340718 วิธีเรียนไปเป็นเศรษฐี โดย ท่านสมณะโพธิรักษ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.docx
เนื้อหาในไฟล์
340718 วิธีเรียนไปเป็นเศรษฐี โดยท่านสมณะโพธิรักษ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
วิธีเรียนไปเป็นเศรษฐี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ตึก เอ.ดี. 1 ม.รามคำแหง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2534
ทั้งหมด พวก... ตอนนี้ไม่ใช่การแสดงแล้ว ตอนนี้เรื่องจริง ว้า! เห็นหน้าเห็นตากันในการพูดคุยกัน อาตมาจะได้เห็นหน้าเห็นตาคุณด้วย พูดไปแล้ว ไม่รู้ว่ารู้สึกยังไง ถ้ามันเจ็บไป ก็จะได้ลดลงบ้าง ถ้าพูดไปแล้วไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย ก็จะได้พูดแรงๆซะบ้าง อ้า! วันนี้อาตมาจะมาบรรยาย มาพูด มาเล่า ในสิ่งที่อาตมาเห็น เป็นความเห็น เป็นความรู้ของอาตมาเอง และความเห็นความรู้ของอาตมานี่ อาตมาแน่ใจว่า อาตมาได้มาจากการประพฤติปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติได้แล้ว ก็นำความเชื่อมั่นที่เป็นความรู้และความจริง ความรู้ก็คือสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นความรู้นั่นแหละ ทีนี้อีกสิ่งหนึ่งนอกจากความรู้แล้ว เรียกมันว่าความจริง อันหนึ่งเรียกว่า "ความรู้" อีกอันหนึ่งเรียกว่า "ความจริง" คำว่าความจริงนี่แหละ ทุกวันนี้เราสับสนกัน และบางคนนี่ ไปยึดถือว่าอะไรเป็นความจริงเลย แล้วก็อยู่กันอย่างฉาบฉวย อยู่กันอย่างลมๆ แล้งๆ ไป ไม่มีหลัก ไม่มีสาระสัจจะอะไร อาตมาพยายามจะนิยามคำว่า "ความจริง" ไว้ เพื่อจะได้เข้าใจชัดขึ้น ความจริงก็ อาตมานิยามไว้ 5 เงื่อนไข ความจริงนั่นคือ ต้องเป็นความดีถึงจะเรียกว่าความจริง ความชั่วเราไม่เรียก "ความ จริง" หรอก ความชั่วนี่เราแก้ไขได้ เราทำลายมันให้หายสาปสูญไปได้ เราจะยืนหยัดยืนยันเที่ยงแท้แต่ความจริง ฉะนั้นความจริงนี่จะต้องมีเงื่อนไขหนึ่งเป็นความดี 2. เป็นความถูกต้อง ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่ความพลาด ไม่ใช่ความบกพร่องใดๆ ทั้งนั้น หนึ่งเป็นความดี สองเป็นความถูกต้อง 3. เป็นสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยช
อ่านต่อ
น์ เป็นความมีคุณค่าประโยชน์ 4. เป็นความพ้นทุกขอาริยสัจ 5. เป็นความเป็นไปได้ จึงจะเรียกว่า ความจริง อาตมานิยามไว้ มีเงื่อนไข 5 ข้อ ดังกล่าวนี้ ทวนนิดหน่อย 1. ความจริง คือความดี 2. คือความถูกต้อง 3. คือความมีคุณค่าประโยชน์ 4. คือความพ้นทุกขอาริยสัจ 5. คือความเป็นไปได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราไม่เรียกว่าความจริงหรอก มีปรัชญามากมาย มีความรู้ ความคิดนึก อะไรต่างๆนานา เยอะแยะ หลากหลาย ความรู้ ความฝัน ความเพ้ออะไรก็แล้วแต่เหอะ สามารถที่จะพยายามคิดความรู้ ความฝันอะไรขึ้นมาได้มากมายหลากหลาย แต่ว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ เข้าถึงความเป็นเช่นนั้นไม่ได้ อย่างนั้นเราไม่ถือว่าเป็นความจริง ทีนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องเรียนไปเป็นเศรษฐี และวิธีฝึกสมาธิเพื่อเพิ่มพลังจิต เราจะรวมทั้งสองเรื่องนี้ไว้ด้วยกันสำหรับวันนี้ ทีนี้ก่อนจะเข้าเรื่อง อาตมาก็จะพูดเกี่ยวกะสิ่งต่างๆ ที่อาตมามาเห็นในงานนี้ ตั้งแต่เมื่อวานนี้บ้าง วันนี้บ้าง ที่ผ่านไป หลายๆอย่าง อาตมาจะตั้งข้อสังเกตให้พวกเราได้เอาไปนึกคิดบ้าง คือเท่าที่ดูรายการบนเวทีของที่นี่ในงานนี้ หลายคนจะรู้สึกอย่างหนึ่งว่าสิ่งที่แสดงออกนั้นเป็นการแสดงออกจากความจริง การแสดงทุกวันนี้ในวงการ คุณไปดูคอนเสิร์ต ไปฟังคอนเสิร์ตที่ไหนก็แล้วแต่ หรือไปดูการแสดงบนเวที อะไรต่างๆนานานั่น คุณจะได้เห็นการแสดงออกเป็นการแสดงและไม่ใช่ความจริง เพราะเป็นการแสดง ฟังดีๆนะ ฟังความนี้ก่อนให้ชัด จะได้ไปดูเขาแสดงจริงๆเลย เหมือนจริงๆเลย เพราะเขาแสดงจริงๆ แนบเนียน พรั่งพร้อม แนบเนียน ไม่มีความขัดเขินเลย ดูแล้วแนบเนียนจริงๆ เพราะเขาฝึกการแสดงมา ได้เป็นการแสดงอย่างสมบูรณ์ ฟังดีๆนะ เป็นการแสดงอย่างสมบูรณ์เลย แต่พวกที่มาแสดงนี้ มันไม่เป็นการแสดง เพราะแสดงได้ไม่จริง เพราะมันมีแต่ความจริงมากกว่าการแสดง ฟังเข้าใจไหม เพราะงั้นเราดูแล้ว เรารู้สึกว่า เออ! มันซื่อๆ มันอินโนเซ้นต์ ดูแล้ว แม้แต่โฆษกก็ไม่ได้เจตนาตลกนา แต่เราหัวเราะกันอยู่ได้เรื่อยๆเลย เพราะมันใหม่จริงๆ แล้วไม่รู้จะพูดอะไร แล้วเขาก็พูดกันไปตามประสาของเขาจริงๆนั่นแหละ เป็นเรื่องจริงที่ไม่เก่งแสดงเลย เพราะงั้นโลกทุกวันนี้ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยการแสดง โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยโลกแห่งการแสดง ไม่ว่าจะอยู่เวทีไหน จะมีพี่เลี้ยงหรือไม่มีพี่เลี้ยงก็ตาม มีแต่เวทีแห่งการแสดง ถึงขั้นระดับชาติ เป็นเวทีแห่งการแสดงทั้งสิ้น หาความจริงไม่ค่อยจะได้เลย เศร้า เป็นเรื่องที่เศร้ามาก โลกทุกวันนี้ เป็นอย่างนั้น นี่อาตมาก็เลยหยิบสิ่งนี้มาให้พวกเราได้ตั้งข้อสังเกต การแสดงของที่นี่เป็นการแสดงจริงๆ และก็ได้อย่างนี้แหละ จะเห็นได้ว่าต่างกันไปหมดเลยกับเวทีการแสดงของโลก เค้าเจี๊ยวจ๊าว กรี๊ดกร๊าด ตุ๊กกระตู้วู้ รู้สึกว่า มันถูกมอมเมาไป ถูกมอมเมา มันถูกเคลือบๆ มันถูกห่อหุ้มด้วยสิ่งที่อะไรก็ไม่รู้ เลอะเทอะไม่สะอาด เต็มไปด้วยกิเลส ดูแล้วน่ากลัว ล้างก็ยาก เปลี่ยนแปลงยาก แม้แต่เปลี่ยนแปลงให้มาคิด เปลี่ยนให้มาเห็น เปลี่ยนให้มาสำนึก หรือมารู้สึก เปลี่ยนยากมากเลย เอ้า เอาละ อาตมาตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า อาตมาได้ชมอะไรในเวทีนี้ ในงานนี้แล้วรู้สึกว่าต่างกันมากเลยกะของที่อื่น ที่เขาเป็นอยู่ทั่วไปในสังคมทุกวันนี้ เอ้าทีนี้ เรามาเข้าเรื่อง เริ่มต้นเอาคำว่า "เศรษฐี" กันก่อนก็ได้ "เรียนไปเป็นเศรษฐี" นี่แหละ ทุกวันนี้พวกเราเนี่ย ทั่วไปในคนไทย คำว่า เศรษฐี นี้กลายมาเป็นภาษาไทยแล้ว มาเป็นภาษาไทยที่เรารู้กันดี แต่ว่ารู้กันไม่ดี คือรู้คำว่า "เศรษฐี" ดี คำว่า "เศรษฐี" นี่รู้กันดี แต่ว่ารู้ไม่ดี คือ รู้ไม่จริง คำว่าเศรษฐี นี่ หมายถึงว่า "คนจน" ฟังให้ดีนะ เศรษฐีนี้หมายถึง "คนจน" แต่คนไทยเราเข้าใจว่า เป็นคนร่ำรวย นี่ก็คือความรู้ รู้ดี คำว่าเศรษฐีใครก็รู้ดีแต่รู้ไม่ดี เพราะรู้ไม่จริง รู้แล้วมันผิด รู้คำว่า "เศรษฐี" ผิด ผิดตั้งแต่ประเด็นแรกเลย รู้คำว่า "เศรษ ฐี" นี่หมายความว่า คนร่ำรวย เศรษฐี มาจากคำสันสกฤต ที่จริงมีภาษาบาลีเหมือนกัน ภาษาบาลีเขาไม่ได้สะกดด้วย "ศ" เขาไม่ได้ใช้ "ศ, ษ" มาใช้เขียน ภาษาบาลีเขาใช้ "ส" แล้วก็ "ฏ" และ "ฐ" สระอี เป็น "เสฏฐี" สระ เอ ส เสือ ฏ ปะฎัก ฐ ฐาน สระอี "เสฏฐี" ส่วนภาษาสันสกฤต ก็สระเอ ศ ศาลา ร เรือ ษ ฤาษี แล้วก็ ฐ ฐาน สระอี เราเขียนใช้ สันสกฤต "เศรษฐี" แล้วเราก็มาเข้าใจกัน แปลกันว่า "คนร่ำรวย" ก็เลยผิดไปทั้งบ้านทั้งเมือง ผิดกันไปทั้งสังคม ผิดกันไปหมดเลย จริงๆ ทุกคนก็เลยต้องการเป็นเศรษฐีที่จะต้องร่ำรวย นี่แหละคือความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของสังคม ผิดพลาดมานานแล้ว คนร่ำรวยนั้นทางภาษาบาลีเขาเรียกว่า "กระฎุมพี" ใครไม่เชื่อ ก็ไปเปิดปทานุกรมดูได้ เศรษฐี ไม่ได้แปลว่าคนร่ำรวย แต่ในพจนานุกรมของไทย เอาคำว่า "เศรษฐี" ไปแปลว่า "ผู้ร่ำรวย" ซึ่งไปแปลภาษาเขาผิด เอาของเขามาแท้ๆ เอาของสันสกฤต เอาของบาลีเขามาแท้ๆ แต่ไปแปลเขาผิด ทั้งๆที่ภาษาคำว่า กระฎุมพี กะ เศรษฐี มันคนละคำ มันคนละความ คนละอย่างเลย เศรษฐีแปลว่าผู้ประเสริฐ ผู้ที่เป็นเศรษ ฐี ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวพุทธเรา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ เป็นมหาบรมเศรษฐี เป็นเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะท่านจนที่สุด ท่านเคยร่ำรวย ท่านเกิดในกองเงินกองทอง มีทรัพย์ศฤงคาร มีทรัพย์สมบัติ แต่เสร็จแล้วท่านก็ทิ้งสิ่งเหล่านั้น ไม่มีเงิน แม้แต่สักบาทเดียว สาวกลูกศิษย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มาพึงประพฤติปฏิบัติตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติจนกระทั่งถึงขั้นเป็นเศรษฐีด้วยกัน เศรษฐีในครรลองเดียวกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นคนจน เป็นคนไม่มีเงิน แต่ไม่ใช่จนใจ คำว่า "จน" คำนี้ ก็คือผู้ไม่สะสม ไม่กอบโกย เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ที่สุดแห่งที่สุด จนกระทั่งไม่มีเงินเลยสักบาทก็ได้ ลูกศิษย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นสมณะ หรือว่าเป็นที่เราเรียกในความหมายของไทยๆ เราเรียกว่าพระ เรียกว่าภิกษุ ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าโดยตรงแล้ว เป็นคนไม่มีเงินทอง ไม่มีทรัพย์ศฤงคารเลย สละออกจนหมดสิ้น ไม่มีเลย นั่นเรียกว่าเศรษฐี แต่เป็นผู้ประเสริฐ นัยเดียวกันกับคำว่า อริยะ หรือ อารยะ อารยชนนี่ อารยะ หรือ อริยะ นี่ก็แปลว่าผู้ประเสริฐ นัยเดียวกันกับคำว่าเศรษฐี เป็นผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า "เศรษฐี" ดังที่อาตมาได้ขยายความแล้ว เราจะรู้ความจริงว่า เราเรียนไปเป็นผู้ประเสริฐ เรียนไปเป็นเศรษฐีนี่ เรียนไปเป็นผู้ประเสริฐ จะเรียกอย่างไร อันนี้ล่ะ สำคัญ ทุกวันนี้เราไม่ได้เรียนไปเป็นผู้ประเสริฐ ไม่ได้เรียนไปเป็นเศรษฐีดังที่กล่าวนี้ เราเรียนไปเป็นกระฎุมพีกัน เรียนไปเพื่อที่จะเป็นคนร่ำรวย เรียนไปเพื่อจะไปล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ ล่าความมีอำนาจ และจะได้มีอำนาจทั้งการเงิน อำนาจทั้งในโลก ในสังคมนี่ล่ะ เพื่อที่จะเอาไปแลกความสุขมาเสพ เพราะฉะนั้นคนเป็นเศรษฐีอย่างนั้น เป็นเศรษฐีขบถ ไม่ใช่เศรษฐีจริง ทุกวันนี้มีตั้งเกลื่อน ที่มาเรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ก็ตาม มหาวิทยาลัยนี้ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษามากที่สุดในโลก ไม่มีมหาวิทยาลัยใดในโลกนี้ ไม่ว่าประเทศไหนๆจะมีนักศึกษามากกว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปได้ และที่มาเรียนกันนั้น อาตมากล้ากล่าวโดยไม่ผิดว่า มาเรียนกันไปเพื่อเพิ่ม มาเรียนกันไปเพื่อที่จะมีลาภมากขึ้นกว่าที่เคยมี เรียนไปเพื่อที่จะไปสร้างยศให้แก่ตัวเองสูงกว่าที่เคยมี เรียนไปเพื่อที่จะสร้างสรรเสริญ โด่ง เด่น ดังให้แก่ตัวเอง กว่าที่ตัวเองเคยมี และเรียนเพื่อที่จะเอาไปล่า หรือไปแสวงเสพย์สุข บำเรอสุขให้แก่ตัวเอง สรุปแล้วก็คือโลกธรรม มาเรียนไปเพื่อที่จะไปล่าโลกธรรม ศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาโลกุตระ เป็นศาสนาที่อยู่เหนือโลกธรรม เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้น ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อยู่เหนือและไม่ล่าลาภ ยศ จะทำงาน จะรังสรรค์ จะทำอะไรอยู่ก็ทำเพื่อมนุษยชาติ เพื่อผู้อื่น สำหรับตัวเองนั้นลดๆ น้อยลงๆๆจนกระทั่งเป็นผู้ไม่ต้องเสพย์สุข เพราะศาสนาพุทธนั้นไม่ตรัสรู้ความสุข พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความทุกข์ สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ใช่มีความสุข แต่เราหลงมันว่าเป็นความสุข อยากได้ความสุข ก็แสวงหาความสุข อยากได้อะไร ก็แสวงหามาบำเรอตน และเราก็ได้เช่นนั้น อาตมาพูดเกริ่น พูดถึงความหมาย เพื่อที่จะตีเปลาะความหมายชัดๆของคำว่า "เศรษฐี" ของคำว่า "เจริญ" คนเราถ้าเผื่อว่าเป้าหมายของการเรียน เรียนไปเพื่อที่จะสร้างความเป็นกระฎุมพี สร้างความร่ำรวย เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขแล้วละก็ ถ้าเรียนอย่างนั้นแล้ว อาตมาไม่ได้บรรยาย วันนี้อาตมาจะบรรยาย เรียนเพื่อไปเป็นเศรษฐี จะมาบรรยายเรื่องเรียนไปเป็นเศรษฐี เพราะฉะนั้นหลายคน อาตมาก็ขออภัย ถ้าตั้งใจมาแล้ว เอาละ มันจนนัก อีงวดนี้มาฟังจะได้ร่ำรวยกัน ฟังออกจากนี่ไปแล้ว จะได้มีทางไปล่าความร่ำรวย อกหักตั้งแต่บัดนี้ ขออภัย อกหักตั้งแต่บัดนี้ก็ขออภัยด้วย เอาละอาตมาจะขอเริ่มต้นตัวอย่าง เริ่มเล่าอะไรต่ออะไรซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต้องฟังดีๆด้วยนะ เพราะมันลึกซึ้งเหมือนกัน และในการบรรยายนี้ บรรยายไปๆจะเข้าไปหาคำว่า "สมาธิ" เข้าไปหาคำว่าสมาธิ จะเข้าไปหาคำว่า "อธิจิต" จะเข้าไปหาความมั่นคงของจิตใจ ไม่ฟุ้งซ่านไม่วอกแวก แข็งแรง มั่นคง จะมีลักษณะนั้นด้วย โดยไม่ต้องกล่าวคำว่า "สมาธิ" คำว่า สมาธิ หมายความว่าแข็งแรงมั่นคง คำว่าสมาธิ แปลว่าแข็งแรงมั่นคง ไม่แปรปรวน นี่เรียกว่าสมาธิ เพราะฉะนั้นคำว่า "สมาธิ" ของจิตนี่ เป็นเรื่องหลักเหมือนกัน อาตมาจะบรรยายในเรื่องเรียน หรือศึกษา หรืออบรมฝึกฝน เพื่อที่จะไปเป็นเศรษฐี ให้ได้ฟังชัดๆ ตั้งใจฟังดีๆ เพราะว่ามันซ้อนเชิง มันทวนกระแสกันแล้ว มันชักจะตรงกันข้ามกันแล้ว มันชักจะไม่เป็นดังที่เราหมายแล้ว คนเราเกิดมานี่นะ เกิดมาด้วยอวิชชา อวิชชานี่ อาตมาแปลว่าความรู้ ทางเปรียญ 9 หรือผู้ที่เขาเรียนภาษาบาลีมา ท่านหาว่าอาตมาแปลผิด อาตมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อาตมาว่าอาตมาไม่ได้แปลผิดเลย เป็นความรู้ที่รู้มากขึ้นๆก็ได้ และรู้กันอย่างยิ่งยอดด้วย ทุกวันนี้รู้กันจนกระทั่งมีใบรับรองกัน เป็นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือว่าปริญญากิตติมศักดิ์อะไรก็แล้วแต่ มีมากมาย มีใบรับรองคุณวุฒิคุณธรรมอะไรกัน ความรู้ ใบรับรองความรู้มากมาย และก็ใบรับรองความรู้เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นใบรับรองความรู้กันที่เป็นการรู้อย่างไม่พาไปนิพพาน เป็นการรู้ที่อาตมาเรียกว่า "อวิชชา" ทั้งนั้น ความรู้ที่พระพุทธเจ้าหมาย เรียกว่าอวิชชานั้นมีถึง 9 ประการ ความรู้ที่พาไปนิพพานเรียกว่า “วิชชา” ส่วนความรู้ใดที่ไม่พาไปนิพพาน เป็นความรู้ที่เรียกว่า "อวิชชา" ทั้งสิ้น ป่วยการกล่าวไปไยกับความไม่รู้หรือความโง่ ก็ขนาดรู้ๆยังไม่ได้ไปนิพพานเลย แล้วไอ้ที่ไม่รู้ แล้วมันจะได้ไปทำไมเล่านิพพาน ใช่ไหม ไอ้ที่ไม่รู้น่ะ ไม่มีทางได้ไปแน่ๆเลย ขนาดที่รู้ๆนี่ ยังไม่ได้ไปนิพพานเลย นอกจากไม่ได้ไปนิพพานแล้ว ยังทำความวุ่นวาย ทำความเดือดร้อน ทำความยุ่งยากเป็นทุกข์ให้แก่สังคมเขาด้วยอย่างทุกวันนี้ นักรู้มากมายเลย รู้แล้วเป็นยังไง ไปเรียนมา เรียนจากประเทศไทยไม่พอ ไปเรียนมาจากประเทศนอก เรียนมาเสร็จแล้ว ก็มาล่าลาภ มาแย่ง แย่งชิงลาภ ยศ ด้วยวิธีการ ด้วยความรู้ ความฉลาดที่ตัวเองได้มา แม้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์นี่ โดยหลักการของเศรษฐศาสตร์แล้ว ความหมายก็คือ เพื่อมาแบ่งรายได้ เฉลี่ยรายได้ นักเศรษฐศาสตร์นี่ เป็นนักเฉลี่ยรายได้ เฉลี่ยตั้งแต่ของตนเองเลย แล้วก็พยายามให้คนอื่นที่มีความหวงแหน มีความเห็นแก่ตัว ให้เฉลี่ยไปแก่คนที่มีน้อย เรียกว่าลักษณะเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจ แต่เสร็จแล้วนักเศรษฐศาสตร์เองนั่นแหละมาร่ำรวย มากอบโกย ถูกประมูลตัวไปในกิจการธุรกิจของแต่ละบริษัท แต่ละสำนัก แต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกประมูลตัวไป เพื่อไปล่า เพื่อไปคิดวิธีล่าให้แก่ตัวเอง ซึ่งก็ได้รับค่าจ้าง ได้รับรายได้จากผู้ที่เขาประมูลตัวไปแล้ว ก็ไปหารายได้ ไปหาลาภ ยศ สรรเสริญ ให้แก่บริษัทนั้น ธุรกิจนั้น สำนักนั้น นักเศรษฐศาสตร์เช่นนี้จึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ขบถหมด เป็นนักเศรษฐศาสตร์ขบถ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจทุกวันนี้ ในโลก ในสังคมทั่วโลก ไม่ใช่แต่ในประเทศ ไทย จึงเป็นเศรษฐกิจขบถ ไปเรียนมาไม่ได้เป็นผู้ประเสริฐ ไม่ได้เรียนมาเป็นเศรษฐี แต่เรียนมาเป็นผู้ร่ำรวย ตัวเองจะรวย ธุรกิจของตัวเองรวย บริษัทของตัวเองรวย กลุ่มพรรคหมู่ของตัวเองรวย คนอื่นยากจนลงๆๆ เพราะทรัพยากรในโลกนั้นมีส่วนหนึ่ง เมื่อส่วนของกลุ่มหนึ่ง ดูดเอาไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือก็แจกหรือว่าแย่งกันอยู่ ส่วนที่เหลือก็ได้น้อยลงๆๆเรื่อยไป มีกลุ่มที่ดูดเอาไปมากๆ ได้มากเท่าไหร่ จำนวนเมือง จำนวนประชากรที่มีอยู่ยิ่งต้องแจกต้องแย่งกันมากขึ้นๆ นี่เป็นลักษณะของความเป็นจริงที่เกิดอยู่ในสังคม เพราะฉะนั้นการเรียนไปเป็นเศรษฐี อย่างไม่รู้แม้แต่ความหมายของคำว่าเศรษฐี เรียนไปเป็นกระฎุมพีกันแท้ๆ เรียนกันไปเป็นคนร่ำรวยลาภ ร่ำรวยยศ ร่ำรวยสรรเสริญ ร่ำรวยอำนาจ เพื่อที่จะมีอำนาจดูดดึง มีวิธีการพราง พรางไม่ให้คนอื่นเข้าใจว่า ฉันดูดเอามาเป็นของฉันได้มากๆ พรางด้วยวิธีโกง วิธีเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวจัดจ้าน เพราะฉะนั้นการเรียนชนิดนี้แหละ เป็นการเรียนที่ล้มเหลว มหาวิทยาลัยอย่างมากทั่วโลก ไม่ใช่แต่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย สอนกันเพื่อที่จะให้มีความรู้ความสามารถมากๆ เพื่อไปแลกเอาลาภมาให้แก่ตัวเอง เพื่อไปสร้างยศอำนาจให้แก่ตัวเองได้มากๆ สูงๆ จะได้มากอบโกยให้ตัวเองได้มากๆ เป็นความจริงดังเช่นที่อาตมากล่าวใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็คือ การสร้างคนไปมีความรู้ก็ตาม มีความสามารถก็ตาม สร้างไปเพื่อสร้างคนที่มีความรู้ ความสามารถ เพื่อแย่งชิงมาให้แก่ตัวเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในห้องศึกษาวิชาเดียวกัน คณะเดียวกันเรียนไปเพื่อจะไปแย่งกันในอนาคตทุกคน นี่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนี่ก็ตาม นอกมหาวิทยาลัยก็ตาม เรียนไปเพื่อแย่งกันทุกคน เมื่อเรียนกันไปเพื่อแย่งก็ไม่ได้เป็นเศรษฐี มันก็เป็นกระฏุมพี อย่างเก่งก็ได้เป็นคนร่ำรวย รวยลาภ รวยอำนาจ รวยยศศักดิ์ รวยสรรเสริญ ทำไมเขาสรรเสริญกัน เพราะเขาเข้าใจอย่างเดียวกัน คนร่ำรวยเขาก็สรรเสริญว่ายอดเยี่ยม เป็นมนุษย์ชั้นยอด เป็นผู้ประสพผลสำเร็จ เขาก็ยกย่องกันยังงี้ใช่ไหม ส่วนคนจนเขาไม่ยกย่อง ไม่สรร เสริญ ดูถูกดูแคลนเหยียบย่ำด้วยซ้ำ คนที่ไม่สะสม ไม่กอบโกย ไม่เอาเปรียบเอารัด แต่ทำงานมากๆ มีความรู้ก็พยายามเพิ่มพูนความความรู้ของตัวเอง มีความสามารถ ก็พยายามพัฒนาสมรรถภาพ พัฒนาความสามารถของตัวเอง แล้วไปทำ ไปขยันหมั่นเพียร อุตสาหะ วิริยะ สร้างสรร เสร็จแล้วไม่แลกเปลี่ยนกลับมาให้ตัวที่เรียกว่าลาภ ไม่เอาค่าตัวแพง ไม่แลกเปลี่ยนมาเป็นรายได้สูง ให้ฟรี เสียสละ ได้ให้ ไม่รับแลกมาแม้คุณค่าฝีมือจะดี ค่าความคิด คนเขาจะตีราคาสูงก็ตาม ก็ไม่เอาสูง ถึงแม้คนจะให้มาสูง ก็เอาไปบริจาคอีกต่อ แล้วคนอย่างนั้นจะรวยได้ยังไง คนที่บริจาคต่อหรือให้คนอื่นต่ออย่างนั้น ก็เพราะว่า หรือความจริงว่า คนเรานี่ มีคนแย่งเอาไปเป็นของตัวมากกว่าคนที่จะให้แก่ผู้อื่น ในโลก ในสังคมนี้แหละ มีคนแย่งเอาไปเป็นของตัวมากกว่าคนที่จะให้แก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นความสมดุลจึงไม่เกิด เป็นความไม่ยุติธรรม หรือว่าไม่เสมอภาค คนรวยหรือว่าคนที่จะแย่งไปให้แก่ตัวเองน่ะ มีจำนวนมาก ส่วนคนจะสละให้แก่ผู้อื่น มีจำนวนน้อย ไม่สมดุลเลย เราต้องการความสมดุลของสังคม เราต้องมาเพิ่มคนที่จะเสียสละให้แก่สังคมมากๆ ต้องการมาเป็นของตัวเองให้น้อยลงๆๆ จึงจะเกิดความสมดุลของสังคม นี่เป็นลักษณะเศรษฐศาสตร์ธรรมดา แต่คนไม่ทำอย่างนี้ พูดไปแล้วพอเข้าใจ พอรู้ใช่ไหม ที่อาตมาพูดนี่ พอเข้าใจ พอรู้ เพราะฉะนั้นการเรียนใด การศึกษาใด ต่อให้คุณเรียนให้เก่งเลย มีสำนักหรือว่ามีมหาวิทยาลัยที่เก่งยอดเยี่ยม เข้าไปเรียนแล้วมีความรู้อย่างเร็วเลย มีวิธีการสอน ได้ความรู้ ได้ความสามารถเก่งกาจ จะไปสร้างอะไรก็ได้เก่ง จะรู้อะไรก็รู้ได้อย่างลึกซึ้ง รู้ได้อย่างดี มีวิชาความรู้รอบมากมาย ต่อให้มหาวิทยาลัยนั้นเยี่ยมยอดอย่างนั้นก็ตาม แต่ถ้ามาเรียนแล้ว เรียนได้ความรู้ ความสามารถไปเพื่อที่จะไปกอบโกย ไปล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ มาให้แก่ตัวเอง อาตมาก็ขอตราหน้ามหาวิทยาลัยอย่างนั้นไว้ว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการทำลายล้าง มหาวิทยาลัยที่ทำให้โลกเดือดร้อน สังคมมนุษยชาติเดือดร้อน มหาวิทยาลัยใดเป็นอย่างนั้น อาตมาขอตราว่าอย่างนี้ไว้ อย่างนั้นน่ะ ทีนี้ ทุกวันนี้จะเป็นอาจารย์ผู้สอนความรู้ความสามารถก็ตาม ไม่ได้คำนึงถึงคุณธรรม ไม่ได้คำนึงถึงความหมายว่า เราจะต้องไปเสียสละ ไม่ได้คำนึง และไม่ได้หาวิธีการที่จะให้คนมาฝึกจิตใจ ฝึกจริงๆนะ การที่จะเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว การจะไม่โลภโมโทสันมาให้แก่ตัวเองนี่ ต้องฝึกจริงๆ และต้องเรียนรู้ ต้องเห็นความจริงให้ได้ด้วยว่า เรามาจนได้นี่เก่ง คนไปรวยได้นั้นไม่เก่ง ใครมันก็กล้ารวย แต่มันไม่กล้าจน คนกล้าจนจึงเยี่ยมยอดกว่าคนกล้ารวย ฟังดีๆ อาตมาพูดอะไรต่ออะไรนี่ มันไม่ค่อยเหมือนโลกเขาเท่าไหร่หรอก ฟังแล้วมันตีลังกาหัวเดินต่างตีนอยู่เสมอๆ ฟังดีๆเหอะ แล้วลองฟังดู อาตมาพูดเล่นหรือเปล่า อาตมาไม่เสียเวลาพูดเล่นหรอก อาตมาอายุแก่ขึ้นทุกวันๆ อาตมาเคยหลงโลก เคยอายุตั้งแต่เล็กแต่น้อยมา อาตมาก็เหมือนกะพวกคุณทุกคน โตมาก็ศึกษา ศึกษาแล้วก็ดิ้นรน ทำงานหาเงินหาทองก็เหมือนกันกะทุกคนแหละ มีความคิดเหมือนกะปุถุชนทุกคน ล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ เหมือนกัน อาตมาเคยเป็นมาทั้งนั้น และก็ไม่ได้พ่ายแพ้โลกเขาเท่าไหร่หรอก ถ้าใครไม่รู้ประวัติอาตมา ก็หาอ่านดู ก็แล้วกันน่ะ ประวัติอาตมาตอนนี้เขาไม่ให้เรียกตัวเองว่า "พระ" เขาให้อาตมาต้องมาเรียกได้คำเดียว ต้องเรียกตัวเองว่า "สมณะ" เท่านั้น สมณพราหมณ์ ก็เรียกว่า "พระ" ไม่ได้ เขาไล่ออกจากความเป็นพระ ไล่ออกจากความเป็น "ภิกษุ" เขาหาว่าอาตมาขบถต่อศาสนาพุทธ ขบถต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเขาว่า อาตมา นี่เทิดทูนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดเศียร เพราะอาตมาได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาจึงมาเป็นคนอย่างนี้ อาตมาจึงมาเป็นคนจน กล้ามาจน แต่ก่อนนี้อาตมาก็โลภโมโทสันเหมือนกัน มีความรู้ ความสามารถ ก็หาเงิน อาตมาอยู่ในวงการธุรกิจบันเทิงเหมือนกับเบิร์ดนี่แหละ ได้มาก อาตมาหาเงินหาทอง มีรายได้ตั้งแต่สมัยเมื่อเบนซินลิตรละ 1.25 บาท โซล่าลิตรละ 97 สตางค์ 95 สตางค์ อาตมาในช่วงนั้น อาตมายังไม่ได้ออกมาบวช ตอนนั้นน่ะ เบนซินลิตรละบาทยี่สิบห้าสตางค์ เดี๋ยวนี้เบนซินลิตรละเท่าไหร่ เบนซินลิตรละเท่าไหร่เดี๋ยวนี้ หา เท่าไหร่นะ เกือบสิบบาทหรือ เบนซินลิตรละเกือบสิบบาท โซ่ล่าอาตมารู้ เพราะว่าที่ปฐมอโศกเพิ่งตั้งปั๊มโซล่า ลิตรละเจ็ดบาทกว่า ที่ปฐมอโศกนี่ลิตรละ 7.45 บาท แต่ที่กรุงเทพฯ ลิตรละ 7.65 บาท แต่ที่นั่นเขาขายถูกกว่าตลาด ทองบาทละสี่ร้อยกว่า ห้าร้อยเป็นอย่างสูง ตอนนั้นมันก็ขึ้นๆลงๆ แหละ ทองในตลาดตอนนั้นก็ใน ราวสี่ร้อยห้าร้อยบาท หนักบาทหนึ่งนี่ซื้อกันสี่ร้อยหรือห้าร้อยบาท เดี๋ยวนี้มันสี่พันห้าพัน อาตมาตอนนั้นมีรายได้ถึงสองหมื่นบาทนา หมื่นสองหมื่น ถึงสองหมื่นบาทต่อเดือน รายได้ของอาตมาตอนนั้น ยังหนุ่มแน่น อยู่ในธุรกิจบันเทิง เหมือนกับทางนักแสดง นักธุรกิจบันเทิงเดี๋ยวนี้ราคาค่าตัวก็แพง แต่อาตมาไม่ได้เป็นดาราเด่นๆเหมือนอย่างกะเขาหรอก เพราะอาตมาเป็นดาราจับฉ่าย เป็นดาราหลายอย่าง อาตมาทำงานหลายด้าน รับทำงานหนัก ทำงานหลายด้าน ธุรกิจบันเทิงหลายด้าน อาตมาก็อยู่ในโลก อยู่ในสังคมทำมาหากิน หาเงิน ล่าเงิน ล่าทอง ล่าความเด่นความดัง จนอาตมามาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติจริงๆ จนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องเบียดเบียน เป็นเรื่องเห็นแก่ตัว เราโลภเอามาให้แก่ตัวแล้วก็มาบำเรอตัวเอง เราบำเรอ อยากจะมีความสุข เราก็เอาเงินไปแลก ไปจ้าง ไปทำยังไงที่ค่านิยมของโลก จะต้องมีบ้านหลังใหญ่ๆ มีรถยนต์หลายๆคัน ขี่รถยนต์หลายๆคัน แล้วก็เปลี่ยน วันนี้ขี่คันหนึ่ง พรุ่งนี้ขี่คันหนึ่ง ดูมันเก๋ดี อาตมาเป็นยังงั้นจริงๆ รู้สึกยังงั้นจริงๆ สมัยโน้น อาตมาที่จริงอาตมาเป็นคนจน เป็นคนจน เรียนนี่ก็อีเลเซซัง เอาละ ไม่ต้องเล่าประวัติ ไม่มีเวลา อาตมาก็เรียนจนกระทั่งออกมาทำงาน ก็เรียนอย่างอีหลุกขลุกขลุ่ย ไม่ได้มีพ่อแม่ส่งเสียเล่าเรียน ฐานะคืออาตมาถ้าพูดกันจริงๆแล้วเหมือนนิยายน้ำเน่า ชีวิตก็เหมือนนิยายน้ำเน่า เอาไปสร้างนิยายน้ำเน่าได้มากเรื่อง ไม่ว่าในวิถีการสร้างฐานะตัวเองก็ตาม ในวิถีการต่อสู้ชีวิตก็ตาม หรือแม้แต่ในวิถี ในเรื่องของ โศกนาฏกรรมต่างๆ ทั้งเรื่องความรัก แต่เรื่องบู๊ อาตมาไม่ค่อยเก่ง ถ้าจะเอาชีวิตอาตมาไปสร้างหนังบู๊ สร้างไม่ขึ้น เพราะว่าวิถีชีวิตของอาตมาไม่ค่อยไปบู๊ ไปแต่ในเรื่องรักโศก ในเรื่องรักโศกเยอะ เอาไปสร้างนิยายน้ำเน่าพวกนั้นได้เยอะ แล้วชีวิตของอาตมานี่ จน สรุปง่ายๆ จน จนกระทั่งมาดิ้นรนหาทางที่จะอยู่กะโลกของเขา อย่างที่คนเขาเป็นกันจนมีวิถีทางแล้ว หาเงินหาทองได้ หาชื่อเสียงให้แก่ตัวเองได้ แล้วก็มีชีวิตอย่างที่โลกเขามอมเมา จะต้องโก้ ต้องหรู ต้องหล่อ ต้องร่ำรวย ต้องสวย ต้องงาม ต้องเท่ ต้องเก๋ เอาหมด หนักเข้า เขาพาไปกินเหล้า ยาสูบอะไรก็เอา ไปกะเขา เที่ยวเตร่เฮฮา จ่ายเงินจ่ายทอง บอกว่ายังงี้แหละเป็นสังคมชั้นคนมีเงิน สังคมชั้นสูงทำยังงี้แหละ อวดอ้างคนแล้วเก๋นัก เท่นัก เราก็ทำ นี่เป็นการเรียนรู้ในสังคม แล้วก็ทำตัวเองเป็นเศรษฐีอย่างผิดๆ บอกแล้ว ว่า "เศรษฐี" เป็นภาษาผิด แท้จริงแล้ว ทำตนเป็นกระฎุมพี แล้วก็เรียนไปเป็นกระฎุมพี แล้วทำตนเองอยู่ยังงั้นแหละ เป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ก็มีตัวอย่างในสังคม เดี๋ยวนี้เต็มไปหมด ตัวอย่างจะต้องร่ำรวย แอ็คท่าโก้เก๋ ทำระเริงสุขว่าฉันมีความสุข อย่างโน้นอย่างนี้ บำเรอตนอยู่อย่างนั้น อาตมาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วจึงเห็นความจริงว่า โอ้ พระพุทธเจ้านี่ยอดประเสริฐ ท่านเป็นคนร่ำรวย พร้อมพรั่งไปด้วยเบญจกามคุณ มี อะไรนะ เขาเรียกอะไรบำเรอ พรั่งพร้อมไปด้วยสาวสนมกำนัลใน เพราะว่าเป็นลูกเจ้า สมัยก่อนมักพรักพร้อมไปด้วยสาวสนมกำนัลใน พรักพร้อมไปด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อบร่ำ ร่ำรวย อยากจะได้โน่นได้นี่ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ไปหมด ไม่ใช่ชี้นกเป็นไม้หรอก ชี้ไม้เป็นนก ชี้นกเป็นไม้ ก็ต้องเป็นไม้ถึงอย่างนั้น แต่สุดท้าย ท่านตรัสรู้แล้วท่านก็ไม่เอา ไม่ทำอย่างนั้น นี่เป็นตัวอย่างเศรษฐีเอกของโลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาค้นคว้าทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกะตัวเองจนเห็นจริง อาตมาเลิกนี่ อาตมาต้องสรุป เพราะอาตมาปฏิบัติมาตั้งแต่อยู่ในวงการโทรทัศน์ อาตมาไม่ได้เป็นดาราหนัง อาตมาเป็นดาราทางโทรทัศน์ ซึ่งในรุ่นเมื่อ 20,30 ปีผ่านมาแล้ว พวกคุณทั้งหลายก็คงจะยังไม่รู้ ไม่รู้อาตมาอยู่เยอะเหมื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive