571128_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง อุทิสมังสะ และอานาปานสติสูตร .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571128_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง อุทิสมังสะ และอานาปานสติสูตร โดยพ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 28 พ.ย.2557 อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นปีแล้ว วันเดือนปีเคลื่อนเร็ว 12 ปี 36 ปี ก็ผ่านไป มาถึงวันนี้ 36 ปีเกือบ 3 รอบแล้ว ถ้าถึง 108 ปีเมื่อไหร่ก็ 3 รอบแล้ว มันก็ไวนะ อาตมามีสูตรที่จะใช้ตัวเลขเหมือนกัน 1 , 2 , 3 ก็เป็นสามเส้าที่หนึ่ง ถ้า 4 , 5 , 6 ก็เป็นสามเส้าที่สอง ถ้า 7 , 8 , 9 ก็เป็นสามเส้าที่สาม ตัวเลขพวกนี้หากคนยังไม่ถึงฐานะที่จะใช้ก็ยังไม่ควรใช้จะเละเทะ อาตมาถูกหาว่าอวดอุตริมนุสธรรมเป็นการผิดธรรมวินัย หากมีจริงก็ปาจิตตีย์ หากไม่มีจริงก็ปาราชิก อาตมาเข้าใจนะ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พูดได้ระดับนี้ แต่สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็พูดได้อย่างเต็มที่เลย ประกาศเต็มที่ แต่อาตมาที่ยืนยันอาตมาไม่ได้พูดให้เป็นเรื่องอวดอ้างโชว์ตัว จิตอาตมาไม่มีสาเฐยจิต แต่คนรู้อาตมาไม่ได้ ในกาละนี้ อาตมาก็เป็นพระสาวกรูปหนึ่งที่อยู่ในพุทธุปาทกาละ เพื่อจะทำงานนี้ อาตมาก็ยิ่งต้องอวดแน่นอน ผู้ไม่เข้าใจก็จะหาว่าอาตมาอวดนี่แหละ อาตมาไม่ได้ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า อาตมายกพระพุทธเจ้ามาอธิบายไม่ได้หมายถึงว่าอาตมาเท่าพระพุทธเจ้า แต่ว่าเป็นแบบแผนเรื่องราวคลายๆกัน ยิ่งทำงานมา 40 กว่าปี ก็ชัดเจนในผลงาน ชัดในการตรวจสอบกับพระไตรปิฎกฯ พยายามอธิบายละเอียดลึกซึ้ง อาตมาเคยผิดพลาดบกพร่อง เมื่อสมัยใหม่ๆคะนองๆ ว่าไปตามลูกทุ่งบ้าง แต่ว่าความผิดพลาดอาตมาผิดที่บัญญัติไม่ได้ผิดในสาระ เช่นอาตมาแปลบาลีตามคะนอง แต่เนื้อหาไม่ได้ผิด ผู้ที่ได้ยึดบัญญัติภาษาแล้ว ท่านก็เห็นว่าเราผิดไปตามภาษาที่ท่านเข้าใจเสียแล้ว แต่เนื้อหานั้นไปอีกชั้นหนึ่งแล้ว ที่ใช่กลับไม่ใช่ ที่ไม่ใช่ก็กลับใช่ เป็นต้น เรามีสภาวะรองรับก็จะรู้คว

อ่านต่อ

ามจริง อาตมาถูกต่อต้านก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่ถือเป็นการตรวจสอบ อาตมามาปุ๊ปอาตมาก็เห็นว่าต้องเอาที่อาตมารู้ประกาศ พอประกาศ ฝ่ายใหญ่ก็ตีเลย อาตมาก็รู้ว่าใช่แล้ว เป็นการยืนยันว่าที่อาตมาพูดนี่ใช่ อาตมายืนยันว่าอันนี้ถูก แต่ทางโน้นบอกว่าผิด แสดงตัวว่าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็เป็นคำตอบชัดเจน แต่ถ้าอาตมาแสดงตัวออกไปแล้วทางโน้นเงียบ อาตมาว่าเขาผิด เราถูก มันต่างกันนะ แล้วทำไมเขาเงียบก็มีอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งก็ยอมรับว่าที่อาตมาพูดนี่ถูกแล้ว ยอมรับ หรือว่าอาตมาแสดงออกไปนี่อาตมามีอิทธิพล เขาก็ต้องเงียบ แต่นี่อาตมาไม่มีอิทธิพลอะไรเลย อาตมาแสดงไปเขาก็ต้องเห็นว่าอาตมาไม่มีปัญญา หากอาตมาเป็นผู้มีปัญญาเขาจะฟัง แต่เขาว่าอาตมาไม่มีปัญญา อาตมาประกาศว่าไม่มีครูอาจารย์ในยุคนี้เลย แต่นี่ไม่เงียบ ตีมาเลย แต่เดี๋ยวนี้ก็เงียบ แต่สุดท้ายอาตมาก็ขอแยกเป็นนานาสังวาสซึ่งตั้งแต่พระพุทธเจ้าตราบทนี้มา ก็มีแต่ตอนเทวฑัตนั่นเอง พระพุทธเจ้าประกาศแยกให้ชัดเจนว่าเป็นนานาสังวาส พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้จับสึกพระเทวฑัต แล้วพระพุทธเจ้าตราหลักเกณฑ์ ปฏิโกสนา คือค้านแย้งได้เลย แต่ว่าอย่าให้ถึงกับฟ้องร้องเป็นคดีความกัน แต่กรณีอย่างนี้มันไม่มีก็เลยยาก แต่จริงๆเมืองไทยมีกรณีเช่นนี้นะ คณะธรรมยุติ เคยเสนอแยกนานาสังวาสกับมหานิกาย เคยทำ สมเด็จพระสังฆราชที่เพ ิ่ งสิ้นไปนี่แหละก็เป็นองค์หนึ่งที่ได้ลงชื่อในครั้งนัั้น อาตมาจำไม่ได้ว่ากี่รูป จำได้ว่าตำแหน่งนี้คือเจ้าคุณโสภณคุณาภรณ์ เป็นเจ้าคุณระดับต้น แต่สุดท้ายก็ไม่ทราบว่าผลเป็นเช่นไร แต่ก็เห็นปฏิบัติแยกกันอยู่ อะไรร่วมได้ก็ร่วมได้ ในงานที่ไม่ใช่สังฆกรรม แต่ถ้ามีอะไรที่สังฆกรรมจะร่วมกันไม่ได้ เช่น โอวาทปาติโมกข์ มีวินัยเหมือนกันก็รวมกันได้เลย ในรายละเอียดอาตมาได้พยายามทำให้ดีที่สุด ถูกที่สุด จนอาตมามั่นใจ เอามายืนยัน ถึงขนาดที่ชัดเจนว่าอาตมาตอนนี้ตีแรงเลย ตีแรงก็คือว่าทางสงฆ์หมู่ใหญ่แทบจะไม่เหลือเนื้อโลกุตระแล้ว มีแต่เดรัจฉานวิชชาแล้ว ท่านก็ว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรม อาตมาก็ว่าอาตมาอวดอย่างที่ว่าอาตมามั่นใจว่าอาตมาอยู่ในฐานะอวดได้ อย่างผ้าป่านี่ พระเดี๋ยวนี้จัดเองเลย แต่ที่จริงผ้าป่านี่คือผ้าที่เขาทิ้งแล้วไม่มีเจ้าของ ตรวจสอบแล้วแน่ใจก็จึงไปเอาได้ ให้รู้ตัวผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้มีประธานจัดทอดกระฐินเลย บอกชื่อรู้ตัวหมด อาตมาว่าเป็นทอดกระทะทองแดงมากกว่า มีแต่กิเลสหนาขึ้นๆ ทาน ศีล ภาวนา ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ อาตมามีแต่ว่าๆๆ ที่จริงท่านที่เป็นผู้ใหญ่น่าจะติ น่าจะเลิกทำ แต่ก็ทำเสียเอง อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร? เห็นใจเถอะ หน้าที่ท่านต้องทำหน้าที่ปราม แต่ก็ไม่ทำ กลับส่งเสริมสิ่งที่ไม่ควรอีก อาตมาว่าอาตมารักศาสนาพุทธ อาตมามาตำหนินี่เสียรังวัด ถูกเกลียดชังนะ แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยง ศาสนาพุทธมีบุคลิกของการตำหนิเป็นหลัก มีสัลเลขธรรม ไม่ใช่มีการชมเชยยกย่องกันเป็นใหญ่ แต่มีการตำหนิขัดเกลา สัจธรรม สัลเลขธรรม นิยายิกธรรม สันติธรรม นี่คือลักษณะของศาสนาพุทธ แต่ไม่มีใครกล้ามาทำอย่างอาตมานะนี่ ความไม่กล้าของคนมีหลายอย่าง 1 .ไม่กล้าเพราะกลัวเสียโลกธรรม 2 .ไม่กล้าเพราะกลัวเขาทำร้าย ฆ่า 3 .ไม่กล้าเพราะไม่รู้โง่ จะเรียกว่าอสุรกาย มีองค์ประชุมของนามรูปที่ไม่กล้า อสุระ คือจิตวิญญาณนรกชนิดหนึ่ง ส ิ่ งที่ถูกต้องเรามีหน้าที่ก็ไม่ทำ เรากลัวเสียโลกธรรม กลัวเขาว่าเขาตำหนิ เสียเหลี่ยมศักดิ์ศรี ไม่สุภาพ รักดีเกิน อะไรก็ดีเนาะ ไม่มีเสียสักอย่างเลย หรือไม่ก็กลัวเขาฆ่าจะทำร้าย มาเข้าสู่โลกุตระ ใน พระไต รปิฎกเ ล่มที่ 31 [ 620 ] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ พ่อครูว่า… เร ิ่ มต้นคือ กายในกาย ถ้าเข้าใจคำว่ากายไม่สัมมาทิฏฐิก็จะไม่สามารถปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ เช่น ในศาสนากินเนื้อสัตว์บางอย่างได้เท่านั้น พุทธไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่มีสัตว์ตายด้วยการฆ่า ด้วยเจตนาที่ฆ่าให้ตาย เช่น อุทิสมังสะ คนก็แหลอุทิสมังสะต่างกันจากเรา ท่านเข้าใจว่าเจตนาระบุบุคคล ก็อ้างอิงพระไตร ปิฎก เล่มเดียวกันด้วย ในสูตรเดียวกันนี้ ต้องระบุว่าจะถวายตถาคตและสาวกตถคต นั่นไม่ใช่ เป็นคำบอกกว้างๆ ว่า ใน 5 ข้อนี้เป็นบาปเป็นอันมาก เป็นการทำบุญแต่ได้บาปคือ 1 . ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2 . สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3 . ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4 . สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่มที่ 13 ข้อ 60 พ่อครูว่า… คำว่าเจาะจงคือเจาะจงทำร้ายสัตว์ ตั้งแต่จิตมีเจตนาไม่ดี พอสัตว์ถูกจับมาก็ทุกข์ บทเดียวกันสูตรเดียวกันแต่อธิบายต่างกัน อาตมาเคยอธิบายอย่างสนุกๆนะ เช่น ถ้าสูตรนี้นะบอกว่า เราไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันอาหาร แล้วบอกว่าให้ไปฆ่าสัตว์ชื่อนั้นมา พระพุทธเจ้าก็ฉันไม่ได้ เพราะอุทิสมังสะคุณไปอธิบายแบบนั้น แล้วคุณทำไปทำไมให้เมื่อย ทำให้ฉลาดน้อยทำไม ถ้าแปลอุทิสมังสะว่าเจาะจงถวายพระพุทธเจ้าและสาวก ท่านจะฉันได้หรือ นี่คือการตีความเบี้ยวบาลี ให้ตนสามารถกินเนื้อที่ฆ่าขายในตลาด ว่าไม่ได้เจาะจงนะ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ฆ่าสัตว์ ไม่ให้ค้าขายเนื้อสัตว์นะ ให้ฆราวาสว่าอย่าทำด้วย แล้วถ้าคนปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าจะได้ค้าขายเนื้อสัตว์ได้อย่างไร ฆ่าก็ไม่ฆ่า ขายก็ไม่ให้ขาย จะมีเนื้อสัตว์มาให้กินได้อย่างไร? ตอนนี้ปวัตตมังสะ คนยิ่งไม่มีทางที่จะมีกิน ก็มีแต่เนื้อหมาถูกรถยนต์ชนตาย แล้วสัตว์อะไรจะตายเอง ส่วนมากสัตว์ตายเองก็ไม่ค่อยกล้ากิน เป็นโรค หรือเดนเสือกินก็จะไปหากินได้อย่างไร สัตว์ที่ตายเองหรือเดนสัตว์กินก็จะหายากมาก คุณเลี้ยงก็ฆ่าเองไม่ได้ ยิ่งพูดนี่ยิ่งชัดว่าเนื้อสัตว์นี่กินไม่ได้ในศาสนาพุทธนะ พระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว อย่างอินเดียปัจจุบันนี้ก็ไม่กินเนื้อสัตว์กันส่วนใหญ่ เขาเข้าใจกันดีว่าไม่กินเนื้อสัตว์เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติธรรม ยุคพระพุทธเจ้านะ ท่านมาจากพราหมณ์ชั้นสูง ไม่ฉันเนื้อมาตั้งแต่เกิดเลย แล้วไม่บังคับกันให้สำนึกกันเอา มันรู้กันทั่วเป็นวัฒนธรรมสากล ไม่จำเป็นต้องออกกฎให้เมื่อย พระพุทธเจ้าจะออกกฎวินัยเมื่อจำเป็น มีที่น่าสังเกตว่าพระเทวฑัตขอให้ออกกฎบังคับไม่ให้กินเนื้อสัตว์ ที่ขอมา 5 ข้อนี้เคร่งหมดเลย ยิ่งเรื่องกินเนื้อสัตว์นี่ ใครกินอยู่ก็ปล่อยไป แต่จริงๆแล้วไม่มีหรอกต้องหลบเลี่ยงกินเลย เหมือนชาวอโศกที่ใครจะมากินเนื้อสัตว์เขาก็ต้องหลบเลี่ยง แม้พระเทวฑัตยังไม่ฉันเนื้อสัตว์เลย ยิ่งในประเด็นบริสุทธิ์โดยส่วนสาม อเจลกะท้วงพระพุทธเจ้าประกาศทั่วตลาดว่า พระพุทธเจ้าทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งได้ยินว่าเขาจะถวายเนื้อสัตว์ให้พระพุทธเจ้าแล้วถ้าพระพุทธเจ้าจะฉันได้อย่างไร การไปประกาศทั่วไปแสดงว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์หรือไม่ฉัน หากท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติจะไปประกาศทำไม ดิสเครดิตไม่ได้ แสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ เขาจึงต้องประกาศว่าพระพุทธเจ้าจะฉันเนื้อสัตว์เพื่อดิสเครดิตพระพุทธเจ้า นี่ก็ตีความเบี้ยวบาลีเข้าข้างตนเอง

มาเข้าเรื่องโลกุตรธรรม ใน พระไตร ปิฎกเล่มที่ 14 ในอานาปานสติสูตร ว่าปฏิบัติ จะได้มรรคผลคือ [ 285 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็น พระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ(อนาคามี) เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง 5 จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับ มาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกคาทามีเพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางมายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ [ 286 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสัมมัปปธาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญอิทธิบาท 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญอินทรีย์ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญพละ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญโพชฌงค์ 7 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญมรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญเมตตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญกรุณาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญมุทิตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอุเบกขาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอสุภสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอนิจจสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

พ่อครูว่า… เริ่มต้นโลกุตระ ข้อแรก คือ กายในกาย ถ้าเข้าใจคำว่า กายไม่ได้ ก็ปฏิบัติไม่ได้ กายเป็นองค์ประชุมของรูปและนาม กายคือองค์ประชุมสังขารร่วมกันอยู่ของรูปกับนาม อาตมาอธิบายโดยรูป 28 มาอธิบาย คือมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24 คำว่ากายต้องมีนามเข้าไปร่วม ในสังขารร่างของเรานี่ อาการ 32 ของร่างนั้น ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง ไม่ใช่กาย ไม่มีปสาทรูป ประสาทคุณไม่ทำงานก็ไม่ใช่กาย ไม่เอาสัญญาไปกำหนดรู้ ทั้งที่มีการกระทบสัมผัสแต่ไ่ม่รับรู้ก็ไม่ใช่ กาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือปสาทรูป และต้องร่วมกับโคจรรูป(วิสยรูป) เข้าไปทำปฏิกิริยาร่วมกันเป็น ผัสสะ 3 มีวิญญาณเกิด ต่อมาเป็นภาวรูปอีก 2 แต่กายนี่ต้องใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสตลอด อย่างอนาคามี หมดกิเลสในกาม แต่ก็เหลือกิเลสในจิต แต่ท่านก็ยังมีรูป ยังมีการใช้ชีวิตประจำวัน ลืมตาปฏิบัติเพราะปฏิบัติกับกายสังขาร กายวิญญาณมาตลอด ในอานาปานสติ มีกายปฏิสังเวที แล้วทำให้กิเลสรำงับ ต้องรู้จักวจีสังขาร ทำสังกัปปะ 7 ได้ ในวิโมกข์ 8 ก็ต้องมีอัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ อุปาทายรูป นั้น ตา หู จมูก ลิ้น กายทำงาน เกิดวิญญาณ คุณก็อ่านวิญญาณ คือนามทั้ง 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต้องเรียนรู้ตัณหา มีวิภวตัณหาเพื่อล้างกามตัณหา ภวตัณหา ทำให้หมดกามภพก็คืออนาคามี ก็ยังลืมตาปฏิบัติอยู่ปกติ ล้างกิเลสรูปภพอรูปภพต่ออีก อานาปานสติ 16 1 .ลมหายใจเข้า ออก มีลิงค ว่า ลมหายใจอย่างนี้เข้านะ อย่างนี้ออกนะ คุณรู้ด้วยสัมผัสนะ ว่าลมนี่เข้า ต้องรู้ว่าใจเราดีใจตอนเข้า ออกไม่ดีใจ ไม่อร่อยก็ต้องอ่านใจ เกิดโคจรรูป วิสยรูป มีกายคตะ องค์ประชุมลมหายใจกับวิญญาณเราทำงาน ตอนแรกก็รู้ว่าลมออกลมเข้า แล้วอาการลมออก เข้านี่มีกิเลสร่วมด้วยไหม? บางทีก็บอกว่าหายใจออกนี่ไม่เหม็นแต่ลมหายใจเข้าเหม็นก็ไม่ชอบ อย่างไปนั่งที่ปฐมอโศกหายใจออกโล่ง แต่หายใจเข้าเหม็นก็อ่านนามที่ชอบใจไม่ชอบใจนี่แหละ อิฏฐารมย์ อนิฏฐารมย์ ประเด็นที่ 1 คือหายใจเข้าหรือออก สั้นหรือยาว

2 .รู้ชัด(ปฏิสังเวที) ว่าหายใจเข้าสั้นก็รู้สั้น ยาวก็รู้ว่ายาว ออกสั้นหรือออกยาวก็รู้ 3 .ก็จัดการรู้ให้ได้ สัพกาโย(ท่านแปลในไตรปิฎกว่า กองลม ทั้งที่กาโยไม่ใช่วาโย) ให้ทำความรู้กายทั้งพวงก็คือลมหายใจเข้าออกกับนาม ดินน้ำไฟลมอื่นก็ไม่เหลือมีแต่ลมก็อ่านรู้ เข้าไปในจิตด้วย จิตชอบหรือชัง ทุกข์หรือสุข ก็ทำให้ระงับ ระงับอะไร กายสังขารัง ไม่ใช่ว่าไประงับว่ามืออย่ากระดิก ขาอย่ากระดิก ตัวอย่ากระดิกนี่คือกายระงับไม่ใช่ นี่ไม่เข้าหาปรมัตถ์เลย สิ่งที่ถูกรู้คือหมายเข้าหานามธรรม อ่านชอบหรือชัง สุขหรือทุกข์เป็นหลัก เป็นจิตแล้ว เป็นราคะหรือโทสะ เป็นเหตุแห่งการชอบหรือชัง มันสมใจก็สุขไม่สมใจก็ทุกข์ ต้นตออยู่ที่จิต จิตอุปาทานไว้ว่าอย่างนี้ชอบ เช่น บางคนว่ากลิ่นขี้หมูมานี่ชอบ เป็นมาซูคิสต์ ถ้าร่างมันทุกข์คุณก็เปลี่ยนอิริยาบทเสีย ที่จริงไม่ต้องไปนั่งหลับตาปฏิบัติเลย สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 ยิ่งชัดให้สังวรปธานคือสังวรอินทรีย์ 6 นะ จากจิตปัสสัมภยัง ทำได้ คุณก็จะได้ฌาน 1 เป็นเนกขัมสิตเวทนา ก็มีวิตกวิจาร รู้กิเลส จัดการกิเลสให้ออกไปได้มีผลจางคลาย ดับได้ ก็ดีใจ มีปีติ ก็ให้รู้ปีติ แล้วก็ให้ลดลงเบาบางลงเหลือสุขอันสงบระงับลง ก็ลดสุขอีกให้เนียนเบาเป็นกายลหุตา ในวิการรูป รู้ว่ามันมีชีวิตของกิเลสอยู่เป็นชีวิตตินทรีย์อยู่นะ มันเป็นอบายสัตว์ เป็นต้น สุดท้ายถึงขั้นเปลื้องจิตออก วิโมจจังจิตตัง มีมุลจิตตุกัมมยตาญาณ

มีคำถาม จาก นักศึกษา กราบถามเข้ารายการพ่อท่าน -หลวงพ่อคะ " นวัตกรรมการสื่อสารการตลาดอย่างยั่งยืนของระบบบุญนิยม " คืออะไร คะ เพราะหนูว่า มันแปลกไปจาก สื่ออื่น ๆ ที่มุ่งไปสู่รายได้ เม็ดเงิน ปรุงแต่งให้คนติดงอมแงม -หลวงพ่อมีหลักคิด หลักปรัชญาอย่างไร ? ที่ต่างจาก ทิศทางสื่อที่อื่น ๆ ทั้งในมหาลัยที่มี ที่สอน เพื่อให้ยั่งยืน ก้อ มันไม่มีรายได้ แล้วจะเอาอะไร มายืน ขอบคุณค่ะ พ่อครูว่า… นวัตกรรมคือของใหม่ บทบาทใหม่ นวัตกรรมการสื่อสาร การตลาด เอาบุญนิยมทีวีนี่แหละ เราสื่อสารเพื่อให้ประชาชนได้ ไม่ใช่ไปมอมเมาประชาชน เพื่อหาโลกธรรมให้แก่ตน ไม่นโยบายเอาอามิส การสื่อสารจึงทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง จะเห็นได้ว่าติดขัดตลอด ที่นี่ทำเหมือนคนธรรมดาสามัญ ชาวบ้านๆ เราของดีราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เบื่อทวง ปวดท้อง นี่คือการตลาดของพวกเรา ของเราอยู่ในหลักของพระพุทธเจ้า เราไม่ได้ต้องการอามิส ไม่ต้องตามใจคนดู เป็นสาระศิลป์เสียมาก ไม่ปรุงแต่งมาก ให้ดูดีหน่อยก็แค่นั้นเอง เราไม่เอาอามิสมาล่อให้คนติดงอมแงม คนดูบุญนิยมทีวีต้องมีญาณปัญญา มีวรรณะ ถ้าไม่มีวรรณะไม่ดูหรอก ขออภัยพูดเหมือนยกตน เรามีหลักปรัชญาอย่างพระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้หนีสังคมเลย อยู่กับสังคม แล้วเรียนรู้ จิต เจตสิกรูป ให้เป็นนิพพานเป็นโลกุตระ เป็นทิศทางสื่อเราอย่างแท้จริง แม้วนบ.ก็เช่นกัน ไม่มีรายได้แม้ตั้งมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้นำมาหารายได้ เราทำโรงเรียนสร้างคนให้แก่ประเทศมา 20 กว่าปีก็ไม่ได้คิดเงินเลย มีแต่สร้างให้สังคม เป็นการเมืองภาคประชาชน ทำมาก่อนรัฐบาลอีก _สัตตาวาส 9 คือมิจฉาทิฏฐิทั้งหมดใช่ไหม? พ่อครูว่า… ใช่ เหลือความเป็นสัตว์อยู่ บางทีสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ไม่พ้นอวิชชาสวะ ยังไม่พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ให้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธได้พ้นสัตตาวาส 9 _ถ้าเป็นสัตตาวาส 9 ไม่ได้แม่โสดาบันใช่ไหม? พ่อครูว่า… ใช่ ถ้าใครไม่รู้แม้ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน แม้ข้อที่ 1 ของวิญญาณฐีติ 7 ต้องปฏิบัติขณะมีวิญญาณตั้งอยู่ คุณก็ปฏิบัติไม่ถูกก็ไม่มีทางพ้นความเป็นสัตว์ แม้แต่คำว่ากายก็ไม่เข้าใจสมบูรณ์สัตว์ตัวที่ 1 เห็นมนุษย์ เทวดา นรก พรหม จะเห็นอย่างไรในมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิก็ต่างกัน แม้สัญญาอย่าเดียวกันในข้อ 2 ก็ยังมีกายที่ต่างกันอีก _ดญ.ดูแล (แลเลื่อนฟ้า) · ถ้าอยากจะกินไข่ จะทำอย่างไรคะ เรารู้ว่าไม่ดีแต่ก็ทำค่ะ พ่อครูว่า… จะทำอย่างไร? กินไข่นี่มันติดคาว ไข่นี่เป็นลูกสัตว์ สัตว์นี่กินเนื้อมันก็ไม่ดีแต่เขาก็มีขอว่ากินนม กินไข่อีก กินไข่นี่กินลูกของสัตว์นะ ถ้าเสือจะกินดูแล ขอพ่อเลื่อนผา จะให้กินไหม? กินไข่นี่แย่กว่ากินนม มีบาปเวรภัยมากกว่าอีก ทีนี้นมนี่มันก็ควรเลิก หากเลิกไม่ได้ก็อนุโลม ในอินเดียกินนมกันเยอะ ไข่เขาไม่กินหรอก ก็ต้องพยายามพิจารณา ลึกๆเราชอบ ว่ามันอร่อย แต่อร่อยนี่ของเท็จของโกหก เราอดได้เราไม่ตาย เราก็เห็นว่ากินแล้วเป็นโทษ ถ้าไม่กินเราจะไม่บาป ไม่มีเชื้อโรค อันอื่นแทนได้ ถั่วงอกก็แทนไข่ได้ _กรณีผมมีภรรยา 1 คน เธอได้ยึดบัตร ATM ไปแล้วจ่ายให้ผมทีละวันครับ แบบนี้เศรษฐกิจพอเพียงไหม? พ่อครูว่า… เป็น เศรษฐกิจพอเพียงอย่างหนึ่ง แต่แม้บ้านต้องซื่อสัตย์นะ _พื่อนชวนทำบุญทอดกฐิน เอาเงินไปสร้างห้องน้ำ เมรุเผาศพ เป็นวัดยากจน แบบนี้ทำไมเป็นบาป หากเขาไม่โกง … พ่อครูว่า… จริงๆมันเป็นเรื่องเรื้อรังมานาน ทอดกฐินก็อนุโลมในยุคโน้นเรื่องผ้านี่มีน้อยมากจนต้องเอาผมคนไปทอ เป็นผ้ากัมพล ในกระบวนผ้าที่เลวที่สุดคือผ้าทำจากผมคน หนาวก็หนาวกว่าปกติ ร้อนก็ร้อนกว่าปกติ ผ้าแต่ก่อนหายาก เขาเอาผ้าบังสุกุลมาเย็บต่อกัน กฐิน แปลว่าสดึง อันใหญ่ มาเอาผ้ามาปะรวมกัน จีวรของพระจึงเป็นผ้าชิ้นๆต่อกัน กว่าจะเต็ม เรียกว่าผ้าบังสุกุล กฐินก็คือจอสดึง แต่มันหายาก นางวิสาขาก็ขอพระพุทธเจ้าว่าจะถวายผ้าดีเป็นผืนเอามาจากม้วนเลย จนพระอานนท์มาออกแบบเป็นขันธ์ แล้วก็ยึดถือกันมาพาซื่อว่าเป็นขันธ์จะเคร่งว่าไปนั่น แต่กฐินคือผ้า คือสดึงด้วยซ้ำ ผ้าที่นางวิสาขาขออนุญาตเอาผ้าดีมาให้ พระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้ทอดได้หลังออกพรรษาเดือนเดียวเท่าน้ัน วัดเดียวก็ทอดได้เจ้าเดียวนะ ไม่มีเงิน แต่ทุกวันนี้เรียกว่าบริวารกฐิน หาเรื่อง แล้วบริวารกฐินที่สำคัญคือธนบัตร เรื่องมันเยอะ หากพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมักน้อย จะมีห้องน้ำโบสถ์ กุฏิ มีผ้าห่มบริขาร วัดใดที่เขาบำเพ็ญดีก็ช่วยกัน การสร้างส ิ่ งเหมาะควรก็ดี แต่ก็อย่าไปให้ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย อย่างอโศกนี่เขาจะหาว่าทำใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ที่จริงเราทำอย่างเหมาะสม โยมจะทำกัน เราไม่เรี่ยไร บางอย่างเราปฏิเสธด้วยนะ เราบอกบุญกันแค่นั้นที่หนักสุดตอนที่ดินสันติอโศก ก็มากอยู่แค่นั้น นอกนั้นก็เปรยนิดหน่อยแค่นั้น _ทำไมวิทยาลัยถึงให้นร.คิดแต่จะสร้างเครื่องดีดฟุตบอล? พ่อครูว่า… มันเป็นเรื่องอบายมุขหนักหนา ไม่ควรส่งเสริมมันเกินไป ไม่เข้าใจสัจจะกันทั้งโลก มอมเมา อ อกข่าวกีฬาบันเทิง แต่ไม่ออกข่าวสาระดีๆ _กินนมวัวผิดศีลไหม? พ่อครูว่า… ไปแย่งลูกวัวกินทำไม นมวัวเป็นนมสัตว์ เรากินนมแม่ก็พอแล้ว พอเหมาะก็เลิกกิน นมแม่มีสิ่งดีมากมาย แต่นมวัวเป็นนมสัตว์ เรากินก็มีวิญญาณสัตว์มาปนเปด้วยเลย จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน