรอกว่า อะไรๆยังไงๆ ค่อยๆถามหมอตำแย ค่อยๆถามแม่ถามพ่อ ที่มีมาก่อนนา อย่างน้อยอาตมาว่า อาตมาเป็นพ่อเป็นแม่มาก่อน ถามผู้ใหญ่เขาดูเสียก่อน อย่าเพิ่งคิดว่าเราเข้าใจแล้ว มันละเอียดลออน่ะ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนนะ ละเอียดลออนะ เป็นเรื่องที่ๆ มันเปราะบางเหมือนกัน ลึกซึ้งละเอียดลออ ถ้าผิดๆพลาดๆ มันก็กระทบกระเทือนทางจิตวิญญาณ บอกแล้วว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องของปรมัตถสัจจะ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจะต้องพยายามตั้งอกตั้งใจ พยายามศึกษา เป็นการ ศึกษาของเรา เหมือนแม่ลูกอ่อนท้องแรกที่เราจะต้องศึกษา โอ้ เราจะทำยังไง นี่เราจะเตรียมตัวยังไง อะไรนี่ คิดอะไรยังไงนี่ค่อยคิด มันจะมีอะไรเกิดขึ้นมา อาตมาไม่เคยท้องอย่างคนน่ะ แล้วหลายคนในพวกเรานี่ไม่เคยท้อง แต่คนเคยท้องนี่ ท้องแรก จะเป็นยังไง มีไอ้โน่นไอ้นี่ เออ แปลกเว้ย เราก็ค่อยๆศึกษาไป มันจะมีโน่นมีนี่ไป แต่โดยธรรมชาติมันไม่แปลกนัก แต่โดยอย่างนี้นี่มันเป็นธรรมชาติอีกลักษณะหนึ่ง เป็นโลกุตระนี่มันแปลกกว่า และมันจะต้องเรียนรู้มากกว่า จะต้องฝึกฝนมากกว่า ไอ้นั่นธรรมชาติช่วยหมด ท้องมาแล้วมันก็เป็นไปในท้องของเราเอง มันเกิดเอง เป็นเอง ปั้นเองอยู่ในท้องของเราน่ะ เดี๋ยวนี้ก็มีความรู้ทางด้านท้อง จะต้องให้ไปฝากท้องกับหมอ หมอต้องแนะนำ จะต้องอย่างโน้น จะทำอย่างนี้ อะไรไปตามเรื่องตามราว ตามวิทยาศาสตร์เขาก็ว่ากันไป เราก็ศาสนานี่แหละ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และธรรมะหรือพุทธศาสตร์นี่แหละ เราใช้พุทธศาสตร์นี่แหละเลี้ยงลูก จะพยายามดูแลครรภ์ให้ดี ให้เด็กเกิดมาดี ให้เด็กได้รับสุขภาพร่างกายอะไรต่างๆนานานี่ขึ้นมาอย่างเจริญ อย่างเป็นเด็กโลุตระ พยายามอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด เราต้องรับซับทราบอันนี้ก่อน ต้องเอื้อมเอื้อ ต้องพยายามจะเกื้อกูลมีน้ำใจ ให้เข้าใจ ทำใจยังไงว่าเราจะ เออ ก็คงพอ คงเข้าใจ แม้คุณจะไม่เคยมีลูก บางคนไม่เคยมีลูก ก็คงพอจะเข้าใจว่า เออ เราจะต้องมีหน้าที่แล้วนะ จะต้องทำให้ลูกนี่ คือผู้ที่เราจะต้องรับผิดชอบ ที่จะต้องดูแล และแล้วก็สร้างแก ให้แกโตทั้งร่างกายและจิตใจ และความประพฤติ ร่างกาย จิตใจ ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นคนดี คนเจริญ ทางโลกเขาบอกไปแล้วว่าเขาจะเจริญแบบนั้นแหละ และเขาก็พยายามจะสร้างลูกให้เจริญแบบปุถุชน คือแบบโลกียะ แต่ทางธรรมเราก็จะให้เจริญทางแบบที่เราเข้าใจเหมือนกัน เราก็จะให้เป็นเด็กที่ขยันหมั่นเพียร ให้เป็นเด็กที่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นเด็กที่ไม่แข็งกระด้าง ไม่ดื้อ เป็นเด็กขยัน เป็นเด็กที่มีเมตตาเกื้อกูล เสียสละ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง น่ะ สรุปเป็นเด็กที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ซึ่งเมื่อเราเอง เราเป็นพ่อเป็นแม่ เราจะให้เกิดโอปปาติกสัตว์ เกิดทางโอปปาติกโยนิ แปลว่าการเกิดทางจิตวิญญาณ มันจะต้องช่วยกันดูแลไปทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครู แต่ครูก็ดูแลโดยหน้าที่ รับผิดชอบใกล้ชิด อะไรๆก็คอยจด คอยบันทึก คอยสังเกตการณ์ คอยจัดสรรจริงๆ ครูจริงๆ ใกล้ชิดเหมือนแม่เหมือนพ่อจริงๆ คนอื่นๆก็เหมือนพี่ เหมือนน้อง เหมือนตายาย เหมือนป้า น้า อา ลุง อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ซึ่งจะคอยช่วย คอยสนับสนุน ส่งเสริม เอาภาระ แกเป็นโน่นเป็นนี่ แกเป็นอะไรต่อมิอะไร แกจะช่วยเหลือเฟือฟายอะไรยังไง เราก็จะต้องช่วยเหลือกันยังงั้น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เด็กได้รับไม่ต้องอะไรมากหรอก จะแค่ว่าใจ กิริยาทางกาย วาจาก็ตาม แม้ใจเราจะฝืน ยังไม่ลงตัว ยังไม่เกิดจิต ที่จะเกิดภราดรภาพ จิตที่จะเกิดความเป็นญาติ ญาติธรรม เป็นญาติธรรมอย่างยิ่ง เป็นญาติจริงๆ มันยังไม่เกิดจริง ก็พยายามฝึก พยายามฝนพวกเรา นี่เป็นการพัฒนาพวกเรา เป็นการศึกษา ฝึกฝน อบรมตัวเรากันเองด้วย โดยมีอันนี้เป็นเหตุปัจจัยนำ เป็นแบบฝึกหัด เป็นส่วนของแบบฝึกหัดที่มาให้เราได้ศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเด็กได้แค่ที่อาตมาบอกแล้ว ได้รับทั้งกิริยา พฤติกรรม ที่เป็นสภาพมีความสัมพันธ์อันสนิท มีความเมตตาเกื้อกูล ช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ ไม่ได้เห็นว่า เด็กเป็นคนอื่น เด็กเกิดความอบอุ่น อาตมาว่า แต่โรคคิดถึงบ้านนี่แกจะไม่เป็น ตอนนี้เด็กก็อยู่มาพอสมควร แกก็ชักคิดถึงบ้านกันมาก เพราะหลายด้านที่ทำให้แกคิดถึง เพราะอยู่ที่บ้านแกอิสระกว่านี้เยอะ พ่อแม่ตามใจกว่านี้มาก แต่เราก็ไม่ใช่หมายความว่า เราจะตามใจแกแบบโลกๆ ไปทีเดียวนะ แต่ว่าก็ต้องเอื้อช่วย ค่อยๆอธิบายอันโน้นอันนี้ ค่อยๆทำความเข้าใจ ซึ่งแกก็รู้บ้างแล้วโดยสัมปชัญญะนะ โดยปฏิภาณก็รู้อยู่แล้วว่า แกมาที่นี่แกมาฝึกหัดอบรม แกก็คงจะไม่ทำตนให้เป็นเหมือนอยู่บ้านแน่ แกก็รู้ว่าจะต้องปรับ อยู่บ้านมันเอาแต่ใจตัว นั่นก็พ่อเรา นั่นก็แม่เรา ประเภทที่จะอะไรต่อมิอะไร ซึ่งแกจะเข้าใจอย่างนั้น มาที่นี่เราก็ให้แกได้ ช่วยเหลือแกได้จริงๆ ที่นี่ปรารถนาดีจริงๆ มีความอบอุ่นให้ หรือว่าขัดแย้งก็ตาม ขัดเกลาก็ตาม ด้วยความรักความเอ็นดู ทำอย่าง ไร เวลาเราจะขัดจะติเตียนแกนี่ ให้แกรู้ว่าเราติเตียนด้วยความหวังดี ด้วยความเอ็นดู ด้วยความรัก ความอบอุ่น ติเตียนขัดใจ หรือว่าย้อนแย้งอะไรก็ตาม หรือบางทีจะกลายเป็นเชิงคล้ายๆบังคับอะไรไปในทีก็ตาม ก็เพื่อให้แกเจริญ ให้แกดี ให้แกพัฒนาขึ้นไปจริงๆ พวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องศึกษา จะต้องพยายาม ปรับปรุงตัวเรา ตัวเราจะต้องเป็นพ่อเป็นแม่ขึ้นมาให้ได้จริงๆ เป็นพ่อเป็นแม่ที่มีประสิทธิภาพเชียวนะ ไม่ใช่พ่อแม่โลกๆหรอก เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้มีลูกที่คลอดออกมาเป็นของตัวเองจริงๆ แต่คุณจะเป็นพ่อเป็นแม่อย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างที่อาตมายกมาให้ฟังแล้ว ว่าเราจะเห็นว่า พ่อมี แม่มี เป็นพ่อแม่จริงให้เกิดทางโอปปาติกะ สัตว์โอปปาติกะคืออะไร เราจะได้เรียนรู้เองจริงๆเลยว่า เออ แม้แต่ในตัวเรา ก็มีโอปปาติกะ มีสัตว์มีจิตวิญญาณ ที่เราทำให้มันเกิดดี เราทำให้จิตวิญญาณเราดีขึ้น เจริญขึ้น คลอดออกมา และเราก็รู้ อ้อ จิตโลกุตระ จะต้องเป็นอย่างนี้ เราช่วยตัวเราได้ เราทำให้จิตของเรานี่คลอดออกมาเป็นโลกุตรจิต โดยเราทำนี่ เราฝึกฝน เราเรียนรู้ เราศึกษา จนกระทั่งทำคลอดจิตของเราให้เป็นจิตโลกุตระได้ สิ่งเหล่านั้นเป็นความรู้ที่เราจะมาช่วยคนอื่นได้เหมือนกัน เป็นการให้การเกิดโอปปาติกโยนิ ให้การเกิดทางจิตวิญญาณ เราทำจิตวิญญาณของเราเกิดได้ เราจะช่วยคนอื่นได้ด้วยความจริง เพราะว่าเรามีจริงๆ เราทำได้จริงๆ แล้วก็เรารู้จักจิตวิญญาณได้จริงๆ ก็จะเกิด จะช่วยกันได้ รู้เรารู้เขา มีเจโตปริยญาณ รู้ผู้อื่น รู้ตน มีปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง มีการรู้ผู้อื่น เป็นอภิญญา เป็นความสามารถพิเศษที่จะรู้ไป จะมากหรือ หรือน้อยก็แล้วแต่ ถ้าเราเกิดความจริงในตัวเรานะ เราสามารถรู้จักโอปปาติกะจริงๆ แล้วก็เป็นแม่เป็นพ่อ ที่สามารถทำให้จิตของเราเกิดบรรลุพัฒนาขึ้นมาๆ ทางโลกุตรจิตนี่ พัฒนาขึ้นมาเป็นโสดาคุณ สกิทาคามีคุณ อนาคามีคุณ อรหัตคุณขึ้นมาได้จริงๆนี่ อันนี้เป็นเรื่องปรมัตถสัจจะ ที่เราทำให้เกิดอย่างนี้ได้ จึงทำ คลอดหรือทำให้คนเกิด คนอันนี้ เอาจิตวิญญาณเป็นหลัก หน้าตาเนื้อตัวอาจจะไม่เปลี่ยนไปเลย แต่มันจะมีราศี ราศีนั่นในร่างเก่านี่แหละ แต่มีจิตใหม่เกิด ผุดเกิดในตัวนี่แหละ แท่งนี้ ร่างนี้จริงๆ นี่เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะกำชับกำชาชาวเราให้รู้ทั้งหมด เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล่นแล้ว หลายคนพูดไปแล้ว หลายทีแล้ว ก็ยังเฉยๆ ยังไม่กระเตื้อง ยังไม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง โอย เด็กก็เด็ก ก็ครูเขาดูแลอยู่แล้วนี่ เราก็ยังงั้น ดีไม่ดีก็ เออ มันเป็นภาระหนัก เราเองลูกเรายังไม่มี แล้วจะไปมีทำไม จะไปยุ่งๆทำไม เราก็พยายามทิ้ง หนีทุกข์พวกนี้มาแล้ว ทุกข์ภาระพวกนี้ อาตมาก็เคยเทศน์เรื่องภาระเหมือนกันว่า ภาระนี่มันก็ต้องมีล่ะ เราไม่เอาภาระ มันก็คือคนผู้ไม่เอาภาระ คือไม่ใช่คน คนน่ะมันก็ต้องมีภาระน่า อย่างน้อยที่สุดคนจะทิ้งภาระไม่แบกภาระอะไรไม่ได้หรอก ขันธ์ 5 เรานี่ก็คือภาระที่จะต้องดูแล จะต้องรับภาระ เอาภาระ แม้แต่ขันธ์ 5 ก็ยังเป็นภาระอันหนักอันหนึ่ง อื่นๆ เราก็จะต้องเป็นคนเอาภาระได้จริงๆ และจะเป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ ก็เพราะว่าเรารู้จักภาระ เอาภาระ มีภาระมากๆ จนกระทั่งมีภาระมากๆได้ แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่หนักในภาระเหล่านั้นเลย นี่เป็นการพัฒนานะทางด้านศาสนาพุทธ เป็นการพัฒนาขึ้นมาจนเป็นผู้ที่รู้จักภาระ แล้วก็รับภาระได้อย่างเข้าใจ อย่างที่มีปัญญา อย่างที่เต็มใจสร้างสรร พระพุทธเจ้ารับภาระสร้างศาสนามาแสนหนัก อาตมาก็รับภาระหรือใครว่าอาตมาไม่รับภาระ นี่ก็ดูๆกันไปก็แล้วกัน อาตมาว่าอาตมารับภาระ อาตมาเข้าใจ มันเป็นทุกข์ก็จริงอยู่ แต่เป็นทุกข์ที่มนุษย์ยังไม่ได้ปรินิพพานไปจากโลก ก็จะต้องรู้ว่า นี่แหละคือคุณค่าที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ จะพิสูจน์ความเป็นมนุษย์อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ไปแย่งโลกียสุขกันอยู่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกธรรมกันอยู่เท่านั้น เป็นเครื่องพิสูจน์มนุษย์ อันนั้นปุถุชนเขาเข้าใจแล้วปุถุชนเขาก็ทำกัน ยิ่งเดือดร้อนกันไปใหญ่แหละ ระบบของปุถุชน วิ่งเข้าหากลียุคไปเสมอ มันไม่มีอะไรเลย นอกจากโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็ไปช่วยโลกทั้งโลกก็ไม่ได้ ไม่ใช่ช่วยโลกทั้งโลกไม่ได้หรอก ท่านก็ช่วยคนในโลกได้ เป็นที่พึ่งของโลกได้ก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่ท่านคนเดียว ไม่ใช่ท่านจะเป็นผู้ไปแบกไปหามโลก คนในโลกจะต้องมาร่วมมือ และคนในโลกจะต้องมาแสวงหาเอา ก็เพราะว่ากรรมของใครกรรมของมัน ปัญญาของใคร ปัญญาของมัน ผู้แสวงหามีดวงตา มีปัญญาเอง และผู้แสวงหาเหล่านั้นน่ะ ใช้ดวงตาที่จะเลือกเฟ้น ที่จะจัดสรร จนตัวเองได้นะ กลายเป็นผู้มีโลกุตรธรรม เป็นโลกุตรบุคคลได้ก็มีส่วนหนึ่ง พระพุทธเจ้าหลายพระองค์จะรับผิดชอบมาเป็นช่วงๆ รับผิดชอบแล้วท่านก็ช่วยคนได้เรื่อยๆตามลำดับ ผู้ยังไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่ใช่ง่ายๆ เป็นสิ่งวิเศษที่ให้คนประเสริฐ เกิดมาเป็นคนปุถุชนไม่ได้ประเสริฐหรอก เพราะไม่ใช่อาริยะที่แท้ อาริยะนี่แปลว่าประเสริฐ ไม่ได้ประเสริฐแท้หรอก ก็อยู่กันไปยังงั้นแหละ วนเวียนนรกสวรรค์ ไปตามเรื่องตามราว ได้รับการกล่อมเกลาศึกษา ก็พอเป็นไปได้เท่านั้นเอง ก็ไม่ได้อะไรนักหนาน่ะ (คนถาม) ก็เราก็จะต้องรู้ว่า นี่เด็กของเรา มันไม่น่าเอ็นดู พอถึงปั๊บ คุณก็ได้เด็กดีๆมาเลยยังงั้นเหรอ ไม่ได้ นี่ได้เด็กดีมาพอสมควร นี่พูดกันจริงๆ ถ้าคุณไปเจอเด็กข้างนอก ยิ่งแย่ขึ้นกว่านี้ นี่เราคัดเลือกมาแล้ว เด็กพอใช้ได้จริงๆ อย่าไปตั้งค่าผิดซิ อย่าไปตั้งค่าเด็กนี่ต้อง แหม ยังกะเพชรที่เจียระไนแล้ว นี่มันไม่ใช่ เรากำลังจะเอามาเจียระไน แหม แต่ของเราได้ แต่จะว่าเทียบ ก็เหมือนเรากำลังได้เพชร ที่มันเป็นก้อนเขรอะขระ มาทั้งดินทั้งโคลนอะไรมา ค่อยๆมาล้าง ค่อยๆมาอะไรต่อมิอะไรออก ค่อยๆมาเห็นรูปของเพชร ค่อยๆมาดูเหลี่ยมดูมุม แล้วค่อยๆมาเจียระไนทีละเหลี่ยม ทีละมุมไปนะ ไม่ใช่ว่าขณะนี้ คุณได้เพชรเจียระไนอย่างดีแล้วพร้อม ไม่ใช่นะ อย่าไปตั้งค่าในจิตใจไว้อย่างนั้นซิ เด็กก็คือเด็ก มีอะไรหลายๆอย่างที่จะต้องเรียนรู้ เด็กก็ไม่ใช่กิริยาอย่างผู้ใหญ่ เด็กมันอยากรู้อยากเห็น เด็กมันซน เด็กมันก็จะต้องอันโน้นอันนี้อะไรต่ออะไรไปต่างๆนานา เป็นธรรมดาเลย เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาตินา เด็กซึมๆเซื่องๆ ไม่กระปรี้กระเปร่า อืดๆ อาดๆ อะไรต่างๆพวกนี้ เด็กอย่างนั้นต่างหาก ที่จะเป็นเด็กที่จะไม่ค่อยเข้าท่าอะไรเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นลักษณะของเด็ก มันจะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ซน ก็จะต้องคอยดูหลายหูหลายตา ต้องช่วยดูแลกัน และจะต้องช่วยกันบอกไปด้วยความหวังดี ปรารถนาดี บางอย่างบางอันบางคน เด็กไม่ศรัทธาเรา เราก็ต้องรู้ตัว นี่เป็นการศึกษาจริงๆ นี่เป็นการฝึกฝนว่า เราต้องรู้ตัวเราว่า เออ เขาไม่ศรัทธานี่ เราจะสอนจะบอกอะไรไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่หรอก แต่ก็ไม่ต้องไปเกลียดว่า เออ เขาไม่ศรัทธาเรา เราก็เลยชังเขา เขาไม่นับถือเรา เขาไม่ยกย่องเรา แล้วเราก็เลยช่างหัวมันเถอะ ไอ้คนๆนี้นี่ ต้องเกลียดต้องชัง ผิดนะ ใครเขาจะไม่ศรัทธาเรา อย่าไม่แต่ศรัทธาเลย เขาเป็นศัตรูเราก็ตาม เราไม่มีสิทธิ์เลยโดยภาษาโลกุตระๆนี่ เราไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธ ไปเกลียด ไปชังเขาเลย ถ้าเราไปโกรธ ไปเกลียด ไปชังเขา ผิด โดยลักษณะของโลกุตระ ผิด ถ้าทางโลกเขาพูดถูกนะ อย่างนี้ไม่ให้โกรธก็ผิดไปละ หรืออะไรยังงี้ มันก็ต้องโกรธน่ะซิ ยังงี้มันต้องโกรธ อย่างนี้มันต้องแก้แค้น ไม่แก้แค้นก็ผิดไปละ ไม่ได้หรอก อกตัญญูด้วยนะ ถ้าไม่แก้แค้น อกตัญญูด้วยนะ ก็ภาษาโลกเขาน่ะ แก้แค้นของเรา ก็จะฆ่าจะแกง จะทำลายทำร้ายกัน อะไรต่างๆนานา ซึ่งมันผิด มนุษย์โลกียะก็อย่างนั้น แต่เราไม่ใช่มนุษย์โลกียะ มนุษย์โลกุตระนี่ไม่ ไม่มีการที่จะโต้ตอบด้วยลักษณะเหลวไหล อกุศลต่างๆ ลักษณะเหลวไหลไม่ให้เกิดทั้งนั้นน่ะ เราจะต้องเรียนรู้สัจจะความจริงเลยว่า กุศล อกุศล สุจริต ทุจริต เป็นอย่างไร ถูกต้องเป็นอย่างไรแท้ๆ ไอ้ไม่ถูกต้อง ไม่สั่งสม ไม่ก่อให้เกิด เพราะฉะนั้นต้องทำใจในใจ ต้องเกิดปัญญาญาณรู้ว่าอะไรเกิด อ้อ ยังงี้มันไม่ถูกต้อง อย่าให้เกิดมาในใจ ในกาย กายก็ไม่เกิด วจีก็ไม่ให้เกิด ใจหรือมโนก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องตอบรับเป็น ฝึกหัดต้องฝึกหัด นี่ต้องเป็นบทเรียนของเราเพิ่มขึ้น เป็นบทเรียนจริงๆไม่ได้เล่นๆต่อไป ตอนนี้อาตมายังไม่ได้ให้พวกเราส่งเสริมสนับสนุนปล่อยไปจนกระทั่ง คุณจะแต่งงงแต่งงาน จะมีลูกมีเต้า รุ่นเรานี่อย่าหวัง อาตมาเอง อาตมายังคุมกำเนิดอยู่ ยังเข้มงวดกวดขันเรื่องพวกนี้อยู่ ไอ้ที่ทะเล็ดๆออกไปบ้างก็เอาเถอะ นั่นถือว่า ereor ถือว่ามันเป็นส่วนที่ลอด มันลอดๆๆตะแกรงไปบ้าง ลอดตะแกรงไปบ้าง บางคนก็เอาๆอนุโลม ตั้งอกตั้งใจกันใหม่ มันไปยังโน้นยังงี้บ้างก็พอรับกันได้ก็รับ รับกันไม่ได้ ก็หอบกันไปอยู่ข้างนอกโน่น ก็เป็นของมันมาอยู่นี่ มันมีอยู่เรื่อยๆ มันเป็นไปอยู่ยังงี้ ก็ไปตามเรื่องตามราว แต่โดยเจตนารมณ์แล้วก็ยังไม่ส่งเสริมสิ่งเหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแข็งกระด้างนะ แข็งกระด้างจนทะเลาะวิวาทเกลียดชังกัน ก็ไม่ได้ เราก็จะต้องรู้วิธีการ รู้ลักษณะที่เราจะต้องทำยังไง ที่เราจะประสาน คนในโลกนี้จะไม่ให้แต่งงานเลย ไม่ได้ ศาสนาพุทธเราก็ให้แต่งงานอยู่เหมือนกันนา มีคู่ มีอะไรต่อมิอะไรกันบ้างเหมือนกัน ผัวเดียวเมียเดียว ในระดับที่เรานี่ ในโสดาบันนี่มีลูกมีเต้า มีอะไรต่ออะไรก็ได้ แต่ว่าอาตมายังอยู่ในลักษณะ ในฐานะที่จะให้ทำอย่างนั้นไม่ได้ อาตมาจะต้องปั้นจากสูงไปหาต่ำ วิธีการของอาตมาต้องทำยังนั้นไป เพื่อเป็นแกนเป็นแก่นแข็งแรง เอาสภาพคนที่มีตัวอย่าง มีลักษณะ มีวัฒนธรรม มีกลไกของสังคม ที่เป็นรูปของเมืองพระศรีอาริย์ หรือเมืองโลกุตระ ให้ได้เสียก่อน ได้เท่าไหร่ อาตมาพยายามอยู่ พยายามที่จะปั้น พยายามที่จะทำอะไรต่ออะไรขึ้นไป เพราะฉะนั้นผู้ที่จะต้องตกร่วงหรือตกหล่นลอดตะแกรงออกไปยังงั้น เขาก็จะต้องยอมรับ อย่างพวกเรานี่ จะรู้ว่า เออ มันตกต่ำนะ นี่เล่าประกอบให้ฟังว่า พวกเราก็ตกก็หล่นไปได้ เป็นเรื่องเป็นราวตัวเองบ้าง ไม่ใช่เป็นเรื่องของวิบากบ้าง อะไรนี่ เหมือนเราดูหนังหลายๆเรื่องนะ โอ้ มีไอ้นั่น ไอ้นี่ประกอบอย่างโน้นอย่างนี้ไปมาต่างๆนานา หลายอย่างหลายอันอยู่นะ เราก็จะต้องเข้าใจนา ที่ในๆพวกเรานี่ ตอนนี้กำลังพยายามพัฒนา อย่างน้อยเรื่องที่ว่านี่ให้เข้าใจกันได้ และเด็กๆที่อยู่ที่นี่ แกก็ซน แกก็ทำโน่นทำนี่อะไร มีอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องที่เด็กขับรถขับราอะไรพวกนี้ต่างๆนานา นี่ ช่วยกันเป็นหูเป็นตากันนะ แล้วก็ปรึกษาหารือ เพราะว่าจะมีผู้ดูแลอยู่ เด็กบางคนก็ต้องเรียนนะ ต้องให้แกขับได้นะ คนไหนที่พอเป็นไปได้ และมีนิสัยที่จะขับ บางคนอยากขับ ขับเป็น แต่ว่าคะนองหรือว่าเป็นอะไรต่ออะไร พอดูแล้ว นิสัยเป็นอย่างนี้ ขับแล้วเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ จะพัง เดี๋ยวก็จะเสียหาย จะถึงตายเอา ก็ไม่เข้าเรื่องเข้าราว เราก็ให้ขับไม่ได้ละ หมายความไม่ผ่าน ไม่ผ่านกฎจราจร ไม่ผ่านใบขับขี่ ขับได้นะ แต่ไม่ผ่านใบขับขี่ ก็ไม่ให้ขับ หลายคนขับได้ดี ให้เป็นไปต้องให้ศึกษา ต้องให้แกพัฒนา ให้แกขับรถขับรา นี่ยังไม่เท่าไหร่ ตอนนี้ก็มีรถมีรา เจ้าตี๋ เจ้าตั๊ม พวกนี้ เด็กแกจะคว้าง่ายๆ และมันไม่มีกุญแจ ควงปื๊ดๆๆๆ ขึ้นขับอะไรต่ออะไรนี่ ต้องช่วยดูกันนะ นี่ก็กำชับกำชา ก็ต้องดู จะให้เด็กคนไหนขับได้ พอได้ ก็หัดก็ฝึกไปบ้าง แล้วก็ช่วยกันนะ ดูแลพอเป็นไป อันไหนมันไม่สมควรก็ต้องห้าม ต้องปรามกันไปก่อน นี่ก็เป็นเรื่องๆหนึ่ง ในเรื่องเด็กขับรถอะไร ก็เพราะว่าเรื่องนี้สำคัญนะ มันถึงตายได้นะ ขับรถนี่มันถึงตายได้ ดีไม่ดีก็ไปชนคนอื่นตาย ดีไม่ดีก็ทับตัวเองตาย เครื่องกลหนักหลายๆอย่างที่พวกเรามีอยู่นี่ แม้แต่เครื่องกลที่อยู่กะที่ เครื่องยนต์เครื่องกลอะไรพวกนี้นี่ ก็กำชับกำชากันอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่ดูแล มันเผลอไม่ได้ พวกนี้ๆต้องระมัดระวังนา ผู้ดูแลอยู่กะพวกเราที่อยู่ทำงาน ช่วยเหลือทำอะไรอยู่ ก็บอกไปแล้ว แม้แต่ไอ้เครื่องใช้ที่จะประกอบ อย่างเด็กพวกที่มาทำงานมาศึกษา มาฝึกฝนนี่ ในโรงงานนี่ อะไรพวกนี้ ซึ่งเป็นกิจการของการศึกษาด้วย เป็นเด็กนักเรียนช่าง เราก็จะมีเครื่องมือให้หมด มีรองเท้า มีเสื้อหมี ไม่ใช่ว่าเสื้อหมีมีชายครุย เดี๋ยวก็ดึงเข้าไปหาเครื่อง ประเดี๋ยวก็จะวุ่นวาย ไม่ปลอดภัย มีถุงมือ มีหมวก มีอะไรต่ออะไรที่จะใช้อะไร เราก็จะต้องซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เราก็จะต้องประกอบเครื่องไม้เครื่องมือพวกนี้มาให้ ก็ให้เด็กใช้ มีจริงๆจังๆนะ ทำให้ถูกลักษณะ ก็เพราะว่าเรื่องนี้มันมีประสบการณ์อะไรๆมาแล้ว คนก็ได้ศึกษา คนก็ได้มีสิ่งเหล่านี้เข้ามา ต้องให้ได้นา และเราก็จะมีอะไรต่อมิอะไรต่อๆกันไปอีก ไม่ใช่ว่าเราทำเล่น อาตมาก็ยัง แหม มันอยากจะได้สร้างศาลาช่างขึ้นมาจริงๆ คิดตั้งนานแล้วล่ะไอ้เรื่องนี้ อาตมาเชื่อว่าเรื่องศาลาช่างนี่นะ มันจะผลิตคนได้อีกเยอะเลย แม้แต่เด็กๆแถวนี้ อาตมาเชื่อว่า เราตั้งศาลาช่างขึ้นมา แล้วรับสอนเด็กเทคนิค เด็กเรียนช่างพวกนี้ จะได้เด็กมาสอนแก แล้วก็เอาเถอะ ยังไงก็เรื่องของทางจริยธรรม เราก็จะได้สอน แม้แต่เด็กเหล่านี้ไม่ใช่เด็กประจำ ไม่ใช่เด็กสายในก็ตาม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน