591027_พุทธศาสนาตามภูมิสันติฯ บุคคล 7 ที่ไม่ตกกระแสความเจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591027_พุทธศาสนาตามภูมิสันติฯ บุคคล 7 ที่ไม่ตกกระแสความเจริญ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า...ในช่วงแรกก็ขอสื่อสารเรื่องโรงบุญ ที่ผ่านมา มีการบริจาคข้าวโพดจากจันทบุรี พรุ่งนี้ก็จะมีกลุ่มแพทย์ วิถีธรรม และมีอีกกลุ่มที่จะมาวันที่ 31 คือ ข่าวล่าสุด ชาวบ้าน ช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องมาจากสมัยอดีตได้รับทุกข์แสนสาหัส จากน้ำท่วมซ้ำๆ ในพื้นที่ จากแม่น้ำที่เชี่ยวกราก จึงมีพระราชดำริจากองค์ในหลวงให้สร้างเขื่อนแม่งัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสามารถผันน้ำจากเขื่อนมาใช้ในการเกษตร สร้างอาชีพให้กับชาวบ้านมากมาย หนึ่งในนั้น คือ บ้านช่อแล ที่มีชื่อเสียงในการปลูกกล้วยหอมทอง ตอนที่สร้างเขื่อนสำเร็จแล้ว พระองค์ท่านตรัสกับประชาชนว่า "ต่อไปนี้น้ำจะไม่ท่วมแล้วนะสร้างเขื่อนให้แล้ว" นับจากนั้นมา ชาวบ้านจึงสามารถใช้ที่ทำกิน อุดมสมบูรณ์มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันนำผลผลิต คือ กล้วยหอมทองมาแจกในวันที่ 31 ตุลาคม จำนวน 2 ตัน แต่ชาวบ้านไม่รู้จะติดต่อขอแจกอย่างไร? จึงเดินเรื่องผ่านกำนัน กำนันก็ช่วยเต็มที่ แต่ไม่สามารถรับปากได้ว่าจะได้แจกที่ไหน จึงขอความอนุเคราะห์มาทางกองทัพธรรม อายลศิริช่วย ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อจากกองทัพธรรม แบ่งเต็นท์ให้แจกร่วมกัน และทางราชการก็เอื้อเฟื้อให้รถทหารนำทีมมาส่งกล้วยให้ที่ท้องสนามหลวง ขนส่งให้จากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพ ชาวบ้านลงขันออกค่าน้ำมันรถกันเอง จากหัวใจของข้ารองบาทชาวเหนือ เมื่อกี้นี้ดูข่าวก็มีชาวเขาจะขนผักมาให้ที่สนามหลวง 20 ตัน มีสิ่งดีงามเกิดทั่วประเทศ แต่ กทม.เริ่มประสบปัญหาที่แก้ยาก คือ ขยะที่สนามหลวง มีวันละ 80 -100 ตันต่อวัน พวกเรา
อ่านต่อ
ก็พยายามรณรงค์ทำกระทงใบตอง เมื่อวานเป็นวันแรกที่ใช้กระทงใส่อาหารไปแจก ก็ดูว่าได้รับความนิยม เพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้น เป็นการปฏิรูปประเทศไปในตัว มีสายน้ำใจ ที่ไหลกันมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ทั้งหมดนี้ถ้าเราฟังธรรมจากพ่อครู ซึ่งพ่อครู จะบอกว่าทั้งหมดมาจากจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง (พ่อครูบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้) ให้เราทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ ก็จะทำให้การกระทำเป็นไปอย่างยั่งยืนยาวนาน แต่ถ้าทำโดยไม่มีปัญญารู้ ก็จะไม่ยาวนาน พ่อครูจะมาถอดรหัสให้พวกเราเข้าใจความแยบคายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พ่อครูว่า… .วั นนี้ วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2559 แรม 11 ค่ำเดือน 11 ปีวอก ประเด็นแรกที่อาตมาจะขอพูดและติงนิด หนึ่ง คือมีทั้งความจริง และความเท็จ ในขณะนี้อย่างพวกเรามีคนมองไปในแง่ลบว่า พวกเรานี่ โหนกระแส ก็ขอยืนยันว่าตั้งแต่ทำงานสัจธรรมนี้ ไม่มีการโหนกระแส และไม่แสดงเป็นตัวนำก่อนเสมอ แต่จะไปยืนยันภายหลังเสมอ ทำมาตลอด ก่อน จะได้เข้าสู่เรื่อง ก็จะตอบ sms ก่อน
SMS วันที่ 26 ตุลาคม 2559 _0819435xxxเมื่อพ่อท่านพูดภาษาอังกฤษ อยากให้สะกดด้วยจะนำไปหาคำแปล-เขียนได้ถูกต้องครับ 0893867xxxพ่อครูจะไปจัดเทศน์เผยแพร่ปรัชญาพอเพียง จากทศพิธราชธรรม ในหลวงฯ กล่อมเกลาใจปวงชนที่โรงบุญฯสนามหลวงด้วยฤาเปล่า? ตอบ ถ้ามีเหตุปัจจัยต้องไปเทศน์ก็จะไป เพราะเทศน์มาแล้วสนามหลวง หรือบนถนนบนสะพาน ไม่ได้กลัวอยู่แล้ว
_0893867xxxเห็นกองทัพคนใจบุญ กับลูกไทยทั้งมวล ณ.สนามหลวง การน้อมถวายอาลัย ร.9 ก่อเกิดธรรมพุทธพจน์ 7 ประการ อันมหัศจรรย์ ใจกลางกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว! ธรรมะพุทธพจน์ 7 ประการ พ่อครูเคยกล่าว มี สาราณียะ, ปิยกรณะ, ครุกรณะ, สังคหะ, อวิวาทะ, สามัคคียะ,เอกีภาวะ! อาจเรียกมวลกลางกรุงฯ นี้ว่า พสกนิกรเอหิปัสสิโกได้ไหม? ตอบ…ขยายความพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ คือ ระลึกถึงกัน อย่างพระพุทธเจ้านี้ตื่นนอนมา ก็ระลึกแล้วว่าจะไปช่วยใครดี พระพุทธเจ้านอนวันละ 4 ชั่วโมง อาตมา นี้นอนอย่างท่านไม่ได้ พักไม่พอ เพียรเกินไม่ได้ “ตาย” อาตมายังไม่เก่ง เท่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็รู้สาราณียะ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนา เห็นแก่ตัว แต่เป็นศาสนาสาราณียธรรม ระลึกถึงกันช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ปลีกเดี่ยวไม่ช่วยเหลือใคร 2. ปิยกรณะ คือ ความรัก เป็นความรักระดับสูง อาตมาขยายไว้ ถึงความรัก 10 มิติ อาตมาให้ใช้เป็นหนังสือเรียนในนักเรียนสัมมาสิกขาฯ 3. ครุกรณะ ก ารรู้จักการเคารพคารวะ ด้วยสมมุติ ด้วยความจริง ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือเคารพโดยสมมุติ เช่น พระพุทธเจ้าบอกไว้เลย ว่าคนมาบวชก่อน ต่อให้เป็นภิกษุปุถุชน คนมาบวชทีหลังก็ต้องกราบ เพราะสมมุติเป็นผู้พี่ แม้คุณธรรมสู้พระอรหันต์ไม่ได้ 4. สังคหะ คือ การสงเคราะห์เกื้อกูล เอื้อเฟื้อ เจือจาน ตอนนี้แพร่หลายกันจนมากเกินด้วยซ้ำ ระเนระนาดเลย น้ำใจกระจายกัน ไม่หวาดไม่ไหว แจกจ่ายกันเต็มที่เลย มีน้ำใจ 5. อวิวาทะ ไม่ทะเลาะวิวาท เห็นไหม ไม่มีเลย พวกนักเลงหัวไม้ หายไปไหนหมด หายเงียบ นี่เป็นเรื่องอิทธิพลคุณงามความดีที่สูงพอ มันกำราบ ข่มความชั่วให้หยุดได้เลย ไม่ต้องทำอะไรเขา เขาสำนึกได้เอง ความจริง ในสัจธรรมนี้สุดยอด 6. สามัคคียะ 7. เอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นจิตที่เกิดจริง ไม่ได้เสแสร้ง เกิดจากการอบรมจิต จนเป็นในจิต ผู้นั้นเอง เป็น ตถตา เลย
_0833208xxxสรรพสิ่งทั้งหลาย ทางโลกโลกีย์ที่เห็นได้ด้วยตา ได้ยินด้วยหู สัมผัสได้ด้วยกาย เป็นของปลอม แม้แต่กายสังขารของเรา ก็หาได้จีรังยั่งยืนถาวรไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็แตกสลายไป เราควรเข้าสู่หนทางในการบำเพ็ญธรรม ด้วยความตั้งใจจริงจะผ่านพ้นความทุกข์ยากทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่งร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศต่างๆ ล้วนไม่ยั่งยืน ย่อมจะต้องสูญสลายไปในที่สุด สิ่งที่น่าจดจำ เอาไว้ก็คือ เราทั้งหลายเกิดมาในโลกนี้ด้วยมือเปล่า และเราก็จะจากโลกนี้ไป โดยไม่สามารถเอาอะไรไปได้เช่นกัน ทุกข์ระทมใจ, ลิงโลดใจสนุกสนาน, โกรธเกลียด, กลัวฯลฯ จนเกินเหตุ สามารถทำลายสติสัมปชัญญะ และความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วของจิตใจเราได้ เราควรทำทุกอย่าง (ความดีโดยชอบธรรม) ด้วยความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน ตั้งมั่นอยู่ในความสำรวมและมีสติ แสดงออกอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ พ่อครูชี้ธรรมทางตรงลงสู่จิต อันจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาความคิดที่ดีแก่ชีวิต และปรับปรุงความสัมพันธ์อันดีต่อทุกคน และสังคม ในขั้นสูงขึ้นไปจะช่วยยกระดับจิตใจเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต และรู้แจ้งในสรรพสิ่ง สามารถคลายความยึดติดในตัวตน เรียนรู้ในวิถีธรรมที่จะนำไปสู่ "ทางแห่งแสงสว่าง" ตอบ ...มีเหตุปัจจัยที่ค่อยๆ กระเถิบขึ้นมา เป็นอัตราก้าวหน้า ของสัจธรรม ที่มีคนได้เห็น ได้สัมผัส ที่ชาวอโศกเผยแพร่ออกไป เป็นล้านคน เป็นอัตราก้าวหน้าอย่างมาก
0847354xxxเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนเราก็คือ เกิดและตาย นี่แหละ การสร้างสมแต่เพียงบุญกุศล โดยไม่รู้หลักความจริงในสรรพสิ่ง คือ "สัจธรรม" ย่อมไม่สามารถนำเราไปพ้นจากวัฏฏสงสารได้ เมื่อใดที่คนเราได้รู้สัจธรรมจริง ชี้ทางหลุดพ้นให้แก่ตนนี้แล้ว จึงจะตายอย่างสงบหมดความอาลัยอาวรณ์ในชีวิต ตอบ ...ก็พูดถูก เข้าใจกันขึ้นมา จะมีนักธรรมะปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ บางที่ก็งงๆ ว่าคนนี้ทำไมแสดงออกธรรมะได้ ทั้งที่เคยได้รับการดูถูกมาก่อน แต่ก่อนนี้ไม่น่าจะใช่เลย สมณะเดินดินว่า… ตอน กปปส.ก็เจอกำนันสุเทพ เป็นต้น พ่อครูว่า...จะมีอีก เหมือนเจอองคุลิมาลไง สมณะเดินดินว่า...ตอนนี้ก็มีเรื่องต้องลุ้นไป มีคนแปลอาการไอ ของพ่อครูว่า...อรหันต์ๆๆๆ พ่อครูว่า...ต่อไปจะเอาบทความของคุณกมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าวันที่ 26 คอลัมน์ เลียบ วิภาวดีขาเข้า โหนกระแส จาก “ภาพข่าวที่ยิ่งใหญ่” เป็นภาพของชาวไทยทั้งประเทศได้ร่วมกันแสดงออกถึง “ความจงรักภักดี” และ “สุดอาลัยอย่างลึกซึ้ง” ต่อ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย จนแพร่ไปทั่วโลกนั้น ถือเป็น “ปรากฏการณ์พิเศษ” ที่ไม่เคยปรากฏในโลกมาก่อน ที่ว่าเป็น “ปรากฏการณ์พิเศษ” เพราะเป็นภาพของมวลมหาประชาชนที่ร่วมกันแสดงออกถึง “ความรัก ความภักดีและความอาลัย” อย่าง “ท่วมท้น ยิ่งใหญ่ อัศจรรย์” จนกลายเป็น “กระแส” ที่ผู้คนทุกภาษาชาติต่างมองดูปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยสายตา “ตกตะลึง” การที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศต่าง “มอบหัวใจ” ให้แก่ในหลวงอย่างพร้อมเพรียงทั่วหน้าเช่นนี้ เพราะ “พระองค์ท่าน คือ พ่อของแผ่นดิน” ที่ตลอด 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ ได้ทุ่มเทหัวใจประกอบภารกิจทุกอย่าง เพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่พระองค์ทรงรักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยมีนักวิชาการและผู้ใหญ่ที่มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่านได้เปรียบเทียบ ไว้ว่า “พระองค์ทรงหายใจออกมาเป็นประชาชนและเพื่อประชาชน” นั่นเอง ในขณะที่ชาวไทยกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ ต่างจงรักภักดีต่อในหลวงอย่างไร้เงื่อนไข แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ทุกอย่างในโลกย่อมมีเรื่องเหลือเชื่อแทรกปน” จึงมี “กลุ่มบุคคลแค่หยิบมือเดียว” เคยมีพฤติกรรมแสดงออกถึงความอาจเอื้อม บุคคลกลุ่มดังกล่าวคือ “กลุ่มการเมืองเลือกข้าง” ที่เคยออกมาปลุกระดมมวลชน เพื่อรักษาฐานอำนาจทางการเมืองของพวกตน โดยกล่าวปราศรัยล่วงละเมิดต่อสถาบันอย่างจาบจ้วง ครั้นวันนี้ เมื่อพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ประชาชนผู้จงรักภักดีทั้งประเทศ ต่างออกมาแสดง “ความอาลัย” ต่อ “พ่อของแผ่นดิน” อย่างมืดฟ้ามัวดิน ชนิดไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในประวัติศาสตร์โลกมาก่อน นอกจาก “ที่ประเทศไทยเท่านั้น” ได้ทำให้กลุ่มการเมืองเพียงหยิบมือเดียวที่เคยล่วงละเมิดต่อสถาบัน ถึงกับ “ช็อกในพลังจงรักภักดีของประชาชนชาวไทย”
เพื่อไม่ให้ตกขบวนรถไฟจงรักภักดี แกนนำของกลุ่มการเมืองดังกล่าว จึงได้ออกมา “โหนกระแส” แสดงความจงรักภักดีเช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ การออกมา “โหนกระแส” ครั้งนี้ จะเกิดจากความจริงใจเพราะ “สำนึกได้” หรือเป็นแค่ “เล่นละครการเมือง” ให้สมบทบาทเท่านั้น “จอมกลับลำ 360 องศา” ต่างรู้ซึ้งถึงความรู้สึกภายในของตนได้ดีที่สุด กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
พ่อครู ... คนที่เคยทำชั่วมาแล้ว แต่ต่อมาแสดงออกว่าตนเองกลับใจแล้ว คนก็เลยว่า จริงหรือเปล่า? มาตอนนี้ก็โหนกระแสได้ดีด้วย อาตมาเองไม่ได้โหนกระแสใดๆ มาตั้งแต่ต้น สองอาตมาทำงานนี้ อาตมาแสดงมาแต่ต้น พ.ศ.2513 ในหลวงยังไม่ได้ตรัสเลย อาตมาพาคนมาจน ก็ทำตามสัจธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาบอกอาตมาเป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็มาประกาศว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ อย่างในหลวงมีพระปัญญาธิคุณ เรื่องขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ไม่ได้เล่นลิ้นนะ เราเสียสละด้วย เราเต็มใจขาดทุนนะ เรารู้ว่าการขาดทุนเป็นเรื่องประเสริฐ ขาดทุนเราให้เขา นี่แหละ แต่ทำอย่างไม่ลำบากตนเองเป็นอัตกิลมถะ เราก็อยู่ได้พอดี แต่เราขาดทุนได้ เสียสละได้ หลักของเศรษฐศาสตร์บุญนิยมหรือสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ ที่ขาดทุนได้ แล้วขาดทุนนี้ คือกำไรด้วย เป็นสัจจะย้อนสภาพที่ไม่ใช่กลับไปกลับมา แต่เป็นตามเหตุปัจจัย อาตมาทำงานอย่างโพธิสัตว์ในกรอบนี้มานาน แต่ต่อมาก็ขยายว่า อรหันต์กับโพธิสัตว์อันเดียวกัน แล้วต้องเป็น อรหันต์ก่อน ด้วยซ้ำ อรหัตตะ คือ ได้อัตตาที่ไม่ลึกลับแล้ว จะเต็มในรอบไหน ก็ได้อรหันต์ในรอบของเรา เป็นอรหันต์แล้ว จากนั้นก็เป็นโพธิสัตว์ โสดาบัน ก็มีอรหัตตผลในระดับของโสดาบัน สกิทาคามี ก็มีอรหัตตผลในสกิทาคามี อนาคามี ก็มีอรหันต์ในอนาคามี อรหันต์ในอรหันต์นั้น เป็นที่สุดได้ เพราะหมดกิเลส ในอาสวะได้ สูงไปกว่านั้นก็ดับกิเลส ในอนุสัยได้ สายปัญญาหมดกิเลส ในอาสวะ ก็เป็ นอรหันต์ได้ สรุปแล้วอาตมาไม่ได้โหนกระแส ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งคนเมือง ไม่ได้เป็นศาสนาของคนป่า คุณจะเข้าใจการเมืองอย่างไรก็แล้วแต่ การเมือง อาตมาก็นิยามไว้ 10 อย่าง ก็ทำมาก่อน ตั้งแต่เปิดเผยตัว ว่าต้องออกไปการเมือง ตั้งแต่ พ.ศ 2549 อาตมาเปิดตัวออกมาชุมนุมการเมือง คนก็ถือสา ก็เขายึด ก็ยังว่าอาตมา อาตมาก็ไม่ว่ากระไร ตามที่อาตมาจริงใจ ทำมาจนเห็นผล เป็นอจินไตย แม้คุณเข้าใจแล้ว มีของตนเองก็บรรลุเข้าถึงในสัจจะที่อาตมานำมาขยายความก็ขอขยายต่อ สิ่งที่นำมาพูดเป็นภูมิธรรมของอาตมาที่มีมา แม้แต่เรื่องโพธิสัตว์ 10 ระดับ อาตมาก็นำมาพูด ทั้งที่ไม่มีไหนพูดกัน มหายานเขานับถือโพธิสัตว์มากกว่าอรหันต์ แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน ว่ามีโพธิสัตว์ 10 ระดับอย่างที่อาตมาพูด เขาก็หาว่าพูดเอง อาตมาก็มี ของตนเองเลยมาพูด ก็ศึกษาสิ ว่าจริงอย่างไร? ถ้าอาตมาทำผิดก็บาป ของอาตมาเอง แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีโรควิบากเลย ถ้าอาตมาจะโหน ก็จะโหนทำไม อาตมาว่า อาตมามีพอตัว ที่จะไม่ต้องโหนกระแสใคร ขออภัยที่ต้องพูดเช่นนี้ อาตมาเปิดเผยตามสัจจะ พูดไปเพื่อเป็นการศึกษา คน 7 ระดับ (ทักขิเณยยบุคคล 7) ศรัทธา แยกไว้ 2 บุคลิกหรือ 2 แกนจิต คือแกนศรัทธา กับแกนปัญญา ท่านเรียกว่า ศรัทธาจริตกับปัญญาจริตหรือพุทธิจริต ธัมมานุสารี คือ สายปัญญา สัทธานุสารี คือ สายศรัทธา ทั้ง 2 สาย ก็แสวงหา สายปัญญาจะเข้าใจได้ง่ายกว่า เป็นสัมมาทิฏฐิตรงกว่า ฐานของศรัทธาที่เจอสัมมาทิฏฐิ กับสายของปัญญาที่เจอสัมมา ทิฏฐิ ธัมมานุสารีจึงถือว่า เหนือกว่าสัทธานุสารี สัทธานุสารี พอได้สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติได้วิมุติต้นก็เรียกว่า สัทธาวิมุติ ส่วนธัมมานุสารี สายปัญญาก็ บรรลุทิฏฐิปัตตะ เป็นบุคคลที่สี่ (4) บุคคลต่อไป คือ กายสักขี จากสัทธานุสารี มาเป็นสัทธาวิมุติ กายสักขี ถือว่าระดับ 5 มีองค์ธรรมครบธรรมะ 2 แต่ไม่มีปัญญา กายสักขี คือ คน ไม่ได้สมบูรณ์ครบภพภายนอก พวกนั่งหลับตามีกายสักขี แต่ได้ใจนะ มีอาสวะบางอย่างดับได้ ก็ได้แค่นั้น ระดับ 6 ปัญญาวิมุติ คือ ดับอาสวะสิ้น หมดสิ้นอาสวะ ผู้ที่จะถือว่าเป็นอรหันต์ได้ ก็นับตั้งแต่อาสวะสิ้น กายสักขี พระพุทธเจ้าไม่นับเป็นอรหันต์ เพราะยังไม่สิ้นอาสวะ มีเพียงอาสวะบางอย่างสิ้น ปัญญาวิมุติ ต้องดับอนุสัยสิ้น เป็นอุภโตภาควิมุติ จึงเป็นผู้เป็นอรหันต์สูงสุดเป็นบุคคลที่ 7 ก็จะสลับกันไปกันมา อาตมานี่สายปัญญา ไม่ใช่แกนเจโต จึงสามารถอธิบายได้เก่ง สายเจโตอธิบายไม่เก่ง แต่ปัญญาก็อธิบายฟุ่มเฟือย สายเจโตจะอธิบายกระทัดรัด อย่างท่านเดินดิน สายเจโต ออกมาได้ขนาดนี้ก็เจริญแล้ว คือมันเป็นเวลาที่เป็นไป คนที่ช่วยๆ กันมา ท่านเดินดิน ท่านดินไท ท่านแสนดินนี่เป็นต้น เป็นรายละเอียดสัจจะ แม้แต่คนที่ชื่อ “ดิน” หรือ ชื่อ “ฟ้า” อาตมารู้ ของอาตมา อยู่ในอาณาจักรของอาตมาหรือเปล่า ก็ว่าของอาตมาไป ในสัจธรรมที่เป็นปรากฏการณ์ ทุกวันนี้เป็นปรากฏการณ์ใหญ่ของโลกในปลายกลียุค มีความเจริญให้ศึกษา แต่พอถึงกลียุค ความเจริญไม่มี ให้ศึกษานะ มีแต่ความเลวร้ายสารพัด ความเจริญอาริยะโผล่ไม่ได้เลย มันเหี้ยมมาก แล้วจะล้างโลกไป จนอีกนาน ไม่มีใครบังคับเขา แต่เป็นโดยสัจจะของกิเลส และวิบากของเขา ขณะนี้ สัจจะที่อาตมาอธิบาย อย่าไปปักใจเชื่ออาตมาโดยง่าย อย่าทิ้ง ก็แล้วกัน ตามพิสูจน์หรือท้าพิสูจน์ไป ตามจับผิดไป อาตมายินดีให้จับผิด ถึงเวลาแย้งก็แย้งเลย อาตมายินดี เพราะการแย้งเป็นการขัดเกลา อันไหนตอบได้ก็ตอบ อันไหนเกินภูมิก็ตอบไม่รู้ ไม่อาย อาตมาไม่มีอัตตา ก็ทำอย่างนั้นพิสูจน์กันไป ในยุคนี้ ที่อาตมาจะพูดว่า ในหลวงพระองค์นี้เป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ แต่อาตมาไม่กล้าพูดว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับไหน และไม่กล้าพูดว่า ท่านกับอาตมาใครเป็นพี่หรือน้อง ก็ติดตามอย่ากระพริบตา ใช้ปัญญาญาณตนเองพิสูจน์ไป สัจจะเหล่านี้มีจริงในประเทศไทย อาตมาไม่ได้พูดเล่น ในหลวงไม่ได้พูดเล่น ขณะนี้มีคนกล้าพูดว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ ในคนไทยกล้าพูดกันแล้ว แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ หรือหลายคนก็พูด เป็นสัจจะที่ค่อยๆ เกิดขึ้น คนที่เกิดภูมิปัญญาตอนนี้ ที่อ้างอิง ที่ถ่ายทอดไปขึ้นเป็นแสนวิว (View ) ล้านวิว (View ) ได้อย่างไร? อาตมาพยายามดูว่า มีคนมานั่งฟัง 5 คน 10 คน 20 คนแล้ว สังเกตสิ ว่าคนมาฟังอาตมาเทศน์ เริ่มต้นคนน้อย แต่พอจะเลิกคนมากขึ้นๆ อโศกเราเริ่มต้นมีคนน้อย ธรรมกายมีคนมากหรือน้อย? ก็ให้ดูไป ไม่ต้องไปดูไบ ดูว่าต่อไป มากจะน้อย หรือที่นี่น้อยจะมากหรือเปล่า? ติดตามได้เลย ที่พูดไปไม่ได้ท้าทาย เพราะเมืองไทยมีปัญญาแล้ว ไม่ใช่คนโง่ คนโง่ ก็ตื่นตัวขึ้นเรื่อยๆ คอยดูไป นี่คือสัจจะที่น่าศึกษา ชีวิตเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ขันธ์ 5 ได้องคาพยพ อาการ 32 อาตมามาเปิดเผย อาการที่ 33 เขาก็ว่าไปตีทิ้งเทวดาเขา อาตมาก็ว่าเทวดาเก๊ๆ ก็ควรตีทิ้ง อาตมายืนยันแล้ว คนที่เข้าใจได้ด้วยภูมิธรรมของตน ว่าตนเองเคยหลงเทวดาเก๊มาแล้วทั้งนั้น เรียกว่าสวรรค์ทั้งนั้น โง่เสร็จหรือยัง? … คนที่หมดแล้ว ไม่มีรสโลกีย์ ก็รสโลกีย์ก็ คือเทวดา รสอร่อย ขิฑฑาปโทสิกะ รสเพลิดเพลิน หรืออัสสาทะ รสที่เป็นโทษ อย่างนั้น ใครในพวกเราหรือผู้มีภูมิธรรม เราเลิกได้แล้วแม้สัมผัสอยู่ กระทบกระแทกก็ทำอะไรเราไม่ได้ เมื่อกระทบแล้วเราก็มีจิตที่ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จะรู้ว่าแต่ก่อนเราหลงเทวดาเก๊ ทำไมชื่นใจจริง แต่ตอนนี้จืดๆ เฉยๆ กลางๆ ไม่ผลัก ไม่ดูด เป็น อุเบกขาฐาน เป็นฐานนิพพาน ไม่ผลักไม่ดูด ไม่สุข ไม่ทุกข์ นี่คืออาการอารมณ์ของวิมุติ อารมณ์นิพพานนิโรธ คืออุเบกขา ขอถามหน่อยว่าใครมีแล้วบ้าง?..จะเริ่มต้นก็ตามใครมีบ้าง…? เข้าใจความเป็นกลาง เขาก็เข้าใจไม่ถูก ไปเข้าใจว่าเป็นกลาง คือเข้าข้างใครไม่ได้ นั้นไม่ใช่ ความเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี ไปอยู่กับหมู่บัณฑิต ไม่ใช่เข้าข้างใครไม่ได้ มิตรดี สหายดี สั่งคมสิ่งแวดล้อมดี คือทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ไม่กระมิดกระเมี้ยนเลย คนที่กระมิดกระเมี้ยน คือ คนไม่กล้า หรือมิจฉาทิฏฐิ ว่าเป็นกลาง คือไม่เข้าข้างใคร ไม่ใช่เลย เป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี ไปอยู่กับหมู่ดีหมู่บัณฑิต ที่ส่งเสริมกันให้เจริญ แต่คุณจะอยู่ข้างนอกก็เชิญเข้ามา มันจะช้านะ คุณคนเดียวไม่มีใครช่วย ไม่มีสนามแม่เหล็ก คุณก็ช้า ดีไม่ดีอาจตกร่วงด้วย หรือถูกพลังแม่เหล็กฝ่ายชั่วดึงไปอีก คุณแน่จริงไหม แต่ถ้าอยู่ในหมู่นี้เราช่วยกัน ดึงไป ไม่ได้ง่ายหรอก สายศรัทธา เมื่อได้บรรลุ ก็จะได้สัทธานุสารี สัทธาวิมุติ กายสักขี สายปัญญา เป็น ธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ และปัญญาวิมุติ เป็น 3 เส้า สายปัญญาจะเจริญก่อน ไม่ได้ยกตนข่มท่านนะ แต่อุภโตภาควิมุตินั้น เท่ากันทั้งเจโตและปัญญา มีน้ำหนักเท่ากัน แต่สายปัญญาจะนำจะเร็วไปก่อน ไม่ใช่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนะ ใครว่าในหลวงอยู่สายปัญญา หรือสายสัทธา อาตมาจะไม่ตัดสิน ให้ศึกษาไป นี่เป็นการศึกษา อาตมารู้ มั่นใจว่าอาตมารู้ไม่ผิดด้วย ตอนนี้สรุปแล้ว เมืองไทยก็อยู่ในยุคใกล้กลียุค ในภัทรกัปป์ของศาสนาพระสมณโคดม จะสิ้นสุดในห้า 5,000 ปี ตอนนี้เหลืออีก 2,000 กว่าปี อาตมาก็ประกาศ ว่าตนมาสืบสานศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อาตมาองค์เดียวนะ อย่างในหลวงก็มาสืบสาน หรือพวกเราหลายคนก็มาช่วยกันสืบสาน แม้ไม่ใช่โพธิสัตว์ชั้นสูง เป็นโพธิสัตว์โสดาบันก็มาช่วยสืบสาย โพธิสัตว์สกิทาคามี มีชีวิตยุคนี้ก็ช่วยกัน พัฒนากันในหมู่ไม่ได้แยกกันเป็นอุภยัตถะ ประโยชน์ตน - ประโยชน์ท่าน ไปในตัว ไม่ได้แยกกัน ตอนนี้มีเหตุการณ์จริง บุคคลจริง อาตมาก็อธิบายไปตามภูมิ อาจมีสัญญาวิปลาสได้บ้าง แต่จิตกับทิฏฐิไม่วิปลาส ความรู้ก็ไม่วิปลาส ถ้าจิตวิปลาสก็เข้าโรงพยาบาลโรคจิตแล้ว แล้วมีเรือนชื่ออโศก 2 ที่นั่นด้วยนะ คำว่า “อโศก” ก็อจินไตยไม่อยากพูดมาก ทำไมอาตมาต้องไปเกิด (บวช) ที่วัดอโศก แล้วทำไมต้องควงทวนที่ลานอโศก ตักกศิลาวัดมหาธาตุ แล้วทำไมต้องตั้งชื่อพวกเราว่า “ อโศก” แล้วมีอโศกอีกไม่รู้กี่อย่าง เป็นอจินไตย มันเป็นสิ่งที่ยาก ขอเปิดเผยอย่างอาตมาว่า “ อาตมาเป็นราม” ก็มีนัยหลายอย่าง อาตมาก็ไม่ได้ตั้งใจปักหลัก มหาวิทยาลัยรามคำแหง เราก็ไป เผยแพร่ที่รามคำแหงไม่รู้กี่ปี อะไรต่างๆ นาๆ ก็มีเรื่องอีก อาตมาเล่นไสยศาสตร์ ตอนนั้นก็เป็นองค์ราม เป็นเรื่องอจินไตยที่ไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไป แต่ทุกอย่างจะลงตัวทั้งรูปและนามไม่ผิดพลาด พระพุทธเจ้าท่านบอกพยากรณ์เลยว่า คนนี้จะไปเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป มีอัครสาวกชื่อนั้นๆ มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ทำไมมีแต่ภาษาบาลี จะเป็นภาษาละตินไม่ได้หรือ ขอไขความว่า ตะวันตกนี้จะช้า ประวัติศาสตร์ที่จะอ้างอิง ในฟากฝั่งของเอเชียจะเกิดคุณธรรมได้อย่างนี้ มีเหตุปัจจัย ได้ที่เส้นศูนย์สูตร อุดม สมบูรณกว่า ตะวันตกไม่อยู่ที่ศูนย์สูตร มีเหตุปัจจัยครบที่เอเชีย แต่ที่ตะวันตกมันเหตุปัจจัยไม่ครบ ปลูกพืชก็ไม่ดีเท่า มีน้ำแข็งมาก กินเนื้อสัตว์มาก อายุก็ไม่ยืนยาว แล้วที่บอกว่าคนจะอายุยืน 80,000 ปี ได้ไม่ต้องคิดหรอก? ทำไมชื่อต้องเป็นบาลีด้วย ก็มีเหตุปัจจัยที่อาตมาได้เปิดเผยไป ใครฟังได้ก็ฟัง ใครฟังไม่ได้โลหิตร้อนพุ่งจากปากก็ได้ หรือว่าใครฟังคราวนี้แล้วก็บอกว่าเสียเวลา คือลาสิกขาไปก็ช่วยไม่ได้ แต่คนที่ฟังแล้ว ก็ว่าเข้ามาบวชเลย แม้ไม่ได้บวช ไม่ได้เข้ามาก็เข้ามาเลย ก็เป็นเรื่องของตรงนี้แหละ ในพวกตรงกลางตัวใครตัวมัน คนจะบรรลุอรหันต์ก็มีได้ นี่คือสัจธรรม ในบุคคล 7 มีนัยเหตุปัจจัย มีเชื้อ DNA ของศรัทธาก็อย่าง ของปัญญาก็อย่าง คำว่า DNA นี้ใช้แทน อาตมาอธิบายว่า DNA เปลี่ยนได้ เปลี่ยนจาก ชั่วมาดี จากโลกีย์มาเป็นโลกุตระ การจะเปลี่ยน DNA จากโลกีย์มาเป็นโลกุตระ ต้องเข้าใจอาการของพลังงาน ตั้งแต่พลังงานฟิสิกส์ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ (ช่องว่าง) ช่องว่างไม่มีอะไรเลย พอเริ่มต้นมีอะไรขึ้นมาก็เป็นดิน พอเคลื่อนก็เป็นลม เรียกโดยภาษาพยัญชนะว่า “ลม” การเคลื่อนที่จากนิ่งดิ่งหยุด คือ “ดิน” พอเคลื่อนก็เป็น “ลม” หรือมีพลังงานในตัวเอง ที่จะเกิดรวมตัวหรือขยายตัว จะมีตัวหรือไม่มีตัวใช้พลังงานเรียกว่า “ไฟ” หนึ่ง “รวมตัว” สอง “เคลื่อนที่” จึงเรียกทางภาษาว่า Quantum กับ Photon ของพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า “สังขิตตัง” กับ “วิกขิตตัง” สังขิตตัง คือ รวมตัว เรียกในฟิสิกส์ คือ Fusion ส่วนสลายตัว เรียกว่า Fission ตัวสลายกระจายออกไป เรียกว่า “ธาตุเบา” ที่รวมตัวเรียก “ธาตุหนัก” ที่กระจายจะเป็นไอโซโทปกระจายหายไป จากหนักแน่นไปสลายหายไป จาก “ดิน” เคลื่อนที่เป็น “ลม” หรือพลังงานรวมตัวเป็น “ไฟ” พอเริ่มมันเป็นชีวะจะเป็น “น้ำ” สามเส้าที่ไม่เป็นชีวะเลย คือ ดิน ลม ไฟ อยู่ตัวไม่เป็นชีวะเลย ถ้าจะขยับก็อยู่ตรงนี้ ในพระอาทิตย์มีแต่ดิน ลม ไฟ ไม่มีสิทธิ์เป็นชีวะ อุณหธาตุแรงเกินไป ธาตุไฟแรงเกินไป แต่เมื่อมี เริ่มมาปรับเป็นชีวะก็ต้องเกิด “น้ำ” จากดิน ลม ไฟ มาเป็น “น้ำ” จากนั้นก็เป็น “กลละ” เป็น Primary Cell เกาะกับดิน หนึ่งธาตุ แยกตัวเป็นสองก็ติดอยู่ แต่พอมาเป็นสามก็ดิ้นในวงวน แต่ไม่หลุดออกมา หรือแยกเป็นสองตัวก็เป็น Secondary Cell จนเป็นสาม Tertiary Cell จนมาเป็นสี่ Quaternary Cell ไปเรื่อยๆ ผู้ที่รู้พลังงานแต่ละระดับ อ่านออกเข้าใจได้ จึงหยิบมาใช้ได้ ไม่สับสน ขนาดอาตมาก็ยังสัญญาวิปลาสเลย คนอ่านออกก็แยกได้ว่า อย่างไร คืออุตุ อย่างไร คือพีชะ เป็นพีชะนี้ถ้าอยู่ในกรอบของตน จะไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา เมื่อเป็นพีชะแล้ว เริ่มจากธาตุน้ำ เป็นชีวะแค่พีชะ ซึ่งกว่าจะพัฒนาการจากพีชะไปเป็นจิตก็นานมาก ไม่ใช่เร็ว อีกนาน พลังงานที่ก่อเกิดในตัวมันเอง ก็เกิดจากพลังงานอันอื่น มาเป็นอีกอัน อย่างธาตุดิน มันไม่เป็นตัวของตัวมันเลย ลม น้ำ คน พัดพามันไป มันไม่เป็นตัวของตัวมัน ส่วนพืชนั้น เป็นตัวของมันเอง แต่มันก็ยึดเป็นตัวของมันเองไม่ได้ เหมือนกับพูดว่า Oxygen มันจุดไฟติด แต่ไม่ติดไฟ ตัวมันเองไม่ติดไฟเอง แต่มันช่วยให้ไฟติด ตัวพีชนิยาม มันเป็นตัวของมันเอง แต่ยึดตัวมันเองไม่ได้ หลงตัวมันเองไม่ได้ เมื่อเป็น ISH เป็น สามเส้าแล้ว โดยมี I (ฉัน) เป็นประธาน มี 2 อย่างนี้เป็นตัวร่วม ร่วมแล้วมีภาวะ 2 อย่าง อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ มีประธานคือ I มีหวังเฉา หม่าฮั่นเป็น She กับ He มีท่านเปาคือ I พลังงานเหล่านี้เป็นสัจจะ ไม่ได้เอาเรื่องเพ้อเจ้อมาพูดให้ฟัง คนที่ศึกษาสัจธรรมจะอ่านออก แยกกายแยกจิตได้ กาย คือองค์ประชุมสอง จิต คือเป้าหมายที่คุณต้องทำ ต้องศึกษา ทำจากองค์สอง แล้วทำให้เป็นเอก แล้วคุมสองให้ได้ ธาตุ 2 ธาตุ มีประธาน “น้ำ” จนเป็น 3 เป็น 4...ไปถึง 7 ก็มี สามเส้า ถึง 7 แล้วห้ามให้เจริญไม่อยู่เรียกว่า “นิยตะ” เป็นภูมิที่สั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive