340810 รู้ไหมว่าคุณก็เชื่อ โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์362 KB
วันที่แก้ไข30 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340810 รู้ไหมว่าคุณก็เชื่อ โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

รู้ไหมว่าคุณก็เชื่อ โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2534

เอ้า วันนี้เรามาฟังทบทวนถึงเรื่องทรัพย์แท้ ถึงเรื่องของศรัทธา ของศีล จาคะ ปัญญา ซึ่งเป็นทรัพย์ 4 ตัวง่ายๆนี่นะ จะมีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะอะไรด้วยอีก ใครจำได้ก็รู้ เพราะว่าในภาวะของการปฏิบัติธรรมนี่ คนเรานี่จิตจะเจริญ จิตเจริญตรงที่มีหิริ มีการละอาย มีการรู้สึกตัวด้วยว่า โอ้ เรานี่นะ เรารู้ว่าอันนี้มันไม่ค่อยดี แล้วไม่รู้สึกละอายน่ะ ทำมันอยู่นั่นแหละ ดื้อด้าน ทำอยู่อย่างเดิมนั่นแหละ แสดงว่าจิตใจของเรายังไม่รู้สึกละอาย จิตใจของเรายังไม่รู้สึกสังวร มันไม่สังวร มันไม่ละอายจริงๆนะ เพราะฉะนั้นกว่าเราจะละอายจริงๆนี่นะ การมาปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรากำหนดศีลลงไป แล้วทำตามนั้นนี่นะ ถ้าทำโดยไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดจิตที่พัฒนา จิตไม่เจริญ จิตไม่เกิด ไม่เกิดจริงๆ ไม่เกิดพัฒนาขึ้นจริงๆ มันจะไม่มีการเกิดหิริ จะไม่รู้สึกเขิน มันจะไม่รู้สึก เหมือนคนด้านๆน่ะ มันก็เหมือน คนด้านๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ทำอย่างไร ฉันเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ แล้วมันก็เป็นอยู่อย่างเก่า เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่เกิดจริงเป็นจริงของคนนี่ มันเป็นความเจริญของจิตจริงๆ มีหิริ มีความละอาย แหม เราอย่าทำเลยอย่างนี้มันจะละอาย มันจะรู้สึก มันจะติงตนเอง ไม่มีใครมาบังคับเรานะ มันจะประสงค์ มันจะต้องการ มันจะพยายาม มันจะมีความเพียร ความพยายาม มันฝืน มันลำบาก มันต้องมีฝืนทน มันต้องมีทมะ ขันติ จาคะ มันต้องทำจนกระทั่งสละสลัดออกได้ สละออกได้จนชิน จนเป็นไปว่า เราควรเป็นอย่างนี้ ไม่เอาอะไร ยกตัวอย่างขึ้นศาลา ขึ้นศาลานี่ถ้ามองเห็นด้วยปัญญานี่ เอ๊ มันมีประโยชน์คุณค่า อย่างน้อยเราก็ได้ฝึกตน ไม่มีใครได้ประ

อ่านต่อ

โยชน์ เราขึ้นมาบนศาลา เขามีกำหนดอย่างนี้ เราก็กำหนดอย่างนี้ มันเป็นจารีตประเพณีกัน ที่นี่ก็นิยมกัน คนอื่นมาเห็น เขาก็นิยมกันอยู่ ก็รู้สึกว่ามันดี มันไม่เห็นเสียหาย ไม่เห็นว่ามันจะเป็นความเสียหายล้มเหลวอะไร เราก็เอา เอาให้ได้ เพียรขึ้นให้ได้ ทำ ไม่มีใครได้ประโยชน์ เราก็ได้ประโยชน์ เราได้ตรงที่ได้ฝึกเพียร เราได้เกิดความช่ำชอง ชำนาญ ถ้าอย่างจริง มันจะเกิดการวางปล่อยได้ จิตของเรานี่ มันด้าน มันไม่อยาก มันมีความไม่อยากกระทำน่ะ มันก็ไม่คล่อง มันก็ลำบากใจ มันก็ฝืนๆฝืดๆ นั่นแหละคือทุกข์ มันฝืนฝืด เป็นทุกข์ ไม่คล่อง จนกว่าเราจะไม่มีฝืน ไม่มีฝืด เป็นความเห็นดีเห็นงาม มีปัญญาเข้าใจชัดแท้ จิตก็โล่งสะอาด สว่าง โปร่งไม่มีอะไรต้าน ไม่มีอะไรขัด ไปได้คล่อง ไปได้ง่าย ไปได้รื่น ว่างสบาย นั่นก็คือการหลุด การร่อน การเบาสบาย แล้วเราก็มีกรรมกิริยาของเราถูกต้องตามจารีตประเพณี วัฒนธรรม ถูกตามกรรมกิริยา ถูกตามสิ่งที่เราได้กำหนดกัน เป็นจริงกัน เป็นสมมุติสัจจะกันอย่างถูกต้อง โดยปรมัตถสัจจะ คือจิตของเราลดกิเลสออกหมดแล้ว ลดสิ่งที่ต้าน ที่ขวาง ที่ฝืนอะไร หมดทุกข์ด้วย หมดทุกข์ จะขึ้นศาลาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ทุกข์อะไร ไม่ฝืด ไม่ฝืน ไม่ลำบาก ไม่ยาก ไม่อ้างโน่น อ้างนี่ ไม่หาเรื่องหาราว นอกจากมันมีเรื่องจริง ที่ด่วน ที่สำคัญ ที่ติด ที่เราเห็นว่าควรจริงๆ ทำได้โดยที่ไม่ได้มีตัวอ้าง ตัวออก ตัวแก้ ตัวอะไร ถ้าเห็นว่าอันนี้สำคัญ สำคัญก่อน สำคัญหลัง สำคัญมาก สำคัญน้อยอะไร เราจะมีจิตเป็นกลางจริงๆ จะทำอย่างเข้าท่า อย่างถูกจังหวะจะโคน ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยพรั่งพร้อม เป็นไปด้วยดี เป็นมวลหมู่ เป็นรูปเป็นแบบ เป็นอะไรอันดีงาม แล้วก็การใช้แต่แค่ขึ้นศาลานี่ ก็ได้ขัดเกลากิเลสแล้ว ลดอัตตา มานะ ลดการที่จะทำตามอำเภอใจ อัตตานั่นเอง อัตตามันไม่อยากขึ้น เราทำอื่นดีกว่า ตามใจเรา มาขึ้นศาลาก็มานั่ง มองไปในแง่โน้นแง่นี้ มันเสียเวลา มันไม่ได้โน่น ไม่ได้นี่ อะไรก็แล้วแต่ ก็หาเหตุได้ทั้งนั้นน่ะ ไม่สบาย มีงานโน่น มีงานนี่ ติดนั่นนี่ หาเหตุมัน ถ้ามันไม่คุ้ม มันไม่มีประโยชน์มากกว่าจริงๆ หรืออย่างน้อย เราใช้เป็นเครื่องฝึกเพียรเรา แม้จะมีประโยชน์ มีงานอื่นสำคัญกว่า แต่เราก็ยังไม่อยากมานี่ เอามันเลย ขัดเกลามันเลย อัตตาตัวนี้น่ะ กิเลสตัวนี้ เอามันเลย ไม่เช่นนั้นมันก็ตายอยู่ตรงนั้นน่ะ จนกว่าเราจะรู้สึกว่า เอ๊ เราไม่ทำดีอันนี้มันละอายนะ ละอายตัวเราเอง มีหิริตัวเราเอง อย่างนี้มันถูกต้องแล้ว แต่เราไม่ทำนี่ เราจะรู้สึกจริงๆ มีหิริในตัวเรา จนกระทั่งถึงโอตตัปปะนี่ เอ๊ ไม่ทำไม่ได้หรอก มันจะเร่งรัดตัวเอง มันจะมีน้ำหนักให้แก่ตัวเอง นี่เป็นเรื่องจริงที่จะเกิดในจิตคน ถ้าเกิดจริงแล้ว ก็จะรู้เองนะ เกิดจริงแล้ว ก็มีหิริโอตตัปปะ แล้วเราก็พยายาม ที่ฟังนี่ ก็เป็นสุตะ ไปศึกษาค้นคว้าก็เป็นสุตะ ไปศึกษาพิจารณา ทุกเหตุผล พิจารณาทุกเรื่อง ทุกอย่างประกอบ จะได้เกิดการเจริญ จะได้เสริมหนุนให้น้ำหนักของศรัทธา น้ำหนักของความเชื่อ นี่เกิดศรัทธินทรีย์ เกิดศรัทธาพละขึ้นมา ศรัทธิน ทรีย์ หรือศรัทธา ศรัทธาคือความเชื่อ ขณะนี้พวกเรามาปฏิบัติธรรมนี่ อาตมาแน่ใจว่า พวกเรานี่เชื่อถือ แต่หลายคนยังไม่ถึงขั้นเชื่อฟัง เชื่อฟังนี่ มันมีน้ำหนัก มีความหมายว่า เชื่อฟังนี่ต้องทำตาม คนเรานี่นะ ถ้าเผื่อว่าเราจะเชื่อฟังด้วยใจของเราเองนะ แหม เราเชื่อถือ แล้วก็เชื่อฟังทำตามนี่ แม้เราจะฝืน เราก็จะทำตามโดยใจสมัคร โดยเรานี่แหละเต็มใจทำ มันจะฝืนจะฝืดยังไง เราก็จะเต็มใจที่จะทำตาม หัดฝึกทำ ด้วยหวังดี แต่เชื่อฟังนี่ คนเราบางทีมันไม่เชื่อถือ ไม่เชื่อ แต่ถูกบังคับ มันก็ต้องทำตาม คือเชื่อฟังน่ะ ต้องทำตาม ไอ้อย่างนี้ ไม่อยู่ในขอบข่ายตัวศรัทธินทรีย์ ไม่ใช่ศรัทธินทรีย์ๆ ไม่ใช่ตัวเจริญ คือศรัทธานี่ ก็คือการเชื่อระดับหนึ่ง จะให้เชื่อมากเชื่อน้อยเท่าไหร่ ถ้ายังไม่ถึงขั้นทำตามนะ ยังไม่เข้าข่าย ศรัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้นเราจะมีศรัทธาในศาสนาพระพุทธเจ้า ศรัทธาในศีล ว่าศีลนี่นะ เออ อันนี้ไม่ฆ่าสัตว์ดี แต่เราก็ฆ่าสัตว์อยู่นั่นน่ะ เราไม่ทำตามน่ะ เราฝึกหัดน่ะ ไม่เอาของเขาที่ไม่ใช่ของเราดี แต่ได้โอกาส ฉันก็เอาของแกอยู่นั่นแหละ ฉันก็ทุจริต โกงบ้าง เอาเปรียบเอารัดอะไรก็แล้วแต่ นี่ยังไม่ถึงศรัทธินทรีย์ ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่ดีนะ ไม่ถูกต้อง เออ ใช่ ดีแล้วละ ไปผิดผัวเขาเมียเขา ไม่ดีแน่ๆ ไม่ผิดผัวเขาเมียใครดี แต่ แต่ฉันก็จะผิดผัวเขาเมียใคร นอกอก นอกใจอะไรอย่างนี้ มันไม่ทำตามหรอก แล้วมันไม่ฝึกหัดตาม แล้วมันไม่มีหิริ มันไม่มีโอตตัปปะ มันไม่เกรงกลัว ถ้ายิ่งมันหยาบๆ กิเลสมันแรงๆ อาจจะเชื่อถือน่ะ เชื่อถือ เชื่อว่าดี พูดยังไง พูดให้ตายก็เชื่อ เชื่อสนิทใจดี โกหกนี่มันเลวนะ จริง เชื่อๆๆ แต่ก็โกหกมันอยู่นั่นแหละ นี่เรียกว่าอำนาจของความเชื่อมันยังไม่ถึงขั้นศรัทธินทรีย์ มันไม่ถึงขั้นเชื่อฟังนะ แล้วเชื่อฟังนี่เป็นอิสรเสรีภาพ เพราะเราเองไม่ได้ถูกบังคับ บอกแล้วถ้าว่า บางทีคนเชื่อฟังนี่ ต้องทำตามนะ จะต้องทำตาม เพราะต้องเชื่อฟัง อย่างทหารนี่นะ บังคับ ถ้านายไม่สั่งน่ะโดนเตะ ไม่อย่างนั้นก็เอาเข้าห้องขังไปเลย เพราะฉะนั้นต้องทำตาม ต้องเชื่อฟัง วินัยอย่างนั้น หรือว่าการเชื่อฟัง หรือต้องทำตามวินัยอย่างนั้นน่ะ มันไม่ใช่ศรัทธินทรีย์ ไม่ใช่ความเจริญทางจิต เพราะฉะนั้นศรัทธินทรีย์ ศรัทธาผล ศรัทธาพละนี่ มันเป็นความเจริญทาง จิต เป็นอิสรเสรีภาพของส่วนบุคคล เป็นความเจริญทางจิต เป็นอิสรเสรีภาพทางจิต จิตมันเห็นด้วย มันเอาด้วย เชื่อถือแล้วมันก็จะทำตาม ทำตามโดยเราเป็นผู้ที่กำหนดเอาเอง ให้คนอื่นบังคับมันไม่ค่อยดีเท่า มันไม่มีความเจริญทางจิตแท้ๆ ถ้าความเจริญทางจิตเราแท้ เราจะหิริ เราจะโอตตัปปะ เราจะพากเพียร เราจะวิริยะ เราจะทำเอง เราจะพยายามทำตามฝึกฝน นี่เป็นลักษณะของอินทรีย์ ของ กำลัง ของความเชื่อ คุณมาที่นี่ คุณมาคุณเชื่อ ฟังอาตมาไปก็เชื่อ แต่เชื่อเวลาที่ฟังนี่ เชื่อดีน่ะ โอ้ เราจะต้องแข็งแรง เราจะต้องมีกำลัง พูดไปแล้ว เราจะต้องทำตาม แหม ดีแล้ว พอลงไปจากนี่เท่านั้นแหละ ผีมันลากไป ไม่เอาแล้ว ไอ้ที่คิดจะทำตามอันโน้นอันนี้จางไป อ่อนไป จะเห็นได้ว่า กำลังของอินทรีย์ หรือว่ากำลังนี่ อินทรีย์นี่แปลว่ากำลัง กำลังของความเชื่อก็ตาม มันเชื่อกันน้อย เชื่อกันอย่างนั้นน่ะ เชื่อกันในระดับ เพราะฉะนั้นขีดเขต อาตมาว่าให้วัด เมื่อใดเรามีศรัทธาที่สูง หรือศรัทธินทรีย์ที่มีกำลังขึ้นมาได้ ให้ตัดสินตรงนี้ ตรงที่เราทำตามได้ ต้องลงมือทำตาม ลงมือฝึกฝน ถ้าขณะใดที่คุณยังเห็นดีเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ลงมือฝึกฝนตาม ยังไม่ได้ลงมือทำตาม เมื่อนั้นยังไม่เข้าขั้นศรัทธินทรีย์ เรียกว่ายังไม่เชื่อฟังน่ะ อาตมาพยายามแปลเป็นภาษาไทยให้มันลงตัวชัดๆ ความหมายของมันเชื่อฟัง ทีนี้ ศรัทธาพละหรือศรัทธาผล ยิ่งเป็นกำลังที่สูงมีความเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ ตอนนี้เป็นความเชื่อที่เชื่อโดยญาณ ด้วยปัญญา โดยผล เชื่อจนเราปฏิบัติได้สำเร็จ ปฏิบัติได้เห็นคุณค่า เห็นความดี ปฏิบัติจนคล่อง จนไม่ฝืด จนไม่ฝืน จนไม่ลำบาก โดยเฉพาะยิ่งปฏิบัติจนไม่มีกิเลสเหลือต้านเลย ทำได้อย่างเป็นกำลังเต็มเลย คล่อง เต็มที่เลย ไม่ยาก เบา ง่าย ว่าง สบาย จะหนักหนาอย่างไรก็ทำ ใจไม่มีทุกข์ ใจไม่มีความเดือดร้อนทางใจนะ ไม่มีเจตสิกทุกข์ มันอาจจะลำบากทางกายนะ มันอาจจะหนัก มันอาจจะเหนื่อย มันอาจจะเจ็บก็ได้ อาจจะร้อน อาจจะทนลำบากยากเย็นอยู่ แต่ก็เป็นกายิกทุกข์ เป็นทุกข์ทางกาย เป็นทุกข์ทางรูปนอก เป็นทุกข์ทางองค์ประชุม ของส่วนที่มันยังต้องพยายามอุตสาหะเท่านั้น แต่ใจนั้นสบาย โล่ง โปร่ง ไม่ขัด ไม่ทุกข์ไม่ร้อน เบิกบานร่าเริง ยินดีปรีดาอยู่ ยิ่งเห็นคุณค่า ยิ่งเห็นประโยชน์ ยิ่งเห็นสิ่งที่มันเป็น ก็เรียกว่าคุณค่านะ จะเรียกอะไร จะสูงกว่าคุณค่า ไม่รู้จะใช้ภาษาว่าอะไรนะ มันเป็นคุณค่า อยู่ดีๆเลย ยิ่งสร้างสรร เป็นคุณค่าที่ชัดเจน ได้เกื้อกูลคนนั้นคนนี้ ได้ให้ ได้เผื่อแผ่ ได้เป็นประโยชน์ต่อตน ต่อท่าน เราก็เจริญ เราก็ได้เป็นผู้สร้าง เราก็ได้เป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ คนอื่นก็ได้รับประโยชน์อันนั้น แล้วเราก็ได้แจกได้จ่าย ไม่ได้ไปแลกไปเปลี่ยนเอาอะไรให้มากลับคืนให้แก่เราเองเลย เราไม่ได้อยากได้ แม้จะได้สิ่งแลกเปลี่ยนมาเป็นลาภ เป็นเงินทอง ได้แลกเปลี่ยนมาเป็นยศ ได้แลกเปลี่ยนมาเป็นคำสรรเสริญเยินยอก็ตาม เราก็รู้ตัวซ้อนลงไปอีก เออ นี่ได้ลาภมา เราอย่าไปติดยึดเป็นลาภ ถ้าเราใจยินดีหรืออยากได้ ลาภนั้นได้มาสมตามที่เราอยากได้หรือเราได้มาก็ยินดี แค่อยากได้แล้วได้สมใจเรา ค่าหมดแล้ว ค่าของกรรม ค่าของกิริยา ค่าของบุญ บุญกิริยาหมดแล้ว ฟังดีๆนะ โดยสัจจะตัวนี้น่ะ แค่แลกมา อยากได้ของแลกมา ถ้าอยากได้มาเกินกว่าค่าของมันแล้วก็ได้มาสมค่าของมัน เป็นบาปแล้ว เป็นหนี้แล้ว ถ้าอยากได้มาคุ้มกับค่าของมันจริงๆ ลงตัว พอเหมาะ พอสมของมัน หมดค่า ถ้าได้มาต่ำกว่าค่ามันบ้างก็ยังเหลือคุณ ยังเหลือประโยชน์ ยังเหลือบุญ ยังเหลือที่เราน่ะมีบุญ ยังมีคุณค่าให้แก่ผู้อื่นบ้าง เป็นการเสียสละบ้าง อันนี้อาตมาก็พูดซ้ำซาก พูดย้ำมามากแล้วเรื่องนี้น่ะ ให้เห็นอัตราคุณค่าของมันนี่ เพราะฉะนั้นเราจะแลกเปลี่ยนมาด้วยวัตถุตอบแทน แลกเปลี่ยนมาด้วยยศศักดิ์ หรือแม้แต่อยากได้สรรเสริญ อยากได้ความยกย่องชมเชย แล้วเราก็ไปได้มา เป็นค่านะ อย่าว่าไม่เป็นค่านะ ลบค่าได้นะ ถ้าเราอยากน่ะ ฟังให้ชัดๆ ตรงที่เราอยาก ถ้าเราไม่อยาก แต่มันได้สรรเสริญมาโดยเราไม่ได้อยากนี่นะ เราไม่ได้อยาก ค่ามันไม่ค่อยลบหรอก แต่ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราไม่ได้อยากได้สรรเสริญหรอก แต่ได้สรรเสริญ มันก็ฟูใจ มันก็ยังลบ ฟังดีๆนะ อาตมาจะวิเคราะห์ให้ฟังละเอียดๆ เราได้สรรเสริญมานี่ เราไม่ได้ไปบอกเขานี่ เราไม่ได้ไปบังคับเขา เราก็ไม่ได้ไปจ้างเขาหรอกนะ เราไม่ได้อยากได้หรอกนะ แต่เขาเห็นจริงว่าน่าสรรเสริญ น่าชมเชย เขาก็ชมเชยให้แก่เรา ห้ามไม่ได้หรอก เรื่องสัจจะ อย่างพระพุทธเจ้านี่ ใครก็ชมเชยท่าน ชมเชยยกย่องสรรเสริญท่าน เราไม่ได้ห้าม ห้ามเขาไม่ได้หรอก คนเขาจะสรรเสริญ เขาก็สรรเสริญด้วยความจริงใจ แล้วมันจริงด้วยอย่างนี้ ไปห้ามเขาอะไรได้ ก็สรรเสริญก็ดีอยู่ แต่เราได้รับสรรเสริญแล้ว หนึ่งเราไม่ได้อยากได้ แต่มันได้มา สองเรามีสติรู้เท่าทัน ได้มาแล้ว มันได้มานี่ ได้มาแล้วนั้นน่ะ เขาสรรเสริญมาเราก็มีสติรู้เท่าทัน ไม่ฟูใจ ไม่เหลิง ไม่หลง เอามาตรวจสอบความจริงว่า จริงหรือเปล่า ที่เขาพูดน่ะ เกินความจริงไปหรือเปล่า นี่มันเว่อร์ๆไปนะ เว่อร์ๆนี่ ที่จริงเราไม่ดีขนาดนั้นเสียหน่อย สรรเสริญเรา แกล้งสรรเสริญเราเว่อร์ๆไปละ เกินความจริง เออ มันไม่เกินละ เขาสรรเสริญเราแค่นี้ ที่จริงเรามีมากกว่านี้ เราก็ต้องพยายามรู้ความจริง อย่าหลงตัว หรือว่าสรรเสริญมาไม่ค่อยถูกตรงทีเดียวหรอก ผิดๆเพี้ยนๆ ผิดๆ สรรเสริญไม่ค่อยตรงดีนัก เราก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ฟูใจ ไม่เกิดอะไรๆ ค่าก็ไม่สูญเสีย ค่าก็ไม่ลด บุญก็ไม่ลด ไม่ลด แต่ถ้าเราฟูใจ เราเข้าใจผิดอะไรพวกนี้ไป ค่ามันจะลดไปตามลำดับ นี่ๆเป็นตัวละเอียด เป็นนามธรรมที่ขออธิบายให้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราเห็นว่า มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องได้อะไรตอบแทนด้วยความอยาก อยากได้อะไรตอบแทนหรือเราก็ไม่ได้อยากได้อะไรตอบแทนเลย ถ้ามันจะได้มาตามเหตุตามปัจจัย ตามกาละโอกาสอะไร ตามสมเหมาะสมควร มันไม่ได้เป็นเรื่องผิดพลาดอะไร ไม่ได้เป็นเรื่องบาป เรื่องกรรมอะไร มันเป็นเรื่อง นามธรรม ที่เราจะต้องศึกษาอย่างนั้น ผู้ที่ทำจนกระทั่งเกิดศรัทธาพละ เกิดความเชื่อมั่น เกิดการเห็นว่า โอ เรื่องนี้เชื่อได้เลยว่ามันจริง มันมีสภาวะรองรับ มันมีประโยชน์คุณค่าอย่างที่อาตมาอธิบายไปนี่ กิเลสหมดแล้ว มันไม่ทุกข์อย่างไร ความขยันหมั่นเพียร ความสร้างสรร แล้วเป็นประโยชน์คุณค่าแก่คนเขาจริงๆ แล้วเราก็ได้เสียสละจริงๆ มันสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกบททุกตอน ทุกคำทุกความ สอดคล้องอย่างจริงหมดเลย เอาบทนั้นบทนี้อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด มาพิจารณามาเปรียบ มาเทียบ มาตรวจตรา มันก็ตรงๆ มันก็สอดคล้อง แล้วมันก็กินขยายความเยอะแยะเลยแล้วประกอบไปด้วยปัญญา ด้วยความรอบรู้ ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยของจริง สำคัญด้วยของจริง เออ นี่เรามีจริงๆ นี่เราไม่มีจริงๆนะ มีความแยบคาย มีความละเอียด มีความละเอียดในการจะวินิจฉัยตรวจตรา ไม่ลำเอียง เข้าข้างตัวเลอะๆ เราไม่มีก็นึกว่าตัวเรามี หรือว่าเรามีมากๆอยู่ หลงตัวว่าเรามีน้อยๆ เป็นมานะ เป็นความผิดพลาดทั้งนั้น ต้องรู้ให้จริง เห็นให้จริง เรามีมากก็รู้ว่ามาก เออ จริงนะ ไอ้นี่มีมากจริงๆ เขาพูดหรือเขาเห็น คนอื่นเขาพูด ยังไม่เห็นพอหรอก มีน้อยเราก็รู้ว่าน้อยจริงๆ น้อย มีน้อย คนเขามาพูดมาว่าเหมือนกับว่าเรามีมากมีมาย เราก็จะละอายตัวเอง โถ มาชมเรา มันไม่ถูกต้องอะไร เรามีไม่มากเท่านั้นจริงๆ เรามีน้อยกว่านั้นแล้วเขามาแกล้งชมเรายังกะเลิศลอย เราก็รู้ตัว เราจะเหนียมอายเขา เราจะห้ามจะปรามเขา จะบอกความจริงแก่เขาว่าไม่ใช่หรอก หรือมันไม่สมควรจะห้าม ไม่อยู่ในกาละจะต้องไปห้ามหรือต้านก็ปล่อยไป แล้วแต่กาละ แล้วแต่องค์ประกอบ องค์ประชุมว่า ไม่เห็นสมควรจะห้าม ก็ปล่อยไปก่อน แต่เราก็รู้ความจริงว่ามันไม่จริงยังไง หรือมีโอกาสที่จะบอกแก้ไขแก่เขา ถ้าเขาเข้าใจผิด ก็ไปบอกแก่เขาทีหลัง ก็แล้วแต่กาละ แล้วแต่เห็นสมควร แต่แก่กาละแค่ไหนเห็นสมควร จะทำกรรมกิริยาเหล่านี้แค่ไหน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความจริง ที่เราจะต้องตรวจตราสอดส่อง ความเชื่อนี่ มันเป็นความจริง ที่มันเกิดในจิตวิญญาณมนุษย์จริงๆ เป็นทรัพย์เป็นของที่จะติดไป ก่อนคุณเกิดมาก็มีความเชื่อติดตัวกันมาทุกคน เชื่ออย่างนั้น เชื่ออย่างนี้มา พอเกิดมาก็ถูกครอบงำแล้ว ได้ยินทางหู เห็นทางตา ได้สัมผัสไป ตั้งแต่อุแว้ๆ ออกมาก็ง่องๆแง่งๆมา ก็เริ่ม คนก็เริ่มเชื่อ แม่ก็บอกไอ้นี่อร่อยนะลูกนะ ไอ้นี่น่าได้น่าเป็นนะลูกนะ ต้องเอาอย่างนี้นะลูกนะ ไอ้นี่อย่าเอานะลูกนะ ไอ้นี่ต้องชังมันนะลูกนะ ไอ้นี่มันชั้นต่ำ ไอ้คนนั้นชั้นต่ำต้องทำความจงชัง อย่าไปทำตัวคลุกคลีเกี่ยวข้องนะลูกนะ อะไรนี่ ไอ้ต่ำอย่างไหนไม่รู้ ทั้งๆที่เขาเป็นคนขยัน เขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต แต่เขาไม่ค่อยมีเงิน แต่เขาเป็นคนที่ทำงาน หรือไม่ก็เป็นคนรับใช้ ก็บอกนี่ ชั้นต่ำ อย่าไปเล่นไปหัว อย่าไปทำตัวลดราวาศอกรับใช้เขานะ อะไรต่างๆนานา หรือว่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง อย่าไปซับซาบ อย่าไปเอากริยาอาการ อย่าไปอาศัยแบบอย่างเขามานะ ต้องเอาอย่างแม่นี่ ก็ถูกครอบงำ ถูกสอด ถูกเสริม ถ้าเด็กที่มีศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละของตนมาตั้งแต่เก่าก่อน มาตั้งแต่มาก่อนเกือบเกิดเลยนะ แข็งๆ ถูกครอบงำ มันก็ไม่เชื่อมันก็จะไปคลุกคลี มันก็เห็นว่าดีนี่ เออ นี่คนใช้ก็ตาม มันจะรักคนใช้ มันจะนับถือคนใช้ มันจะทำอย่างคนใช้ คนใช้ทำดีนี่นะ เป็นคนขยัน เป็นคนเอื้อเฟื้อ เป็นคนมีน้ำใจ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนทำดี เป็นคนไม่หยิ่งผยอง เป็นคนไม่ยกตนข่มท่าน มันก็จะทำ เด็กมันก็จะทำตามคนใช้ มันจะไม่ทำตามแม่ แม่บอกครอบงำควรทำอย่างนี้ มันก็จะไม่เอา แต่ถ้าเด็กมันไม่ฉลาด เด็กมันไม่มีสมบัติอันนี้ ไม่มีทรัพย์อันนี้มาแต่เก่าแต่ก่อน ถูกครอบงำไปนี่ หรือแม้ไม่ใช่อย่างนั้น มันยิ่งมีเชื้อในทางที่จะเป็นอย่างไม่ดีนะ พ่อแม่ก็สอนอย่างไม่ดีไปด้วย แนะนำเชิงไม่ดี มันก็ไปกันใหญ่ ไปด้วยกันเลย กลายเป็นคนหยิ่งผยอง เหยียดหยามข่มขี่ดูถูก หลงใหลไปในสิ่งที่ไม่ควรหลงใหล ก็ไปหลงใหลตามด้วยการครอบงำหรือว่าการสั่งสอน หรือเพื่อนฝูง หรือผู้ใดที่มีอำนาจ เขาจะสั่งสอนบอกกล่าว ก็จะเป็นไปตาม นี่คือการเปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อ หรือจะย้ำความเชื่อ ถ้ามีน้ำหนักอินทรีย์และพละ ศรัทธาพละ ศรัทธินทรีย์แล้วมันจะยืนหยัด แล้วมันจะดึงย้ำ อันไหนดี มันจะเสริมเป็นอาหาร มาเสริมเป็นผลได้เรื่อยๆไป แต่ถ้าศรัทธาของคนเรา ไม่พยายามทำให้มันเกิดกำลังจนถึงขั้นอินทรีย์ จนถึงขั้นพละแล้วนะ มันถูกเปลี่ยนง่าย มันถูกเปลี่ยน เชื่อแต่ไม่ถึงขั้นศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละนี่ มันจะถูกเปลี่ยน เปลี่ยนง่าย แปรปรวนไปตามความครอบงำ มันไม่มีกำลังๆ อาตมาถึงไม่กลัวพวกคุณเท่าไหร่ ไม่กลัว ไม่ใช่ไม่กลัวว่าพวกคุณจะมาตีรันฟังแทงอะไรนี่นะ ไม่กลัวคุณจะเปลี่ยนแปลงไปง่าย เพราะอาตมาเน้นให้พวกคุณศึกษาอย่างเกิดอินทรีย์พละ อินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดกำลัง โพธิปักขิยธรรมมีอินทรีย์ 5 พละ 5 มีศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ สมาธิน ทรีย์นี่เป็นตัวเครื่องบอกเหมือนกันว่า สิ่งที่คุณปฏิบัติประพฤติในศีล ในอธิจิต ในปัญญานี่นะ เป็นความเจริญ เรียกว่าอธินี่นะ มันได้มากขนาดหนึ่ง มันตั้งมั่น เรียกว่าสมาธิ อธิ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญานั่นแหละ รวมกันแล้วก็ต่อเนื่องด้วยอธิสมาธิ มันจะมีสะสมกันไป สั่งสมกันไปลงปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างมีศรัทธา อย่างมีปัญญา ปัญญานี่จะเข้าร่วมด้วยเสมอ เรื่องไหนก็แล้วแต่ ปัญญานี่จะวินิจฉัยเสมอ เรื่องนั้นเรื่องนี้ เสร็จแล้วคุณก็มาปฏิบัติตามด้วยความเพียร มีวิริยะ พอเพียรไป ปฏิบัติไปๆ ก็ปฏิบัติอย่างสติปัฏฐานหรือปฏิบัติอย่างโพชฌงค์นี่แหละ สร้างสติ สตินทรีย์ มันก็จะมีกำลังของสตินี่ กำลังของสติน้อยก็ตกหล่นเรื่อยละ กิเลสมากๆก็ไม่ค่อยปฏิบัติได้เท่าไหร่หรอก ตกๆ หล่นๆ ลืมๆ ร่วงๆ มันก็ไม่ค่อยจะเจริญนะ แต่สติดีนะ มันก็จะเกิดกำลัง ก็จะพาให้เราปฏิบัติได้ถี่ เป็นโพชฌงค์ถี่หรือเป็นโพธิปักขิยธรรมถี่ขึ้น ไม่ว่าในขณะนั้นขณะนี้ขณะไหนล่ะ ปฏิบัติไปด้วยการคิด การพูด การงานอาชีพ ไม่ว่าจะฟัง ไม่ว่าจะคิด ไม่ว่าจะพูด จะเดิน ไม่ว่าจะทำอะไรต่ออะไร กิริยาอาการอะไรอยู่ก็ตาม มันจะศรัทธินทรีย์ มันจะมีสติ ที่เป็นกำลัง ที่มันจะเข้าขั้นสตินทรีย์ที่มันเป็นสตินทรีย์แล้ว สติ สตินทรีย์ มันก็น่าจะมีสติที่สูงขึ้น มันมีอีก พละ 5 ก็เป็นสติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอถึงขั้นสติธรรมดาก็สติธรรมดา พอสติสูงขึ้นเป็นสตินทรีย์ สติสูงขึ้นเป็นสติพละ ในอินทรีย์ 5 พละ 5 ก็มีเหมือนกัน ศรัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ แล้วก็ปัญญาพละ เหมือนกันนั่น มีเป็นขั้นๆเหมือนกัน มันจะถึงขั้นสติที่มีอินทรีย์ ที่มีกำลัง ก็เพราะเราได้เพียรถูกทางแล้วก็ได้ทำอย่างเคยอย่างชำนาญด้วย เออ สติสัมโพชฌงค์ สตินี้มันมีวิจัยดี ตัวเข้าโพธิปักขิยธรรม ตัวเข้าร่องเข้าล็อค ตัวเข้าเรื่องที่มันปฏิบัติถูกเรื่องถูกราวของมัน สติของเราก็ ได้เสริมซ้อน ได้ช่วยเหลือเราเรื่อยไป จนกระทั่งทำได้มาก จนกระทั่งอะไรก็แล้วแต่ เรื่องราวที่ตั้งศีล ตั้งขนาด ตั้งกำหนดของเราทำขนาดนี้ ไม่ขนาดนี้ เราก็ปล่อยก่อน เอาเท่าที่ตัวเราทำได้ ทำไปๆ มันก็จะสั่งสมกำลัง สั่งสมความสมบูรณ์เป็นพละกำลังอันแข็งแรง แข็งแรงจนกระทั่งเต็มเป็นสติ ทำได้เรื่อยๆ สั่งสมเข้าเป็นความตั้งมั่นสมบูรณ์ขึ้น เป็นสมาธิสมบูรณ์ขึ้น มีปัญญาเห็นแจ้งว่า โอ เราทำเต็มแล้ว เราทำได้คล่องแล้ว เราทำได้สมบูรณ์แล้ว กิเลสที่ขัดขวาง กิเลสที่มาต้าน ไม่มีแล้ว ความชำนาญ ความเป็นอัตโนมัติ ก็เป็นได้แล้ว ละเว้นอันนี้ มาทำอันนี้ ละเว้นอันนี้ มาทำอันนี้ เราก็ได้จริงๆเลย เว้นขาด สิ่งอย่างนั้นก็เว้นขาดได้ โดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน โดยไม่ยากไม่เย็น โดยไม่ลำบากลำบนอะไร ไม่ต้องตั้งตนอยู่บนความลำบากอีกแล้ว เพราะสมบูรณ์แล้ว เพราะเจริญแล้ว เพราะฉะนั้นในศรัทธาพละ ที่เห็นว่าเชื่อมั่นแล้วนี่ จะเชื่อมั่นว่า เออ ตรงนี้เราทำได้แล้ว แล้วเป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ เป็นความประเสริฐอย่างไร มันจะมีของจริง มันจะมีองค์ประกอบ มันจะมีสิ่งที่บอกแจ้งเราชัดเจนเลย เราจะมั่นใจๆๆ ว่าเราทำอย่างนี้ มันเป็นเรื่องดี เราไม่มีกำลังทำมากพอเท่านั้น เรื่องดีจะมีให้เราทำมาก เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีเวลาพอที่จะแบ่งไปทำชั่วได้เลย เพราะแค่ดีนี่เรายังทำไม่ไหวเลย มันมากเหลือเกินที่จะให้เราทำดี นี่จริงๆนะ ไอ้นี่ก็ แหม ยังไม่ได้ไปช่วยเขาเลย อันนี้ก็ยังไม่ได้ไปทำเลย มันดีนะ ไอ้นี่ก็ดี ไอ้นั่นก็ดี โอ้โห! วันๆหนึ่ง ตื่นเช้าขึ้นมาจรดเย็นนี่ มันก็มีการมองเห็นที่ดีสิ่งที่ดี ที่เราจะไปช่วยเหลือ ที่จะไปกระทำ มันมากเรื่องเหลือเกิน ทำไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ ทำไม่หวาดไม่ไหวเลย โอ๊ย เรื่องดีทั้งนั้น ที่เราจะต้องขวนขวาย ที่จะต้องผลักเบนไปให้เราทำ แหม ไอ้นี่ก็น่าไปช่วย ไอ้นี่ก็น่าไปรังสรรค์น่ะ ไอ้นี่ก็ยิ่งน่าไปทำ ยิ่งเรามีมิตรดี สหายดี มีสิ่งแวดล้อมดี ไม่ใช่ตัวคนเดียว ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนๆเดียว แต่เป็นศาสนาสังคม ศาสนาของกลุ่มหมู่ มันยิ่งเป็นระบบ ยิ่งเป็นสังคม มีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรม มีกิจกรรม มีกิจการ มีพิธีกรรม มีพิธีการ มีพฤติกรรม มีพฤติการอะไรกันอยู่นี่ มันยิ่งโอ้ ยิ่งในระหว่างนี้ พวกเรานี่ ยิ่งกำลังก่อกำลังสร้าง เหมือนเราสร้างกรุงโรม เหมือนกันนะนี่ เขาบอกว่า กรุงโรม ไม่ได้สร้างวันเดียว จริง กรุงโรมน่ะสร้างหลายวัน แต่อาตมาว่าสร้างกรุงโรมคงจะไวกว่าสร้างชาวชุมชนปฐมอโศก ชุมชนปฐมอโศกนี่คงสร้างช้านานกว่ากรุงโรมแน่นอนเลยจริงๆ กรุงโรมมันอาตมาว่ามันจะสร้างนานเท่าไหร่ ไม่ยากเท่าไหร่หรอก ต่อให้ร้อยปี กรุงโรม แต่ปฐมอโศกนี่จะสมบูรณ์นี่ ร้อยปีจะสมบูรณ์หรือยัง ยังไม่รู้ พูดแล้ว อย่าท้อแท้ละ แต่มันเจริญขึ้นเรื่อยน่ะ มันจะสมบูรณ์เป็นอัตโนมัติ หรือมันจะกินอย่างซ้อนเชิงอย่างแคล่วคล่อง เป็นจักรกล เป็นจักรแก้ว ที่เดินกลไกของมันอยู่เป็นอัตโนมัติ รู้มีกำลังวังชาคนนี่แหละ เป็นกำลังที่ยิ่ง คนนี่เป็นกำลังอันสำคัญที่ยิ่งเลย จนกระทั่งเราทำได้ทุกอย่าง เป็นกลไก เป็นเฟือง เป็นจักรนะ มีไอ้โน่น น้ำก็ไหลอย่างนี้ ดินก็อยู่ในทางสังเคราะห์กันไปอย่างนี้ ลมก็พัดอย่างนี้ มีต้นไม้อยู่ตรงนั้น มีอันนั้นอยู่ตรงนั้น มีหินอยู่ตรงนี้ มีอันนั้นพัดมาผ่านตรงนี้ มีอันนั้นพัดมาได้เหลี่ยมได้มุมของมัน โอ้ แล้วมันจะเดินสะพัดของมันอยู่ในกลไกที่ละเอียดลออของธรรมชาติ ที่เราจัดสรรมันทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งอากาศ วิญญาณธาตุของคนนี่ อันใดบกพร่องวิญญาณธาตุนี่เป็นตัวรู้ คนนี่แหละเป็นวิญญาณธาตุที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม สัมปวังโกทั้งหมดนี่ แล้วคนที่รู้ที่ฉลาดจะจัดแจง ไม่ดูดาย ปรับกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งบกพร่องหรือสิ่งที่ผิดพลาด มันก็ถูกแก้ไขอยู่เรื่อย ปรับปรุงอยู่เรื่อย อันไหนที่ดีอยู่แล้วก็ปล่อยมัน ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรมันใช่ไหม มันก็เดินบทของมันอยู่ เจริญ ยิ่งมันเข้าร่องเข้ารอย เข้าบทเข้าบาทของมันได้สอดคล้องสมดุล สมดุลอยู่ดีแล้วมันก็จะถาวร สิ่งที่ยิ่งสมดุล ยิ่งยืนนาน สิ่งที่สมดุลยิ่งยืนนาน สิ่งที่ไม่มีอะไรฝืด ไม่มีอะไรต้านยิ่งยืนนาน เหมือนกับเราเล่นลูกข่างนี่นะ หมุนลูกข่างนี่นะ โอ้โฮ! ถ้ามันสมดุลนี่นะ มันเป็นลูกข่างที่ได้สัดส่วนดี ดีเลยนะ แหม มีแรงเหวี่ยงเท่านั้นเท่านี้ จะหมุนของมันได้นาน ยิ่งไม่มีอะไรฝืดด้วยนะ ไม่มีอะไรต้าน ลมก็ไม่ต้าน ความฝืดของ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน