571114_สรรค่าฯ(๑๘)วนบ.เรื่อง ความล้ำลึก ของคำว่า สำนึก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571114_สรรค่าฯ(๑๘)วนบ.เรื่อง ความล้ำลึกของคำว่า สำนึก โดยพ่อครูโพธิรักษ์
วันนี้วันที่ 14 พ.ย. 2557 พ่อครูเทศน์เรื่อง ความล้ำลึกของคำว่า สำนึก ในรายการสรรค่าสร้างคน วนบ. พ่อครูว่า … สรรค่าสร้างคน อาตมาก็อธิบายสังคมศาสตร์ กว้างๆ เจาะลึกบ้าง บางวันก็กลายเป็นพุทธชีวศิลป์ไปเลยซึ่งก็อันเดียวกัน คนที่มีธรรมะเป็นชีวิต ก็สุดยอดแล้ว อาตมาก็ยังขยันและเต็มใจที่จะบรรยายเผยแพร่เท่าที่ตนเองมี ดีที่สุดคือให้ความเข้าใจ ตามที่เราเข้าใจและเราเองก็เป็นผู้ได้รับสิ่งที่เราเข้าใจมาอาศัยในชีวิต ได้รับคุณธรรม และ ประโยชน์จากคำสอนของพระพุทธเจ้า เท่าที่มั่นใจว่าถูกสัมมาทิฏฐิ แล้วได้ผล อาตมาตั้งชื่อว่าผู้ได้ผลคือผู้บรรลุบุญนิยม ในหนังสือสรรค่าฯ ลักษณะของผู้บรรลุบุญนิยม 1. เป็นคนประหยัดมีชีวิตเรียบง่ายสมถะ ไม่เป็นคนเผาผลาญทำลาย ไม่ทำตนหรูหราสุรุ่ยสุร่าย 2. เป็นคนมักน้อย กล้าจน เสียสละอยู่เสมอๆ ไม่เอาเปรียบใครๆ 3. เป็นคนใฝ่ศึกษาสร้างสรร สร้างสมรรถนะและขยัน เป็นทรัพย์ของมนุษย์ ของชาวบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งอาศัยเลี้ยงชีพ มีความรู้สามารถในตนและขยันทำงาน แล้วก็ไม่จบศึกษาฝึกฝน เพิ่มสรรถนะไปอีกได้ แต่กินน้อยใช้น้อยไม่สะสม มีแต่สะพัดออก ในผลประโยชน์ที่เกิดออกไป 4 .เป็นคนทำงานอย่างตั้งใจ กล้าขาดทุนให้แก่ผู้อื่นและสังคม ด้วยความเห็นแจ้งความจริงว่า ผู้ขาดทุนคือผู้มีกำไรแก่ชีวิตตนเอง หรือคือผู้มีประโยชน์มีคุณค่าแก่ผู้อื่น อย่างถูกสัจจะ 5 .เมื่อปฏิบัติธรรมได้สูงยิ่งจะเป็นผู้สร้างสรร ขยัน อดทน เสียสละ สะพัดออก ไม่สะสม ถึงขึ้นสูงสุดก็คือ อนัตตา คือไม่มีตัวตนที่เห็นแก่ตัวเหลืออยู่เลยอย่างสัมบูรณ์อันติมะ พ่อครูว่า… เมื่อวานนี้มีดช.เบนซ์เ ล่ านิทานว่า ยายแกว่าแกหมดตัวหมดตน แล้วก็มีคนแหย่ว่าถ้า
อ่านต่อ
หมดตัวตนแล้วกล้าฆ่าตัวตายไหม? ยายคนนั้นก็กล้า แล้วก็ฆ่าตัวตาย...ดช.เบนซ์ก็งงว่า อย่างไรคือหมดตัวตน อาตมาก็ขยายความไปบ้างแล้วเมื่อวาน หมดตัวตนคือหมดตัวตนของกิเลส ตั้งแต่กามภพ รูปภพ อรูปภพ คนที่หมดตัวตนกิเลสนี่คือคนที่ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย หมดอัตตาแล้ว หมดโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา หมดกามภพ รูปภพ อรูปภพ โอฬาริกอัตตาคือกิเลสกามขั้นต้นที่ปรุงแต่งอยู่ภายนอกที่หยาบ ตั้งแต่อบายมุข ที่เกิดตัวตนจะต้องได้ต้องมีต้องเป็น ได้เสพเป็นรส ได้มาเป็นของตนสมโลภะก็สุข ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ หรือร้ายต้องแย่งชิง เสื่อมก็เสียดายต้องแย่งชิง หนักเข้าก็อกุศล ร้ายถึงโหดรุนแรงทำร้ายทำลายคนอื่นอย่างโหดเลือดเย็นในสังคม ถ้าสามารถเรียนรู้สัมมาทิฏฐิ ในอัตตา 3 แล้วล้างกิเลสตัวตนไปตามลำดับ รู้วิธีการในมรรคองค์ 8 หลักธรรมที่ฆ่ากิเลสของพระพุทธเจ้าชัดๆ ที่เป็นหลักธรรม ชื่อว่าเป็นหลักธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเข้าใจสัมมาทิฏฐิ ก็มีศีล แล้วขัดเกลาใจให้มีสมาธิ และก็มีปัญญา จิตที่เป็นสมาธิต้องพร้อมไปด้วยวิมุติ มีปัญญาที่รู้ ก็คือวิชชา และจบที่วิมุติ ก็ต้องรู้ว่าวิมุติคืออะไร ศีล สมาธิ ปัญญา นี่สำคัญ ต้องมีศีล(อธิศีล)แล้วปฏิบัติให้มีจิตสมาธิ(อธิจิต) มีอธิปัญญาสิกขา ในปุถุชนก็เริ่มที่ศีล 5 ก่อนเบื้องต้น หรือจะเอาวิชชาจรณะสัมปันโณ ในจรณะ 15 ก็เริ่มที่สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วจะเกิดสัทธรรม 7 (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) แล้วจะเกิด ฌาน อีก 4 (อธิจิต) จิตที่เป็นฌาน ก็คือผลของอธิจิต ผู้สัมมาทิฏฐิต้องอ่านอาการจิตตนออก เข้าใจว่าอาการเช่นนี้คือกิเลส อาการเช่นนี้คือกำลังปฏิบัติ หลักปฏิบัติพระพุทธเจ้าก็ต้องลืมตา ใช้ชีวิตประจำวันปกติ ไม่ต้องไปหาที่พิเศษไปนั่งสมาธิหลับตา คุมไว้ สะกดไว้อย่างเดียว นั่นไม่ใช่วิธีของพุทธ น่าเสียดายธรรมะพระพุทธเจ้าที่เพี้ยนไปไกล นั่งสมาธิ อย่าให้จิตออกนอกตัว นอกนั้นก็สอนเป็นโลกียะธรรมดาให้ทำความดีละชั่ว แต่ไม่สอนสจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้สะอาดผ่องใส ซึ่งต้องเป็นบุญ คือการชำระหรือสำรอกหรือกำจัดกิเลส ที่เป็นตัวตน คือสักกายะ คือตัวตนของตน เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ถ้าเรียนรู้สักกายะ สภาวะที่เป็นสักกายะแท้ ให้รู้แจ้งเห็นจริง สัมผัสแล้วเห็นว่านี่คือตัวตนแท้ๆของเรา ที่จะต้องกำจัดออก ถ้าผู้ไม่รู้แจ้งเห็นจริง ก็เป็นนักสะกดจิตมั่วๆไป โดยเฉพาะสัมผัสไม่มีสติเต็ม ผู้จะบรรลุผลของบุญนิยมต้องรู้จักการชำระกิเลสแล้วได้ผลจริง นอกนั้นก็เป็นผลอื่นๆ ในลักษณะผู้บรรลุบุญนิยม แล้วถ้าปฏิบัติอย่างจริงแล้วไม่เหลือตัวตนสูงสุดขั้นอนัตตา เป็นอันติมะ ก็คือแก่นแท้บุญนิยมเลย คนที่ลืมตาปฏิบัติมีสติแล้วก็มีสำนึก ท่านเรียกว่า สามัญสำนึก คนที่ไม่บ้า ก็เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ ถ้าคนไม่ศึกษาธรรมะก็มีสติโลกีย์ เป็นสติปุถุชน ก็เสพโลภ ได้ลาภยศสรรเสริญ ใฝ่หาแสวงหาแย่งชิง ได้มาก็สุข ไม่ได้มาก็ทุกข์ ทุกข์สุขปนกันไปมา สติกัลยาณชนก็สูงขึ้น มีสำนึกใฝ่ดี ตามที่รู้ตามที่ได้รับการสอนหรือว่าตามศาสนา ก็มีสติพากเพียรให้ได้ความดีเป็นคนดี มีกัลยาณธรรม ก็ได้ตามความรู้ของศาสดา ก็เป็นคนดีในสังคม โลกก็มีแต่ปุถุชนกับกัลยาณชน การมีสติกัลยาณชนก็เริ่มมีความสำนึก จากสามัญสำนึกขึ้นมาเป็นสำนึกดี พากเพียรตามภูมิของตน จึงเจริญด้วยสำนึก ใช้จิตสำนึกสามัญ มีชีวิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสกับโลกธรรมต่างๆ กามต่างๆ อัตตา ในชีวิตประจำวัน แล้วก็พยายามสร้างสำนึกตน ที่เป็นสามัญเต็ม แล้วก็ปฏิบัติสำนึกสามัญ แล้วคนที่มีศาสนาที่ต้องสร้างให้เจริญ ให้จิตมีสมาธิ มีนิพพาน แล้วจะเจริญ ให้แก่ตน ก็เลยไปสร้างการนั่งสมาธิหลับตา แล้วเขาไปนั่งนี่เขาไม่มีสามัญสำนึก เข้าภวังค์แล้วก็ไม่มีสามัญสำนึก เหมือนคนนอนหลับ ไม่มีพลังสร้างสามัญสำนึกที่จะให้ตนมีกรรมกิริยาในชีวิตให้ดีได้ สติเขาไม่เต็ม ไม่มีสัมปชัญญะที่จะเป็นไปเพื่อความเจริญไปตามลำดับ (1) สัมปชัญญะ = ความรู้ต่อจากการมีสติรู้สึกตัว (2) สัมปชานะ = ความรู้สึกตัวในการปฏิบัติอยู่ (3) สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ (พยายามทำให้สำเร็จตามเป้าหมายหรือถึงพร้อม จัดแจง กาย วาจา ใจตนให้ดีขึ้น ตามที่ตนเองรู้ว่าเราบกพร่อง ผิด อันนี้คือจุดแก้ไข เราก็ทำเลย พัฒนาตนเอง) (4) สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด (5) สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร (6) สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . (7) สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง (8) สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล . (9) สัมปฏิเวธ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด
เพราะการไปอยู่ในภวังค์นั้นสติไม่เต็ม คนไปนั่งสมาธิไม่มีปัญญาทำให้สติเต็มได้ ได้แต่ระลึกรู้ในภพ ในภวังค์ ในรูปภพ อรูปภพ ไม่มีสามัญสำนึก จึงไม่มีหวัง สติไม่อยู่ในสามัญสำนึก การนั่งหลับตาในภวังค์ มีสติก็กำหนดในภพแคบๆ ความตื่นเต็มของสติในรูปภพ อรูปภพ ก็เป็นสติที่ควบคุมจิตในภวังค์ไม่เป็นสามัญสำนึก มันเป็นวิสามัญอย่างหนึ่งในภพ เหมือนคนนอนหลับแล้วไม่ได้ฝึกให้สติแข็งแรงตื่นเต็มในภวังค์ คนไม่ได้ฝึกก็ควบคุมไม่ได้ คุณนอนหลับคุณควบคุมสติได้เหมือนตอนตื่นได้ไหม?ก็ไม่ได้ ควบคุมกรรมไม่ได้สักอย่าง แต่ของพระพุทธเจ้ามีสติ สัมปชัญญะแล้วก็มีสำนึก สำนึกคือความมีสติรู้ว่าความบกพร่องความผิดของตนก็มีสำนึก แล้วก็ตั้งใจแก้ไข “สำนึก”เป็นความเจริญของมนุษย์ เมื่อใดก็แล้วแต่ ต่อให้อรหันต์ก็มีสำนึกที่จะทำกุศล ยิ่งตนไม่เป็นอรหันต์ก็ยิ่งต้องสำนึกให้มีภูมิธรรมสูงเป็นอรหันต์ให้ได้ คำว่าสำนึกคือความเจริญทางจิตใจ หากมีสิ่งบกพร่องไม่ดีก็รู้สำนึกเลยว่าจุดนี้เราไม่ดี เราผิด คนมีสำนึกนี่เป็นคนดีที่สุดเลย ต้องจริงด้วย แต่บางคนก็รู้นะ ว่าตนผิด สะดุดรู้ว่าตนบกพร่อง แต่จิตไม่ถึงความสำนึก ถ้าจิตถึงความสำนึกก็ลงมือแก้ไข หาเหตุที่ทำผิด เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์เลย คนที่เห็นจิตบกพร่องของตนได้ อาตมาเน้นคำว่าสำนึก เมื่อสำนึกก็จะแก้ไขตน มุ่งมั่นแก้ไขความบกพร่องของตนได้ จิตสำนึกจะพาให้คนเจริญได้ตาม สัมปาเทติ (มุ่งมั่นให้สำเร็จตามเป้าหมาย พยายามทำให้สำเร็จตามเป้าหมายหรือถึงพร้อม จัดแจง กาย วาจา ใจตนให้ดีขึ้น ตามที่ตนเองรู้ว่าเราบกพร่อง ผิด อันนี้คือจุดแก้ไข เราก็ทำเลย พัฒนาตนเอง) ผู้มีสัมปชานะ คือความรู้สึกต่อจากสัมปชัญญะที่จะทำอย่างรอบคอบไปเสมอ เพื่อให้เกิดสติ สัมปชัญญะ ปัญญาต่อไป มีสัมปาญาตะ ทำไปเพื่อให้สำเร็จ จนมีผลสำเร็จเกิดเรียกว่า สัมปัชชลติ (เกิดผลถึงพร้อม) จนเป็น สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง คือมีไฟฌานทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะ ได้ คือไฟโหมกองใหญ่ อีกมุมหนึ่งคือ เจริญรุ่งเรือง ก็เป็นผู้ถึงพร้อมบรรลุแล้ว เป็นสัปปัตตะ ผู้มีสำนึกนี่แหละ ให้รู้ว่าอาการของการปฏิบัติตน ผู้เกิดความสำนึกที่แท้ ถ้าเราไม่เกิดความสำนึกในอะไรเลย มีสติปุถุชนไม่เคยรู้เลยว่าจะสำนึกอะไร มีแต่จะเสพไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากัลยาณชนก็สำนึกว่าจะแก้ไข แต่เป็นไปตามโลกีย์ไม่สามารถชำระกิเลสในจิตได้อย่างอาริยะชน แล้วต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีอาชีพที่กุหนา คือโกง หยาบ ทำร้ายสังคม ก็มีสำนึกรู้เข้าใจว่าเรามีชีวิตในการงานนี้มีแต่เรื่องโกงๆ แล้วคุณก็ทำงานที่ไม่โกงก็ได้ เป็นข้าราชการ นักการเมืองหรือนักธุรกิจ ก็สำนึกว่าเราไม่โกงก็ได้ แต่บางทีไม่โกงน้อยๆนะ ต้องโกงเม็กกะโปรเจ็ค Mega Project แล้วต้องได้ต้องคุ้ม ไม่อย่างนั้นเสียเวลาโกง เป็นความคิดและการทำที่เลวจริงๆ แต่ผู้ใดสำนึกได้ ว่าเราเลวจริงก็แก้ไขได้ นี่คือคนเจริญ คนรู้ตนเอง มีสำนึก พยายามให้ตนมีความคิดความรู้ที่รอบคอบ เพิ่งรู้หรือรู้นานแล้วแต่ไม่สำนึก นึกออกไหมว่าสำนึกคืออะไร ใครมีสำนึกคือคนดีเจริญ ให้มีตลอดเลยสำนึก แม้อรหันต์ก็ควรมีสำนึก ไม่ว่าอันไหนเราไม่พัฒนา แม้กิเลสหมดแล้วหรือกิเลสไม่หมดก็ต้องสำนึกตลอด ขวนขวายเสมอ ความหมายของคำว่าสำนึกจึงสุดยอดประเสริฐ อาตมาเคยตั้งชื่อให้คนๆหนึ่งว่าชื่อ “สำนึก” แล้วเขาก็บอกว่าผมผิดอะไร? ผมต้องใช้ชื่อว่าสำนึก ก็ไม่ยอมรับ อาตมาก็เลยเห็นว่ายาก เพราะชื่อที่เขาใช้อยู่คือเขามีตัวตนแบบนี้เอง แต่ไม่ใช่นินทานะ แต่ขอยืมมาเป็นตัวอย่างในการบรรยาย แต่ก็คงไม่ถือสาว่าจะบอกว่าเขาชื่อ “มานะ” ถ้าเขารู้จักตัวนี้แล้วแก้ตัวนี้ได้ ว่าสำนึกนี่สุดยอด คำว่าสำนึกนี่คือสุดยอด แต่เขาถือดีมีมานะว่าตนผิดอะไร? ตนไม่ผิดนี่นะ จะให้สำนึกอะไร เพราะคำภาษาไทยคำว่าสำนึกคือคนที่ผิดบกพร่อง ซึ่งมันดี แล้วคุณเป็นอรหันต์แล้วหรือ? แม้อรหันต์ก็ต้องมีสำนึก เริ่มต้นผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีสำนึกแล้วมีสติ มีสัมปชัญญะ สัมปาญาตะ(ดำเนินไปเรื่อยๆ พากเพียรไป) แล้วก็ปฏิบัติให้เกิดเจริญ สัมปัชชลติ จนถึงรอบแห่งการสันดาป เป็นจุดเปลี่ยน จุดแปรสภาพ สันดาปแปลจากความร้อนเป็นของเหลวหรือไอ คำว่าสัมปัชชลติคือจุดเปลี่ยนสภาพให้เกิดความรุ่งเรืองสำเร็จ แล้วก็เป็นตัวสำเร็จ สัมปันนะ ในสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน (ปฏินิสสัคคะ) คือความหมุนทวนไปมาที่ไม่มีสวรรค์ คือดับสวรรค์แต่ละชั้นขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าใจสวรรค์โลกีย์ที่เป็นสุขเท็จ สุขด้วยกาม หรือบำเรออัตตา สุขด้วยสมใจในโลกธรรม เป็นสวรรค์ของสมมุติเทพ แล้วเราต้องอสังสัคคะ ที่อยู่ในอนุปุพพิกถา ให้รู้ว่าเราจะดับสวรรค์ลวงขั้นหยาบอย่างไร แล้วก็จะได้สวรรค์สูงขึ้น เราก็ดับสวรรค์ต่อ จนไม่มีสวรรค์อะไร อสังสัคคะ ไม่ประกอบสวรรค์ให้ตนเลย ผู้ทำได้ก็มีอาทีนวะ เข้าใจโทษของสวรรค์หลอก ที่มันหลอกเราตลอดนิรันดร์กาลเลย เราต้องทำการเนกขัมมะออกให้ได้ ทำให้ได้ตามสัมมาทิฏฐิ 10 รู้ทานที่จะได้ผลลดกิเลส รู้ศีลหรือยัญพิธีที่จะทำให้ลดกิเลส รู้การเกิดผลหรือภาวนาหรือสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ทำอนุปัสสี 4 ได้อย่างมีญาณปัญญา การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าก็คือโพธิปักขิยธรรม 37 ผู้มีสำนึกนี่จะเป็นผู้เจริญ แม้อรหันต์แล้วก็เป็นผู้มีสำนึก ผู้มีสติแล้วก็มีสำนึก ทำสติปัฏฐาน 4 ที่รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งหมดปฏิบัติเช่นนี้ก็เป็นอรหันต์ ส่วนกายคตาสติ และอานาปานสติ นั้น เป็นเหตุปัจจัย องค์ประกอบ กายก็คือองค์ประชุม ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้แยกกัน ปฏิบัติต้องมีภายนอก ภายใน กายคตาสติ คือภายนอก ส่วนอานาปานสติคือภายใน ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _คำว่ามารยาทมีขอบเขตแค่ไหน? เช่นเราอยู่บ้าน ของตกแต่มือเราเอื้อมไม่ถึง ถ้าเราใช้เท้าก็จะได้..แต่ติดมารยาท? ใครกำหนดมารยาท พ่อครูว่า… มารยาทคือการปรุงแต่งกิริยาให้เหมาะสม กับความยึดถือขอสังคมนั้นๆ เช่น วัฒนธรรมไทยถือหัวเป็นของสูง ก็อย่าเล่นกัน แต่ตะวันตกเขาไม่ถือก็เล่นกันได้ ก็แล้วแต่ที่จะประพฤติปฏิบัติ เมืองไทยเราถือว่าหัวนี่สูง ตีนนี่ต่ำ มารยาทก็คือ เราต้องเข้าใจวัฒนธรรมของเขา เข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม แต่ถ้าเราเข้าใจในสาระ ไม่ได้ติดในสมมุติหรือกฎเกณฑ์สังคม แต่รู้จักสาระ เช่น เราใช้เท้าจับผ้าขี้ริ้วเช็ดพื้นก็ไม่เห็นเสียอะไร จะใช้มือก็ได้ไม่เห็นเสียอะไร? และถ้าลึกลงไป มารยาทคือสิ่งที่ยึดถือกันตามวัฒนธรรม ถ้าจะอธิบายลึกซึ้งว่า เป็นมารยาสังคม มารยาทก็คือพ่อของมารยาสังคม ถ้าสังคมยึดถือก็ให้ทำตามนี้ ก็คือมารยาท แต่แท้แล้วคือมารยา ไม่ใช่สิ่งจริง สมมุติให้เหมาะสม ดูดี หรือแม้แต่อย่าใส่รองเท้าเข้าไปในวัดพระแก้ว แต่ว่าที่ทำงานต้องใส่รองเท้านะ ไม่อย่างนั้นไม่มีมารยาท เลยไม่รู้ว่าอะไรสูงกว่ากันแน่ เราก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมากกับมารยาสังคม แล้วเราก็ประมาณดูว่าเขาถือกันสมมุติกันก็อย่าไปทำขวางเขาก็ปลอดภัย เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตามตาม เท่านั้นเอง
_คำว่า สำนึก เป็นผลของสติสัมปชัญญะหรือว่าเกิดพร้อมกันเลย พ่อครูว่า… สติคือรู้ตัวทั่วพร้อม สติปุถุชนก็รู้ตัวก็มีสติ ไม่รู้ก็ตามสัญชาตญาณ แม้สติปุถุชนก็เป็นสำนึก ต่อจากที่รู้แล้วก็ปรุงแต่งต่อจากที่รู้ ในขณะปรุงแต่ง หากมีสำนึกปุถุชนว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดีก็พากเพียรทำดี เป็นกัลยาณธรรมเจริญขึ้น สำนึกรู้ข้อพร่อง มีจิตรู้ข้อบกพร่อง ถ้าเป็นกาย วาจา แต่ไม่ถึงจิต จิตต้องสำนึก ถ้ารู้ว่ากาย วาจา มันบกพร่อง ก็ทำแต่กายวาจาก็เป็นกัลยาณธรรม แต่ถ้าของ พุทธต้องมีจิตสำนึก ว่าเหตุชั่วตัวไหนพาเราต่ำก็กำจัดเหตุตัวนี้ เป็นการทำงานต่อเนื่อง สติมีสัปชัญญะ แล้วมีสำนึก เว้นขาดเลย ในสิ่งไม่ดี กุหนา ลปนา ก็เลิกเลย แล้วมีเนมิตกตา ทำให้ได้ต่อไป ให้ล้างกิเลสที่จิตเลย คือจิตสำนึก สำนึกมีหลายระดับ แล้วแต่ละคน _ตอนเป็นเด็ก เคยสูบกัญชา รุ่นพี่พาไปฝึกทำบ้องกัญชา ถือมีดเข้าป่า ผมก็ตัดมากอหนึ่ง เขาก็ว่าใช้ไม่ได้ต้องเอาบ้องสวยๆ ผมก็คิดนึกว่า ผู้บริหารบ้านเมืองจะเป็นบ้องกัญชาสวยๆหรือไม่นะ อย่างอเมริกันพิมพ์แบ๊งค์ไม่มีทองค้ำประกันเลย ทำไมไปยอมกัน? พ่อครูว่า… ที่ถามมานี่เป็นเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การเมืองนะ ก็ไม่อยากให้เสียของล่ะสิ ก็อย่างที่เขาไปเชื่อถือดอลล่าร์ dolla rกันน่ะ ก็เพราะเขาเชื่อกันอยู่ก็ใช้กันไป แต่ถ้ามันล้มละลายกันเมื่อไหร่จึงจะรู้สึก แต่เพราะไทยเอาประเทศไปผูกไว้กับเขา อย่างอาตมาพาพวกเราทำ อย่าว่าแต่ดอลล่าร์เลย แม้แต่เงินบาท อาตมาก็ตัดวงจร ไม่ให้มีฤทธิ์มีอำนาจกับพวกเรา ไปมีส่วนได้เสียผูกพันเอาไว้ เช่น ไปเป็นหนี้ธนาคาร ตอนนี้อเมริกาเขาถือว่าเงินเที่ยงอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ล้มก็หมดท่าเลย กลายเป็นกระดาษจริงๆ เช่น เจ้าหนี้อเมริกาทวงหนี้แล้ว อเมริกาไม่มีเงินให้เขาก็พัง เงินดอลล่าก็หมดค่า หลายคนมีไว้หลายพันล้านดอลก็ไร้ค่าทันที พวกเราไม่เอาแบบนี้ เราไม่มีจิตอยากไปรวย เราใช้ธนบัตรไทย เพื่อแลกเปลี่ยนในเมืองไทย เราไม่อ้าขาผวาปีกไปเงินสกุลต่างประเทศ แต่เขาเชื่อถือกันก็เพราะเขายังมีเครดิต ก็เลยเชื่อกัน แต่ที่จริงมันกลวงแทบแย่ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยที่จะไปริบมาได้ แต่คนเชื่อถือก็เลยแลกได้ ตอนนี้เงินหยวนก็กำลังขึ้น ทุกวันนี้อโศกอาศัยธนาคารอยู่บ้าง แต่ไม่กู้เงินธนาคาร และธนาคารก็เป็นวิธีการหลอกเอาเปรียบกันอย่างซับซ้อนด้วย เราเอาเงินไปฝากธนาคาร เขาก็ให้ดอกเบี้ยเราก็จำใจรับไว้ แม้ธนาคารล่ม เราก็เสียไม่มากเพราะเราไม่มีเงินมาก ไม่กระทบกระเทือนเรา เรามีแต่จะสะพัดให้ไม่กักตุน เราไม่ไปเสียดอกเบี้ยด้วย มันเป็นสมมุติและเชื่อถือกันในสังคม การมีเงินแต่ไม่มีทองคำรองรับ เงินหมดจะริบทองก็ไม่มีทองให้ริบ แต่เขาเชื่อถือก็ยังทำได้อยู่ ใครประมาทก็พลาดล้มได้ แต่อโศกเราไม่ไปตกเป็นเหยื่อกับเขา แต่เราห้ามใครไม่ให้ไปเชื่ออย่างนั้นไม่ได้ _เห็นลูกค้าเขามากินมาก บางคนตักพูนจานเลย ใจก็รู้สึก … พ่อครูว่า… ตัวเรากล้าเสียสละให้คนอื่นได้ โดยประมาณไม่ให้ตนเองแย่ ให้เราน้อยลงไปอีกๆ เพราะกิเลสมันบำเรอตนหนามาก เราก็ลดลง จนถึงขีด เราใช้อัตราค่าเฉลี่ยของสังคมให้เราได้น้อยกว่าสังคมให้ตลอดเวลา ขาดทุนคือกำไร ทำได้ตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อด้วย พวกเราทำกันได้แล้ว ก็พยายามลดละเถอะ อย่าหวงแหนกลัวร้านจะล้ม เพราะเขามากินมาก ตักพูนจานเลย ไม่ต้องกังวลมาก _เราเคยโกรธ แล้วเรามีตัวหนึ่งมาแตะในจิต อารมณ์โกรธก็หายเลย แต่ไม่หาย มันมีหงุดหงิดอยู่ อยากถามว่า โกรธกับหงุดหงิดต่างกันไหม?หรือตัวเดียวกัน พ่อครูว่า… ภาษาไทย อาการโกรธ มีน้ำหนักขนาดไหน? กับคำว่าหงุดหงิด มันก็อาการต่างกัน แรงต่างกัน ลักษณะต่างกัน ก็ขอตอบว่าโกรธ กับหงุดหงิด เป็นตระกูลเดียวกัน เป็นตระกูลทุกข์ ไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ โกรธอาการแรง แต่หงุดหงิดอาการเบา มันมีขนาดต่างกัน โกรธมันเหลือมาก หงุดหงิดมันเหลือน้อย ไม่ดุเดือดเท่าโกรธ นัยต่างกันเราก็ต้องเรียนรู้ ไม่ให้มีในตัวเรา ต้องพยายามล้างออกจากใจเรา