340721 ความสามัคคีต้องมีความขัดแย้ง โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340721ความสามัคคีต้องมีความขัดแย้ง โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก

ความสามัคคีต้องมีความขัดแย้ง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 21 กรกฎาคม 2534 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม ท่านผู้ใฝ่ในพุทธธรรมอยู่ทั้งหลาย วันนี้ อาตมาอยากจะเทศน์ในเรื่องของคำว่า สามัคคี อาตมาเคยให้ว่า จะเรียกว่า นิยาม มันก็ไม่ใช่นิยามทีเดียว อาตมาเคยกล่าว เคยพูด เคยบอกว่า ความสามัคคีนั้น ต้องมีความขัดแย้งกันอย่างพอเหมาะ นี่เป็นความสามัคคีที่มีความเจริญ ที่มีความเจริญ เพราะฉะนั้นความสามัคคีนั้น ไม่ใช่ว่ามันไม่มีความขัดแย้งอะไรกันเลย ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ทุกอย่างน่ะ เป็นร่องเป็นรอยเดียวไป ไม่มีอะไรกระทบ ไม่มีอะไรขัดเกลา ไม่มีอะไรขัดแย้ง ไม่มีอะไรที่จะมีการแตกต่าง วินิจฉัย วิเคราะห์ วิจัย ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรเก่า เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นไปอยู่อย่างนั้นน่ะ ตลอดกาลนาน นี่มันเป็นเรื่องของความเห็นที่พาซื่อ เป็นความเห็นของคนที่ไม่รอบคอบ ไม่รอบถ้วน อาตมาว่าอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เถียงกัน หรือว่าเห็นผิวเผินกัน อะไรต่างๆ นานา บอกว่าสามัคคีแล้วจะต้องเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรแตกต่าง ขัดแย้งกันก็ไม่ได้ ถกกันก็ไม่ได้ วิเคราะห์วิจัยอะไรกันก็ไม่ได้ จะต้องลงอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด เรียกว่าสามัคคี อย่างนี้มันพาซื่อเกินไป มันเถรตรงเกินไป เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจให้ดีเลย อาตมาพยายามใช้ ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นนิยาม หรือว่าเป็นโศลก หรือเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ขยายความคำว่าสามัคคี คำว่าสามัคคีนั้น ต้องมีความขัดแย้งกันอย่างพอเหมาะ ที่อาตมาใช้คำว่าขัดแย้งนี่ ก็เพราะว่ามันจะต้องมีสิ่งแตกต่าง มีสิ่งที่จะต้องเอามาเปรียบเทียบ มาวัด มาวิจัย มาวิเคราะห์ นั่นเป็นความเจริญของมนุษยชาติ มนุษยชาติจะมีอะไรแตกต่าง แล้วก็จ

อ่านต่อ

ะมีอะไรที่จะต้องประสมประสาน มีอะไรที่จะต้องวินิจฉัย พิจารณาให้สัดส่วน ในสิ่งที่มันกำลังจะเป็นไป ที่มันไม่อยู่นิ่ง เพราะหลักการศาสนาของพระพุทธเจ้านี่ อะไรที่เกิดอยู่นั้น ยังเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น ยังไม่เที่ยงหรอก เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรอยู่นิ่งเท่าเดิม ตายตัว ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้สิ่งเหล่านี้สะเทือน เปลี่ยน แปลงอะไรไปนั้น ไม่ใช่ หลักการสัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้น สิ่งที่ยังมีอยู่ เป็นอยู่ ยังอยู่ในสังสารวัฏจะต้องไม่เที่ยง อนิจจัง ต้องไม่เที่ยง ไม่คงที่ อยู่อย่างเดิมไม่ได้ จะนานหรือเร็วก็ตาม บางอย่างนี่เปลี่ยนไปเร็วๆ บางอย่างก็นานหน่อย บางอย่างนานมากจนเรานึกไม่ออก นานจนกระทั่งเหมือนกับมันไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะเปลี่ยนแปลงน้อย เปลี่ยนแปลงช้า เปลี่ยนแปลงอย่างที่เราจับด้วย ความรู้สึก บางทีเราหามิเตอร์มาวัด ยังวัดไม่ได้ ยังวัดยากเลย เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างน้อยมาก มันมีได้ถึงขนาดนั้น แต่เปลี่ยนแปลง อะไรที่มีอยู่ ทรงอยู่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยจริงๆนั้นคือ สูญสนิท อะไรจะสูญสนิทได้ในโลกนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยบอกเลยว่า พลังงานก็สูญสนิทหรือคงที่ สสารก็สูญสนิทหรือคงที่ ท่านไม่เคยตรัส ไม่เคยพูด มีแต่บอกว่าเป็นอนิจจังทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่คงที่ หรือเที่ยงแท้อย่างเดียวเท่านั้นคือ สภาพของความสูญจากกิเลส เรียกว่านิพพาน หรือว่านิโรธ มีได้ที่จิตวิญญาณมนุษย์ มีได้ที่จิตวิญญาณมนุษย์เท่านั้น เพราะตราบใดที่มีจิตวิญญาณมนุษย์แล้วจิตวิญญาณนั้น สูญสนิทจากกิเลส มีเงื่อนไขอีกด้วยว่า สูญสนิทอะไร สูญสนิทจากกิเลส ไม่มีกิเลสเลย แล้วก็ทำอย่างถูกต้องทฤษฎีของพระพุทธเจ้า แล้วจะเที่ยงแท้ยืนนาน คำว่าเที่ยงแท้นี่ ก็เป็นเที่ยงแท้ในช่วงวาระของคนๆหนึ่ง หรือสิ่งมีชีวิต สิ่งมีปาณะ อันหนึ่ง เป็นภูตะอันหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าเมื่อสลายตัวอันนั้นแล้ว ปรินิพพานแล้ว อันนั้นก็ไม่มีอะไรเลย นั่นก็ไม่มีจริงๆ ไม่มีอันที่เป็นภูตะอันนั้น ที่เป็นวิบากอันนั้น อันที่เป็นส่วนที่มันวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏที่เรียกว่าชีวิตสัตว์ ท่านเรียกว่าสัตว์ เพราะฉะนั้นโอปปาติกะ หรือสัตว์ที่ท่านหมายถึงนี้ ท่านหมายถึงเอาอันนี้ เอาภูตะ ปาณะ ชีวะอันนี้ ชีวะ ภูตะ ปาณะ อันของแต่ละคนๆ ที่มีวิบากกรรมของ แต่ละคน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า คนมีวิบากกรรมของแต่ละคนๆ เป็นส่วนตัวของใครของมันๆ เป็นวิบากกรรมวนเวียนอยู่อย่างนั้นน่ะ ตราบใดยังไม่ปรินิพพาน แม้จะต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ยิ่งขนาดไหน รู้จักนิพพาน มีนิพพานในตัว พระโพธิสัตว์นี่มีนิพพานในตัวเองมากมาย ขนาดไหนก็ตาม ถ้ายังไม่ปรินิพพาน ยังไม่ตัดสินแล้วก็ทำจิตของตัวเองปล่อยวาง ดับสูญ จนกระทั่งไม่มีวิบากอะไรอีกแล้ว เลิกต่อเนื่อง วิบากตัดสันตติเด็ดขาด ถ้าพระโพธิสัตว์รูปใด ก็แล้วแต่ที่ท่านสามารถที่จะปรินิพพานได้ ยังไม่ปรินิพพาน ก็ยังเป็นสัตวโลกอยู่ สัตวโลกจะอยู่อย่างไรก็แล้วแต่ ยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏสลับซับซ้อน ซึ่งอาตมาไม่สามารถที่จะอธิบายให้พวกเราฟังทั้งหมดได้ มันเป็นอจินไตย มันเป็นสิ่งที่คิดคาดไม่ไหว แม้แต่รู้ยังพูดไม่ออกเลย เพราะว่าวิญญาณที่ว่านี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้เลยว่า วิญญาณัง อนิทัสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง อนิทัสนัง มันแปลว่า ไม่ให้รู้ ให้เห็นกันได้ง่ายๆ อนิทัสนัง ไม่รู้จะชี้แจงจะให้รู้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งทั้งหมด เพราะว่ามันลึกซึ้งเหลือเกิน วิญญาณัง อนิทัสนัง อนันตัง มันมีหลากหลาย มากมายนับไม่ถ้วน อนันตัง ไม่รู้จะไปเอาอะไรมายืนยันประกอบได้หมด เพราะฉะนั้นมากอย่างที่อธิบาย หรือว่าชี้ให้เห็นไม่ได้ แล้วมีมากจนเกินกล่าว อนันตัง สัพพโตปภังนี่ เป็นธาตุรู้ เป็นธาตุรู้ที่มีประภัสสรที่รุ่งเรือง นี่วิญญาณแท้ ไม่ใช่วิญญาณคนมีกิเลสน่ะ วิญญาณคนมีกิเลสไม่ประภัสสรหรอก กิเลสเป็นเจ้า เรือน วิญญาณคนที่มีกิเลสนี่ไม่ประภัสสร วิญญาณที่ประภัสราหรือประภัสสร ประภัสรังนี่ จะต้องเป็นวิญญาณสะอาด เอาละ อาตมาพูดถึงเรื่องปรมัตถ์ออกไปนิดหน่อย ไม่ตั้งใจปรมัตถ์ถึงจุดนี้เท่าไหร่ ตั้งใจที่จะพูดสมมุติสัจจะเสียด้วยซ้ำ สามัคคี คือความรวม ความพร้อมพรั่งที่อย่างสันติสุข ในขนาดที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นจะมีความขัดแย้ง มีความแตกต่าง มีความหลากหลาย แต่ก็อยู่กันในความสงบ เป็นความสงบสันติที่เราจะรู้คุณค่า ว่าความสงบสันตินั้นอย่างไร อย่างชาวอโศกเรานี่อยู่กันอย่างสันติ อาตมาถือว่าสันติๆ สงบสุขแต่ไม่ได้สงบสุขอย่างโลกีย์ โลกียสุขนี่เขาสงบๆ เพราะเขาเอาโลกียะมาบำเรอ เอารสของเครื่องล่อ เครื่องชูใจ เรียกว่ากิเลส สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าได้ เป็นลาภ เป็นวัตถุสิ่งของ เป็นทรัพย์ศฤงคาร เป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นที่ เป็นทาง เป็นอำนาจ ยศ ศักดิ์ อะไรก็แล้วแต่ เอามาล่อ แล้วก็มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ถ้าได้อย่างนี้ ก็เป็นสุข บำเรอเป็นกามตัณหา เป็นกามสุขัลลิกะอีก เขาก็สุขัลลิกะ หรือสุขอย่างหลอกๆอย่างนั้นอยู่ แล้วก็เป็นชีวิตชีวา มีความสุข แล้วก็แย่งชิงกัน ถ้าเดินทิศทางของโลกหรือโลกียะ ที่ใช้อามิส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นเครื่องอาศัย ชีวิตอาศัย มีชีวิตชีวา เพราะได้สมกับที่ตนเองต้องการเรียกว่าความอยาก ถ้าได้สมความอยากหรือความต้องการก็เป็น สุข ทำยังไงจะบำเรอความต้องการของคนนี้ให้ได้สมบูรณ์ ทิศทางของการบริ หารประเทศแบบโลกๆ จึงบริหารกันด้วยการเสนอสิ่งที่คนต้องการให้เต็มสมบูรณ์ สร้างมาแล้วคุณคิดดูซิว่า อำนาจความอยาก ความต้องการของคนนี่ มีความสิ้นสุดมั้ย แล้วมีประหลาด พิลึก แหวกแนวกันขนาดไหน ทุกวันนี้ก็หาสิ่งที่มาบำเรอความอยาก ความต้องการ เอามามอมเมากัน เอามาชี้ชวนกันอย่างพิลึกกึกกือ หามาบำเรอกันไม่หวาดไม่ไหว มันจึงหนัก มันจึงมาก มันจึงยาก มันจึงวุ่นวาย ทุกข์ร้อน เป็นภาระอันที่แสนหนักหนาสากรรจ์ นี่เป็นเรื่องของโลกีย์ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ แล้วเห็นเรื่องนี้ แล้วเห็นชัดเจน อ๋อ เรื่องโลกีย์เหล่านี้ แล้วมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ท่านก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องหลอก สุขๆอย่างนั้นเป็นสุขหลอกๆ เป็นสุขัลลิกะ สุขัลลิกะนี่แปลว่าสุขหลอก อัลลิกะนี่แปลว่าหลอกลวง เป็นสุขหลอกๆ ไม่ใช่จริงน่ะ พระพุทธเจ้าถึงตรัสรู้ทุกขอาริยสัจ ความจริงแล้วมันเป็นทุกข์ แม้จะไปเรียกมันว่าเป็นสุขัลลิกะ สุขอย่างนั้นแหละเป็นตัวเหตุใหญ่เลย คนไปติดมากเท่าไหร่ๆ ยิ่งเป็นตัวทำให้ตัวเองทุกข์มากเท่านั้น มีเหตุที่ทำให้ทุกข์มากเท่านั้น ยิ่งเป็นกิเลสมากเท่านั้น ไปติดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหลง เพราะฉะนั้นมาลองเรียนรู้ความจริงนี้ให้มาก แล้วลองลดดู ลด ลด ลด แล้วเราจะอยู่ได้ เพราะฉะนั้นทิศทางของพระพุทธเจ้า จึงลดสุขัลลิกะ ลดความสุขต่างๆหมดเลย ลดความสุขได้หมด คนก็ยิ่งมีกำลัง ยิ่งมีประโยชน์ ยิ่งมีความเป็นอยู่อย่างไร้ภาระ แต่สำคัญตรงนี้ เป็นคนที่ยิ่งไร้ภาระสำหรับตน ยิ่งไม่เป็นภาระสำหรับตน ปลอดภาระ หลุดพ้นภาระสำหรับตน แต่จะยิ่งเป็นคนรับภาระช่วยผู้อื่น แหม พูดมาแล้ว มันชื่นนะ พูดแล้วมันน่าภาคภูมิมั้ย เราปลงภาระเรา เราไม่ต้องไปเปลือง ไปผลาญ ไปเอาของใครมาให้แก่เรา แต่เรากลับเป็นผู้สร้างสรรเป็นผู้ที่เกื้อกูล เป็นผู้มีความสามารถ มีความรู้ช่วยผู้อื่น เอาภาระช่วยเลี้ยงดู เกื้อกูล อุ้มชูผู้อื่น เพราะฉะนั้นคนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดและสอนให้เป็นนี่ เป็นได้จริง เป็นคนที่มีคุณค่า ประโยชน์อยู่ในโลก จึงเรียกว่า โลกานุกัมปายะ เป็นผู้ที่มีความอนุเคราะห์โลก เป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ เป็นคนชนิดนั้นนะ ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้มากมาย ทำให้คนในโลกนี้เป็นสุข เพราะฉะนั้นแม้เขาจะติดโลกียสุขเราก็รู้ แล้วเราพาเขาลดลงมาๆ เขาจะอาศัยความสุขอย่างโลกีย์อยู่บ้างก็ลดลงมา ภาระเขาก็น้อย การผลาญ การเปลือง การทำลายก็น้อย แล้วให้มาขยันหมั่นเพียร แล้วสร้างสรรด้วย สิ่งนั้นก็จะสมบูรณ์ ซึ่งต่างกับลัทธิฤาษี ฤาษีนั่นหนีโลก ประเภทที่ไม่สร้างสรร ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น ไม่เห็นความมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ต่างจากพวกเราตรงเรารับภาระ เราเกื้อกูล เราขยันขันแข็ง อดทน พากเพียร ทำงาน ฤาษีไม่ทำงาน ฤาษีหยุดไปเลย หนีไปเลย หลบไปเลย ไม่เอาอะไรเลย นิ่ง หยุด ที่พระพุทธเจ้าถือว่าโมฆะ ถือว่าสูญเปล่า นอกจากนั้นยังไม่พอ ถ้ายิ่งเข้าใจผิด คนในโลกโลกีย์ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าโมฆะเหมือนกัน ผู้ใดทำผิดพลาด ท่านเรียกว่าโมฆะ สาวกของท่านนี้ทำผิดพลาด ท่านเรียกว่าโมฆบุรุษเลย โมฆะตรงที่ว่าสูญเปล่า ที่ไม่ได้คุณธรรม แล้วลดละกิเลสตัวเองยังไม่ได้ ยังไม่เป็นประโยชน์กับคนอื่น แล้วแถมตัวเองเป็นหนี้ ตัวเองเป็นวิบากที่เป็นหนี้ เป็นภัย เป็นหนี้ให้แก่ตัวเอง เพราะเราไปเอาเปรียบเอารัดเป็นต้น อา ไปทำบาปทำเวรที่ตัวเองจะต้องเป็นภาระของตนเองหนักเข้าไป แม้มันไม่แสดงผลในชาตินี้ มันยังไม่ออกฤทธิ์ ของวิบากกรรมในชาตินี้ มันก็ยังมีผลวิบากกรรมอยู่แท้ ที่จะติดต่อไปเสริมหนุนต่อไปอีก อา จะไปบวกไปผนวกแล้วมันก็เป็นกรรมของตน พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่ากรรมของใครก็กรรมของตน ทิ้งไม่ได้ โกงไม่ได้ ไม่มีใครที่จะไปเที่ยวทำลืม ไม่มีใครสามารถแก้กรรมให้เรา เราเท่านั้นแก้กรรมของเราเอง ท่านถึงตรัสเป็นสูตรตายเลยว่าใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว ของตนนะ ใครทำบาปก็ได้บาป ใครทำบุญก็ได้บุญ ของตน ไม่มีใครมาโกงได้ กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กรรมเป็นของๆตน ตนเองต้องรับมรดกกรรมของตน แล้วตนนี่ละ จะมีกรรมพาให้เกิด จะเกิดดีเกิดชั่ว เกิดรวยเกิดจน เกิดวิบากทุกข์ร้อน ไม่ทุกข์ร้อน เกิดยังไงก็แล้วแต่ ตัวกรรมของคุณเป็นตัวกำหนด ไม่มีใครมาสร้าง ไม่มีพระเจ้าองค์ไหน มาบันดาลให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ เบี้ยวกรรมไม่ได้ กรรมเป็นตัวกำหนดให้เกิดเรียกว่ากัมมโยนิ กัมมพันธุ กรรมนี่แหละจะต่อเผ่าต่อพันธุ์ คุณจะพยายามพัฒนาพันธุ์ ให้เป็นพันธุ์ที่ดี ให้เป็นพันธุ์แห่งกุศล เป็นพันธุ์คนดี เป็นมนุสโสที่เจริญ หรือคุณจะทำเผ่าพันธุ์ให้คุณเป็นสัตว์นรก ตายตกต่ำไปชาติแล้วชาติเล่า เป็นนรก นรกที่ยิ่งหยาบ ยิ่งต่ำ ยิ่งเลว ยิ่งร้าย คุณทำของคุณเองทั้งนั้น เป็นเผ่าพันธุ์เจริญ เป็นเผ่าดี เผ่าเลว พันธุ์ดี พันธุ์เลว อาตมาเลือกพันธุ์แล้ว อาตมาเลือกพันธุ์พุทธ เอาพันธุ์พระพุทธเจ้าแล้วเกิดจริง อาตมาเทศน์แล้วเมื่อวานนี้ ถึงเรื่องการเกิด โอ๋ ดูเหมือนยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่องให้นะ เมื่อวานนี้น่ะ ตั้งแล้วเหรอ ยังไม่ได้ตั้ง ยังไม่ได้เลือกให้เลย เมื่อวานนี้เทศน์ถึงเรื่องการเกิดนี่แหละ แล้วก็เน้นเรื่องโอปปาติกโยนิ คือการเกิดทางวิญญาณ สัตว์โลก โอปปาติกะนี่ เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ท่านเรียกว่าสัตตาโอปปาติกา เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง นอก จากสัตว์ที่เกิดจากมดลูกเรียกชลาพุชโยนิ และสัตว์ที่เกิดมาเป็นไข่แล้วค่อยมาฟักเป็นตัวอีกทีหนึ่ง เรียกว่าอัณฑชโยนิ แล้วก็เกิดอีก เกิดอีกชนิดหนึ่ง ชีววิทยาก็เรียกพวกที่แตกตัวเกิดในน้ำ ในสิ่งที่หมักที่หมม ที่แตกตัวน้ำเน่า น้ำครำอะไรก็แล้วแต่ เกิดจากการแตกตัวของมัน เรียกว่าสังเสทชโยนิ การเกิดอย่างนี้เป็นสัตว์โลกที่เราเข้าใจ ทางชีววิทยา ทางโลกเขาก็เรียน แต่การเกิดทางจิตวิญญาณ นักวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา วิทยาศาสตร์ยังเรียนไม่ถึง เรียนได้สามเกิดนี้เท่านั้นเอง ชลาพุชโยนิ คือสัตว์ที่มีมดลูกอย่างคน อย่างม้า อย่างควาย วัว อะไรพวกนี้มีมดลูก เกิดออกมา คลอดออกมาเป็นตัวเลยนี่ เรียกว่าชลาพุชโยนิ เกิดมาเป็นไข่เสียก่อนแล้วค่อยฟักอีกทีหนึ่งเรียกว่าอัณฑชโยนิ เกิดแตกตัวเลย ไม่ต้องอยู่ทั้งไข่ ไม่ต้องอยู่ทั้งในมดลูก อะไรอย่างนี้นะ มันแตกตัว มันเกิดปฏิกิริยาอีกอย่างหนึ่ง เรียกสังเสทชโยนิ เกิดเป็นสัตว์มีสัตว์สามอย่างนี้ วิทยาศาสตร์ค้นพบแล้ว เอามาพูดกันได้ เอามาวิจัยกันได้ รู้เท่ารู้ทัน แต่การเกิดโอปปาติกโยนิ นักวิทยาศาสตร์แม้ทุกวันนี้ ยังค้นไม่ได้ ค้นไม่พบ และไม่สามารถบรีท ใช้ภาษาฝรั่งซะเลย บรีทพันธุ์นี้ได้ พระพุทธเจ้าบรีทได้ ปรับปรุงพันธุ์ ทำให้พันธุ์ของโอปปาติกะ หรือพันธุ์ของสัตว์โลกแห่งวิญญาณนี่ สัตว์ทางวิญญาณนี่เกิดได้ และมันเกิดจริงๆด้วยนะ วิญญาณนี่ วิญญาณเกิด เกิดเป็นอาริยะ เกิดเป็นโสดา เกิดเป็นสกิทา อนาคา เกิดเป็นคนเจริญที่แท้จริง เป็นอาริยชนที่แท้ แหม พูดทีไร ยิ่งเห็นว่าศาสนาพระพุทธเจ้านี่ ยอดเยี่ยมจริงๆ ยอดเยี่ยมจริงๆ เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นแม่เป็นพ่อทางโอปปาติกะ ทางสัตว์วิญญาณนี่ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรู้ว่าแม่มีพ่อมี แม่คือสิ่งที่จะต้องฟูมฟัก พ่อก็เป็นสิ่งที่ฟูมฟัก เพาะให้เกิด เพาะพันธุ์ ช่วยกันผสมส่วน ช่วยกันฟูมฟัก ช่วยกันให้อาหาร เพราะฉะนั้นอาหาร พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนอีก อาหาร กวฬิงกราหาร มีทั้งผัสสาหาร ทั้งมโนสัญเจตนาหาร มีทั้งวิญญาณาหาร อาหารพวกนี้แหละ รู้จักให้อาหาร อาหารทำสิ่งที่เป็นองค์ประกอบให้เกิด ให้สัตว์ทางวิญญาณนี่เกิด ได้ เกิดจริงๆ เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ เป็นกรรมพันธุ์ เพราะฉะนั้น จะต้องรู้กรรมพันธุ์ แล้วต้องรู้การสร้างพันธุกรรม ทางศาสนาพุทธนี่ โดยเฉพาะพันธุกรรมทางจิตวิญญาณ แล้วก็เกิดได้เป็นกัมมพันธุ เกิดมีกัมมพันธุ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เกิดโดยกรรม เพราะฉะนั้นจะเกิดได้ๆ เพราะกรรมของตนอีกแหละ ทีนี้ เราจะทำกรรมของตน กรรมก็เป็นพ่อ กรรมก็เป็นแม่ กายกรรม วจีกรรม ก็เป็นพ่อ กายกรรม วจีกรรมก็เป็นแม่ เป็นแม่ที่พาให้เราเกิด เราก็เกิดมาได้ทางวิญญาณ เกิดแล้วเราก็ได้อาศัย เรียกว่ากัมมปฏิสรโณ ได้อาศัย ถ้าเราได้ดี ก็ได้อาศัยดี เป็นกรรมดี ก็อาศัยดี เพราะกรรมพาเราเกิด ถ้ากรรมเราไม่ดี ก็ได้อาศัยไม่ดี เป็นทุกข์เป็นร้อน วุ่นวาย ทำชั่ว ทำเลว อะไรก็เป็นจริง ตามที่เป็นจริงอันนั้น กัมมังสัตเตวิภัชติ กรรมจำแนกสัตว์ มันจะเป็นสัตว์ดี สัตว์เลว สัตว์สูง สัตว์ต่ำ เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นสัตว์นรก ก็เป็นความจริง นี่ของพระพุทธเจ้า ทีนี้พวกเรานี่มาศึกษาตามพระพุทธเจ้า อาตมาก็พยายามพามาตั้งแต่อบรมกรรม อบรมกาย วาจา ใจ อบรมจนกระทั่งเป็นความเป็น ความเป็นอยู่ เลือกเฟ้นมา พยายามเลือกเฟ้นมา ตั้งแต่ยากๆมานะ อาตมาทำงานตั้งแต่พยายามเข้มๆ เคร่งๆ ยากมาได้เรื่อยๆ ได้มาจนเดี๋ยวนี้ พวกทำเคร่ง ก็ยังเคร่งอยู่ แต่คำว่าเคร่งนี่ เขาไม่ได้เคร่งแล้วนะ อย่างอาตมานี่กินข้าวมื้อเดียวนี่ โอ๋ ข้างนอก คนเขาในส่วนใหญ่ เขาบอกว่ามันเคร่งไป มันสุดโต่ง กินข้าวมื้อเดียว แล้วดันผ่ากินมังสวิรัติเสียอีกนะ โอ้โฮ เสร็จแล้ว ดูซินั่นน่ะ ไม่อนุโลมตัวเองเลย แหม เคร่งเครียด กินแล้วเสร็จ น้ำเปรี้ยว น้ำหวาน อะไรก็ไม่กินเล่นกินหัว ไม่มีน้ำปานงปานะอะไรเลย แอ๊คมากไป โอเวอร์แอ็ค แอ็คมากไปแล้ว แล้วตัวเองก็ต้องฝืนซิ เขาว่าดูฝืน แอ็คเพื่อความเท่ อยากกินก็ไม่กิน ทำอด เขาเอาอะไรมาประเคน เอาน้ำเปรี้ยวน้ำหวานมา ก็ทำแอ็คไม่กิน ไม่ฉัน แอ็คเพื่อความเท่อย่างเดียว เขาเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ความจริงไม่ได้ไปทำเพื่อความเท่เลย ก็มันไม่ต้องกินจริงๆ ก็ได้แล้ว จริงๆนะ อาตมาต้องอนุโลมกินให้พวกคุณนี่ อาตมาทุกข์หลายอย่าง แต่ก็ ต้องอนุโลมกินให้ ฉันให้ แล้วทุกข์ แหม เก๋อีกแบบหนึ่ง พูดเอาโก้เสียด้วย หนอย เห็นมั้ย มันเก่งนะ พูดเอาดีเข้าตัวหมดเลย โธ่ คนธรรมดาก็ต้องกินนะ คนธรรมดาก็ต้องหิว คนธรรมดาก็ต้องอร่อย นี่มันเก๋เสียอีกนะว่า กินไม่อร่อยน่ะ ไม่อร่อยแล้วกินลงได้ยังไง กินลงอย่างไม่อร่อย นี่อาตมาก็ต่อสู้มาแล้ว พูดมาแล้วว่า อาตมาไม่ได้กินเพื่อตัวเอง อาตมากินเพื่อคุณ เขาก็บอกว่ามากไป หลวง พี่น่ะกินเพื่อตัวเอง บอกว่าไม่ได้กินเพื่อตัวเอง อ๋อ ไม่อร่อยบ้างเลยเหรอ ไม่อร่อย เขาก็ไม่เชื่อ ก็ไม่ได้อร่อยอะไรนี่ ก็กินไปเป็นธรรมดานี่ ก็กินให้มันลง ก็กินเอาเพื่อเลี้ยงขันธ์ คนฟังไม่ออกนะ น่ะฟังไม่ออก เอาละ อาตมาจะมัวขยายความพวกนี้อยู่ ก็เลยไม่ต้องรู้กันพอดี คำว่าสามัคคี ไม่ได้รู้ว่าสามัคคีคืออะไร มัวแต่ขยายย่อยอยู่นี่ล่ะนะ เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเรามาอบรมฝึกฝนกันแล้ว เราก็ได้นะ ได้ตามศีลตามธรรม เคร่ง สรุปได้ง่ายๆ เมื่อกี้ว่า ผู้ที่ได้เคร่ง เคร่งแล้ว ได้จริงแล้วนี่ ไม่เคร่งหรอก ไม่เคร่ง ไม่เครียดอะไร สบายๆ เบาๆ ง่ายๆ เป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมดา แต่คนที่ยังไม่ได้นี่ซิ เขามอง เขาบอกว่า โอ้โฮ พวกนี้ มันเคร่งชะมัดเลย แล้วมันไม่เครียดตายเหรอ มันเคร่งๆอย่างนี้นะ ตัวเองทรมาน เขามองอย่างนี้จริงๆ เขาก็เลยเห็นว่าพวกนี้พวกต่างดาว พวกที่อยู่อีกโลกหนึ่ง ใช่ พวกเราโลกุตระแล้ว เราทำได้แล้ว การกิน การอยู่ การอาศัย มีเครื่องอาศัยในตัวเอง เราไม่ได้โลภโมโทสัน ไม่ได้เปลือง ได้ผลาญอะไร เรามักน้อยสันโดษ ตามหลักการสูตรของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามากมายนะ ไม่ว่าสูตรไหนๆ ทฤษฎีไหนๆ มากหลากหลายทฤษฎี เอามาเทียบ เอามาวัดได้ เราเป็นคนกินน้อย ใช้น้อย ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรมาก ไม่โลภโมโทสันอะไรมาให้แก่ตัวเองมากจริงๆ นั่นเป็นหลักการ แล้วก็ทำได้ตามหลักการนั้นแล้ว ทำได้แล้วมันก็เบา ก็ง่าย ไม่ต้องฝืน ส่วนผู้ที่ยังอบรมฝึกฝนอยู่ ตามหลักการแต่ละระดับๆ ก็ฝึกฝนไปๆ ก็ค่อยได้เรื่อยๆนะ เป็นขั้นไป เป็นอนุปสัมปัน อนุปสัมปันก็ค่อยๆได้ขึ้นมา ได้ขึ้นมาจนกระทั่งเป็นอุปสัมปันเป็นผู้ที่ทำได้ พ้น เป็นผู้ที่เข้าถึง อุปสัมปัน คือผู้เข้าถึง ผู้ยังเข้าถึงไม่ได้ ผู้ยังค่อยๆ บางทีก็มาแค่ใกล้ๆ ห่างออกมา ยืดไปยืดมา หดไปหดมา เข้าได้เข้าไม่ได้ จนกระทั่งเข้าไปได้ล่วงล้ำ จนกระทั่งล่วงล้ำเข้าไปถึงอย่างจริงจัง เป็นเลย ไม่ต้องลับๆล่อๆ ไม่ต้องออกต้องเข้าอีก ได้แล้วได้เลย ไปจนกระทั่งถาวรมั่นคง มันก็เป็นของแต่ละคนได้ ผู้ได้แล้ว ก็ให้เขาได้แล้ว ทีนี้ในแง่เชิงของคนมอง บอกแล้วว่า ประเด็นแรก มองว่าเคร่ง ตัวเองไม่เคร่ง ตัวเองก็บอกว่า ไอ้พวกนี้มันสุดโต่ง มันแอ็ค มันทำอะไรเกินมนุษย์ แล้วมนุษย์ธรรมดาปุถุชนนี้ อย่างปุถุชนที่มอมเมากันนี่ อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง มันก็ไม่เหมือนซิ คนพวกนี้มันได้น้อยคนด้วย บอกพวกนี้มันไม่เหมือนบ้านเหมือนเมืองเขา มันคนประหลาด ทีนี้เราก็ถามว่า ถ้าเผื่อว่า เขาเป็นคนกินน้อย ใช้น้อย เขาเป็นคนไม่ผลาญ ไม่ทำลาย แล้วเขาไม่หลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วไม่หลงลาภ ยศ เป็นคนจนนี่แหละ แล้วเขาก็สามารถอยู่ได้ คนอย่างนี้ เขาเป็นคนดีหรือไม่ดี แล้วเขาก็ขยันหมั่นเพียรนะ สร้างสรรอยู่ในโลก ก็ตอบว่าดี แต่มันเกินไป ดีมันเกินไป มันจะเกินหรือ เขาก็ไม่ได้ทุกข์อะไร เขาก็ไม่ได้ทำลายอะไร มีแต่สร้างสรรด้วย มันเกินยังไง มีแต่สร้างสรรให้ แล้วก็ไม่ได้สร้างให้ตัวด้วยนะ สร้างให้คนอื่นด้วย มันไม่น่าจะเกินนะ ถ้าเกินได้กว่านี้ดีนะ ใช่มั้ย มันสร้างได้มากกว่านี้อีก ก็ดีนะ เขาก็บอกว่า เขาไม่ได้ทรมานตัว ไม่ได้ไปอัตตกิลมถานุโยค ไม่ได้เพียรไปแล้ว ตัวเองก็ยังทรมานตน มีอัตตาอยู่ ก็เปล่านะ ไม่ได้เป็นอัตตา ไม่ได้เป็นอัตตกิลมถานุโยค ลำบากลำบนเพราะอัตตาตัวเองอะไรเลย เอาละ ไอ้เรื่องนี้เรื่องลึก อัตตกิลมถานุโยคเป็นเรื่องภวตัณหา เป็นเรื่องวิภวตัณหา เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาต่อไป เขาได้ของเขาอย่างนั้นจริงๆ เขาก็บอก แต่คนพวกนี้ฟังไม่ถึง ปัญญาไม่ถึง เขาก็ท้วง เอาละ เริ่มต้นความแตกต่าง เกิดกันแล้ว ความแตกต่างใช่ไหม อาตมากำลังเข้ามาอธิบายความสามัคคี มันแตกต่างกันแล้วล่ะ พอเอาความแตกต่างกันแล้ว เขาก็ว่า มันแตกแยกนะ ไปโน่นเลย เอ๊ ไอ้แตกต่างกับแตกแยกนี่ มันไม่ใช่นะ คุณต่างหากเล่า คุณมาแยกเราเป็นมนุษย์ต่างดาว เราก็เป็นมนุษย์ด้วยกันกับพวกคุณนั่นแหละ สังคมเดียวกัน อยู่ด้วยกันนะ คุณทำไม่ได้ คุณก็อย่าว่าเรานี่เป็นพวกต่างดาวเลย เราเป็นตัวอย่างให้นะ คุณทำไม่ได้ เราก็ไม่ได้ไปว่า อะไรหรอก ก็ว่าเหมือนกันนั่นแหละ ว่าตรงที่ว่า ทำมาให้ได้อย่างเราดีกว่านะ ไอ้อย่างโน้น มันไม่ดีหรอก มันทุกข์ มันทรมาน มันเป็นภาระ มันเปลือง มันผลาญ มันทำลายอยู่นี่ แล้วมันวุ่นวายเดือดร้อนเหลือเกิน ก็โดยนัยละเอียดลออนะ อาตมาขอสรุปเลย ไม่ต้องขยายความ ก็บอกให้เขาปฏิบัติมาซิ อย่างนี้ คนที่เห็นได้ เข้าใจได้ ก็ปฏิบัติตามขึ้นมา ไล่ๆขึ้นมาหาผู้ที่สูง ก็ยังมีความแตกต่างอยู่นั่นเอง ส่วนพวกที่ต่ำๆนี่ ไม่ปรับตัวเลย ก็แตกต่างอยู่ตลอด มันไม่สามัคคี มันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นพวกที่นอกคอก มันเป็นพวกที่แตกเหล่าแตกกลุ่ม มนุษย์ต้องเป็นอย่างเขาเป็น หมายความว่าต้องกิน ต้องใช้ ต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ บำเรออยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า จะให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องมาเป็นอย่างที่ส่วนใหญ่เป็นซิ นี่โลกาธิปไตย เป็นอย่างนี้ด้วยนะ โลกประชาธิปไตย ปริมาณนี่ ต้องมาเป็นอย่างส่วนใหญ่เขาเป็นสิ ส่วนน้อยๆ จะไปเป็นอย่างนั้น จะไปใช้ได้อะไร นี่ดีหมดทุกมุมน่ะ ต้องมาเป็นอย่างส่วนใหญ่ เขาทำได้ดีแล้ว ก็จะดึงให้เข้ามา มากินหลายมื้ออย่างเขา มามักมาก แต่งเนื้อ แต่งตัว ร่ำรวยอะไร ก็ให้เป็นอย่างเขา ต้องเปลือง ต้องผลาญไปอย่างเขา เอ๊ ในเมื่อเขาอยู่ได้แล้ว เขามักน้อยของเขาก็ได้แล้วล่ะ จะต้องไปดึงเขาลงมาทำไม แต่พวกนี้ถือว่าดื้อรั้น ไม่มียอมเปลี่ยน แปลง ไม่อนุโลมคนอื่นเลย อนุโลมคืออะไร อนุโลมคือยอมให้คุณทำตามที่คุณพอทำได้ ทำไมจะต้องให้คนอื่นอนุโลม คือเขาได้ดีแล้ว ต้องมาทำชั่วกับคุณ เรียกว่ามัชฌิมา ปานกลาง คือชั่วครึ่งหนึ่ง ดีครึ่งหนึ่ง แล้วมารวมกันทำ ทำชั่วครึ่งหนึ่ง ทำดีครึ่งหนึ่ง คือปานกลาง ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นด้วยเหรอ ไอ้นี่ มันปานกลางแบบไม่เข้าท่าแล้ว เห็นไหม มันลึกซึ้งนะ เห็นไหม คนที่ดีแล้ว ให้เขาดีเถอะ คนชั่ว คุณพยายามดีขึ้นมา ตามเขาขึ้นมาซิ ให้ลดมาหาฉัน ฉันก็จะพยายามทำมาหาคุณ แต่คุณลดลงมาซิ ลดมาหาชั่ว มาทำชั่วอย่างฉันด้วยซิ มันห่างกันไป มันห่างกันมากไป ลงมาทำชั่วอย่างฉันเถอะ อย่างน้อยทำชั่วใกล้ๆฉันหน่อยก็ยังดี เอ๊ ไอ้พรรค์นี้ อาตมาขอดื้อรั้นจนตายเลยนะ หน็อย เราได้ดีแล้วยังจะให้เราลดตัวมาทำชั่วลงอย่างเขา เขาถึงจะเรียกว่า เรานี่แหละเป็นคนอนุโลม อย่างนี้เป็นคนไม่กระด้าง เป็นคนไม่ดื้อรั้น เป็นคนอยู่ด้วยกันได้ทั้งๆที่จริงๆ ใจเราน่ะอนุโลมไม่ถือเขาแล้วนะ ก็ว่าเขาเหมือนกันน่ะ ว่าให้มันเป็นการเร่งรัด ให้เป็นการขัดเกลาขึ้นมา นั่นก็ว่าบ้าง แต่ไม่ได้ไปอย่างนั้นแล้ว แล้วก็ไปตีจนกระทั่งว่า เป็นไปไม่ได้ อย่างนี้ต้องมาเป็นอย่างนี้ ถึงจะเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้อย่างที่คนเขายังเลวอยู่ ยังทำไม่ได้อยู่ เขาก็ต้องเป็นไปได้ของเขาอยู่ แต่ว่าเราจะต้องพยายามเป็นไปได้อย่างดีขึ้นมาเรื่อยๆ นัยละเอียดเหล่านี้แหละ เป็นเรื่องที่คนที่ไม่ตั้งใจฟัง หรือไม่มีปัญญา คนที่มีความมืดบอด หรือมีมานะอัตตาเยอะ พวกมานะอัตตานี่รู้นะ ที่จริงรู้ แต่ทำเป็นไม่รู้กลบเกลื่อน แล้วก็ไม่พยายามที่จะเข้าใจ มันก็เลยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะถ้าขืนเขาไม่เอาคนดีนี่ ให้ลดต่ำลงมาได้ เขาไม่ชนะ เป็นความปรารถนาที่เลวร้ายมั้ย ดึงคนดีลงมา ให้ต่ำลงมานี่ เป็นความปรารถนาที่เลวร้ายใช่ไหม จะไปดึงคนดีลงมาทำไม เรา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน